การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่เพื่อเสริมสร้างสำนึกแห่งความเป็นชุมชนสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในชนบท
คำสำคัญ:
การพัฒนาหลักสูตร, การศึกษาอิงสถานที่, สำนึกแห่งความเป็นชุมชน, การมีส่วนร่วมระหว่างโรงเรียนและชุมชนบทคัดย่อ
การพัฒนาหลักสูตรตามแนวคิดการศึกษาอิงสถานที่เพื่อเสริมสร้างสำนึกแห่งความเป็นชุมชนสำหรับนักเรียนระดับประถมศึกษาในชนบท มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลพื้นฐานของชุมชน 2) พัฒนาหลักสูตร และ 3) ศึกษาผลการนำหลักสูตรไปใช้ ขั้นตอนการวิจัยมี 3 ขั้นตอน คือ 1) การศึกษาข้อมูลพื้นฐานของชุมชนเพื่อกำหนดกรอบหลักสูตร 2) การพัฒนาหลักสูตร และ 3) การศึกษาผลการนำหลักสูตรไปใช้ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ประกอบด้วย 1) เครื่องมือเพื่อการศึกษาข้อมูลเชิงคุณภาพ ได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง แบบบันทึกการสนทนากลุ่ม แบบบันทึกข้อมูลบริบทท้องถิ่น แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน และแบบบันทึกภาคสนาม 2) เครื่องมือเพื่อการศึกษาข้อมูลเชิงปริมาณ ได้แก่ แบบสอบถามความต้องการเนื้อหาท้องถิ่น แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจของครู นักเรียน และวิทยากรท้องถิ่น
ผลการวิจัย พบว่า ข้อมูลพื้นฐานของชุมชนประกอบด้วยเนื้อหาบริบทท้องถิ่นซึ่งสะท้อนคุณค่าและอัตลักษณ์ ได้แก่ ความรู้ ภูมิปัญญา วิถีชีวิต คุณค่าของทรัพยากรและวัฒนธรรมท้องถิ่น หลักสูตรแสดงเป้าหมายสำคัญของการจัดการศึกษาโดยการเชื่อมโยงความรู้ท้องถิ่นเข้ากับวิทยาการสมัยใหม่เพื่อเสริมสร้างพลังให้แก่นักเรียนและชุมชนอย่างยั่งยืน หลักสูตรมีองค์ประกอบ ได้แก่ วิสัยทัศน์ จุดมุ่งหมาย โครงสร้างเนื้อหาและเวลาเรียน แนวการจัดการเรียนรู้ สื่อและแหล่งเรียนรู้ และแนวทางการวัดและประเมินผล ผลที่ได้รับจากการพัฒนาหลักสูตรพบว่า นักเรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนและหลังแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ด้านความพึงพอใจของครู นักเรียน และวิทยากรท้องถิ่นอยู่ในระดับมาก ด้านพฤติกรรมนักเรียนระหว่างการจัดกิจกรรมการเรียนการสอน พฤติกรรมการทำงานกลุ่ม การทำโครงงาน
และการนำเสนองานหน้าชั้นเรียนอยู่ในระดับมาก และด้านสำนึกแห่งความเป็นชุมชน
อยู่ในระดับมาก
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2017 วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตหาดใหญ่ (Journal of Liberal Arts Prince of Songkla University Hat Yai)

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียน แต่วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเป็นผู้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก


