วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR <p>วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ เป็นวารสารวิชาการ จัดพิมพ์เพื่อเผยแพร่บทความวิจัยและบทความวิชาการแก่นักวิจัย นักวิชาการ คณาจารย์ และนิสิตนักศึกษาเพื่อสนับสนุนการศึกษาในมิติด้านสังคมศาสตร์ ประกอบด้วยสาขาวิชาย่อย คือ พระพุทธศาสนา ประวัติศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ เศรษฐศาสตร์ กฎหมาย บริหารธุรกิจ การจัดการ และการศึกษา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอทางออกของปัญหา ให้แก่สังคม เปิดรับบทความเฉพาะ ภาษาไทย </p> en-US arkom_kun@hotmail.com (พระอาคม อาคมธีโร,ดร. หัวหน้ากองบรรณาธิการ) phetchaburi@mcu.ac.th (พระอาคม อาคมธีโร,ดร.) Wed, 31 Dec 2025 23:54:20 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 กลไกทางกฎหมายในการสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืน การลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293729 <p>ประเทศไทยได้พัฒนากลไกทางกฎหมาย&nbsp; เพื่อสนับสนุนการพัฒนาที่ยั่งยืนโดยมุ่งเน้นการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกผ่านการดำเนินนโยบายและกฎหมายที่สอดคล้องกับพันธกิจระหว่างประเทศ&nbsp; ความตกลงปารีส&nbsp; การจัดตั้งการบริหารจัดการก๊าซเรือนกระจก (องค์กรมหาชน)&nbsp; และการส่งเสริมโครงการลดก๊าซเรือนกระจกโดยสมัครใจ&nbsp; (T-VER)&nbsp; เป็นตัวอย่างของความพยายามในการสร้างกลไกที่มีประสิทธิภาพนอกองค์กร&nbsp; ร่างพระราชบัญญัติส่งเสริมการลดก๊าซเรือนกระจกและคาร์บอนเครดิต&nbsp; และร่างพระราชบัญญัติการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ&nbsp; ที่มีบทบาทสำคัญในการกำหนดเป้าหมายการลดก๊าซเรือนกระจก&nbsp; และการจัดตั้งกองทุนภูมิอากาศเพื่อสนับสนุนการดำเนินงานด้านสภาพภูมิอากาศ&nbsp; กลไกทางกฎหมายเหล่านี้มีความสำคัญในการผลักดันประเทศไทยสู่การพัฒนาที่ยั่งยืน&nbsp; และการลดผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงภูมิอากาศ</p> พันธุ์ทิพย์ นวานุช, จุไรรัตน์ กัญชนะ, สุธาสินี พิริยกิจโกมล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293729 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารจัดการระบบดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในยุคดิจิทัล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295828 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการให้เกิดการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในยุคดิจิทัล ซึ่งเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาคุณภาพการศึกษาที่สอดคล้องกับบริบทของสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป การศึกษาครั้งนี้ทบทวนแนวคิด ทฤษฎี และงานวิจัยที่เกี่ยวข้องกับการดูแลช่วยเหลือผู้เรียน ระบบการบริหารจัดการการศึกษา และเทคโนโลยีดิจิทัลที่นำมาประยุกต์ใช้ในการจัดการเรียนการสอน ผลการศึกษาพบว่า การบริหารจัดการให้เกิดการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนในยุคดิจิทัลที่มีประสิทธิภาพจำเป็นต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างระบบการดูแลผู้เรียนแบบดั้งเดิมกับเทคโนโลยีดิจิทัล โดยผู้บริหารสถานศึกษาต้องมีวิสัยทัศน์ในการนำเทคโนโลยีมาใช้ ครูต้องได้รับการพัฒนาสมรรถนะด้านดิจิทัล และต้องมีระบบติดตามประเมินผลที่ชัดเจน การดำเนินการ ดังกล่าวจะส่งผลให้เกิดการดูแลช่วยเหลือผู้เรียนได้อย่างทั่วถึง รวดเร็ว และมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น</p> <p><strong>คำสำคัญ:</strong> การบริหารจัดการการศึกษา, การดูแลช่วยเหลือผู้เรียน, เทคโนโลยีดิจิทัล, การศึกษาในยุคดิจิทัล, &nbsp;&nbsp;</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน</p> ทฤษฎี ขันตยาภรณ์, จักรี ขันตยาภรณ์, พีรพัฒน์ ติดต่อ, กาญจนา บุญส่ง, นิภา เพชรสม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295828 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันตินิยม ของประชาชนในเทศบาลเมืองบางกร่าง อำเภอเมืองนนทบุรี จังหวัดนนทบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292201 <p>การวิจัยแบบผสานวิธีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันตินิยม 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันตินิยม 3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันตินิยม และ 3) นำเสนอพุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันตินิยม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนผู้มีสิทธิ์เลือกตั้งอายุ 18 ปี บริบูรณ์ขึ้นไปในเขตพื้นที่เทศบาลเมืองบางกร่าง จำนวน 393 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันตินิยม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรมกับวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันตินิยม โดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวก ในระดับสูง 3) พุทธบูรณาการเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองแบบสันตินิยม เป็นแนวทางที่เน้นการพัฒนาทั้งพฤติกรรม การพูด และความคิดของประชาชนให้มีเมตตาและเคารพซึ่งกันและกัน โดยเมตตากายกรรมส่งเสริมการกระทำที่ช่วยเหลือเกื้อกูล เมตตาวจีกรรมเน้นการพูดอย่างสุภาพสร้างความเข้าใจ เมตตามโนกรรมคือการเคารพความเห็นผู้อื่นและร่วมกันพัฒนา สาธารณโภคีปลูกฝังจิตสำนึกเห็นแก่ส่วนรวม สีลสามัญญตาสร้างวินัยและจิตสาธารณะ และทิฏฐิสามัญญตาสร้างความสามัคคีและความเห็นพ้องในการพัฒนาท้องถิ่นร่วมกัน ส่งผลให้เกิดความสงบสุข ยั่งยืน และสร้างวัฒนธรรมทางการเมืองที่ตั้งอยู่บนหลักธรรม</p> วนิดา มีสกุล, อนุชา พละกุล, พระสมุห์อาคม อาคมธีโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292201 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลธงชัย อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292204 <p>การวิจัยแบบผสานวิธีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน 2) เปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) นำเสนอความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยประยุกต์ตามหลักปัญญา 3 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลธงชัย ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวน 379 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า อายุ ระดับการศึกษา และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นของประชาชนต่อความรู้ความเข้าใจทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) ประชาชนในระบอบประชาธิปไตยควรมีปัญญาทั้งสามประการ ได้แก่ สุตมยปัญญา คือ การมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับประชาธิปไตยผ่านการฟัง การอ่าน และการจดจำอย่างมีสติ เพื่อวิเคราะห์และตัดสินใจทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม จินตามยปัญญา คือ การคิดวิเคราะห์และตระหนักรู้ในการพัฒนาชุมชนและสังคมอย่างยั่งยืน และภาวนามยปัญญา คือ การมีส่วนร่วมในกิจกรรมของชุมชนอย่างต่อเนื่อง เพื่อฝึกฝนการปฏิบัติ สร้างความสามัคคี และส่งเสริมบทบาทพลเมืองที่มีคุณภาพ</p> นันท์นภัส สุบการี, ดาวนภา เกตุทอง , อนุชา พละกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292204 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน ในการดำเนินงานของเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292203 <p>การวิจัยแบบผสานวิธีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) นำเสนอการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน โดยการประยุกต์หลักสาราณียธรรม 6 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตเทศบาลเมืองเพชรบุรี ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวน 393 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนต่อการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยให้แก่ประชาชน โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ประกอบด้วย อายุ และระดับการศึกษาต่างกัน มีการสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) การสร้างจิตสำนึกทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย