วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS <p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ </strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <div id="content"> <div id="journalDescription"> <p class="a" align="left"><strong><span lang="TH"><span style="vertical-align: inherit;">จัดทำดัชนีใน </span><a title="ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงไทย (TCI)" href="https://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/" target="_blank" rel="noopener"><img title="tci" src="https://www.tci-thaijo.org/public/site/images/tci_admin/tci.png" alt="tci" width="90" height="35" border="0" /></a></span></strong></p> </div> </div> <p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์</strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <p><strong>ISSN 2730-3233 (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong></p> <p>มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสตร์ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาสหวิทยาการอื่นๆ</p> <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความในวารสารอย่างเคร่งครัด โดยอ้างอิงตามรูปแบบของ APA (นาม-ปี) รวมถึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารฯ และเป็นบทความที่ไม่มีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</p> <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ โดยไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของวารสารฯ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ : </strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 2 แบบ คือ</p> <p>แบบที่ 1 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p>แบบที่ 2 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับตีพิมพ์ประเภทของบทความ คือ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Original Article)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ มีกำหนดออกตีพิมพ์ 3 ฉบับ ต่อปี (ราย 4 เดือน) ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - เมษายน (กำหนดออก เดือนเมษายน)</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือน พฤษภาคม - สิงหาคม (กำหนดออก เดือนสิงหาคม)</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน กันยายน - ธันวาคม (กำหนดออก เดือนธันวาคม)</p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตีพิมพ์บทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้แต่งบทความจะตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามข้อแนะนำสำหรับผู้แต่งใน กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของวารสารฯ กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์และไม่คืนเงิน ในกรณีเทียบเคียง ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1. บทความของท่านมีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2. ผู้แต่งไม่ปฏิบัติตามรูปแบบที่วารสารกำหนด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3. บทความไม่ผ่านการอ่านประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">4. ผู้แต่งไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอที่กองบรรณาธิการได้แจ้งในระบบตามระยะเวลาที่กำหนด</span></p> th-TH <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารฯ ได้กำหนดความซ้ำของผลงาน ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 25%</p> <p>ในกรณีที่ บทความวิจัยมีกระบวนการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์จะต้องส่งหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มาประกอบการลงตีพิมพ์ด้วยจึงจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร</p> <p>ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ โดยรวมทั้งทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์และวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์</p> ukitchock@gmail.com (พระครูปลัดสุรวุฒิ สิริวฑฺฒโก (อุกฤษโชค), ดร.) sukpinya.im@gmail.com (ดร.ศุขภิญญา ศรีคำไทย) Tue, 30 Apr 2024 09:06:22 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการบริหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักพุทธธรรม ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271246 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ของคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักพุทธธรรมของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักพุทธธรรม ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้กลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและคณะครูภายในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม 165 รูป/คน ค่าสถิติวิเคราะห์ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์ผู้บริหารภายในโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลีของคณะสงฆ์จังหวัดนครปฐมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการบริหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักพุทธธรรม ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม พบว่า ด้านการวางแผนมีการประชุมประจำปีตามวาระทุกปีการศึกษาโดยเข้าประชุมร่วมกันได้ด้วยช่องทางออนไลน์ ด้านการลงมือปฏิบัติ มีการนำมตินั้นเป็นแนวทางในการดำเนินการเพื่อให้เกิดเป็นผลลัพธ์ตามที่ผู้บริหารคาดหวัง ด้านการตรวจสอบการปฏิบัติงาน ได้มีการรายงานผลการดำเนินงานปัญหาและอุปสรรคที่พบ ด้านการปรับปรุงแก้ไข ผู้บริหารและคณะครูได้ศึกษาในปัญหาและอุปสรรคจัดวางกลยุทธ์เพื่อที่จะต่อยอดสิ่งที่ดีและปรับปรุงสิ่งที่ต้องพัฒนาต่อไป และ 3) แนวทางการบริหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักพุทธธรรม ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี คณะสงฆ์จังหวัดนครปฐม เป็นการบูรณาการหลักพุทธธรรม คือ หลักอปริหานิยธรรม 7 ในการบริหารในสถานการณ์การแพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ประกอบด้วย (1) การวางแผน คณะครูและผู้บริหารต้องมีการวางแผนการดำเนินการตามวาระในทุกปีการศึกษา มีความเคารพและปฏิบัติตนตามระเบียบของที่ประชุม และมีการวางแผนงานโดยคำนึงถึงระเบียบหรือแบบแผนที่พระมหาเถระผู้บริหารวางไว้เป็นรูปแบบในอดีตเบื้องต้นก่อน จนเกิดเป็นมติอันเป็นแนวทางปฏิบัติที่มีความเหมาะสมกับบริบท โปร่งใสและตรวจสอบได้ และตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริหาร คณะครูและนักเรียนตามความเหมาะสม (2) การลงมือปฏิบัติ คณะครูได้ปฏิบัติงานโดยนำมติของที่ประชุมมาลงมือปฏิบัติให้เกิดขึ้นเป็นรูปธรรม (3) การตรวจสอบการปฏิบัติงาน คณะครูและผู้บริหารมีความเป็นกัลยาณมิตรต่อกันและกัน มีการรายงานแนวปฏิบัติ ปัญหาและอุปสรรคไปตามตรง รวมไปถึงการคอยรับฟังความคิดเห็นจากผู้เรียนเพื่อให้เกิดนำมาปรับปรุงและนำมารายงานในที่ประชุม (4) การปรับปรุงแก้ไข การที่คณะครูได้รับฟังความคิดเห็นจากผู้บริหารและคณะครูท่านอื่นจากที่ประชุมแล้วก็ดำเนินการแก้ไขแผนการปฏิบัติงานไปตามนั้น</p> พระมหาพิพัฒน์ วฑฺฒนสิริ , พระครูกิตติญาณวิสิฐ , เผด็จ จงสกุลศิริ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271246 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 การประเมินโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม ACTIVE LEARNING สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275781 <p>บทความวิจัยการประเมินโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรม Active Learning ในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี 2) ศึกษาผลโครงการจัดกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี 3) ประเมินโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถม ศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี ใน 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต 4) ประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ ประเภทการวิจัยประเมินผล (Evaluation Research) โดยใช้รูปแบบการประเมินแบบ CIPP โดยผู้ประเมินได้ดำเนินการเป็นลำดับขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาแนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรม Active Learning ในระดับประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี ขั้นตอนที่ 2 การดำเนินโครงการการจัดกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี ขั้นตอนที่ 3 การประเมินโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี ใน 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ ด้านผลผลิต ขั้นตอนที่ 4 การประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการจัดการเรียนการสอนโดยใช้กิจกรรม Active Learning ในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี ได้แก่ การเตรียมการก่อนการจัดการเรียนรู้ การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การประเมินผลการเรียนรู้ ผลการดำเนินการจัดกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียน พบว่า สามารถแก้ไขปัญหาการจัดการเรียนรู้ของครูและนักเรียนได้ และได้ประโยชน์จากการจัดการดำเนินการจัดกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียน 2) ผลการประเมินโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี ใน 4 ด้าน คือ ด้านสภาวะแวดล้อม ด้านปัจจัยเบื้องต้น ด้านกระบวนการ และด้านผลผลิต พบว่า ผลการประเมินด้านสภาวะแวดล้อมโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี ของครูและกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐานโดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านปัจจัยเบื้องต้นโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานีของครูและกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านกระบวนการโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานีของครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน และผู้ปกครอง โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินด้านผลผลิตโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานีของครู กรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ผู้ปกครอง และนักเรียน โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก ผลการประเมินความพึงพอใจของผู้เข้าร่วมโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษาโรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี พบว่า ความพึงพอใจของผู้ที่เกี่ยวข้องของโครงการขับเคลื่อนกิจกรรม Active Learning สู่ชั้นเรียนในระดับประถมศึกษา โรงเรียนเทศบาลเมืองปทุมธานี โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก</p> ชัญญานุช มานะเสน Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275781 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษา ของโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270858 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะของผู้ปกครองนักเรียนในการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 มีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ปกครองนักเรียนโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 จำนวน 110 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 6 ด้าน คือ ความสัมพันธ์ระหว่างโรงเรียนกับชุมชน หลักสูตรและการสอน กิจการนักเรียน การบริหารงานบุคคล อาคารสถานที่ และธุรการ ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ อายุ วุฒิการศึกษา และรายได้ มีความคิดเห็นที่มีต่อความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล คือ อาชีพ มีความคิดเห็นที่มีต่อความพึงพอใจของผู้ปกครองนักเรียนที่มีต่อการจัดการศึกษาของโรงเรียนบ้านนาคอก มิตรภาพที่ 104 แตกต่างกัน จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3) ปัญหา อุปสรรค ได้แก่ 1) ไม่มีหลักสูตรที่ทำขึ้นเฉพาะโรงเรียนที่เน้นผู้เรียน ขาดการพัฒนาหลักสูตรที่พัฒนานักเรียนในชุมชน ไม่มีการสอนเสริมวิชาที่สำคัญ 2) ไม่มีกระบวนการสรรหาครูที่มีคุณภาพ ขาดความเป็นธรรมในการเลื่อนตำแหน่ง ขาดครูที่มีความเชี่ยวชาญวิชาเฉพาะด้าน 3) ขาดกิจกรรมที่พัฒนาทักษะการใช้ชีวิตและพัฒนากายสังคมจิตปัญญา 4) ไม่มีการจัดการด้านการเงินอย่างถูกต้องโปร่งใส ขาดความทันสมัยในการจัดเก็บ ขาดระบบการควบคุมวัสดุและครุภัณฑ์ที่สะดวกสะบาย 5) อาคารสถานที่และวัสดุอุปกรณ์ไม่ทำให้ให้เกิดสภาพแวดล้อมเอื้อต่อการเรียนรู้ ขาดระบบป้องกันความปลอดภัย ไม่มีอาคารสถานที่เพียงพอและเหมาะสม 6) ขาดความร่วมมือของชุมชนในการวางแผนการกับโรงเรียน ไม่มีกิจกรรมจิตอาสาของนักเรียนและชุมชนที่ทำประโยชน์ให้สังคมและท้องถิ่น ขาดการประชาสัมพันธ์สื่อสารกิจกรรมของโรงเรียน ส่วนข้อเสนอแนะ ได้แก่ 1) ควรพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอนที่มีการบูรณาการระหว่างวิชาต่างๆ ควรจัดหลักสูตรการเรียนรู้คู่ไปกับทักษะการใช้ชีวิตและหลักสูตรท้องถิ่น 2) ควรสรรหาบุคลากรให้ตรงกับวิชาที่ขาดและสรรหาครูที่มาจากชุมชน ควรพัฒนาทักษะครูและสร้างแรงจูงใจ ควรรักษาครูที่มีอยู่และลดภาระงานของครู 3) ควรส่งเสริมกิจกรรมที่พัฒนานักเรียนมีทักษะการเอาชีวิตในยุคปัจจุบัน ควรส่งเสริมกิจกรรมที่พัฒนานักเรียนมีทักษะแก้ไขปัญหาชีวิต สังคม และจิตใจ 4) ควรจัดหาอุปกรณ์ที่เหมาะการใช้งานธุรการ ควรทำระบบหลักฐานรายรับรายจ่ายให้โปร่งใสและตรวจสอบได้ 5) ควรพัฒนาอาคารสถานที่ให้เกิดประโยชน์สูงสุดตามความต้องการนักเรียนและชุมชน ควรมีการวางแผนพัฒนาอาคารพื้นที่ภายในโรงเรียน 6) ควรประชาสัมพันธ์กิจกรรมในโรงเรียนแก่ผู้ปกครองและชุมชน ควรให้ชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมวางแผนการจัดกิจกรรม ควรจัดกิจกรรมที่ไม่ส่งผลต่อการทำงานและชีวิตประจำวันของผู้ปกครอง</p> ทิพวรรณ คำวัง , พระครูวาทีวรวัฒน์ , พระครูสังฆรักษ์ทรงพรรณ ชยทตฺโต Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270858 Sat, 11 May 2024 00:00:00 +0700 รายงานการใช้เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก เรื่อง ไฟฟ้าแม่เหล็ก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/272136 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก เรื่อง ไฟฟ้าแม่เหล็ก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 ที่มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อหาดัชนีประสิทธิผล ของเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก เรื่อง ไฟฟ้าแม่เหล็ก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 <br />3) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนก่อนเรียนและหลังเรียน รายวิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก เรื่อง ไฟฟ้าแม่เหล็ก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียน รายวิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก เรื่อง ไฟฟ้าแม่เหล็ก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โดยกลุ่มตัวอย่างในการศึกษาค้นคว้าครั้งนี้คือ นักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนจุฬาภรณวิทยาศาสตร์ราชวิทยาลัย ชลบุรี ที่กำลังศึกษาในภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2560 จำนวน 3 ห้องเรียน รวมจำนวนทั้งสิ้น 72 คน ที่ผู้ศึกษาค้นคว้าได้รับผิดชอบในการสอน เครื่องมือที่ใช้ศึกษาได้แก่ 1) เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก เรื่อง ไฟฟ้าแม่เหล็ก 2) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แผนจัดการเรียนรู้แบบสืบเสาะ (5E) <br />4)แบบสอบถามความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบค่าซี (Z-test) แบบ One group และการทดสอบค่าซี (Z-test) แบบไม่อิสระจากกัน (Dependent) ผลการศึกษาค้นคว้า พบว่า 1) เอกสารประกอบการเรียน รายวิชาไฟฟ้าและแม่เหล็ก เรื่อง ไฟฟ้าแม่เหล็ก ระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ คือ 84.33/83.38 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ คือ 80/80 2) ดัชนีประสิทธิผล มีค่าเท่ากับ 0.708 ซึ่งแสดงว่าผู้เรียนมีความรู้เพิ่มขึ้นคิดเป็นร้อยละ 70.80 3) นักเรียนที่เรียนด้วยเอกสารประกอบการเรียน มีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหลังการใช้เอกสารประกอบการเรียนสูงกว่าก่อนการใช้เอกสารประกอบการเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .01 4) ผลการวิเคราะห์ความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อเอกสารประกอบการเรียนโดยรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก</p> เพ็ญสุดา มังกร Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/272136 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/276081 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่างเป็นครูผู้สอน ผู้ปกครอง และนักเรียนของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง โดยใช้สูตรคำนวณขนาดกลุ่มตัวอย่างด้วยการใช้ตารางของ Krejcie &amp; Morgan ได้ขนาดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 365 คน เครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น PNI<sub>Modified</sub> ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษาสู่โรงเรียนมาตรฐานสากลของโรงเรียนเอกชน สังกัดสำนักงานศึกษาธิการจังหวัดอ่างทอง มีความต้องการจำเป็นทุกด้านอยู่ระหว่าง 0.272-0.285 ในภาพรวม PNI<sub>Modified</sub> =0.277 ด้านที่มีความต้องการจำเป็นที่มีความสำคัญอันดับที่ 1 คือ ด้านการบริหารจัดการด้วยระบบคุณภาพ รองลงมาอันดับที่ 2 คือ ด้านการจัดกิจกรรมการเรียนการสอนโดยใช้รูปแบบที่เป็นมาตรฐานสากล และอันดับที่ 3 คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาโดยเทียบเคียงหลักสูตรมาตรฐานสากล ตามลำดับ</p> วีรยุทธ วงษ์เขียว, สิน งามประโคน , พีรวัฒน์ ชัยสุข Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/276081 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา สุพรรณบุรี เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271357 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 2 เป็นการวิจัยวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่างแบ่งเป็น 2 กลุ่ม ได้แก่ กลุ่มสำหรับตอบแบบสอบถาม ทำการสุ่มโดยใช้สูตรของ Taro Yamane จากผู้บริหารโรงเรียน กรรมการสถานศึกษา ผู้นำชุมชน จำนวน 102 ราย และกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญใช้วิธีการสุ่มแบบเจาะจง จำนวน 9 ราย เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสัมภาษณ์และแบบสอบถาม โดยมีค่าความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา เท่ากับ 0.97 มีค่าความเชื่อมั่นทั้งสองฉบับ เท่ากับ 0.846 และ 0.878 ตามลำดับ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรีเขต 2 ความคิดเห็นโดยรวมและรายด้านมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด ได้แก่ ด้านการกระตุ้นทางปัญญา 2) วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 ความคิดเห็นโดยรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านเมตตา 3) แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงตามหลักพรหมวิหาร 4 จากการสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้าง ได้แก่ (1) ควรปฏิบัติตนให้เป็นแบบอย่างที่ดีและปรารถนาดีต่อผู้ร่วมงาน มีวิสัยทัศน์ พันธกิจ สร้างแรงจูงใจภายในให้บุคลากรทางการศึกษาตระหนักและเห็นความสำคัญในทำงานตามวิสัยทัศนและเป้าหมาย (2) ควรมีการพัฒนาทักษะในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ให้ความรักความปรารถนาดีต่อองค์กร สร้างขวัญกำลังใจให้บุคลากรมีความอดทนและเสียสละ (3) ควรมุ่งประสิทธิภาพและประสิทธิผลชองงานเป็นสำคัญ เคารพยินดีในสิทธิของผู้ร่วมงาน มีทักษะการสร้างแรงบันดาลใจ การบำเหน็จความชอบบุคลากรต้องเป็นไปตามหลักธรรมาภิบาล และ(4) ควรให้คำแนะนำการปฏิบัติงานแก่บุคลากรอย่างถูกต้องตามกฎหมายให้ทุกภาคส่วนเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารสถานศึกษา ยอมรับความแตกต่างของบุคคล มีความมั่นคงในอารมณ์ รับฟังความคิดเห็นผู้อื่นด้วยความยินดีและใช้ปัญญาพิจารณาตัดสินอย่างเที่ยงธรรม</p> พระสรศักดิ์ สมนฺตปาสาทิโก , เผด็จ จงสกุลศิริ , พีรวัฒน์ ชัยสุข Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271357 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 ของโรงเรียนเทศบาลวัดตึกมหาชยาราม (สมุทรคุณากร) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275812 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการการใช้รูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 2) เพื่อสร้างและพัฒนารูปแบบการบริหารและการนิเทศสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 และ 4) เพื่อประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 รูปแบบการวิจัยและพัฒนา (Research and Development : R&amp;D) 4 ขั้นตอน ประกอบด้วย ขั้นตอนที่ 1 การวิจัย (Research : R1) เป็นการศึกษาข้อมูล พื้นฐาน สภาพปัจจุบัน ปัญหาและความต้องการพัฒนารูปแบบการบริหารและการนิเทศสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 ขั้นตอนที่ 2 การพัฒนา (Design and Development : D&amp;D) เป็นการพัฒนาหาประสิทธิภาพรูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 ขั้นตอนที่ 3 การวิจัย (Research : R2) เป็นการนำรูปแบบการบริหารและการนิเทศสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 ไปทดลองใช้ (Implementation : I) ขั้นตอนที่ 4 การพัฒนา(Development : D2) เป็นการประเมินผล (Evaluation : E) ประเมินและปรับปรุงแก้ไขรูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลพื้นฐานเกี่ยวกับสภาพปัญหาและความต้องการการใช้รูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 ของโรงเรียนเทศบาลวัดตึกมหาชยาราม (สมุทรคุณากร) พบว่า สภาพชุมชนโดยรอบบริเวณโรงเรียนมีลักษณะเป็นชุมชนเมือง อาชีพหลักของชุมชนคืออาชีพรับจ้างและอาชีพค้าขาย ผู้ปกครองส่วนใหญ่จบการศึกษาต่ำกว่ามัธยมศึกษาปีที่ 6 และประกาศนียบัตรวิชาชีพ อาชีพหลักคือรับจ้าง ค้าขาย ส่วนใหญ่นับถือศาสนาพุทธ ฐานะทางเศรษฐกิจค่อนข้างยากจน โรงเรียนมีโอกาสที่เอื้อต่อการพัฒนาเนื่องจากเป็นโรงเรียนในสังกัดเทศบาลที่เป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่ช่วยเหลือแบ่งเบาภาระของผู้ปกครองซึ่งส่วนใหญ่มีรายได้น้อย ฐานะยากจนโดยได้รับการสนับสนุนทุนการศึกษาจากคนในชุมชน ผู้นำทางศาสนาและหน่วยงานใกล้เคียงเพื่อช่วยเหลือนักเรียน นอกจากนี้โรงเรียนอยู่ใกล้วัดจึงได้รับการส่งเสริมจากวัดด้านแหล่งเรียนรู้ 2) รูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 ของโรงเรียนเทศบาลวัดตึกมหาชยาราม (สมุทรคุณากร) มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ เท่ากับ 82.14/89.07 3) หลังการใช้รูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 โรงเรียนเทศบาลวัดตึกมหาชยาราม (สมุทรคุณากร) เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลประเมินผลการใช้รูปแบบการบริหารและการนิเทศแบบสะท้อนคิดเพื่อพัฒนาทักษะการจัดการเรียนรู้ยุค 4.0 ของโรงเรียนเทศบาลวัดตึกมหาชยาราม (สมุทรคุณากร) ทั้ง 4 ด้านประกอบด้วย ทักษะการคิดวิเคราะห์ ทักษะการคิดสร้างสรรค์ ทักษะการคิดรวบยอด และทักษะการเรียนรู้ยุค 