แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนภายใต้แนวคิด การจัดการภาครัฐแบบเครือข่ายในจังหวัดเพชรบุรี
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน จำแนกตามลักษณะส่วนบุคคล 3) ศึกษาปัจจัยในการพัฒนาการท่องเที่ยวที่มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน และ 4) ศึกษาแนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักท่องเที่ยวที่มาเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในจังหวัดเพชรบุรี จำนวน 384 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความแปรปรวนทางเดียว การถดถอยเชิงพหุ และการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการศึกษาพบว่า 1) การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ในภาพรวมและรายด้านมีการพัฒนาอยู่ในระดับมาก 2) นักท่องเที่ยวที่มี อายุ สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อาชีพ และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่แตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ต่างกัน 3) ปัจจัยด้านการพัฒนาการท่องเที่ยว ในภาพรวม ด้านผู้นำชุมชน ด้านการมีส่วนร่วม ด้านการบริหารจัดการชุมชน ด้านภูมิปัญญาและวัฒนธรรมชุมชน ด้านการสนับสนุนจากหน่วยงานภาครัฐและเอกชน และ ด้านการสร้างเครือข่ายการท่องเที่ยว มีความสัมพันธ์เชิงเหตุ-ผลกับการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.001 4) แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืน ต้องเน้นการท่องเที่ยวเชิงสร้างสรรค์ที่สร้างประสบการณ์ร่วม ใช้นวัตกรรมดิจิทัลยกระดับโครงสร้างพื้นฐาน และร้อยเรียงเรื่องราวจากทุนวัฒนธรรมเดิมให้จับต้องได้ผ่านกิจกรรมเวิร์กชอป โดยการขับเคลื่อนด้วยผู้นำชุมชนเชิงรุกที่สร้างการมีส่วนร่วมและการตลาดร่วมกันระหว่างภาครัฐ เอกชน และเครือข่ายชุมชน เพื่ออนุรักษ์รากเหง้าภูมิปัญญาควบคู่กับการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างเกื้อกูลกัน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรมประชาสัมพันธ์. (2567). วัฒนธรรมจังหวัดเพชรบุรีพร้อมคณะ ร่วมทดสอบเส้นทางกิจกรรมท่องเที่ยวชุมชนเชิงสร้างสรรค์ เพื่อสร้างการรับรู้การมีส่วนร่วมและส่งเสริมการตลาดด้านการท่องเที่ยว ในงาน PATA Destination Marketing Forum 2024. เรียกใช้เมื่อ 10 ตุลาคม 2568 จาก https://radiophetchaburi.prd.go.th/th/content/category/detail/id/57/iid/333019?utm_source=chatgpt.com
กันยารัตน์ คงพร. (2568). การพัฒนาการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมอย่างยั่งยืนในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา. วารสารสหศาสตร์การพัฒนาสังคม, 3(4), 123-141.
ปภาวิน พชรโชติสุธี. (2565). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการบริหารจัดการชุมชนการท่องเที่ยวเพื่อความยั่งยืนในจังหวัดขอนแก่น. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยนครพนม, 12(3), 125-138.
ประสารโชค ธุวะนุติ และชนัด เผ่าพันธุ์ดี. (2565). ปัจจัยที่ส่งผลต่อศักยภาพแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมในตำบลบางขุนไทร อำเภอบ้านแหลม จังหวัดเพชรบุรี. Academic Journal of Phetchaburi Rajabhat University, 12(1), 39-45.
รักพงษ์ แสนศรี และธนวรรณ วรสิงห์. (2567). การทบทวนขอบเขตงานวิจัยด้านการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยธนบุรี, 18(3), 1-11.
สุธิดารัตน์ มัทธวรัตน์ และชยาภรณ์ ศฤงคารทวีกุล. (2564). การบริหารจัดการเพื่อความยั่งยืนของการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมโดยวิถีชุมชนกรณีศึกษา : ชุมชนกำแพงทองพัฒนา เขตภาษีเจริญ กรุงเทพมหานคร. วารสารสถาบันวิจัยญาณสังวร, 12(2), 106-116.
สุภางค์ จันทวานิช. (2559). การวิจัยเชิงคุณภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 18. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อรุณี กะเส็มมิ. (2564). แนวทางการพัฒนาการท่องเที่ยวโดยชุมชนแบบมีส่วนร่วม กรณีศึกษา ชุมชนบ้านท่าดินแดง อำเภอท้ายเหมือง จังหวัดพังงา. ใน (วิทยานิพนธ์ปริญญาการจัดการมหาบัณฑิต สาขาการจัดการการท่องเที่ยวและบริการแบบบูรณาการ) บัณฑิตวิทยาลัย สถาบันพัฒนบริหารศาสตร์.
Cochran, W.G. (1953). Sampling Techiques. New York: John Wiley & Sons. Inc.
Likert, R. (1967). The Method of Constructing and Attitude Scale. In Reading in Fishbeic, M (Ed.), Attitude Theory and Measurement. New York: Wiley and Son.
Pike, S. D. (2008). Destination Marketing: an integrated marketing communication approach. Butterworth-Heinmann: Burlington, MA.
Yoopetch, C. (2022). Sustainable Cultural Tourism and Community Development: The Perspectives of Residents' and the Application of Social Exchange Theory. Journal of Urban Culture Research, 24(2022), 3-22.