โดยการประยุกต์หลักสาราณียธรรม 6 ประกอบไปด้วย (1) เมตตากายกรรม ส่งเสริมการกระทำที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ต่อผู้อื่น เพื่อสร้างจิตสำนึกด้านสิทธิหน้าที่และส่งเสริมคุณธรรมทางการเมือง (2) เมตตาวจีกรรม ใช้คำพูดสร้างสรรค์ มีเหตุผล และมีเมตตา เพื่อสร้างความเข้าใจร่วมกันในสังคมการเมือง (3) เมตตามโนกรรม ส่งเสริมการเคารพความคิดเห็นที่แตกต่าง มีจิตปรารถนาดีและร่วมมือพัฒนาชุมชนภายใต้กฎหมาย <br>(4) สาธารณโภคี มุ่งเน้นการเห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม ใช้ทรัพยากรสาธารณะอย่างมีคุณค่าเพื่อประโยชน์ของชุมชน (5) สีลสามัญญตา ปลูกฝังความรับผิดชอบในหน้าที่ รักษาวินัย เคารพสิทธิและเสรีภาพของผู้อื่น <br>(6) ทิฏฐิสามัญญตา เปิดรับฟังความคิดเห็นของทุกฝ่ายเพื่อสร้างฉันทามติและทัศนคติที่ดีต่อกันในการอยู่ร่วมกันอย่างสันติ</p> จ่าสิบเอกสุกนต์ธี มีเอนก , ดาวนภา เกตุทอง, อนุชา พละกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292203 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบูรณาการหลักพลธรรมเพื่อส่งเสริมจิตสำนึกการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลโพพระ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292779 <p><strong>บทคัดย่อ</strong></p> <p>บทความวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการส่งเสริมจิตสำนึกการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลโพพระ ภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( &nbsp;= 4.35) เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านการมีความสามารถในการปกครองตนเองของประชาชนมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก รองลงมา ด้านการมีความสามัคคี และระดับต่ำสุดด้านการมีส่วนร่วม ตามลำดับ 2) ความสัมพันธ์ระหว่างการบูรณาการหลักพลธรรมกับการส่งเสริมจิตสำนึกการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ในภาพรวมมีความสัมพันธ์ทางบวกในทิศทางเดียวกันอยู่ในระดับสูง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าทุกด้านมีความสัมพันธ์ทางบวกในระดับปานกลาง ได้แก่ ด้านปัญญาพละ รองลงมาคือ ด้านสมาธิพละ ด้านศรัทธาพละด้านสติพละ และด้านวิริยะพละ ตามลำดับ 3) โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.41 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ S.D. = 0.46 เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ทุกด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านสติพละ ( &nbsp;= 4.47) รองลงมาคือ ด้านสมาธิพละ ด้านวิริยะพละ ด้านปัญญา และด้านที่มีการปฏิบัติอยู่ในลำดับสุดท้าย ได้แก่ ด้านศรัทธาพละ ในด้านการมีความสามารถในการปกครองตนเองของประชาชน ประชาชนมีบทบาททางการเมืองในท้องถิ่นมากขึ้น โดยเสริมสร้าง องค์ความรู้ และเครือข่ายทางการเมืองท้องถิ่น ซึ่งนำไปสู่การมีส่วนร่วมทางการเมืองท้องถิ่นรูปแบบอื่น ๆ องค์ความรู้ที่ได้สังเคราะห์จากการวิจัย คือ การบูรณาการหลักพลธรรมเพื่อส่งเสริมจิตสำนึกการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลโพพระ อำเภอเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี โดยมีหลักการสำคัญ 3 ประการ</p> พระศตายุ ฐานิสฺสโร, พระสมุห์อาคม อาคมธีโร , ผศ.ดร.อนุชา พละกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292779 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาลของเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292763 <p>การวิจัยแบบผสานวิธีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล <br>2) ศึกษาความแตกต่างระหว่างลักษณะส่วนบุคคลกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล 3) ศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างปัจจัยการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล <br>4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้สูงอายุที่มีอายุ 60 ปี ขึ้นไป ที่อาศัยอยู่ในเทศบาลเมืองหัวหิน จำนวน 400 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 8 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าที ความแปรปรวนทางเดียว การถดถอยเชิงพหุ และ<br>การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) คุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล อยู่ในระดับมาก 2) ลักษณะส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน มีคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล ไม่แตกต่างกัน 3) ปัจจัยในการจัดสวัสดิการผู้สูงอายุ ด้านการบริการทางการแพทย์และสาธารณสุข ด้านการสงเคราะห์เบี้ยยังชีพ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ด้านการจัดกิจกรรมทางสังคม และด้านการอำนวยความสะดวกและบริการสาธารณะ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 และ 4) แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุตามนโยบายรัฐบาล พบว่า ควรจัดอาชีพเสริมให้แก่ผู้สูงอายุ ควรมีการจัดเวรยามเพื่อเฝ้าระวังดูแลความปลอดภัยภายในชุมชน ควรจัดให้มีการตรวจสุขภาพผู้สูงอายุเป็นประจำ ควรมีการจัดสภาพแวดล้อมภายในชุมชนให้มีความปลอดภัย ควรมีการจัดตั้งชมรมสำหรับผู้สูงอายุ ควรจัดกิจกรรมเพื่อสานสัมพันธ์ระหว่างผู้สูงอายุ คนในชุมชน และลูกหลาน</p> บุญเกื้อ เล็กกี้ , พชร สาตร์เงิน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292763 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292907 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชน สังกัดสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จังหวัดนนทบุรี 2) สร้างรูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลง และ 3) ประเมินรูปแบบดังกล่าว การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสาน โดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง 443 คน ซึ่งเป็นผู้บริหารและครูโรงเรียนเอกชนในจังหวัดนนทบุรี ด้วยแบบสอบถาม มาวิเคราะห์ด้วยสถิติ ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 9 คน เพื่อประเมินและตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบ โดยวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการประเมินรูปแบบใช้เกณฑ์ด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) องค์ประกอบการบริหารการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารสถานศึกษาเอกชนอยู่ในระดับมากที่สุด โดยเรียงลำดับจากมากไปน้อย ได้แก่ การสร้างแรงจูงใจ การสร้างทีม การสร้างเป้าหมายระยะสั้น การสื่อสาร การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การสร้างความตระหนัก และการคงอยู่ของวัฒนธรรมใหม่ 2) รูปแบบการบริหารการเปลี่ยนแปลงที่สร้างขึ้นประกอบด้วย 7 ด้าน คือ การสร้างแรงจูงใจ การสร้างทีม การสร้างเป้าหมายระยะสั้น การสื่อสาร การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การสร้างความตระหนัก และการคงอยู่ของวัฒนธรรมใหม่ และ 3) ผลการประเมินรูปแบบในด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ พบว่ามีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน แสดงให้เห็นว่ารูปแบบที่สร้างขึ้นมีความสมบูรณ์และสามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้จริง</p> พัทยา เล็กปราง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292907 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาบริการสาธารณะสู่การเป็นองค์กรดิจิทัล ของเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293567 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองเพชรบุรี <br>2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองเพชรบุรี จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) ศึกษาปัจจัยด้านการเป็นองค์กรดิจิทัลที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองเพชรบุรี 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบริการสาธารณะสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของเทศบาลเมืองเพชรบุรี กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปของเทศบาลเมืองเพชรบุรี จำนวน 390 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวนทางเดียว การถดถอยเชิงพหุ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) การพัฒนาบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองเพชรบุรี อยู่ในระดับมาก 2) ลักษณะส่วนบุคคล ได้แก่ อาชีพที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองเพชรบุรี จังหวัดเพชรบุรี แตกต่างกัน 3) ปัจจัยด้านการเป็นองค์กรดิจิทัล ในภาพรวม ด้านความคิดดิจิทัล ด้านความรู้และทักษะดิจิทัล ด้านวัฒนธรรมดิจิทัล มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองเพชรบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ด้านกระบวนการดิจิทัล มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาบริการสาธารณะของเทศบาลเมืองเพชรบุรี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) แนวทางพัฒนาบริการสาธารณะสู่การเป็นองค์กรดิจิทัลของเทศบาลเมืองเพชรบุรี ได้แก่ การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล การยกระดับคุณภาพชีวิต การรักษาความสงบ การส่งเสริมเศรษฐกิจและท่องเที่ยว การบริหารทรัพยากรสิ่งแวดล้อม และการอนุรักษ์วัฒนธรรม โดยเน้นการใช้เทคโนโลยีทันสมัย เช่น AI, IoT, GIS, และแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพบริการ โปร่งใส เข้าถึงง่าย และยั่งยืน</p> ภัทรศยา พรหมสร , วลัยพร ชิณศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293567 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษา อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293735 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) ศึกษาปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีของบุคลากรที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น 4) แนวทางการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อำเภอเมืองประจวบคีรีขันธ์ จำนวน 227 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 14 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวนทางเดียว การถดถอยเชิงพหุ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) การเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น อยู่ในระดับมาก 2) บุคลากรส่วนท้องถิ่นที่มี เพศ และระดับการศึกษา ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น แตกต่างกัน 3) ปัจจัยด้านการยอมรับเทคโนโลยีของบุคลากร ด้านการรับรู้ความง่ายในการใช้งาน ด้านทัศนคติที่มีต่อการใช้งาน ด้านแรงจูงใจในการใช้งาน มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการเสริมสร้างทักษะด้านการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น ที่ระดับ 0.001 ด้านการรับรู้ถึงประโยชน์ ที่ระดับ 0.01 และด้านอิทธิพลของสังคม ที่ระดับ 0.05 และ 4) แนวทางการเสริมสร้างทักษะเทคโนโลยีดิจิทัลของบุคลากรส่วนท้องถิ่น ควรบูรณาการทักษะเข้าใจ ใช้ สร้าง และเข้าถึงอย่างสมดุล พร้อมส่งเสริมทัศนคติที่ดีและการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริง รวมทั้งพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและระบบสนับสนุนครบวงจรในการใช้เทคโนโลยี</p> นิธิมา เงินสุวรรณ , วลัยพร ชิณศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293735 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การศึกษาสมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293779 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี และ 2) เปรียบเทียบสมรรถนะของนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำแนกตามสาขาวิชาของนักศึกษาวิชาชีพครู กลุ่มตัวอย่าง คือ นักศึกษาวิชาชีพครู ชั้นปีที่ 4 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 14 สาขาวิชา ของมหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี แบบไม่ระบุเพศและสุ่มตัวอย่างโดยใช้การสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แบบประเมินสมรรถนะนักศึกษาครู ชั้นปีที่ 4 ตามรูปแบบการผลิตครูฐานสมรรถนะ PTRU Model ของมหาวิทยาลัยราชภัฏ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความแปรปรวน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายได้ พบว่า ด้านพลเมืองดี มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด รองลามา คือ ด้านทำงานเป็นทีม และค่าเฉลี่ยที่น้อยที่สุด คือ ด้านวัดและประเมิน 2) สมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครู มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี จำแนกตามสาขาวิชา พบว่า สมรรถนะนักศึกษาวิชาชีพครูระหว่างสาขาวิชาพลศึกษา กับ สาขาวิชาภาษาไทย ระหว่างสาขาวิชาภาษาไทย กับ สาขาวิชาภาษาอังกฤษ สาขาวิชาชีววิทยา และสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ ระหว่างสาขาวิชาภาษาอังกฤษ กับ สาขาวิชาสังคมศึกษา สาขาวิชาศิลปศึกษา และสาขาวิชาคณิตศาสตร์ และระหว่างสาขาวิชาคณิตศาสตร์ กับ สาขาวิชาชีววิทยา และสาขาวิชาคอมพิวเตอร์ แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> ธนเดช แก้วเสียง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293779 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ ในเขตอำเภอหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293812 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ <br>2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) ศึกษาปัจจัยในการให้บริการที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ <br>4) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนชาวไทยที่ใช้บริการรถสาธารณะในเขตอำเภอหัวหิน จำนวน 384 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวนทางเดียว การถดถอยเชิงพหุ และการวิเคราะห์เนื้อหา <br>ผลการศึกษา พบว่า 1) การพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ อยู่ในระดับมาก 2) ประชาชนที่มี อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนต่างกัน มีความคิดเห็นต่อคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ แตกต่างกัน 3) ปัจจัยในการให้บริการ ด้านราคา ด้านกระบวนการให้บริการ มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 ด้านการรับรู้ของผู้รับบริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ด้านความคาดหวังของผู้รับบริการ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 4) แนวทางการพัฒนาคุณภาพการให้บริการรถรับจ้างสาธารณะ ควรมีมาตรฐานชัดเจนทั้งการอบรมพนักงาน ความปลอดภัยของรถ และความโปร่งใสในการให้ข้อมูล รวมถึงระบบตอบสนองและรับฟังความคิดเห็นผู้โดยสารอย่างรวดเร็ว พร้อมส่งเสริมความเข้าใจความต้องการลูกค้าหลากหลายกลุ่ม และสร้างความเชื่อมั่นผ่านมาตรการตรวจสอบและเทคโนโลยีที่ทันสมัย เพื่อเพิ่มความพึงพอใจและความไว้วางใจ ใช้บริการอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> วนิดา เนียมสิน , วลัยพร ชิณศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293812 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293866 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 3) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างคุณภาพชีวิตการทำงานกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน <br>ของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการ พนักงานราชการ และพนักงานจ้างเหมาบริการ จำนวน 165 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย<br>เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br>และการวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณภาพชีวิตการทำงาน<br>ของบุคลากรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) คุณภาพชีวิตการทำงานมีความสัมพันธ์กับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน อยู่ในระดับปานกลาง (r = .65)<strong> <br></strong>ซึ่งผลการวิจัยนี้สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการพัฒนาคุณภาพชีวิตการทำงานของบุคลากร รวมทั้งเป็นแนวทางปรับปรุงและพัฒนาการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรต่อไป</p> ลัธธนันต์ จิตรมหรรณพ, วิลาสินี จินตลิขิตดี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293866 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293867 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน 2) เปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative Research) กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยคำนวณจากสูตรการหาขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie &amp; Morgan (Krejcie, R. V. &amp; Morgan, D. W., 1970) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 165 คน เก็บข้อมูล<strong><br></strong>โดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 3 ท่าน<br>ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง IOC <strong>(</strong>Index of Item Objective Congruence) ของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 และนำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 ชุด เพื่อนำมา<strong><br></strong>หาค่าความเชื่อมั่นโดยการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา (Alpha – Coefficient) ด้วยวิธีการ<br>ของ Cronbach’s Alpha Coefficient (Cronbach, 1990) ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของแบบสอบถามทั้งฉบับ เท่ากับ 0.97 ซึ่งเป็นค่าระดับความเชื่อมั่นที่ยอมรับได้ และนำไปใช้เพื่อเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่ทำการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) ประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) บุคลากรสำนักงานคณะกรรมการส่งเสริมการศึกษาเอกชนที่มีปัจจัยส่วนบุคคลต่างกันมีประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานไม่แตกต่างกัน</p> ลัธธนันต์ จิตรมหรรณพ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293867 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการใช้มะม่วงน้ำดอกไม้เพื่อส่งเสริมอาชีพและสร้างรายได้อย่างยั่งยืน ของชุมชนบ้านแสงตะวัน ตำบลเพชรชมพู อำเภอโกสัมพี จังหวัดกำแพงเพชร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292366 <p>บทความนี้ใช้วิธีการวิจัยแบบมีส่วนร่วม มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการใช้ประโยชน์จากมะม่วงน้ำดอกไม้ เพื่อเป็นฐานในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืน และ2) เพื่อส่งเสริมการแปรรูปมะม่วงน้ำดอกไม้ และพัฒนาผลิตภัณฑ์ให้กับชุมชนบ้านแสงตะวัน ตำบลเพชรชมพู อำเภอโกสัมพี จังหวัดกำแพงเพชร ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ใหญ่บ้าน ประธานกลุ่มอาชีพแม่บ้านชุมชนบ้านแสงตะวัน โดยมีกลุ่มเป้าหมายแบ่งเป็น 1) การวิจัยเชิงคุณภาพ ตัวแทนกลุ่มอาชีพแม่บ้านชุมชนบ้านแสงตะวัน และผู้ที่เกี่ยวข้อง จำนวน 5 คน คือ 2) การวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมกลุ่มอาชีพแม่บ้านชุมชนบ้านแสงตะวัน ในการฝึกอบรมปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์ จำนวน 20 คน เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก&nbsp;การสนทนากลุ่ม การระดมสมองและแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการสรุปอุปนัยและสถิติเชิงพรรณนา &nbsp;</p> <p>&nbsp; ผลการวิจัยสรุปได้ว่า 1) แนวทางการใช้ประโยชน์จากมะม่วงน้ำดอกไม้ เพื่อเป็นฐานในการสร้างรายได้ให้กับชุมชนอย่างยั่งยืนการแปรรูปมะม่วงน้ำดอกไม้ของกลุ่มอาชีพแม่บ้านชุมชนบ้านแสงตะวัน&nbsp;ได้แก่ มะม่วงแผ่น ซึ่งจากการวิเคราะห์ศักยภาพและการมีส่วนร่วม ผลการสำรวจความคิดเห็น พบว่า มีความต้องการได้รับการพัฒนารูปแบบผลิตภัณฑ์ ที่สวยงาม มีความโดดเด่น และช่องทางการจำหน่ายสินค้าในรูปแบบออนไลน์ ซึ่งต้องการให้มีการอบรมพัฒนาความรู้ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;2) การส่งเสริมการแปรรูปมะม่วงน้ำดอกไม้ให้กับชุมชน โดยการพัฒนาศักยภาพและพัฒนาผลิตภัณฑ์ ดำเนินการจัดประชุมระดมสมองร่วมกัน และจัดฝึกอบรมปฏิบัติการพัฒนาผลิตภัณฑ์สร้างเอกลักษณ์ มีความโดดเด่น บริโภคได้สะดวกของผลิตภัณฑ์ให้กับกลุ่มอาชีพแม่บ้านชุมชนบ้านแสงตะวันที่มีความสนใจ โดยมีคณะนักวิจัยและวิทยากรช่วยถ่ายทอดองค์ความรู้จนสามารถนำไปปฏิบัติได้ และนำไปดำเนินการได้ด้วยตัวเอง ร่วมจัดทำตราสัญลักษณ์ ฉลาก และบรรจุภัณฑ์ ให้สวยงาม ฝึกอบรมวิธีการสร้างตลาดออนไลน์เพื่อสร้างรายได้ และรวมไปถึงการร่วมกันวางแผนการดำเนินการเชิงธุรกิจและการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์ ซึ่งหลังจากโครงการวิจัยเสร็จสิ้น คณะผู้วิจัยได้ดำเนินการติดตามประเมินผล พบว่า การผลิตมะม่วงแผ่นจากมะม่วงน้ำดอกไม้&nbsp;และการจัดจำหน่ายผลิตภัณฑ์กลุ่มอาชีพแม่บ้านชุมชนบ้านแสงตะวัน&nbsp;ประสบความสำเร็จ ทำให้เกิดการผลิตอย่างต่อเนื่อง สร้างรายได้มากขึ้นจากเดิมเป็นอย่างมาก จากการเพิ่มช่องทางการจำหน่ายผลิตภัณฑ์ในตลาดออนไลน์ ส่งผลทำให้คุณภาพชีวิตของกลุ่มอาชีพแม่บ้านชุมชนบ้านแสงตะวันมีความมั่นคง สามารถพึ่งพาตนเองได้อย่างยั่งยืน</p> สิรินพร เกียงเกษร , ประดิษฐ์ ประสมทอง , รัฐพล ภุมรินทร์พงศ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292366 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาบริการสาธารณะภายใต้แนวคิดหลักธรรมาภิบาล กรณีศึกษา องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอโพธาราม จังหวัดราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293734 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นของประชาชนที่มีต่อการพัฒนาบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) ศึกษาหลักธรรมาภิบาลที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาบริการสาธารณะภายใต้แนวคิดหลักธรรมาภิบาล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในเขตองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพื้นที่อำเภอโพธาราม จำนวน 246 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวนทางเดียว การถดถอยเชิงพหุ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) การพัฒนาบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น ในภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) บุคลากรที่มีเพศ อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา รายได้เฉลี่ยต่อเดือน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น แตกต่างกัน 3) หลักธรรมาภิบาล ด้านหลักคุณธรรม ด้านหลักความโปร่งใส ด้านหลักการมีส่วนร่วมมีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 และด้านหลักนิติธรรม มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผล อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 4) แนวทางพัฒนาบริการสาธารณะภายใต้หลักธรรมาภิบาล ควรพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและสิ่งแวดล้อมที่ยั่งยืน ยกระดับคุณภาพชีวิตด้านสุขภาพ การศึกษา และส่งเสริมความปลอดภัยพร้อมการมีส่วนร่วมของประชาชน และสนับสนุนการบริหารจัดการทรัพยากรธรรมชาติ การท่องเที่ยวเชิงนิเวศ รวมถึงส่งเสริมศิลปวัฒนธรรมควบคู่กับเทคโนโลยีสมัยใหม่เพื่อความยั่งยืน</p> ปิยพนธ์ จิรสุทธิสาร, วลัยพร ชิณศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293734 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ของเทศบาลตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/294486 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นแบบผสานวิธี มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการมีส่วนร่วมของประชาชน 3) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นในการมีส่วนร่วมของประชาชน 4) เพื่อศึกษาปัจจัยการมีส่วนร่วมจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชน 5)เพื่อนำเสนอแนวทางการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นของเทศบาลตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี ราชบุรี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ การแจกแจงความถี่ ค่าเฉลี่ย (<strong>Mean) </strong>ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (<strong>S.D.) </strong>และสถิติเชิงอนุมานโดยใช้สถิติไคสแควร์ (<strong>Chi-square) </strong>ในการทดสอบไคสแควร์ (<strong>Chi-square test) </strong>ใช้สถิติ <strong>one-way ANOVA </strong>สำหรับเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างตัวแปรอิสระที่มี 3 กลุ่มขึ้นไป และหากพบว่ามีความแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 จะทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธีการ <strong>LSD (Least Significant Difference Test) </strong>และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ (<strong>Multiple Regression Analysis) </strong>ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้สัมภาษณ์เชิงลึก (<strong>In-Depth Interview) </strong>วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิค&nbsp; การวิเคราะห์เนื้อหา (<strong>Content Analysis) </strong>กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลตำบลบางแพ อำเภอบางแพ จังหวัดราชบุรี จำนวน 390 คน กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยใช้สูตรคำนวณของ ทาโร่ ยามาเน่&nbsp; (<strong>Taro Yamane, </strong>1970 : 725) ใช้วิธีการสุ่มกลุ่มตัวอย่างโดยใช้หลักความไม่น่าจะเป็นและผู้วิจัยใช้การเลือกสุ่มกลุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง 10 คน คือตัวแทนระดับผู้บริหารของเทศบาลตำบลบางแพ จำนวน 2 คน ตัวแทนบุคลากรในเขตเทศบาลตำบลบางแพ จำนวน 4 คน และตัวแทนชุมชนในเขตเทศบาล จำนวน 4 คน วิธีการแจกแบบสอบถามในรูปแบบการสัมภาษณ์เชิงลึก ( <strong>In-Depth Interview)</strong></p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; ผลการวิจัยข้อมูลลักษณะส่วนบุคคลของกลุ่มตัวอย่างผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง ร้อยละ 56.92 มีอายุ 31-40 ปี ร้อยละ 22.56 จบการศึกษาต่ำกว่าระดับปริญญาตรี ร้อยละ 77.95 ประกอบอาชีพ รับจ้างทั่วไป ร้อยละ 42.82 มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน 10,001-20,000 บาท ร้อยละ 44.62 และอาศัยอยู่ในชุมชนนานกกว่า 10 ปี ร้อยละ 63.03 การมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่นอยู่ในระดับปานกลาง ปัจจัยส่วนบุคคลในภาพรวม อายุ ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนและระยะเวลาที่อาศัยอยู่ในชุมชน มีความสัมพันธ์กับการมีส่วนร่วมของประชาชน อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ ระดับการศึกษาต่างกัน มีระดับการมีส่วนร่วมแตกต่างกันความรู้ความเข้าใจ ความผูกพันต่อชุมชน ผู้นำชุมชนและการสื่อสารมีความสัมพันธ์เชิงเหตุผลกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ประชาชนมีการตัดสินใจร่วมกันในการเสนอแผนพัฒนาด้านโครงสร้างพื้นฐาน ถนน ประปา ไฟฟ้าเป็นส่วนใหญ่ มีคณะกรรมการคอยตรวจสอบการดำเนินงานมีความพึงพอใจในระดับหนึ่ง มีความไม่เท่าเทียมกันในการได้รับผลประโยชน์ การประเมินผลเป็นแบบหลวมๆเช่นตรงตามแบบ ความสะอาด ประชาชนยังขาดความรู้เชิงลึกในการตรวจสอบประเมินผล</p> <p>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp; เทศบาลควรแนวทางมาตรฐานการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชน ในทุกขั้นตอนของการจัดทำแผนพัฒนาท้องถิ่น ทั้งการตัดสินใจ การดำเนินงาน การรับผลประโยชน์และการประเมินผลเพื่อให้เกิดความเสมอภาคและความโปร่งใส ควรมีนโยบายสนับสนุนการพัฒนาศักยภาพผู้นำชุมชนและคณะกรรมการตรวจสอบ โดยจัดอบรมความรู้ด้านการวางแผน การกำกับโครงการและการประเมินผลอย่างเป็นระบบ</p> <p><strong>&nbsp;</strong></p> <p>คำสำคัญ:&nbsp; การมีส่วนร่วม<strong>;&nbsp; </strong>แผนพัฒนาท้องถิ่น<strong>;&nbsp; </strong>เทศบาลตำบลบางแพ</p> จินตนา เหมไอยรา, บำเพ็ญ ไมตรีโสภณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/294486 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียนและพื้นที่สร้างสรรค์ของชุมชนผู้ประกอบการ โอ่งมังกรราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/294928 <p>งานวิจัยฉบับนี้ มีวัตถุประสงค์ คือ 1) เพื่อพัฒนาระบบเศรษฐกิจหมุนเวียน 2) เพื่อพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์ของผู้ประกอบการโอ่งมังกรราชบุรี วิธีดำเนินการวิจัย ผู้วิจัยได้ทำการศึกษาข้อมูลการวิจัยแบบผสมผสานของการวิจัย 3 ประเภท คือ การวิจัยเชิงสํารวจโดยใช้แบบสอบถาม จำนวนประชากร 22 คน การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ จำนวนประชากร 12 คน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จำนวนประชากร 60 คน โดยนำข้อมูลที่ได้มาวิเคราะห์ข้อมูลหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบียงเบนมาตรฐาน และสรุปผลการวิจัยจัดทำข้อมูลให้เป็นหมวดหมู่เพื่อเชื่อมโยงกับวัตถุประสงค์ที่ได้ทำการวิจัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การพัฒนาเศรษฐกิจหมุนเวียน โดยภาพรวม ค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับปานกลาง การประยุกต์ใช้ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนกับภูมิปัญญาที่เป็นทุนความรู้ดั้งเดิมในการผลิตโอ่งมังกรราชบุรีตามแนวคิด 3R คือ Reduce (ลดการใช้) การใช้ทรัพยากรดินอย่างคุ้มค่า โดยนำดินจากโอ่งที่มีการชำรุดในกระบวนการผลิตแต่ยังไม่เผา &nbsp;สามารถนำโอ่งเหล่านั้นไปเข้ากระบวนการหมักดินใหม่ และนำเข้าสู่กระบวนการผลิตตามลำดับได้อีก Reuse (การนำกลับมาใช้ใหม่) โอ่งมังกรราชบุรีที่ผ่านกระบวนการเผาแล้ว หากไม่สมบูรณ์ &nbsp;จะถูกขายเป็นเกรดต่ำลงมา หรือซ่อมแซมหรือปรับปรุงผลิตภัณฑ์ใหม่ เช่น กระถางบอนไซ โต๊ะ เก้าอี้&nbsp; ที่นอนสุนัข-แมว กระถางต้นไม้สวย&nbsp; และอื่นๆ Recycle (การรีไซเคิล) วัตถุดิบที่ไม่สามารถนำกลับมาใช้ผลิตใหม่ได้ สามารถนำไปรีไซเคิลในรูปแบบอื่น เช่น บดให้ละเอียดใช้ผสมกับดินปลูกต้นไม้ หรือถมที่ดิน</p> <p>การพัฒนาพื้นที่สร้างสรรค์เพื่อการเรียนรู้ มีความเข้าใจบริบทของโอ่งมังกรราชบุรี เพื่อรักษาภูมิปัญญาดั้งเดิมและเรียนรู้ศิลปร่วมสมัยให้เกิดการกระตุ้นความคิดสร้างสรรค์ของคนรุ่นใหม่ให้หันมาสนใจ โดยพัฒนาให้เป็น &nbsp;1. พื้นที่ทางกายภาพ&nbsp;&nbsp; 2. พื้นที่ทางความคิด 3. พื้นที่ทางสังคม 4. พื้นที่ทางสื่อ</p> สมชาย ชูเมือง, พระครูปลัดสุรวุฒิิ อุกฤษโชค , พระมหาพิพัฒพงศ์ วงษ์ชาลี , มนตรี วรภัทรทรัพย์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/294928 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การบริหารงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาลของผู้บริหารเทศบาลเมืองปทุมธานี ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295543 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการบริหารงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ของผู้บริหารเทศบาลเมืองปทุมธานี ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี&nbsp; 2) เพื่อเปรียบเทียบการบริหารงาน <strong>&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;</strong>โดยใช้หลักธรรมาภิบาล ของผู้บริหารเทศบาลเมืองปทุมธานี ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี &nbsp;จังหวัดปทุมธานี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ <strong>(Quantitative Research) </strong>กำหนดขนาดกลุ่มตัวอย่างโดยคำนวณจากสูตรการหาขนาดกลุ่มตัวอย่างของ <strong>Yamane </strong>(<strong>Yamane, Taro. 1967</strong>) ได้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 188 คน เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือ ซึ่งได้ผ่านการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาโดยมีผู้ทรงคุณวุฒ จำนวน 3 ท่าน ได้ค่าดัชนีความสอดคล้อง <strong>IOC (Index of Item Objective Congruence) </strong>ของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.98 และนำแบบสอบถามไปทดลองใช้กับประชากรที่ไม่ใช่กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 30 ชุด เพื่อนำมาหาค่าความเชื่อมั่นโดยการวิเคราะห์หาค่าสัมประสิทธิ์แอลฟา <strong>(Alpha-Coefficient) </strong>โดยใช้วิธีการคำนวนค่าความเชื่อมั่นด้วย <strong>Cronbach’s Alpha Coefficient (Cronbach, 1990) </strong>ค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของแบบสอบถามทั้งฉบับเท่ากับ 0.99 ซึ่งเป็นค่าระดับความเชื่อมั่นที่ยอมรับได้ และนำไปใช้เพื่อเก็บข้อมูลกับกลุ่มตัวอย่างที่ทำการวิจัย ผลการวิจัยพบว่า 1) บุคลากรที่ปฏิบัติงานเทศบาลเมืองปทุมธานี มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ของผู้บริหารเทศบาลเมืองปทุมธานี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรเทศบาลเมืองปทุมธานี ด้านระดับการศึกษา ที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ของผู้บริหารเทศบาลเมืองปทุมธานี ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี ไม่แตกต่างกัน แต่ปัจจัยส่วนบุคคลของบุคลากรเทศบาลเมืองปทุมธานี ด้านเพศ อายุ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และประสบการณ์ในการปฏิบัติงานที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการบริหารงานโดยใช้หลักธรรมาภิบาล ของผู้บริหารเทศบาลเมืองปทุมธานี ตำบลบางปรอก อำเภอเมืองปทุมธานี จังหวัดปทุมธานี แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05</p> ศักดิ์สิทธิ์ เปี่ยมเมธางค์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295543 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักประเมินราคาหลักประกัน ศูนย์ประเมินอีสาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293314 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาผลของวัฒนธรรมองค์กร&nbsp;แรงจูงใจในการทำงาน และ &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;การบริหารคุณภาพโดยรวม (TQM)&nbsp;ที่มีต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงาน ของพนักงานสำนักประเมินราคาหลักประกัน ศูนย์ประเมินอีสาน การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักประเมินราคาหลักประกัน &nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;&nbsp;ศูนย์ประเมินอีสาน&nbsp;จำนวน 273 คน&nbsp;การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณ&nbsp;ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน ส่งผลกระทบเชิงบวกกับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักประเมินราคาหลักประกัน ศูนย์ประเมินอีสาน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ในส่วนของปัจจัยวัฒนธรรมองค์กร และปัจจัยการบริหารคุณภาพโดยรวม ส่งผลกระทบกับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน ของพนักงาน ธ.ก.ส. สำนักประเมินราคาหลักประกัน ศูนย์ประเมินอีสาน อย่างไม่มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> สิราภรณ์ หล้าอ่อน, พรพิมล กะชามาศ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293314 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยแรงจูงใจ วัฒนธรรมองค์กร และการยอมรับเทคโนโลยีระบบตรวจประเมินที่ดินด้วยสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในศูนย์ประเมินราคาภาคอีสานบนที่ 3 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293797 <p>การศึกษาวิจัยเรื่องปัจจัยแรงจูงใจ วัฒนธรรมองค์กร และการยอมรับเทคโนโลยีระบบตรวจประเมินที่ดินด้วยสารสนเทศภูมิศาสตร์ ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในศูนย์ประเมินราคาภาคอีสานบนที่ 3&nbsp;มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านแรงจูงใจที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในศูนย์ประเมินราคาอีสานบนที่ 3 (จังหวัดสกลนคร, นครพนม และบึงกาฬ) ศึกษาปัจจัยด้านวัฒนธรรมองค์กรที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในศูนย์ประเมินราคาอีสานบนที่ 3 (จังหวัดสกลนคร, นครพนม และบึงกาฬ) และศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยอมรับเทคโนโลยีระบบตรวจประเมินที่ดินด้วยสารสนเทศภูมิศาสตร์ (AAG) ของพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในศูนย์ประเมินราคาอีสานบนที่ 3 (จังหวัดสกลนคร, นครพนม และบึงกาฬ) การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับพนักงานธนาคารเพื่อการเกษตรและสหกรณ์การเกษตรในศูนย์ประเมินราคาอีสานบนที่ 3 (จังหวัดสกลนคร, นครพนม และบึงกาฬ) ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณใน การทดสอบสมมติฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ ปัจจัยแรงจูงใจในการทำงาน ปัจจัยวัฒนธรรมองค์กร และปัจจัยการยอมรับเทคโนโลยีตามโมเดล UTAUT ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในศูนย์ประเมินราคาภาคอีสานบนที่ 3</p> ไมตรี ใจทา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/293797 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงาน ปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงาน ปัจจัยด้านความผูกพันต่อองค์กรของพนักงาน ที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในเขตจังหวัดนครราชสีมา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295052 <p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยด้านแรงจูงใจในการทำงาน ศึกษาปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมในการทำงานและศึกษาปัจจัยด้านความผูกพันต่อองค์กร ซึ่งทั้งสามปัจจัยส่งผลต่อประสิทธิภาพในการทำงานของพนักงาน ธนาคาร ธ.ก.ส. ในเขตจังหวัดนครราชสีมา การศึกษาวิจัยนี้เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ ผู้วิจัยได้ทำการเก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามในการเก็บข้อมูลกับพนักงานของ ธ.ก.ส.ในจังหวัดนครราชสีมาที่ปฏิบัติงานอยู่ใน 35 สาขาทั่วจังหวัด ซึ่งเป็นกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 400 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน รวมทั้งมีการวิเคราะห์โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความถดถอยพหุคูณใน การทดสอบสมมติฐานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 &nbsp;ผลการศึกษาพบว่า ในภาพรวมปัจจัยที่ศึกษา ได้แก่ แรงจูงใจในการปฏิบัติงาน สภาพแวดล้อมในการทำงาน และความผูกพันต่อองค์กร ล้วนส่งผลต่อประสิทธิภาพการทำงานของพนักงาน ธ.ก.ส. ในจังหวัดนครราชสีมา</p> องอาจ แก้วคูณยอ, อนุฉัตร ช่ำชอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295052 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของนักตรวจสอบภาษี สำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292885 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างทักษะ สภาพแวดล้อมการทำงาน และแรงจูงใจในการทำงานที่ส่งผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของนักตรวจสอบภาษีในสำนักงานสรรพากรพื้นที่ในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยเชิงปริมาณ โดยเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักตรวจสอบภาษีจำนวน 334 คน ด้วยแบบสอบถามมาตรฐาน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) และการวิเคราะห์สมการถดถอยพหุคูณ (Multiple Regression Analysis)&nbsp;ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะในด้านความรู้ด้านกฎหมายภาษี การวิเคราะห์ข้อมูล ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี และการสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ มีผลต่อประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ 2) สภาพแวดล้อมการทำงานในด้านบรรยากาศในการทำงาน ความพร้อมของทรัพยากร การสนับสนุนจากหัวหน้างาน และความสมดุลระหว่างชีวิตและการทำงาน ส่งผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานในระดับสูง 3) แรงจูงใจในด้านค่าตอบแทนและรางวัล การยอมรับและเกียรติยศ ความก้าวหน้าในอาชีพ และการมีส่วนร่วมในองค์กร มีผลต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ&nbsp;งานวิจัยสามารถสังเคราะห์เป็นแนวทางใหม่ที่เรียกว่า “แนวทางการพัฒนาแบบองค์รวม (Holistic Development Approach)” ซึ่งไม่ได้แยกพิจารณาทักษะ สภาพแวดล้อม และแรงจูงใจออกจากกัน แต่เชื่อมโยงสามปัจจัยนี้เข้าด้วยกันอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างกลไกการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ที่ยั่งยืนและสอดรับกับบริบทการทำงานของภาครัฐยุคใหม่</p> วิสุทธิณีย์ ใจคำ, สุรีย์ โบษกรนัฏ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292885 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่น ในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม อำเภอเมือง จังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292202 <p>การวิจัยแบบผสานวิธีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม 2) เปรียบเทียบการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) นำเสนอการประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวน 372 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การทดสอบค่าเอฟ ด้วยวิธีการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนที่มี อายุ และอาชีพต่างกัน มีความคิดเห็นของประชาชนต่อการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม โดยรวมแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) การประยุกต์หลักพรหมวิหารธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารงานของนักการเมืองท้องถิ่นในองค์การบริหารส่วนตำบลบ้านกุ่ม คือ การน้อมนำเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขามาใช้ในการดำเนินงาน เมตตาส่งเสริมการพัฒนาและใส่ใจประชาชน กรุณาเน้นการลดความเหลื่อมล้ำและช่วยเหลือผู้เดือดร้อน มุทิตาแสดงความยินดีกับความสำเร็จของผู้อื่น และอุเบกขาสร้างความเป็นธรรม ความเที่ยงตรง และความน่าเชื่อถือในการบริหาร ทั้งหมดนี้ช่วยสร้างการเมืองท้องถิ่นที่โปร่งใส ยั่งยืน และมีจริยธรรม</p> ทศพล สาตร์สาคร, อนุชา พละกุล , พระสมุห์อาคม อาคมธีโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292202 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในการดำเนินงาน ขององค์การบริหารส่วนตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292782 <p>การวิจัยแบบผสานวิธีครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน 2) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างหลักสาราณียธรรม 6 กับความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน และ 3) นำเสนอความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยการประยุกต์หลักสาราณียธรรม 6 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ประชาชนในเขตองค์การบริหารส่วนตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ ที่มีอายุ 18 ปีบริบูรณ์ขึ้นไป จำนวน 388 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน สัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา ผลการศึกษา พบว่า 1) ระดับความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก 2) หลักสาราณียธรรม มีความสัมพันธ์กับความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในการดำเนินงานขององค์การบริหารส่วนตำบลวังก์พง อำเภอปราณบุรี จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ โดยรวมมีความสัมพันธ์เชิงบวก ในระดับสูง 3) ความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน โดยการประยุกต์หลักสาราณียธรรม 6 ได้แก่ 1) ด้านเมตตากายกรรม ปฏิบัติในสิ่งที่ถูกต้อง 2) ด้านเมตตาวจีกรรม สื่อสารเข้าใจกัน 3) ด้านเมตตามโนกรรม เคารพในความคิดผู้อื่น 4) ด้านสาธารณโภคี เห็นแก่ประโยชน์ส่วนรวม 5) ด้านสีลสามัญญตา รู้บทบาทหน้าที่ และ 6) ด้านทิฏฐิสามัญญตา เชื่อมั่นในหลักการร่วมกัน มาประยุกต์ใช้เพื่อสร้างความรู้ความเข้าใจในระบอบประชาธิปไตยของประชาชน เพื่อให้ประชาชนเคารพสิทธิเสรีภาพ และความเสอมภาคของตนและบุคคลอื่น รวมทั้งมีความกระตือรือร้นที่จะเข้าไปมีส่วนร่วมในกิจกรรมต่าง ๆ รู้ถึงสิทธิ หน้าที่ของตนเองภายใต้การปกครองในระบอบประชาธิปไตย เพื่อแสดงออกทางการเมืองได้อย่างเหมาะสม</p> สัณหภาศ สุตานนท์ , ดาวนภา เกตุทอง , อนุชา พละกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/292782 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลที่มีผลต่อการตัดสินใจซื้อสินค้า ชาจากพืชบนแพลตฟอร์มติ๊กต็อก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/294748 <p>การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลกับพฤติกรรมการตัดสินใจซื้อสินค้าชาจากพืชบนแพลตฟอร์ม TikTok และ (2) ศึกษาอิทธิพลของการสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลต่อการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค การวิจัยเป็นแบบเชิงปริมาณ (Quantitative Research) เก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน โดยใช้แบบสอบถามออนไลน์ (Google Forms) วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงพหุคูณ (Multiple Regression Analysis) ผลการวิจัยพบว่า การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการผ่านสื่อดิจิทัลมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับการตัดสินใจซื้อสินค้าชาจากพืช โดยสามารถอธิบายความแปรปรวนของพฤติกรรมการซื้อได้ร้อยละ 28.2 (Adj.R² = 0.282, p &lt; 0.01) ปัจจัยที่มีอิทธิพลอย่างมีนัยสำคัญได้แก่ การโฆษณาดิจิทัล การส่งเสริมการขาย การประชาสัมพันธ์ และการตลาดทางตรง ซึ่งมีผลต่อการรับรู้ ความเชื่อมั่น และแรงจูงใจในการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค ข้อเสนอแนะเชิงกลยุทธ์คือ ผู้ประกอบการควรใช้การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ เน้นคอนเทนต์สุขภาพ การใช้ผู้มีอิทธิพล (Influencers) และกิจกรรมส่งเสริมการขายแบบ Real-Time ผ่าน TikTok เพื่อเพิ่มยอดขายและสร้างความภักดีต่อแบรนด์อย่างยั่งยืน</p> ชนิกานต์ เป้าวิวัฒน์, ธนภณ วิมูลอาจ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/294748 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารจัดการองค์การสมัยใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295854 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบัน ปัญหา และอุปสรรคของการบริหารจัดการองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี 2) ศึกษาองค์ประกอบของการพัฒนาการบริหารจัดการองค์การสมัยใหม่ และ 3) พัฒนารูปแบบการบริหารจัดการองค์การสมัยใหม่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดเพชรบุรี โดยใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ทั้งเชิงคุณภาพ 17 รูป/คน และเชิงปฏิบัติการ 15 รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า ปัญหาหลักของการบริหารท้องถิ่น ได้แก่ ข้อจำกัดด้านงบประมาณ บุคลากร ระบบราชการ และการมีส่วนร่วมของประชาชน เทศบาลต้องพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานและบริการสาธารณะ องค์การบริหารส่วนตำบลมีบทบาทในการพัฒนาคุณภาพชีวิตและสิ่งแวดล้อม ส่วนองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นกลไกสำคัญในการพัฒนาระดับจังหวัด ทั้งด้านการศึกษา สาธารณสุข และการท่องเที่ยว องค์ประกอบของการบริหารสมัยใหม่ประกอบด้วย การนำองค์การเชิงพัฒนา การวางแผนยุทธศาสตร์ที่สอดคล้องกับศักยภาพพื้นที่ การมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย การจัดการความรู้ภายในองค์กร การพัฒนาทรัพยากรบุคคลอย่างต่อเนื่อง การบริหารโปร่งใส และการติดตามประเมินผลแบบมีส่วนร่วม รูปแบบการบริหารจัดการองค์การสมัยใหม่ที่เหมาะสม ได้แก่ การเข้าถึงข้อมูลอย่างทั่วถึง การสร้างองค์การสมรรถนะสูง การเป็นองค์การแห่งการเรียนรู้ การมุ่งเน้นผู้รับบริการ โครงสร้างที่ยืดหยุ่น การเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วม และการพัฒนาองค์การสู่ความเป็นเลิศผ่านนวัตกรรมและการบริหารคุณภาพอย่างต่อเนื่อง</p> สงคราม สมณวัฒนา ร.