4.0 อยู่ในระดับมากที่สุด</p> จำเนียร จูเจริญ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275812 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 การส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนา 4 ให้แก่ผู้สูงอายุของพระสงฆ์ ในตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270859 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) ระดับการส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนา 4 แก่ผู้สูงอายุของพระสงฆ์ในตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 2) เปรียบเทียบการส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนา 4 แก่ผู้สูงอายุของพระสงฆ์ในตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนา 4 แก่ผู้สูงอายุของพระสงฆ์ในตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากประชาชนผู้ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภูมิลำเนาในพื้นที่ตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จำนวน 384 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนา 4 แก่ผู้สูงอายุของพระสงฆ์ในตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ามีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน คือ กายภาวนา ปัญญาภาวนา จิตภาวนา และศีลภาวนา 2) ผลการเปรียบเทียบการส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนา 4 <br />แก่ผู้สูงอายุของพระสงฆ์ในตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ มีความคิดเห็นที่มีต่อการส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนา 4 แก่ผู้สูงอายุของพระสงฆ์ในตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย <br />ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล คือ อายุ การศึกษา อาชีพ และรายได้ มีความคิดเห็นที่มีต่อการส่งเสริมสุขภาวะตามหลักภาวนา 4 แก่ผู้สูงอายุของพระสงฆ์ในตำบลดอนทราย อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี แตกต่างกัน จึงยอมรับตามสมมติฐานการวิจัย 3) ปัญหา อุปสรรค ได้แก่ ไม่มีการตรวจคัดกรองค้นหาภาวะเสี่ยงต่อสุขภาพ ขาดการเข้าร่วมกิจกรรมออกกำลังกาย ขาดการนอนหลับที่เพียงพอ ขาดการมีความรู้ความเข้าใจด้านหลักศีลธรรมและคุณธรรมทางพระพุทธศาสนา ขาดการตั้งเครือข่ายผู้สูงอายุ ไม่มีกิจกรรมนั่งสมาธิช่วยบำบัดความเครียดและคลายความกังวล ขาดการเข้าร่วมฟังเทศน์ สวดมนต์ไหว้พระ และการเจริญสติ และข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรให้ความรู้เรื่องอาหารและการออกกำลังกายตามคำแนะนำของแพทย์ ควรจัดตั้งชมรมผู้สูงอายุเพื่อสร้างเครือข่ายผู้สูงอายุ ควรจัดให้มีกิจกรรมการทำสมาธิเพื่อการรักษาจิตใจ ควรรู้จักการแก้ปัญหาความทุกข์แก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น</p> พิชญ์ชิชา หิรัญถาวรพัทธ์ , พระครูวิสุทธานันทคุณ , พระมหากังวาล ธีรธมฺโม Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270859 Sat, 11 May 2024 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อออนไลน์ ของวัดเขากูบอินทาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/274319 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อออนไลน์ของวัดเขากูบอินทาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อออนไลน์ของวัดเขากูบอินทาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อออนไลน์ของวัดเขากูบอินทาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยมีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากประชาชนในตำบลอ่างหิน อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จำนวน 370 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อออนไลน์ของวัดเขากูบอินทาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านความพึงพอใจต่อเสียง ด้านความพึงพอใจต่อภาพวิดีโอ ด้านความพึงพอใจต่อ ด้านความพึงพอใจต่อภาพเคลื่อนไหว และด้านความพึงพอใจต่อเนื้อความหรือตัวอักษร ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อออนไลน์ของวัดเขากูบอินทาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ อาชีพ และรายได้มีความคิดเห็นที่มีต่อความพึงพอใจต่อการเผยแผ่พระพุทธศาสนาทางสื่อออนไลน์ของวัดเขากูบอินทาราม อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล คือ อายุ และการศึกษา แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3) ปัญหา อุปสรรค ได้แก่ ขาดการยกพุทธพจน์ตามหลักพระไตรปิฎก เนื้อหาส่วนใหญ่ยกหลักธรรมลึกซึ้งเกินไป ขาดงบประมาณในการสนับสนุนการเผยแผ่ ขาดสื่อภาพนิ่งที่น่าสนใจและทันสมัย ผู้เผยแผ่ไม่สามารถสื่อหลักธรรมที่เข้าใจง่ายให้เหมาะสม ขาดเทคนิคในการพูดสื่อสาร ขาดนักเผยแผ่ นักเทศน์ และนักจัดรายการที่มีชื่อเสียงและประสบการณ์ สื่อที่เผยแผ่ไม่เหมาะสมกับกลุ่มเป้าหมาย ไม่ผลิตสื่อเสียงที่เหมาะสมกับปัจจุบัน ขาดบุคลากรและจิตอาสาที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญด้านภาพวีดีโอเผยแผ่ และข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรมีเนื้อหาสาระที่ดีเหมาะสมกับผู้ฟัง มีคำคมคำกลอนเพื่อจูงใจผู้ฟัง มีถ้อยคำสุภาพไพเราะ อักขระชัดเจน มีบทสรุป มีงบประมาณในการเผยแผ่ พัฒนาสื่อด้านภาพนิ่งเกี่ยวกับนิทานธรรมะ พุทธสุภาษิต คำคมคำกลอน ใช้สื่อธรรมชาติสาธิตได้ แสดงธรรมะแบบเทศนาโวหาร ควรใช้สื่อทางเสียงบทเพลงธรรมะ พัฒนาสื่อเสียงเกี่ยวกับบทพระธรรมเทศนา อธิบายธรรมะแบบผสมผสาน การแหล่ เทศน์มหาชาติ พัฒนาบุคลากรที่มีความรู้ความเชี่ยวชาญในการตัดต่อภาพวีดีโอ จัดหาพระนักเผยแผ่ที่มีลีลามีอรรถรส</p> วิลาวัลย์ พวงกฤษ , พระครูวาทีวรวัฒน์ , พระครูวิสุทธานันทคุณ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/274319 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 การพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/276126 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา 2) เพื่อพัฒนารูปแบบพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ 3) เพื่อพัฒนาองค์ความรู้พื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ 4) เพื่อสร้างเครือข่ายพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ 5) เพื่อขับเคลื่อนพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ 6) เพื่อบูรณาการพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ เป็นการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยการวิจัยคุณภาพ ทำการศึกษาข้อมูลจากแหล่งข้อ ควบคู่กับการวิจัยเชิงปฏิบัติการภาคสนาม (Action Research) มุ่งเน้นการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วมจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิจากชุมชน รวบรวมข้อมูลจากสัมภาษณ์กลุ่มพระสงฆ์ กลุ่มผู้นำชุมชน กลุ่มตัวแทนชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน นักวิชาการกลุ่มผู้บริหารโรงเรียน และครู จำนวน 50 รูป/คน สอบถามผู้บริหาร ครู และนักเรียน จำนวน 351 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) การศึกษาแนวทางการพัฒนาพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษา พบว่า มีการพัฒนากระบวนการเรียนการสอน และนวัตกรรม 5 ด้านได้แก่ (1) การสอนและการเรียนรู้ (2) วัฒนธรรม (3) วิถีพอเพียง (4) การฝึกภาวนาวิถีพุทธ (5) การจัดการเรียนการสอนออนไลน์ และการดำเนินการพื้นที่นวัตกรรมทางการศึกษาสามารถสรุปเป็น Model : 6744-Model 2) การพัฒนารูปแบบพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ ได้รูปแบบกิจกรรมวิถีพุทธพอเพียงใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและวิถีเกษตรยั่งยืน รูปแบบกิจกรรมเดินด้วยเท้า ก้าวไปในบุญ และรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้วิถีพุทธตามแผนงานกิจกรรม