การวิเคราะห์งานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับโฮมสเตย์ในประเทศไทย: แนวทางสู่การส่งเสริม Soft Power ระดับท้องถิ่นและการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์

Main Article Content

อัศวิน แสงพิกุล
ชงค์สุดา โตท่าโรง

บทคัดย่อ

ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา งานวิจัยที่ศึกษาวิจัยเกี่ยวกับโฮมสเตย์ส่วนใหญ่มักศึกษาในมิติของการท่องเที่ยวเชิงชุมชนมากกว่าการบูรณาการร่วมกับแนวคิดสมัยใหม่ อย่างเช่น พลังอำนาจละมุน หรือซอฟพาวเวอร์ (soft power) ทำให้โฮมสเตย์ขาดโอกาสในการพัฒนาศักยภาพของตนเองเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ ดังนั้น งานวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์การวิจัยเพื่อ 1) เพื่อสำรวจงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับโฮมสเตย์ในประเทศไทย โดยจำแนกออกตามหมวดหมู่ต่างๆ 2) เพื่อวิเคราะห์กิจกรรมการท่องเที่ยวของโฮมสเตย์ที่มีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ และ 3) เพื่อวิเคราะห์กิจกรรมการท่องเที่ยวของโฮมสเตย์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์  งานวิจัยนี้สำรวจงานวิจัยเชิงเอกสารที่ศึกษาเกี่ยวกับโฮมสเตย์ในประเทศไทยในช่วง 10 ปีที่ผ่านมา จากฐานข้อมูลศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (TCI) และ Google Scholar และใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ความถี่และร้อยละ ร่วมกับการวิเคราะห์เชิงเนื้อหาเพื่อวิเคราะห์ข้อมูล


ผลการวิจัยพบว่า 1) ภาคกลางเป็นภูมิภาคที่มีการศึกษาเกี่ยวกับโฮมสเตย์มากที่สุด โดยนักวิจัยส่วนใหญ่นิยมใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพในการศึกษาเรื่องโฮมสเตย์ และหัวข้อที่นิยมศึกษามากที่สุด คือ การบริหารจัดการและการดำเนินงานของโฮมสเตย์ 2) กิจกรรมการท่องเที่ยวของโฮมสเตย์ที่มีศักยภาพดึงดูดนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ แบ่งได้ 5 กิจกรรม ได้แก่ 2.1) กิจกรรมเกี่ยวกับอาหารไทย/อาหารท้องถิ่น 2.2) กิจกรรมเกี่ยวกับศาสนา 2.3) กิจกรรมเกี่ยวกับประเพณีและวัฒนธรรมไทย 2.4) กิจกรรมเกี่ยวกับการนวดแบบไทย และ 2.5) การแต่งกายด้วยชุดท้องถิ่น/ชุดไทย 3) กิจกรรมการท่องเที่ยวของโฮมสเตย์ที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ แบ่งได้ 6 รูปแบบ  ได้แก่ 3.1) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านอาหาร 3.2) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านวัฒนธรรม 3.3) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านศาสนา 3.4) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านสุขภาพ 3.5) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านเกษตรวิถี และ 3.6) การท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ด้านธรรมชาติ ผลการวิจัยนี้จะช่วยขยายองค์ความรู้ในด้านศักยภาพของโฮมสเตย์เพื่อเชื่อมโยงกับแนวคิดเรื่องพลังอำนาจละมุน หรือซอฟพาวเวอร์ ซึ่งจะก่อให้เกิดประโยชน์ต่อหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเพื่อนำผลการวิจัยไปใช้พัฒนาและส่งเสริมการท่องเที่ยวแบบโฮมสเตย์ของประเทศไทยต่อไป

Article Details

ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

เขมิกา ธีรพงษ์. (2563). การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ด้วยการออกแบบประสบการณ์. ศิลปกรรมสาร,

(1), 1-15.

จติกา คุ้มเรือน. (2563). การศึกษากระบวนการดำเนินงานตามดัชนีชี้วัดคุณภาพมาตรฐานที่พักประเภทโฮมสเตย์

ในมุมมองของผู้ประกอบการโฮมสเตย์ : กรณีศึกษาโฮมสเตย์บ้านอัมพวา อำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม. วารสารวิทยาลัยดุสิตธานี, 14(2), 15-28.

จุฑาธิปต์ จันทร์เอียด, อังสุมาลิน จํานงชอบ และณัฏฐพัชร มณีโรจน์ (2562). การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมในการ

จัดการการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์โดยชุมชนของกลุ่มชาติพันธุ์ลาวเวียง ตําบลศรีนาวา จังหวัดนครนายก. วารสารสหศาสตร์ศรีปทุม ชลบุรี, 5(1), 1-18.

ชูศักดิ์ ชูศรี. (2567). การรับรู้รูปแบบอำนาจละมุน (Soft Power) ในมุมมองของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติที่เข้ามา

ท่องเที่ยวในพื้นที่อำเภอเกาะสมุย จังหวัดสุราษฎร์ธานี. วารสารสังคมศาสตร์และวัฒนธรรม. 8(7), 152-161.

