การศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการความจำเป็นต่อแนวทางการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อายุ 3-4 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัญหาต่อแนวทางการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อายุ 3-4 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน 2) ศึกษาความต้องการจำเป็นต่อแนวทางการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อายุ 3-4 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน 3) ศึกษาแนวทางการพัฒนาข้อจำกัดการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อายุ 3-4 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยตามระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ผู้ให้ข้อมูลประกอบไปด้วยครู และครูผู้ดูแลเด็กในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนรวม 387 คน โดยใช้การเลือกแบบเจาะจง และมีคุณสมบัติตามเกณฑ์ที่กำหนด เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยนี้ คือ แบบสอบถาม และแบบบันทึกการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยวิธีการหาความถี่ หาร้อยละ หาค่าเฉลี่ย หาส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลจากการศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการจำเป็นต่อแนวทางการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อายุ 3-4 ปีในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั้ง 4 ด้านโดยภาพรวมอยู่ในระดับน้อย ( = 1.78) 2) ผลจากการศึกษาความต้องการจำเป็นต่อแนวทางการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อายุ 3-4 ปี ในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนทั้ง 4 ด้านความต้องการจำเป็นเร่งด่วนที่สุดลำดับแรกคือ องค์ประกอบที่ 1 ด้านการคัดกรองประเภทความพิการทางการศึกษา (PNIModified = 2.54) 3) แนวทางการพัฒนาข้อจำกัดการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มเพื่อเสริมสร้างทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน สำหรับเด็กที่มีความต้องการพิเศษ อายุ 3-4 ปีในศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน ประกอบด้วย การมีส่วนร่วมจากผู้ปกครอง ให้บริการช่วยเหลือระยะแรกเริ่มตั้งแต่พบว่าเด็กมีพัฒนาการล่าช้า และเทคนิคการสอนแบบวิเคราะห์งานในการสอนทักษะการช่วยเหลือตนเองในชีวิตประจำวัน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสาร ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการ ยินยอมว่าบทความเป็นลิขสิทธิ์ของวารสาร
เอกสารอ้างอิง
Barnett, M. A. et al. (2020). Influences of Parent Engagement in Early Childhood Education Centers and the Home on Kindergarten School Readiness. Early Childhood Research Quarterly, 53, 260-273.
Hoover-Dempsey, K. V., & Sandler, H. M. (1995). Parental Involvement in Children's Education: Why Does It Make a Difference? Teachers College Record, 97(2), 310-331.
Kayankit, S. (2011). Process of Contemplative Education in Instruction and Students’ Learning Experiences in the Assessment and Evaluation of Young Children. Journal of Education Studies, 39(2), 26-34.
Khetani, M. A. et al. (2020). Early Intervention Service Intensity and Young Children’s Home Participation. BMC Pediatrics, 20, 1-10.
Kleawthanong, M. (2008). Teaching Self-Help Skills to Students with Severe Mental Retardation Using Task Analysis Plus Visual Strategies. (Master’s Thesis). Srinakharinwirot University. Bangkok.
McManus, B. M. et al. (2020). Child Characteristics and Early Intervention Referral and Receipt of Services: A Retrospective Cohort Study. BMC Pediatrics, 20, 14-26.
Ministry of Education. (2017). Early Childhood Education Curriculum 2017. Bangkok: Office of Academic Affairs and Educational Standards, Office of the Basic Education Commission.
Ministry of Education. (2019). National Education Act B.E. 2542 and Amendments Up to (No. 4) B.E. 2562. Bangkok: Ministry of Education.
Pongwan, S. (2017). Parents’ Participation in Early Childhood Education Management of Sunthonphu Education Network under the Rayong Primary Educational Service Area Office 2. (Master’s Thesis). Burapha University. Chonburi.
Ritjaroon, P. (2018). Research Techniques for Learning Development. (2nd ed.). Bangkok: Chulalongkorn University Press.