ผลของกิจกรรมการเล่นบำบัดต่อพฤติกรรมก้าวร้าวและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนระดับประถมศึกษา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้เป็นการวิจัยกึ่งทดลอง มีวัตถุประสงค์ เพื่อ 1) ศึกษาผลของกิจกรรมการเล่นบำบัดต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของเด็กนักเรียนระดับประถมศึกษา 2) เพื่อศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังใช้กิจกรรมการเล่นบำบัดเมื่อเทียบกับเกณฑ์ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนระดับประถมศึกษา
กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนระดับประถมศึกษาในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 29 คน
ทำการคัดเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือในการวิจัยได้แก่ แบบประเมินจุดแข็งและจุดอ่อน (SDQ)
ของกรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข และ โปรแกรมการจัดกิจกรรมการเล่นบำบัด โดยจัดสัปดาห์ละ 1 ครั้ง ครั้งละ 60 นาที เป็นเวลา 12 สัปดาห์ วิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานโดยใช้ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ผลการเปรียบเทียบพฤติกรรมก้าวร้าวก่อนและหลังการเข้าร่วมกิจกรรมบำบัด โดยใช้สถิติ t – test Dependent
ผลการศึกษาพบว่า ภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรมนักเรียนมีพฤติกรรมก้าวร้าวลดลง
อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 โดยคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวในภาพรวมก่อนเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ที่ ( =17.7, S.D.=1.33) จัดอยู่ในระดับมีปัญหา และคะแนนเฉลี่ยพฤติกรรมก้าวร้าวในภาพรวมหลังเข้าร่วมกิจกรรมอยู่ที่ ( =7.4, S.D.=1.11) จัดอยู่ในระดับปกติ ผลการศึกษาความถี่พฤติกรรมก้าวร้าวพบว่า เมื่อเสร็จสิ้นการทำกิจกรรมนักเรียนมีความถี่ของพฤติกรรมก้าวร้าวสูงที่สุดคือ พฤติกรรมอยู่ไม่นิ่ง/สมาธิสั้น ร้อยละ 33.33 รองลงมาคือพฤติกรรมด้านอารมณ์ ร้อยละ 32.16 พฤติกรรมด้านความสัมพันธ์กับเพื่อน ร้อยละ 21.64 และพฤติกรรมก้าวร้าวที่มีความถี่น้อยที่สุดคือ พฤติกรรมเกเร ร้อยละ 12.87 ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนภายหลังการเข้าร่วมกิจกรรมเมื่อเทียบกับเกณฑ์คะแนนการศึกษาระดับประถมศึกษา ปีการศึกษา 2567 พบว่าอยู่ในระดับดี คิดเป็นร้อยละ 75.20
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรมสุขภาพจิต กระทรวงสาธารณสุข. (2567). นโยบายกรมสุขภาพจิต ประจำปี 2567. จาก https://dmh.go.th/intranet/p2567/policyDMH2567.pdf.
จุฑาทิพย์ ประทุมทอง, อริยา คูหา และอาฟีฟี ลาเต๊ะ. (2065). ผลของกิจกรรมบำบัดแนวผสมผสานที่มีต่อพฤติกรรมก้าวร้าวทางกายและผลสัมฤทธิ์ ทางการเรียนของเด็กปฐมวัย. วารสารอิเล็กทรอนิกส์การเรียนรู้ทางไกลเชิงนวัตกรรม, 12(2), 59–73.
ณัฐณิชา มณีพฤกษ์, อินทิรา พรมพันธุ์ และพชร วงชัยวรรณ์. (2567). การเสริมสร้างสุขภาวะองค์รวมสำหรับเด็กปฐมวัยด้วยการกิจกรรมปั้นมันดาลา ชุด “Mediclaytion”. วารสารนวัตกรรมการศึกษาและการวิจัย, 8(4), 1672-1688.
นิฏย์ฐา ยอดแก้ว, อรวรรณ หนูแก้ว และวีณา คันฉ้อง. (2564). ผลของโปรแกรมการเล่นบำบัดต่อทักษะทางสังคมของเด็กสมาธิสั้น. วารสารเครือข่ายวิทยาลัยพยาบาลและการสาธารณสุขภาคใต้, 8(2), 259-272.
ปาริชาติ นิยมพงษ์. (2557). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมก้าวร้าวของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 จังหวัดบึงกาฬ. (วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต). มหาสารคาม: มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
รุ้งฟ้า สิมมา, ชนิตา พิมพ์ศรี และเบญจมาภรณ์ ช้อยเครือ. (2568). การพัฒนาชุดกิจกรรมทางกายเพื่อเพิ่มช่วงความสนใจของเด็กที่มีภาวะออทิซึม. วารสารวิชาการมหาวิทยาลัยราชภัฏอุดรธานี, 13(1), 15-25.
วลัยกรณ์ แพร่กิจธรรมชัย. (2555). ผลของการปรับพฤติกรรมเพื่อลดความก้าวร้าวของวัยรุ่นกลุ่มเสี่ยง. (วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต). กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัศรีนครินทรวิโรฒ.
วลิฐินี เวทย์วิชานันท์ และวาระดี ชาญวิรัตน์ (2562). การใช้ชุดกิจกรรมศิลปะพัฒนาความสามารถในการจดจ่อตั้งใจทำงานของเด็กบกพร่องทางการเรียนรู้ที่มีภาวะสมาธิสั้น. วารสารราชพฤกษ์, 17(2), 88 – 94.
Butterworth, G. (Ed.). (2012). The child’s representation of the world. Springer Science & Business Media.
Cattanach, A. (2003). Introduction to Play Therapy (1st ed). Routledge. https://doi.org/10.4324/9780203695531.
Gresham, F. M., Elliott, S. N., Vance, M. J., & Cook, C. R. (2011). Comparability of the Social Skills Rating System to the Social Skills Improvement System: Content and psychometric comparisons across elementary and secondary age levels. School Psychology Quarterly, 26(1), 27–44. https://doi.org/10.1037/a0022662.
Hoda Babaei, K., Ebrahim Mohammadian, A., & Abbas, R. (2014). The effect of gestalt group play therapy on improvement of behavioral problems in preschool children. International Conference on Social Sciences and Humanities, 14, 803-809.
Mathews, K. A. (2018). The effectiveness of art therapy for children with autism spectrum disorder. [Master’s thesis, Adler Graduate School]. https://www.researchgate.net/publication /320918730.
Meany‐Walen, K. K., Bratton, S. C., & Kottman, T. (2014). Effects of Adlerian play therapy on reducing students' disruptive behaviors. Journal of Counseling & Development, 92(1), 47–56. http://doi.org/10.1002/j.1556-6676.2014.00129.x.
Oaklander, V. (2001). Gestalt play therapy. International Journal of Play Therapy, 10(2), 45–55. https://doi.org/10.1037/h0089479.
Papalia, Diane E., Martorell, Gabriela. (2014). Experience Human Development, 13th ed. (13): McGraw-Hill International Editions.
Segrin, C., & Flora, J. (2000). Poor social skills are a vulnerability factor in the development of psychosocial problems. Human Communication Research, 26(3), 489–514.
https://doi.org/10.1111/j.1468-2958.2000.tb00766.x.
Spence, S. H., Donovan, C., & Brechman-Toussaint, M. (1999). Social skills, social outcomes, and cognitive features of childhood social phobia. Journal of Abnormal Psychology, 108(2), 211–221. https://doi.org/10.1037/0021-843X.108.2.211.