ณรงค์ พลีรักษ์ และปริญญา นาคปฐม. (2560). การศึกษาโอกาสในการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ใน

พื้นที่ ชายฝั่งทะเลภาคตะวันออกของประเทศไทย. รายงานการวิจัยฉบับสมบูรณ์. มหาวิทยาลัยบูรพา

ดวงฤทธิ์ ชัยรุ่งเรือง. (2566). การขับเคลื่อน Soft Power: อัตลักษณ์ท้องถิ่นภาคใต้เพื่อส่งเสริมการท่องเที่ยว

จังหวัดชุมพร.วารสารสันติศึกษาปริทรรศน์ มจร., 11(5), 1922-1935.

ธันญา พรหมบุรมย์ และนฤมล กิมภากรณ์. (2558). ปัจจัยที่มีผลต่อประสบการณ์ของนักท่องเที่ยวเชิงนิเวศ

วัฒนธรรม และสุขภาพ ในกลุ่มจังหวัดภาคเหนือตอนบน 1 ของประเทศไทย: เชียงใหม่ ลำพูน ลำปาง แม่ฮ่องสอน. วารสารการบริการและการท่องเที่ยวไทย, 10(1), 71 – 87.

ภูริณัฐ แก้วสิยา. (2566). ประเภท Soft Power (5F) ที่ใช้สื่อสารส่งผลต่อการตัดสินใจมาท่องเที่ยวจังหวัด

นครศรีธรรมราช. วารสารกองทุนพัฒนาสื่อปลอดภัยและสร้างสรรค์, 2(2), 54-82.

มนตรี เกิดมีมูล. (2561). ปัจจัยที่มีผลต่อการเข้าพักที่โฮมสเตย์ในประเทศไทยของนักท่องเที่ยวชาวต่างชาติ: กรณีศึกษา

โฮมสเตย์ในเขตพื้นที่ภาคใต้.วารสารวิจัยรำไพพรรณี, 2(2), 110-120.

รัชพล กิตติอมรพงศ์, ณภัทร คาแก้ว และเมษ์ธาวิน พลโยธี. (2567). อัตลกษณ์การท่องเที่ยวเชิงอาหารพื้นถิ่น

ประเภทข้าวปุ้นน้ำนัว สู่การสร้าง Soft Power ของอำเภอเรณูนคร จังหวัดนครพนม. วารสารวิจัยและพัฒนา มหาวิทยาลัยราชภัฏเลย, 19(68), 29-41.

วิริยา โพธิ์ขวาง และคณะ. (2562). การเตรียมรายงานวิจัยต้นฉบับและการประเมินคุณภาพงานวิจัยทางการ

พยาบาลและสาธารณสุข. วารสารวิทยาลัยบรมราชชนนี นครราชสีมา, 25(2), 194-212.

วงศา เหล่าวรวิทย์ และอัศวิน แสงพิกุล. (2566). การสำรวจงานวิจัยที่ศึกษาเกี่ยวกับมิติความยั่งยืนด้านสิ่งแวดล้อมของ

ธุรกิจสายการบินในบริบทประเทศไทยและนานาชาติ. วารสารการบริหารและสังคมศาสตร์ปริทรรศน์, 6(4), 67-78.

ศิริพร อำไพลาภสุข. (2566). องค์ความรู้จากงานวิจัยสู่การส่งเสริมการท่องเที่ยวตลาดน้ำในมิติความยั่งยืนในด้าน

เศรษฐกิจ สังคม และสิ่งแวดล้อม. วารสารการบริหารและสังคมศาสตร์ปริทรรศน์, 6(4), 205-216.

สุภาพิชญ์ ถิระวัฒน์. (2565). Soft Power (อำนาจละมุน). สำนักวิชาการสถานีวิทยุกระจายเสียงและวิทยุโทรทัศน์รัฐสภา.

https://library.parliament.go.th/th/radioscript/rr2565-may7

สรัญญา จันทร์ชูสกุล (2560). การประเมินคุณภาพวิทยานิพนธ์เกี่ยวกับการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ของนักเรียน

ระดับประถมศึกษา. Veridian E-Journal, 10(2), 160-175.

สุรีรัตน์ เครือบคนโท และกันฑิมาลย์ จินดาประเสริฐ. (2566). การจัดการตลาดท่องเที่ยวเชิงประสบการณ์ของ

หมู่บ้านทอผ้าในจังหวัดบุรีรัมย์. วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, 7(1), 98-112.

สิทธิศักดิ์ โพธิ์ศรี, ณัฐภัทร จงอริยตระกูล และนวรรณ สืบสายลา. (2567). การพัฒนาห่วงโซ่คุณค่าการท่องเที่ยวเชิง

ประสบการณ์ท้องถิ่น: กรณีศึกษาศิลาโฮมสเตย์ จังหวัดขอนแก่น เพื่อยกระดับสู่ความยั่งยืนตามเป้าหมาย SDGs. วารสารวิจัยวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏสุรินทร์, 8(3). 85-96.

อัศวิน แสงพิกุล. (2564). การวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบการประเมินคุณภาพการบริการของธุรกิจโรงแรมใน

บริบทประเทศไทยกับต่างประเทศ. วารสารการจัดการสมัยใหม่, 19(2): 23-36.

Gomezelj, D.O. (2016). A systematic review of research on innovation in hospitality and

tourism. International Journal of Contemporary Hospitality Management, 28(3), 516-558.

Pencarelli, T. & Forlani, F. (2016). Marketing of touristic districts-viable systems in the experience

economy. Sinergie Italian Journal of Management, 34(101), 199-238.