ใช้คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยใช้ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นฐานในการเรียนรู้ 3) การพัฒนาองค์ความรู้นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ เป็นการรปลูกฝัง อบรม ฝึกฝนเยาวชน ตามวิธีการของพระพุทธศาสนา โดยเน้นบูรณาการตามหลักไตรสิกขา อันมี ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นฐาน เรียนรู้ผ่านการพัฒนา "การกิน อยู่ ดู ฟังเป็น” มีปัญญารู้เข้าใจในคุณค่า และการปลูกฝัง การฝึกฝน ให้เยาวชนได้นำหลักธรรมคำสั่งสอนขององค์พระสัมมาสัมพุทธเจ้า ไปประพฤติปฏิบัติในชีวิตประจำวันจะทำให้เยาวชนมีคุณธรรมนำความรู้ พัฒนาตนเองเต็มตามศักยภาพเป็นคนดี คนเก่งของสังคม ดำรงชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง มีคุณลักษณะอันพึงประสงค์ และสามารถดำรงชีวิตได้อย่างมีความสุข 4) การสร้างเครือข่ายพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ เกิดขึ้นจากการจัดการเรียนรู้จากกิจกรรมการพัฒนาการทั้ง 4 ด้านคือ (1) เครือข่ายด้านสังคม ได้ฝึกฝนมารยาทไทย การอยู่รวมกัน การปฏิบัติตนต่อผู้อื่น (2) เครือข่ายด้านใจ การฝึกฝนจิตใจ ให้มีความอ่อนน้อมถ่อมตน สอนให้กตัญญูกตเวทต่อผู้มีพระคุณ <br />(3) เครือข่ายด้านสติปัญญา สอนให้รู้จักพิจารณาว่า อะไรคือสิ่งที่มีประโยชน์ต่อตนเองและประโยชน์ต่อสังคมได้ (4) เครือข่ายด้านร่างกาย พัฒนากล้ามเนื้อด้วยกิจกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ 5) การขับเคลื่อนเครือข่ายพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ ประกอบด้วย (1) ขับเคลื่อนเชิงนโยบาย เพื่อยกระดับคุณภาพการศึกษา ลดความเหลื่อมล้ำ (2) ขับเคลื่อนเชิงพื้นที่ มีการจัดด้านกายภาพ ส่งเสริมการบริหารจิต เจริญปัญญา (3) การขับเคลื่อนด้วยกิจกรรม กิจกรรมวิถีพุทธพอเพียงใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและวิถีเกษตรยั่งยืน กิจกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธด้วยกระบวนการไตรสิกขา กิจกรรมเดินด้วยเท้าก้าวไปในบุญ กิจกรรมการถ่ายทอดองค์ความรู้วิถีพุทธ (4) การขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี นำเทคโนโลยีดิจิทัลเข้ามาเป็นเครื่องมือมาผนวกรวมกับแนวทางการขับเคลื่อนนวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ 6) การบูรณาการพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ เชื่อมโยงพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ โดยใช้หลักศรัทธากับปัญญาผ่าน 5 กิจกรรมทั้ง 6 โรงเรียนเพื่อให้เกิดการประพฤติปฏิบัติตนให้มีทักษะในการดำเนินชีวิต เก่ง ดี มีสุข และสามารถนำหลักธรรมคำสอนที่ได้รับไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวันได้</p> สมศักดิ์ บุญปู่ , พีรวัฒน์ ชัยสุข , พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน , บุญเชิด ชำนิศาสตร์ , ณัชชา อมราภรณ์ , วารี โศกเตี้ย , อรุณรัตน์ วิไลรัตนกุล Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/276126 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนในยุคปกติวิถีใหม่ตามหลักภาวนา 4 โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271528 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนในยุคปกติวิถีใหม่ โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาเรียนการสอนในยุคปกติวิถีใหม่ตามหลักภาวนา 4 โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการพัฒนาการเรียนการสอนในยุคปกติวิถีใหม่ตามหลักภาวนา 4 โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีคือการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 ราย ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาการวิจัยเชิงปริมาณใช้สอบถามกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จำนวน 86 ราย สถิติที่ใช้ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนยุคปกติวิถีใหม่ โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจะเรียงจากมากไปหาน้อย ได้แก่ รูปแบบ On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต รูปแบบ On-site เรียนที่โรงเรียน รูปแบบ On-demand การจัดการเรียนการสอนผ่านสื่ออิเล็กทรอนิกส์ รูปแบบ On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร และลำดับสุดท้าย รูปแบบ On-air เรียนผ่านมูลนิธิการศึกษาทางไกลผ่านดาวเทียม 2) ผลการศึกษาวิธีการพัฒนาการจัดการเรียนการสอนยุคปกติวิถีใหม่ โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีกระบวนการการจัดการเรียนการสอนในยุคปกติวิถีใหม่ จัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้ สร้างบรรยากาศการเรียนรู้ให้เกิด กายภาวนา ผู้เรียนและครูผู้สอนมีปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างกัน ผสานรูปแบบการเรียนกันสอนรูปแบบออนไลน์ โดยเน้นจัดกิจกรรมแบบ Active Learning ปรับเนื้อหาการสอนให้กระชับ ตรงประเด็น เข้าใจง่าย ใช้เกมในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียนและยังช่วยลดความตึงเครียดในการเรียนออนไลน์ ปลูกฝังให้ผู้เรียนมีความรับผิดชอบ มีวินัย เอาใจใส่ มีความเพียร และตรงต่อเวลา ออกแบบเนื้อหาแบบฝึกหัด แบบทดสอบ ให้กระชับ เข้าใจง่ายผู้เรียนสามารถสืบค้นข้อมูลได้ด้วยตนเอง ส่งเสริม สนับสนุนให้ครูจัดสภาพแวดล้อมให้เอื้อต่อการเรียนรู้และมีเทคนิควิธีการสอนที่หลากหลายคำนึงถึงความแตกต่างของผู้เรียนเพื่อเป็นการสร้างปฏิสัมพันธ์ที่ดีระหว่างครูและผู้เรียนซึ่งจะส่งผลต่อการพัฒนาด้านกายภาวนา ควบคู่กับการพัฒนาสติปัญญาของผู้เรียนในยุคปกติวิถีใหม่ 3) แนวทางการพัฒนาการเรียนการสอนในยุคปกติวิถีใหม่ตามหลักภาวนา 4 โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา พบว่า การจัดการเรียนการสอนรูปแบบ On-site เรียนที่โรงเรียน ควบคู่กับการจัดการเรียนการสอน รูปแบบ On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ต โดยใช้วิธีการสลับวันมาเรียน เลขที่คู่มาเรียนวันคู่ เลขที่คี่เรียนออนไลน์ที่บ้าน เลขที่คี่มาเรียนวันคี่เลขที่คู่เรียนออนไลน์ที่บ้าน นักเรียนที่มาเรียนรูปแบบ On-site สถานศึกษาต้องคำนึงถึงความปลอดภัยของทั้งผู้เรียนและครูผู้สอนเป็นเป็นสำคัญ มีแนวปฏิบัติระหว่างการเปิดภาคเรียนเพื่อป้องกันการแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อไวรัส โคโรนา 2019 (Covid-19) ได้แก่ การคัดกรอง การสวมหน้ากาก การล้างมือ การเว้นระยะห่าง อย่างน้อย 1 - 2 เมตร รวมถึงการจัดเว้นระยะห่างของสถานที่ การทำความสะอาดพื้นผิวสัมผัสของโต๊ะ เก้าอี้ วัสดุอุปกรณ์ เปิดประตู หน้าต่าง ให้อากาศถ่ายเท และลดการแออัด หรือหลีกเลี่ยงการทำกิจกรรมเป็นกลุ่ม ส่วนนักเรียนที่ไม่ได้มาเรียนที่โรงเรียนสามารถเรียน รูปแบบ On-line เรียนผ่านอินเตอร์เน็ตที่บ้าน ครูผู้สอนจัดทำบทเรียนออนไลน์บนแพลตฟอร์ม Racha1-online หรือทำสื่อการเรียนรู้ผ่านช่องทางอื่น ๆ ครูผู้สอนสามารถวัดและประเมินผลการเรียนรู้ของผู้เรียนผ่านช่องทางดังกล่าว หากผู้เรียนไม่มีความพร้อมด้านอุปกรณ์ในการเรียน รูปแบบ On-line ผู้บริหาร ครูต้องจัดหาอุปกรณ์เพื่อใช้ในการเรียนการสอน หรือให้ผู้เรียนเรียนรูปแบบ On-hand เรียนที่บ้านด้วยเอกสาร ครูต้องกำกับ ติดตามให้คำแนะนำ ชี้แนะแนวทางแก่นักเรียนอยู่เสมอ ครูผู้สอนต้องจัดกิจกรรมการเรียนรู้แบบ Active Learning ปรับเนื้อหาการสอนให้กระชับ ตรงประเด็น เข้าใจได้ง่าย ให้ผู้เรียนได้สืบค้น และแก้ไขปัญหาได้ด้วยตนเอง ใช้เกมในการวัดและประเมินผลการเรียนรู้เพื่อเร้าความสนใจของผู้เรียนและยังช่วยลดความตึงเครียดในการเรียนออนไลน์ ทั้งนี้ควรส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมในการทดสอบแบบออนไลน์เพื่อป้องกันการทุจริต จะช่วยให้การจัดการเรียนการสอน รูปแบบ On-line มีประสิทธิภาพเหมาะกับยุคปกติวิถีใหม่</p> ธนพล สูงกลาง , พระครูกิตติญาณวิสิฐ , พระครูสังฆรักษ์จักรกฤษณ์ ภูริปญฺโญ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271528 