รูปแบบการบริหารเพื่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อตรวจสอบรูปแบบเชิงทฤษฎีของปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารเพื่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารเพื่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่างคือคณาจารย์ในโรงเรียนสาธิต จำนวน 214 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ประกอบด้วยปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ ความรู้ด้านการวิจัย แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความเชื่อมั่นในตนเอง และการมุ่งอนาคตทางวิชาการ ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ การสนับสนุนจากหน่วยงาน เครือข่ายทางวิชาการ และต้นแบบสายงานวิชาการ 2) การตรวจสอบรูปแบบพบว่ามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) รูปแบบการบริหารมีความเหมาะสมในระดับสูง และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริง โดยพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ หรือ R Square ของโมเดลสมการโครงสร้างที่มีค่าสูงถึงร้อยละ 89.1 แสดงให้เห็นว่า รูปแบบนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารฯ ได้กำหนดความซ้ำของผลงาน ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 25%
ในกรณีที่ บทความวิจัยมีกระบวนการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์จะต้องส่งหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มาประกอบการลงตีพิมพ์ด้วยจึงจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร
ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ โดยรวมทั้งทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์และวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2565). นโยบายและยุทธศาสตร์การพัฒนาการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
ปัญจา ชูช่วย และคณะ. (2564). การศึกษาปัจจัยที่มีความสัมพันธ์กับแรงจูงใจในการผลิตงานวิจัยของอาจารย์มหาวิทยาลัยหาดใหญ่. วารสารมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาสารคาม, 40(5), 42-53.
ศิริพร บุญชู. (2564). การบริหารจัดการงานวิชาการของสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
สถาบันวิจัยและพัฒนาการศึกษา. (2564). รายงานสถานภาพการวิจัยทางการศึกษาในประเทศไทย. กรุงเทพมหานคร: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สำนักงานคณะกรรมการข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. (2563). หลักเกณฑ์และวิธีการประเมินตำแหน่งและวิทยฐานะข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานปลัดกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2564). แผนยุทธศาสตร์การพัฒนาการอุดมศึกษา ระยะ 20 ปี. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2563). รายงานการวิจัยแนวโน้มการพัฒนาการศึกษาไทยในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพมหานคร: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.
อังคณา แทนออมทอง. (2568). แนวทางการสร้างแรงจูงใจในการผลิตงานวิจัยของบุคลากรสายสนับสนุน คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร. วารสาร Mahidol R2R e-Journal, 12(3), 146-160.
Bland, C. J., Center, B. A., Finstad, D. A., Risbey, K. R. and Staples, J. (2000). The impact of faculty development programs on research productivity. Academic Medicine, 75(7), 691–702.
Day, C., Sammons, P. and Kington, A. (2007). Teachers’ professional development and school improvement. Teaching and Teacher Education, 23(4), 463–477.
Deming, W. E. (1986). Out of the crisis. Cambridge, MA: MIT Press.
Likert, R. (1967). The human organization: Its management and value. New York: McGraw-Hill.
McClelland, D. C. (1961). The achieving society. Princeton, NJ: Van Nostrand.
Suthikiat Chamnankit. (2565). Academic motivation and future orientation in educational research productivity. Bangkok: Educational Research Institute.