น. , เดชา พวงงาม ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295854 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 รูปแบบการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการปฏิบัติภารกิจของวิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295856 <p>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาภารกิจของวิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรีและหน่วยงานภาคีเครือข่าย 2) เพื่อศึกษากระบวนการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายในจังหวัดเพชรบุรี และ 3) เพื่อนำเสนอรูปแบบการสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการพัฒนาวิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรี เป็นรูปแบบการวิจัยแบบผานวิธี คือ การวิจัยเชิงคุณภาพ จำนวน 17 รูปหรือคน และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ จำนวน 15 รูปหรือคน พบว่า วิทยาลัยสงฆ์เพชรบุรีมีภารกิจจัดการศึกษาพระพุทธศาสนาบูรณาการกับศาสตร์สมัยใหม่ เพื่อพัฒนาจิตใจ สังคม และเป็นศูนย์กลางพระพุทธศาสนาระดับนานาชาติ ขณะที่จังหวัดเพชรบุรีมีภารกิจด้านการบริหารราชการและพัฒนาคุณภาพชีวิต ซึ่งสอดคล้องกับบทบาทของวิทยาลัยในการเสริมสร้างคุณธรรมและพัฒนาท้องถิ่น กระบวนการสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายเริ่มจากการรับรู้ปัญหาร่วม เจรจาหารือสร้างความเข้าใจ มอบหมายภารกิจชัดเจน เสริมสร้างความไว้วางใจ และร่วมกันแก้ไขปัญหาโดยใช้การทบทวนผลแบบ AAR รูปแบบเครือข่ายความร่วมมือที่เหมาะสมควรมีโครงสร้างการทำงานร่วมกัน การตัดสินใจร่วม กฎเกณฑ์ที่ชัดเจน และการบริหารที่โปร่งใส โดยมีผู้นำทำหน้าที่ผลักดัน สนับสนุน และประสานประโยชน์อย่างมีศิลปะ ความสำเร็จของการบริหารจัดการเครือข่ายขึ้นอยู่กับเป้าหมายร่วม ความไว้วางใจ การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ การจัดการความขัดแย้ง ความยืดหยุ่น ผู้นำที่เข้มแข็ง และระบบติดตามประเมินผล เพื่อให้เกิดความร่วมมือที่ยั่งยืนและเกิดประโยชน์ต่อสังคมโดยรวม</p> เดชา พวงงาม, สงคราม สมณวัฒนา ร.น. ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295856 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นในอำเภออัมพวา จังหวัดสมุทรสงคราม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295051 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ ได้แก่ 1) เพื่อศึกษาการมีส่วนร่วมทางการเมือง 2) เพื่อศึกษาการเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม และ 3) นำเสนอปัจจัยที่ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนโดยการวิจัยใช้แจกแบบสอบถาม ตัวอย่าง 399 คน และวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชนในการเลือกตั้งระดับท้องถิ่นใน อำเภออัมพวา จังหวัดสุมทรสงคราม พบว่า โดยภาพรวมอยู่ในระดับปานกลาง ( =3.30, S.D.= 0.74) 2) การเปรียบเทียบการมีส่วนร่วม พบว่า เพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ต่อเดือน มีปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมทางการเมือง โดยภาพรวมไม่แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติระดับ 0.05 ความสัมพันธ์ระหว่างหลักอปริหานิยธรรม 7 โดยรวมแตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานที่ตั้งไว้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.05 3) นำเสนอ พบว่า ประชากรบางส่วนยังไม่ค่อยให้ความสนใจความร่วมมือในการเข้ามามีส่วนร่วมยังเล็กน้อยไปจนถึงปานกลาง ขาดความสนใจ และใส่ใจในการเข้าร่วมเนื่องด้วยประชาชนบางส่วนมีภาระในการดำเนินการทำมาหากินเลี้ยงชีพจึงไม่สะดวกต่อการเข้ามามีส่วนร่วมทางการเมืองการปกครองส่วนท้องถิ่นได้อย่างสม่ำเสมอและต่อเนื่องกันไป</p> ธน โพธิ์กลิ่น, ดาวนภา เกตุทอง , อนุชา พละกุล ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/295051 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน : กรณีศึกษาอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/294251 <p>การวิจัยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการพัฒนาการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) ศึกษาปัจจัยด้านการท่องเที่ยวที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน 4) ศึกษาแนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือในพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวในอำเภอแก่งกระจาน จังหวัดเพชรบุรี จำนวน 384 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวนทางเดียว การถดถอยเชิงพหุ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษา พบว่า 1) การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน อยู่ในระดับมาก 2) นักท่องเที่ยวที่มี ระดับการศึกษา อาชีพ รายได้เฉลี่ยต่อเดือน และลักษณะการท่องเที่ยวต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน แตกต่างกัน 3) ปัจจัยด้านการท่องเที่ยว ด้านแหล่งท่องเที่ยว ด้านการเข้าถึงและการเดินทาง ด้านแพ็คเกจที่มีให้บริการและตัวกลางความเชื่อมโยง ด้านการให้บริการของแหล่งท่องเที่ยว มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 4) แนวทางการเสริมสร้างความร่วมมือในการพัฒนาท่องเที่ยวเชิงนิเวศอย่างยั่งยืน ได้แก่ การส่งเสริมบทบาทของชุมชนผ่านการจัดตั้งกลุ่มท่องเที่ยวและการมีส่วนร่วมในทุกขั้นตอนของการบริหารจัดการ การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวควบคู่กับการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติ และการส่งเสริมแนวทาง Low-impact tourism ร่วมกับภาคธุรกิจและนักวิชาการ จัดตั้งศูนย์บริหารจัดการท่องเที่ยวในระดับพื้นที่ การกำหนดยุทธศาสตร์และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อขับเคลื่อนการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> อมรรัตน์ ทองแล, วลัยพร ชิณศรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/294251 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนของเทศบาลเมืองหัวหิน จังหวัดประจวบคีรีขันธ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/291529 <p>การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีมีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อศึกษาระดับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน (2)เพื่อศึกษาความแตกต่างระหว่างปัจจัยส่วนบุคคลกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน (3)เพื่อศึกษาความสัมพันธ์เชิงเหตุผลระหว่างปัจจัยที่มีผลต่อการมีส่วนร่วมของประชาชนกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนและ (4)เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตเทศบาลเมืองหัวหิน จำนวน 400 คน กลุ่มเป้าหมายผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าสถิติเชิงพรรณนาได้แก่ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมาน โดยใช้สถิติค่าสถิติในการวิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียวและการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า (1)การมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชนด้านการตัดสินใจ ด้านการปฏิบัติการ ด้านการรับผลประโยชน์ และ ด้านการติดตามและประเมินผล ในภาพรวมมีส่วนร่วมอยู่ในระดับมาก (2)ลักษณะส่วนบุคคลที่มีระดับการศึกษาที่แตกต่างกันมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และด้านอาชีพอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 (3) ปัจจัยในการมีส่วนร่วมของประชาชน ด้านความรู้ความเข้าใจ ด้านความผูกพันในชุมชน ด้านผู้นำชุมชน ด้านการสื่อสารและ ด้านวิถีชีวิตของประชาชน มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ - ผลกับการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .001 (4)แนวทางการพัฒนาการมีส่วนร่วมของประชาชนในการพัฒนาชุมชน พบว่าควรมีการส่งเสริมให้ประชาชนได้เข้าร่วมการอบรม ร่วมโครงการและร่วมกิจกรรมต่าง ๆที่เทศบาลเมืองหัวหินจัดขึ้น ควรมีการจัดโครงการหรือกิจกรรมที่ประชาชนให้ความสนใจ ควรมีการส่งเสริมให้ประชาชนได้เป็นคณะกรรมการติดตามและประเมินผลในชุดต่าง ๆ ให้อยู่ในสัดส่วนที่สามารถตัดสินใจได้ และมีการประชาสัมพันธ์ผลการดำเนินงานให้ประชาชนได้ติดตามและประเมินผลในช่องทางที่หลากหลาย</p> <p><strong>คำสำคัญ</strong> : การมีส่วนร่วมของประชาชน , การพัฒนาชุมชน</p> <p>&nbsp;</p> jจุฬามาศ กรุดมินบุรี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสาร มจร เพชรบุรีปริทรรศน์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPR/article/view/291529 Wed, 31 Dec 2025 00:00:00 +0700