การใช้วิธีการอ่านแบบกว้างขวางในการพัฒนาสมรรถนะการอ่านภาษาอังกฤษ และความสามารถในการคิดอย่างมีวิจารณญาณ
คำสำคัญ:
การอ่านแบบกว้างขวาง, การอ่านแบบกว้างขวางโดยใช้กิจกรรมการอ่านในห้องเรียน, การอ่านแบบกว้างขวางโดยใช้กิจกรรมการอ่านแบบออนไลน์, สมรรถนะในการอ่าน, การคิดอย่างมีวิจารณญาณบทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อทดลองใช้การอ่านแบบกว้างขวางผ่านกิจกรรมในห้องเรียนและกิจกรรมออนไลน์ในการพัฒนาระดับสมรรถนะในการอ่านภาษาอังกฤษและการคิดอย่างมีวิจารณญาณ กลุ่มตัวอย่างคือนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ปีการศึกษา 2557 จำนวน 40 คนจากโรงเรียนรัฐบาลแห่งหนึ่งสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาเขต 13 จังหวัดตรัง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง 2 กลุ่ม คือ กลุ่มในห้องเรียนและกลุ่มออนไลน์ กลุ่มละ 20 คน เครื่องมือทดลองคือบทอ่านภาษาอังกฤษจำนวน 10 เรื่อง และแผนการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ท้ายบทอ่านแบบในห้องเรียนจำนวน 10 แผนและแบบออนไลน์จำนวน 10 แผน ส่วนเครื่องมือในการเก็บข้อมูล คือแบบทดสอบวัดสมรรถนะในการอ่านภาษาอังกฤษก่อนและหลังการจัดกิจกรรมการเรียนรู้โดยใช้วิธีการอ่านแบบกว้างขวาง คำถามครอบคลุมการคิดอย่างมีวิจารณญาณทั้ง 6 ระดับตามทฤษฎีของ Bloom (1956) คือ 1) ระดับความรู้ความจำ 2) ระดับความเข้าใจ 3) ระดับความสามารถในการนำไปใช้ 4) ระดับความสามารถในการวิเคราะห์ 5) ระดับความสามารถในการสังเคราะห์ 6) ระดับความสามารถในการประเมินคุณค่า สถิติที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความแตกต่าง ผลการวิจัยในด้านสมรรถนะการอ่านพบว่านักเรียนแต่ละกลุ่มมีคะแนนทดสอบหลังกิจกรรมการอ่านเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01** แสดงให้เห็นว่าการอ่านแบบกว้างขวางผ่านกิจกรรมการอ่านในห้องเรียนและออนไลน์สามารถเพิ่มสมรรถนะการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนได้ และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างกิจกรรมการอ่านทั้ง 2 แบบพบว่า นักเรียนทั้ง 2 กลุ่มมีคะแนนทดสอบหลังเรียนเพิ่มขึ้นใกล้เคียงกันและไม่มีความแตกต่างที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ จึงอาจกล่าวได้ว่าทั้งสองวิธีสามารถพัฒนาสมรรถนะการอ่านภาษาอังกฤษได้ดีเหมือนกัน ส่วนด้านการคิดอย่างมีวิจารณญาณนั้น พบว่าทั้งกลุ่มในห้องเรียนและกลุ่มออนไลน์มีคะแนนทดสอบกิจกรรมเพิ่มขึ้นทุกระดับอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01** และผลการเปรียบเทียบทั้ง 2 แบบไม่พบความแตกต่างอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติในทุกระดับ ยกเว้นระดับที่ 2 (ความเข้าใจ) ซึ่งพบว่ากลุ่มในห้องเรียนสามารถพัฒนาระดับความเข้าใจได้สูงกว่ากลุ่มออนไลน์ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01**
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2017 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (Journal of Liberal Arts Prince of Songkla University Hat Yai)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียน แต่วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเป็นผู้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก


