การส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพังงา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การค้นคว้าอิสระนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพังงา ประชากร รวมทั้งสิ้น 115 คน และผู้ทรงคุณวุฒิในการสัมภาษณ์ เลือกแบบเจาะจง จำนวน 5 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า การส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกข้ออยู่ในระดับมาก ดังนี้ ด้านการดำเนินการส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ รองลงมาคือ ด้านการวางแผนการส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และด้านการปรับปรุงและพัฒนาการส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ และด้านที่มีค่าเฉลี่ยลำดับสุดท้าย คือ ด้านการตรวจสอบการส่งเสริมการเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้
แนวทางพัฒนา คือ1) ผู้บริหารสถานศึกษาควรทำหน้าที่เชิงยุทธศาสตร์ในการกำหนดทิศทางและขับเคลื่อน โดยเชื่อมโยงนโยบายสู่การปฏิบัติอย่างเป็นระบบ 2) ส่งเสริมคลังความรู้ของสถานศึกษาให้เป็นแหล่งเรียนรู้ที่มีชีวิต สามารถรวบรวม แลกเปลี่ยนและต่อยอดองค์ความรู้ได้อย่างเป็นระบบ 3) ขับเคลื่อนการเรียนรู้ร่วมกันผ่านกระบวนการ PLC อย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ 4) ส่งเสริมการจัดทำระบบติดตามและประเมินผลที่มีความยืดหยุ่น ทันสมัย และสะท้อนความก้าวหน้าอย่างต่อเนื่อง 5) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและสร้างนวัตกรรมเพื่อการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน โดยใช้การมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนเป็นกลไกสำคัญ 6) นำผลการประเมินมาใช้เป็นข้อมูลย้อนกลับในการปรับปรุงและพัฒนาการดำเนินงานอย่างต่อเนื่อง 7) สนับสนุนให้ครูกล้าคิด กล้าทดลอง และทำวิจัยในชั้นเรียน พร้อมทั้งเชื่อมโยงความร่วมมือกับชุมชนและภาคีเครือข่าย
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
บรรณานุกรม
จิราพรรณ เสียงเพราะ. (2561). การเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษาตามการรับรู้ของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 11. การค้นคว้าอิสระ ครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี.
ณัฎฐ์ โอ้จินดา. (2563). การพัฒนารูปแบบองค์การแห่งการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 สำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก ในสำนักงานศึกษาธิการภาค 13. วิทยานิพนธ์ ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต มหาวิทยาลัย ราชภฏั บุรีรัมย์.
นครินศร์ จับจิตต์. (2562). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อองค์กรแห่งการเรียนรู้ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา. วิทยานิพนธ์ ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์ ในพระบรมราชูปถัมภ์ จังหวัดปทุมธานี.
นภัส สาฆ้อง. (2566). การบริหารองค์การแห่งการเรียนรู้ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเพชรบูรณ์ เขต 2. การศึกษาค้นคว้าอิสระ ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต แขนงวิชาบริหารการศึกษา สาขาวิชาศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.
นุษรา โพธิ์พัฒนชัย.(2564). การศึกษาการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนในสังกัด สำนักงานเขตหนองแขม กรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาการบริหารการศึกษา วิทยาลัยครูสุริยเทพ.
วีรภัทร รักชนบท. (2561). องค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนวัดไร่ขิงวิทยาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 9. การค้นคว้าอิสระ ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยศิลปากร.
วีรยา สัจจะเขตต์. (2564). การพัฒนาแนวทางการเป็นองค์กรแห่งการเรียนรู้ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาขอนแก่น เขต 5. วิทยานิพนธ์ ปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
ราชกิจจานุเบกษา. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และแก้ไขเพิ่มเติม. https://www.ratchakitcha.soc.go.th/DATA/PDF/2542/A/074/1.PDF
สำนักงานส่งเสริมการเรียนรู้ประจำจังหวัดพังงา. (2568). แผนส่งเสริมการเรียนรู้จังหวัดพังงา 2568-2570.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560 - 2579 . https://www.onec.go.th/index.php/book/BookView/1540
Senge, P. M. (1990). The Fifth Discipline : The Art and Practice of the Learning Organization. New York : McGraw-Hill.