ปฏิบัติการในชีวิตประจำวันของผู้ค้ามุสลิมข้ามแดนปาดังเบซาร์ไทย-มาเลเซีย
คำสำคัญ:
ผู้ค้ามุสลิมข้ามแดน, ปฏิบัติการในชีวิตประจำวัน, ชายแดนไทย-มาเลเซีย, ปาดังเบซาร์บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความหมายทางสังคมของพื้นที่ชายแดนปาดังเบซาร์ไทย-มาเลเซีย 2) ศึกษาเครือข่ายความสัมพันธ์ทางการค้าของผู้ค้ามุสลิมข้ามแดนปาดังเบซาร์ไทย-มาเลเซีย 3) ศึกษาการดำเนินกิจกรรมทางการค้าของผู้ค้ามุสลิมข้ามแดนปาดังเบซาร์ไทย-มาเลเซีย ในการต่อรองกับกฎระเบียบของรัฐ-ชาติ และต่อรองกับหลักการอิสลาม 4) ศึกษาการบริโภคสินค้าเสื้อผ้าข้ามแดน การสร้างอัตลักษณ์ทางสังคมและการให้ความหมายในการสวมใส่เสื้อผ้าของชาวมาเลเซีย ใช้วิธีวิทยาทางมานุษยวิทยาในการทำงานฝังตัวในสนามของการวิจัย โดยศึกษากลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก จำนวน 15 คน คือผู้ค้ามุสลิมข้ามแดน และแรงงานรับจ้าง และศึกษากลุ่มผู้ที่เกี่ยวข้องกับกิจกรรมการค้าข้ามแดน จำนวน 22 คน ได้แก่ คนขับรถรับจ้าง คนขับรถบรรทุก เจ้าหน้าที่รัฐ และชาวบ้าน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือการสังเกตอย่างมีส่วนร่วม การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลหลัก และกรณีศึกษา วิธีการวิเคราะห์ข้อมูลคือ นำข้อมูลมาจำแนกหมวดหมู่ ถอดรหัส และตีความ มีการตรวจสอบข้อมูลแบบสามเส้า ผลการวิจัยพบว่า 1) พื้นที่ในอาณาบริเวณปาดังเบซาร์ไทย-มาเลเซียมีความหมายทางสังคมตามเหตุการณ์ทีเกิดขึ้นในแต่ละมิติเวลา 2) รูปแบบความสัมพันธ์ของเครือข่ายทางการค้าของผู้ค้ามุสลิมข้ามแดนปาดังเบซาร์ไทย-มาเลเซีย มีรูปแบบความสัมพันธ์ที่ซับซ้อนและหลากหลาย 3) การดำเนินกิจกรรมทางการค้าของผู้ค้ามุสลิมข้ามแดนล้วนแล้วแต่เผชิญกับสิ่งต้องห้าม ตามหลักการอิสลาม 4) ชาวมาเลเซียนิยมบริโภคสินค้าเสื้อผ้าที่นำเข้าจากไทย และได้ให้ความหมายเสื้อผ้าที่สวมใส่ว่าเป็นเครื่องหมายบ่งชี้ ถึงความทันสมัย มีสถานภาพทางสังคมและเศรษฐกิจที่สูงกว่า เมื่อเทียบกับสังคมมาเลเซียที่สวมใส่เสื้อผ้าในวัฒนธรรมมุสลิมที่มีรูปแบบเรียบง่าย รวมทั้งมีการปรับใช้เสื้อผ้าเพื่อสวมใส่ให้เหมาะสมกับสถานที่และโอกาสที่แตกต่างกัน
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2017 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (Journal of Liberal Arts Prince of Songkla University Hat Yai)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียน แต่วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเป็นผู้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก


