การมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัดโดยพลังบวร
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์ บริบท สภาพปัญหาและสาเหตุ ผลกระทบ ความจำเป็นและความต้องการ เกี่ยวกับกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัด ตามแนวคิด ทฤษฎีศาสตร์สมัยใหม่และหลักพุทธธรรม 2) เพื่อศึกษาพัฒนากระบวนการ การมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัดโดยพลังบวร 3) เพื่อนำเสนอผลลัพธ์กระบวนการ การมีส่วนร่วมในกระบวนการบริหารจัดการศาสนสมบัติวัดโดยพลังบวร ระเบียบวิธีวิจัยที่ใช้ในดุษฎีนิพนธ์ ได้แก่ การวิจัยเชิงคุณภาพ แบบการวิจัยภาคสนาม โดยเก็บข้อมูลเพื่อการวิจัยจากกลุ่มเป้าหมายที่เลือกให้เป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 รูป/คน และการสนทนากลุ่มเฉพาะของผู้ทรงคุณวุฒิในด้านต่าง ๆ ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 6 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสัมภาษณ์
ผลการวิจัยพบว่า 1) วัดหลายแห่งประสบปัญหาขาดระบบบริหารจัดการศาสนสมบัติที่เป็นระบบ ขาดบุคลากรที่มีความรู้เฉพาะ และขาดการมีส่วนร่วมจากภาคส่วนต่าง ๆ สาเหตุหลักมาจากการบริหารแบบดั้งเดิมที่รวมศูนย์ ขาดการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับหลักการบริหารสมัยใหม่ 2) การพัฒนากระบวนการมีส่วนร่วมโดยโมเดล “บวร” (บ้าน วัด ราชการ) ประสบความสำเร็จในสี่ด้าน คือ การจัดตั้งคณะกรรมการที่มีศักยภาพ การถอนคืนการจัดประโยชน์และการบริหารตนเอง การรวบรวมกฎระเบียบอย่างเป็นระบบ และการสร้างกระบวนการมีส่วนร่วมอย่างยั่งยืน 3) การประเมินประสิทธิภาพของโมเดล “บวร” ประกอบด้วยขั้นตอนสร้าง, ตรวจสอบแก้ไข, ดำเนินการ และพัฒนา ครอบคลุมการสร้างบุคลากร ระเบียบวิธี ระบบงาน และฐานข้อมูล พร้อมกลไกตรวจสอบถ่วงดุล สร้างกลไกการบริหารจัดการที่มั่นคง โปร่งใส และยั่งยืน
องค์ความรู้ใหม่ที่ได้ คือ โมเดล “วงล้อการบริหารศาสนสมบัติ โดยพลังบวร” ที่บูรณาการหลักมรรค 8 กับธรรมาภิบาล ในการบริหารศาสนสมบัติ ผ่านการมีส่วนร่วมของบ้าน วัด และราชการ สามารถเสริมความโปร่งใส ลดความขัดแย้ง และสร้างการพัฒนาอย่างยั่งยืนให้แก่วัดและชุมชน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ยินยอมว่าบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร
เอกสารอ้างอิง
Ansell, C., & Gash, A. (2008). Collaborative Governance in Theory and Practice. Journal of Public Administration Research and Theory, 18(4), 543–571.
Arnstein, S. R. (1969). A Ladder of Citizen Participation. Journal of the American Institute of Planners, 35(4), 216–224.
Charoenjai, N. et al. (2021). Management of Religious Assets in Buddhism in Thailand. Bangkok: Thailand Research Fund.
National Office of Buddhism. (2018). The Sangha Act B.E. 2505 and Amendments. Bangkok: National Office of Buddhism.
National Office of Buddhism. (2024). Guidelines for the Care, Maintenance, and Management of Religious Assets (pp. 110–111). Bangkok: Office of Religious Assets, National Office of Buddhism.
Phra Thepkhunaporn (Sophon Sophonchitto). (2022). Developing the Capacity for Religious Asset Management in Bangkok Temples. (Master’s Thesis). Mahachulalongkornrajavidyalaya University. Ayutthaya.
Phrakhrusuthi Kittibundit (Krisada Kittisobhano), Phra Medhiwatcharaprachathon (Prayoon Nonthiyo), & Phrakhrusangkharak Ekalak Achito. (2025). Guidelines for Establishing a Buddhist Property Management Office in Thailand. Journal of MCU Social Science Review, 14(1), 136–154.
Phramaha Sunan Sunanto et al. (2017). Buddhist Integration for Temple Asset Management in Buddhism. (Research Report). Ayutthaya: Mahachulalongkornrajavidyalaya University Press.
Phrapalad Woramet Nagavaro (Yimkrung), Phra Suthiwirabandit, & Thongin, T. (2017). Good Management Model of Monastery in Chainat Province. Journal of MCU Social Science Review, 6(4), 141–151.