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะความพอเพียงตามหลักเบญจธรรมของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275920 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นคุณลักษณะความพอเพียงของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส 2) เพื่อเพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาคุณลักษณะความพอเพียงตามหลักเบญจธรรมของนักเรียนโรงเรียนขยาย และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะความพอเพียงตามหลักเบญจธรรมของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี คือ 1) การวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1-3 จำนวน 201 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น (PNI<sub>Modified</sub>) และ 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการวิเคราะห์เอกสารและการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 รูป/คน ด้วยการเลือกเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นคุณลักษณะความพอเพียงของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ที่มีความต้องการจำเป็นอันดับ 1 คือ ความมีเหตุผล รองลงมาคือ ความมีภูมิคุ้มกันที่ดี ความพอประมาณ ความรู้ และคุณธรรม ตามลำดับ 2) วิธีการพัฒนาการคุณลักษณะความพอเพียงตามหลักเบญจธรรมของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ประกอบด้วย (1) ความพอประมาณด้วยการยึดหลักสติสัมปชัญญะคือฝึกตนมิให้ประมาทในการใช้ชีวิตรู้ปัจจุบัน ประมาณตน ปลูกฝังให้รู้จักเลือกใช้จ่ายแต่สิ่งที่จำเป็นในชีวิตประจำวัน (2) ความมีเหตุผลด้วยการใช้หลักสติสัมปชัญญะคือฝึกตนมิให้ประมาท ผ่านการมีสติรอบคอบรู้สึกตัวอยู่ตลอด (3) ความมีภูมิคุ้มกันที่ดีด้วยการใช้หลักสติสัมปชัญญะคือการไม่ประมาทมีความรอบคอบ (4) ความรู้ด้วยการใช้หลักเบญจธรรมเป็นคุณธรรมอันดีงามที่อบรมและตกแต่งจิตใจให้งดงาม (5) คุณธรรมด้วยการใช้หลักเบญจธรรมเพื่อเสริมสร้างในพื้นฐานทั้งด้านจิตใจ การกระทำ และการปฎิบัติและประพฤติตนให้ดี และ <br />3) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะความพอเพียงตามหลักเบญจธรรมของนักเรียนโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ประกอบด้วย (1) ความพอประมาณ โรงเรียนส่งเสริมการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียน และส่งเสริมการเรียนรู้ความพอประมาณในการดำเนินชีวิตประจำวัน ตลอดถึงการเลี้ยงชีวิตอย่างสุจริต เพื่อสร้างคุณธรรม จริยธรรม และสร้างจิตสำนึกตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (2) ความมีเหตุผล โรงเรียนพัฒนานักเรียนให้มีการจัดระบบความคิดของตนเอง ด้วยหลักการคิดวิเคราะห์และการเผชิญสถานการณ์ สร้างความเข้าใจในการดำเนินชีวิตการทำงาน (3) ความมีภูมิคุ้มกันที่ดี โรงเรียนส่งเสริมการทำบัญชีรายรับรายจ่ายเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันและให้ฝึกนักเรียนรู้คิด รู้ทำ ฝึกตนไม่ให้ประมาท มีสติรอบครอบและการวางแผนการใช้ชีวิต (4) ความรู้ โรงเรียนส่งเสริมการเรียนรู้และปลูกฝังนักเรียนให้มีความรู้เรื่องคุณลักษณะความพอเพียง ในการดำเนินชีวิตซึ่งสอดคล้องตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียง (5) คุณธรรม โรงเรียนส่งเสริมการจัดโครงการและกิจกรรมส่งเสริมการปฏิบัติตนที่ดีตามแนวปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงโดยใช้กิจกรรมการเข้าค่ายคุณธรรมจริยธรรม</p> ศิริลักษณ์ ไตรวงษ์ , พระครูกิตติญาณวิสิฐ , พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275920 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 การดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ของประชาชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270873 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสภาพการดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ของประชาชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ของประชาชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะสำหรับการพัฒนาการดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ของประชาชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากประชาชนผู้มีอายุ 18 ปีขึ้นไป ที่มีภูมิลำเนาในชุมชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี จำนวน 318 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ของประชาชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุด ทั้ง 5 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักประกันทรัพย์สิน ด้านหลักประกันสุขภาพ ด้านหลักประกันครอบครัว ด้านหลักประกันชีวิต และ ด้านหลักประกันสังคม ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบการดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ของประชาชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อายุรายได้ มีการดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ของประชาชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ การศึกษา อาชีพ มีการดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 ของประชาชนบ้านหนองบัวหิ่ง อำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ไม่แตกต่างกัน 3) ปัญหา อุปสรรค ได้แก่ ส่วนใหญ่จะเป็นเรื่องการฆ่าสัตว์ ในเรื่องของการทำมาหากิน บางคนเลี้ยงหมูฆ่าหมู หาปลา แต่ก็เป็นการทำเพื่อนำไปเป็นอาหาร การเบียดเบียนสัตว์เนื่องจากประเพณีนิยม เช่น ชนไก่ วัวลาน จนนำไปสู่การส่งต่อจากรุ่นสู่รุ่น ปัญหาของครอบครัวที่เกิดจากการขาดความเอาใจใส่ ไม่เห็นถึงผลกระทบที่จะเกิดขึ้นหากทำให้ครอบครัวของตนเองและผู้อื่นแตกแยก การขาดความยับยั้งชั่งใจ ที่สำคัญคือ ไม่คิดถึงผลเสียที่จะตามมา ส่วนใหญ่จะเป็นคนในช่วงอายุน้อย วัยเรียนแต่ไม่เรียน ปัญหายาเสพติดในเยาวชนยังเป็นปัญหาสำคัญที่ส่งผลเสียแก่ชุมชนเป็นอย่างมาก เป็นบ่อเกิดของปัญหาต่างๆ โดยเฉพาะอาชญากรรมต่างๆ และข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรส่งเสริมให้คนในชุมชน ดำเนินชีวิตตามหลักศีล 5 โดยการสร้างความร่วมมือกันเป็นเครือข่าย สร้างกิจกรรมโครงการต่างๆ ให้กับชุมชน ไม่ว่าจะเป็น ชุมชนเอง วัด และโรงเรียน เพื่อส่งเสริมความรู้ความเข้าใจ ในข้อปฏิบัติตามหลักศีล 5 เช่น ส่งเสริมหลักเมตตากรุณาต่อสมาชิกในชุมชน งดเว้นการทำร้ายสิ่งมีชีวิต ธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม ผ่านกิจกรรมต่างๆ ในชุมชน เช่น กิจกรรมการพัฒนาท้องถิ่นในด้านต่างๆ วัดเป็นผู้นำด้านการจัดกิจกรรมทางศาสนา จัดกิจจกรรมปฏิบัติธรรม ในช่วงวันพระ หรือวันหยุดสำคัญ เช่น ช่วงวันพ่อ วันแม่ วันวิสาขบูชา เพื่อเป็นโอกาสให้คนในชุมชนเข้ามาศึกษาและทำความเข้าใจในศีล อาจจะมีการเน้นกิจกรรมในการฟังเทศน์ ควรจะมีการบรรยายอธิบายหลักการประพฤติปฏิบัติในหลักประกันชีวิตให้โยมเข้าใจได้ง่ายขยายความให้เห็นในเชิงรูปธรรมมากขึ้น ควรเน้นการสร้างความเข้าใจในการดำเนินชีวิตที่พอเพียง ให้กับคนในชุมชนให้มากขึ้น เพื่อให้เกิดความรัก ความพอใจในของๆ ตน</p> สาคร หาญแท้, พระครูวิสุทธานันทคุณ , พระมหากังวาล ธีรธมฺโม Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270873 Sat, 11 May 2024 00:00:00 +0700 การประยุกต์อิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการหัตถกรรมผ้าทอของชาวไท-ยวน ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/274320 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์วัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการประยุกต์อิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการหัตถกรรมผ้าทอของชาวไท-ยวน ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อระดับการประยุกต์อิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการหัตถกรรมผ้าทอของชาวไท-ยวน ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลและ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการประยุกต์อิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการหัตถกรรมผ้าทอของชาวไท-ยวน ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยมีระเบียบวิธีวิจัยเป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากประชาชนชาวไท-ยวน ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี ที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไป จำนวน 367 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการประยุกต์อิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการหัตถกรรมผ้าทอของชาวไท-ยวน ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ด้านที่มีการปฏิบัติมากที่สุด คือ การมีใจที่จดจ่อและรับผิดชอบ (จิตตะ) และด้านที่มีการปฏิบัติมาก 4 ด้าน คือ การมีใจรักในสิ่งที่ทำ (ฉันทะ) การบริหารจัดการ ความมุ่งมั่นทุ่มเท (วิริยะ) และการทบทวนในสิ่งที่ทำอย่างมีวิจารณญาณ (วิมังสา) ตามลำดับ 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อระดับการประยุกต์อิทธิบาทธรรมเพื่อส่งเสริมการบริหารจัดการหัตถกรรมผ้าทอของชาวไท-ยวน ตำบลดอนแร่ อำเภอเมือง จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล คือ เพศ และรายได้ มีความคิดเห็นแตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 จึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล คือ อายุ การศึกษา และอาชีพ มีความคิดเห็นไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3) ปัญหา อุปสรรค ได้แก่ ชาวไท-ยวนขาดมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการหัตถกรรมผ้าทอ ขาดเครือข่ายการบริหารจัดการ ขาดความเข้าใจการทำงานกันเป็นทีม ไม่พัฒนาฝีมือทอผ้าที่เป็นนวัตกรรม ภาครัฐไม่ส่งเสริมการบริหารจัดการหัตถกรรมผ้าทอ ไม่ส่งเสริมพัฒนาฝีมือการหัตถกรรมทอผ้า ไม่เอื้อเฟื้อบริหารจัดการธุรกิจ ไม่พัฒนาฝีมือทอผ้าให้มีการคิดวิเคราะห์เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม ข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรมีเห็นคุณค่าและประโยชน์หัตถกรรมผ้าทอ ควรมีทัศนะคติที่ดีมีความรับผิดชอบในการทำงานรู้จักทำงานเป็นทีม ควรมีความรอบคอบมีความรู้หมั่นเรียนรู้ในหัตถกรรมทอผ้า รวมถึงสร้างสรรค์นวัตกรรมและเพิ่มมูลค่า</p> ศุภวรรณ คำปลื้ม , พระครูวาทีวรวัฒน์ , พระครูวิสุทธานันทคุณ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/274320 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/276127 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ 2) สร้างพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ 3) เพื่อพัฒนารูปแบบพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ ใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ และการวิจัยเชิงปฏิบัติการ โดยการสังเคราะห์องค์ความรู้จากพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้ทางการศึกษา จำนวน 5 พื้นที่ และการจัดกิจกรรมการสนทนากลุ่มย่อย ผู้บริหาร คณาจารย์ เจ้าหน้าที่ นิสิตคณะครุศาสตร์ สังกัดมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 13 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ เป็นการพัฒนาคุณภาพและมาตรฐานกระบวนการเรียนรู้แบบพหุปัญญา บูรณาการความรู้และคุณธรรมจริยธรรมเชื่อมโยงกับภูมิสังคม ภูมิปัญญา และศิลปวัฒนธรรมไทย รวมถึงการพัฒนาคุณภาพชีวิตของผู้เรียน สร้างสัมมาชีพ สร้างค่านิยมและจิตสำนึกที่ดี คำนึงถึงประโยชน์ส่วนรวม รับผิดชอบต่อสังคม โมเดล 6744-Model 2) การสร้างพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถี ประกอบด้วย (1) กายภาพ คือ อาคารสถานที่ ห้องเรียน แหล่งเรียนรู้ สภาพแวดล้อม (2) กิจกรรมบนพื้นฐานวิถีชีวิต (3) การเรียนการสอน แผนการจัดการเรียนรู้ จนถึงกระบวนการเรียนการสอน( 4) บรรยากาศและปฏิสัมพันธ์ ในการปฏิบัติต่อกันระหว่างอาจารย์ผู้สอนกับนิสิต และ (5) การบริหารจัดการ การกำหนดวิสัยทัศน์ จุดเน้น การกำหนดแผนปฏิบัติการ การสนับสนุน ติดตาม ประเมินผล และพัฒนา ต่อเนื่อง มีจุดมุ่งหมายเพื่อให้การพัฒนาผู้เรียนตามวิถีพุทธอย่างมีประสิทธิภาพ บูรณาการหลักไตรสิกขา 3) การพัฒนารูปแบบพื้นที่นวัตกรรมการเรียนรู้วิถีพุทธ ได้รูปแบบกิจกรรมวิถีพุทธพอเพียงใช้น้ำอย่างคุ้มค่าและวิถีเกษตรยั่งยืน รูปแบบกิจกรรมเดินด้วยเท้า ก้าวไปในบุญ และรูปแบบการถ่ายทอดองค์ความรู้วิถีพุทธตามแผนงานกิจกรรม ใช้คณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ โดยใช้ศีล สมาธิ ปัญญาเป็นฐานในการเรียนรู้</p> สมศักดิ์ บุญปู่ , พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน , พีรวัฒน์ ชัยสุข , ยุทธวีร์ แก้วทองใหญ่ , ณัชชา อมราภรณ์ , วารี โศกเตี้ย , อรุณรัตน์ วิไลรัตนกุล Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/276127 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยศึกษาลำพญา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271531 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมในฐานวิถีชีวิตใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยศึกษาลำพญา 2) เพื่อศึกษาวิธีการที่ใช้พัฒนาภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยศึกษาลำพญา 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยศึกษาลำพญา โดยใช้ ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี คือ การวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 6 รูป/คน ใช้การวิเคราะห์เนื้อหา การวิจัยเชิงปริมาณสอบถามกลุ่มตัวอย่าง คือ ข้าราชการครู จำนวน 92 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมในฐานวิถีชีวิตใหม่ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยศึกษาลำพญา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมในฐานวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยศึกษาลำพญา มีวิธีการดังนี้ (1) ผู้บริหารควรมีความรู้ความเข้าใจบริบทของสถานศึกษา เป็นแบบอย่างให้ครู สร้างเจตคติที่ดีให้ครูเกิดความรู้สึกที่จะพัฒนาตนเอง และควรมีใจเป็นกลาง ไม่เข้าข้างฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง ให้กำลังใจชื่นชม ให้รางวัล ให้ความรักและความจริงใจกับบุคลากรอย่างทั่วถึง (2) ผู้บริหารต้องกระตุ้นให้ครูพัฒนาตนเองอยู่เสมอ ช่วยแก้ปัญหา สร้างขวัญและกำลังใจให้กับครู ไม่เกิดความอิจฉา พลอยยินดีกับความสำเร็จ (3) ผู้บริหารมีการวางแผนร่วมกับครูในการส่งเสริมให้บุคลากรฝึกกอบรมความรู้ในการใช้เทคโนโลยีต่างๆ ให้เชี่ยวชาญควร แสดงความรัก ความหวังดีและความห่วงใย อย่างจริงใจกับทุกคน (4) ควรเปิดโอกาศให้ครูมีส่วนร่วมในการบริหารจัดการและ ให้อิสระแก่ครูในการเสนอความคิดเห็น ผู้บริหารต้องมีทักษะหลายด้านและควรมีลักษณะเป็นคนมีเมตตา น่าเข้าหา ไม่ดุดัน และต้องควบคุมอารมณ์ตนเองได้ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำแบบมีส่วนร่วมในวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา กลุ่มสหวิทยศึกษาลำพญา ในด้านความเมตตาผู้ควรมีความรู้ความเข้าใจบริบทของครู ตั้งใจให้ความช่วยอย่างเต็มความสามารถ ให้กำลังใจ ชื่นชม ให้รางวัล ด้านความกรุณา ผู้บริหารสร้างเจตคติที่ดีให้ครูเกิดความรู้สึกเห็นคุณค่า มีความพอใจในการที่พัฒนาตนเอง ช่วยแก้ปัญหา สร้างขวัญและกำลังใจให้กับครู ด้านมุทิตา ผู้บริหารควรสร้างแรงจูงใจให้กำลังใจกับครูในการทำงานและชื่นชมยินดีเมื่อครูประสบความสำเร็จในการทำงาน ด้านอุเบกขา ผู้บริหารวางตัวเป็นกลางไม่เลือกปฏิบัติกับบุคคลใดบุคคลหนึ่งเป็นพิเศษโดยยึดหลักความเท่าเทียมกัน</p> จีระ พุฒหอมโพธิ์ , พระครูกิตติญาณวิสิฐ , พระครูโอภาสนนทกิตติ์ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271531 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275921 