โนราโรงครูคณะ “เฉลิมประพา” จังหวัดปัตตานี : พลวัตตามสภาวการณ์ปัจจุบัน
คำสำคัญ:
โนราโรงครู, จังหวัดปัตตานีบทคัดย่อ
การวิจัยเรื่อง “โนราโรงครูคณะ “เฉลิมประพา” จังหวัดปัตตานี” มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาพิธีกรรม, กระบวนการถ่ายทอดทางวัฒนธรรม และความสัมพันธ์ในชุมชนผ่านพิธีกรรมการแสดงโนราโรงครู เก็บข้อมูลด้วยการสังเกตการณ์ สัมภาษณ์ และประชุมกลุ่มย่อย วิเคราะห์ข้อมูลแบบพรรณนาวิเคราะห์ ได้ดังนี้
โนราโรงครูคณะ “เฉลิมประพา” ก่อตั้งคณะมาเป็นเวลากว่า 40 ปี รับการแสดงทั้งโนรา หนังตะลุง และลิมนต์ ปัจจุบันรับการแสดงเฉพาะโนราโรงครูและลิมนต์เท่านั้น การแสดงโนราโรงครูอยู่ในช่วงเดือน 6 เดือน 7 เดือน 9 และเดือน 11 ปัจจุบันใช้เวลาการแสดง 2 คืน กับ 1 วัน ขั้นตอนพิธีกรรมมีการเปลี่ยนแปลงไปบ้าง ตามความประสงค์ของเจ้าภาพ และเพื่อให้มีความเหมาะสมกับช่วงเวลาที่เร่งรีบในการทำงานของชาวบ้าน จะรับการแสดงประมาณ 10 – 15 โรงต่อปี ส่วนบรรดา ลูกคู่ นางรำ จะเป็นบรรดาญาติ ๆ ลูกศิษย์ และผู้ที่ได้ร่วมแสดงโนราโรงครูมาตั้งแต่อดีตด้วยความรัก ความผูกพัน และความเคารพนับถือต่อนายโรง
โนราโรงครูคณะ “เฉลิมประพา” ยังมีการสืบทอดทางวัฒนธรรมแบบเครือญาติมาตั้งแต่อดีตจนถึงปัจจุบัน เหฺมฺรย คือ พันธสัญญาทางพิธีกรรม ร่างทรง คือ บุตรหลานที่ถูกเลือกให้เป็นตัวแทนของครูหมอโนราที่จะลงมาประทับทรง เพื่อพบปะลูกหลาน ร่วมสนุกสนาน และรับเครื่องเซ่นสังเวยตามพันธสัญญา และนายโรงเป็นสื่อกลางในการตัดขาดพันธสัญญาด้วยการ “ตัดเหฺมฺรย” ให้ทุกสิ่ง ทุกอย่างกลับคืนสู่ความเป็นปกติ ซึ่งนายโรงผู้ทำหน้าที่พิธีกรรมต้องผ่านพิธีตัดจุก (ครอบเทริด) นอกจากนั้น โนราโรงครูทำให้สถาบันครอบครัวมีความเข้มแข็ง บรรดาญาติพี่น้องเข้าร่วมประกอบพิธีกรรมเหมือนกับได้มาอยู่ใกล้ชิดกับบรรพบุรุษที่ทุกคนเคารพรัก มีโอกาสได้ถามทุกข์สุข ปัญหา และการประนีประนอม ออมชอม ระหว่างเครือญาติ จากนั้นเปิดโอกาสให้ผู้เข้าร่วมพิธีกรรมได้สนุกสนาน เพลิดเพลินกับการแสดงร่ายรำ 12 ท่า การแสดง 12 บท การออกพราน และการรักษาโรคที่เกิดจากอาการผิดปกติทางผิวหนัง เช่น เสน ไฝ ปาน เป็นต้น
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์บทความเป็นของผู้เขียน แต่วารสารศิลปศาสตร์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ขอสงวนสิทธิ์ในการเป็นผู้ตีพิมพ์เผยแพร่เป็นครั้งแรก