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 2) เพื่อศึกษาวิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามผู้บริหารสถานศึกษา ครูผู้สอน ครูที่รับผิดชอบงานด้านประกันคุณภาพ จำนวน 96 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ประกอบด้วย (1) การควบคุมคุณภาพการศึกษาภายใน กำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ วิเคราะห์และกำหนดบทบาทของบุคลากร รวบรวมข้อมูลที่เกี่ยวข้องกับการปฏิบัติงานทั้งหมด ดำเนินการตามแผน กำหนดทีมทำงานที่เหมาะสมในการจัดทำมาตรฐาน สร้างบรรยากาศที่เชิงประสานและเปิดกว้างทางความคิดเห็น บูรณาการร่วมมือกันของทุกภาคส่วน (2) การตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงคุณภาพ ขยันหาความรู้พัฒนาบุคลากรด้านประกันคุณภาพสม่ำเสมอ หาแนวทางการตรวจสอบที่เหมาะสมและดีที่สุด กำหนดระยะเวลาและแนวทางการตรวจสอบคุณภาพการศึกษาภายใน ตรวจสอบความสอดคล้องกับมาตรฐานทางการศึกษาและปรับปรุงแผนการเรียนการสอน จัดทำเอกสารหลักฐาน เก็บหลักฐานที่เป็นไปตามมาตรฐานการศึกษาอย่างเป็นระบบ (3) การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน พัฒนาผลการประเมินของตนเองในรอบปีนั้นๆ ปรับปรุงแก้ไขตามขั้นตอนการประกันคุณภาพสถานศึกษาภายใน วิเคราะห์ผลการประเมินคุณภาพที่ได้รับ กำหนดแผนการปรับปรุงที่รวมถึงกิจกรรมและเป้าหมายที่ต้องการพัฒนา อบรมและพัฒนาครูและบุคลากร เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะที่จำเป็น สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะทั้งทางวิชาการและทักษะทั่วไป และ 3) แนวทางการประกันคุณภาพภายในสถานศึกษาตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ของโรงเรียนขยายโอกาส สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ประกอบด้วย (1) การควบคุมคุณภาพการศึกษาภายใน สร้างบรรยากาศที่เชิงประสานและเปิดกว้างทางความคิดเห็นบูรณาการร่วมมือกันของทุกภาคส่วนด้วยการกำหนดวิสัยทัศน์และพันธกิจ วิเคราะห์และกำหนดบทบาทของบุคลากร กำหนดทีมทำงานที่เหมาะสมในการจัดทำมาตรฐาน (2) การตรวจสอบ ทบทวน และปรับปรุงคุณภาพด้วยการจัดทำเอกสารหลักฐาน เก็บหลักฐานอย่างเป็นระบบ ขยันหาความรู้พัฒนาบุคลากรด้านการประกันคุณภาพสม่ำเสมอ หาแนวทางการตรวจสอบที่เหมาะสมและดีที่สุด ตรวจสอบความสอดคล้องกับมาตรฐานทางการศึกษาและปรับปรุงแผนการเรียนการสอน (3) การประเมินคุณภาพการศึกษาภายใน พัฒนาผลการประเมินของตนเองในรอบปีนั้นๆ อบรมและพัฒนาครูและบุคลากร เพื่อเพิ่มพูนความรู้และทักษะที่จำเป็น สร้างนวัตกรรมการเรียนรู้ที่สนับสนุนการพัฒนาทักษะทั้งทางวิชาการและทักษะทั่วไป ปรับปรุงแก้ไขตามขั้นตอนการประกันคุณภาพสถานศึกษาภายใน วิเคราะห์ผลการประเมินคุณภาพที่ได้รับเพื่อนำมาปรับปรุงการประกันคุณภาพการศึกษาให้มีประสิทธิภาพ</p> อนุวัตร เลิศประวัติ , พระสุรชัย สุรชโย , พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275921 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 บทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาเยาวชนในอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270874 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับบทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาเยาวชนในอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบบทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาเยาวชนในอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนาบทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาเยาวชนในอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้กลุ่มตัวอย่าง จำนวน 231 รูป และการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ โดยการสัมภาษณ์เชิงลึก จากการสุ่มแบบแบบเจาะจง จำแนกออกเป็น 4 กลุ่ม รวมทั้งสิ้นจำนวน 9 รูปหรือคน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของบทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาเยาวชนในอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ได้แก่ ด้านร่างกาย พระสงฆ์ได้แสดงบทบาทการพัฒนาเยาวชนเชิงกายภาพอย่างต่อเนื่อง การอบรมด้วยหลักธรรมตามโครงการและกิจกรรมที่โรงเรียนหรือวัดกำหนดขึ้น รวมถึงการบรรยายธรรมในวันสำคัญ โดยการหลักศีล 5 มาอธิบายประกอบการพัฒนาด้านร่างกาย คือ การไม่เบียดเบียน การไม่ทำร้ายทั้งคนและสรรพสัตว์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการทะเลาะวิวาท ด้านจิตใจ พระสงฆ์มีส่วนอย่างมากต่อการพัฒนาจิตใจของเยาวชน ฉะนั้น การที่หน่วยงานเหล่านั้นจัดกิจกรรมเชิงศาสนาและวัฒนธรรม พระสงฆ์อบรมสั่งสอนเยาวชนให้ละชั่ว ทำดี ทำจิตให้ผ่องใส และด้านสังคม พระสงฆ์ได้อบรมสั่งสอนหลักการที่ดีเกี่ยวกับมารยาทชาวพุทธ อันเป็นมารยาทไทยที่ทำให้เยาวชนมีกิริยามารยาทที่งดงาม พร้อมที่จะนำไปใช้ในการดำเนินชีวิตร่วมกับสังคม ทั้งที่โรงเรียน หน่วยงาน และกลุ่มเพื่อน 2) ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการพัฒนาบทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาเยาวชนในอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ได้แก่ ด้านร่างกาย นักเรียนมีสมาธิสั้นมีความคิดเป็นของตัวเอง ไม่ชอบในการนั่งสมาธิหรือการทำกิจกรรมทางศาสนา ด้านจิตใจ นักเรียนบางกลุ่มที่ต่อต้านการเข้าวัดการเข้าร่วมกิจกรรมต่างๆ การค่อยๆปลูกฝังใช้เวลา ไม่ควรใช้วิธีการบังคับจิตใจ ด้านจิตใจ ควรส่งเสริมเยาวชนให้มีจริยธรรมเป็นแกนกลางของการพัฒนาด้านอื่นๆ และด้านสังคม เทคโนโลยีและเพื่อนทำให้เด็กไม่อยากเข้าร่วมกิจกรรมกับทางวัด เด็กจะเข้าหาเทคโนโลยีและโทรศัพท์ รวมถึงปัญหาทางด้านยาเสพติด และ 3) การพัฒนาบทบาทของพระสงฆ์ที่มีต่อการพัฒนาเยาวชนในอำเภอปากท่อ จังหวัดราชบุรี ได้แก่ ด้านร่างกาย ควรมีกิจกรรมที่สามารถให้ทั้งนักเรียนและผู้ปกครองเข้าร่วมกิจกรรมด้วยกันด้วยการใช้หลัก บวร (บ้าน วัด โรงเรียน) เข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนานักเรียน ด้านจิตใจ การปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมของผู้เรียนให้ปฏิบัติแต่ในสิ่งที่ควรและละทิ้งสิ่งต้องห้ามทั้งหลาย โดยการสอดแทรกไปกับกิจกรรม หรือแบบฝึกเสริม และด้านสังคม พระสงฆ์ควรแสดงบทบาทของในการพัฒนาเยาวชน ชุมชน และสังคมไปพร้อมกัน ทั้งด้านการศึกษา ด้านสังคมและวัฒนธรรม ด้านพัฒนาคุณธรรมจริยธรรม ด้านสิ่งแวดล้อมด้านเศรษฐกิจ และด้านการป้องกันปัญหายาเสพติดในชุมชน ทั้งนี้ พระสงฆ์ต้องแสดงบทบาทการพัฒนาการศึกษาหลักธรรมให้ชัดเจนเป็นระบบ โดยเข้าไปให้การศึกษาระดับโรงเรียนที่ขยายโอกาสให้กับชุมชนโดยรอบ</p> จิราพัชร วงศาโรจน์, พระครูวิสุทธานันทคุณ , พระครูวาทีวรวัฒน์ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270874 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพุทธธรรม โรงเรียนบางปะอิน “ราชานุเคราะห์ 1” จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271534 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพุทธธรรม 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพุทธธรรม ใช้การวิจัยแบบผสานวิธี ใช้กลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่เป็นครู 86 คน เก็บรวบรวมข้อมูลแบบสอบถาม และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน ใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์การวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้ง 5 ด้าน คือ ความสามารถในการแก้ปัญหา ความสามารถในการใช้เทคโนโลยี ความสามารถในการสื่อสาร ความสามารถในการใช้ทักษะชีวิต และความสามารถในการคิด ตามลำดับ 2) วิธีการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพุทธธรรม ควรจัดการเรียนรู้ด้วยกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญให้นักเรียนคิด วิเคราะห์ ตั้งคำถาม แล้วหาคำตอบร่วมกัน ผ่านการเรียนรู้แบบห้องเรียนกลับด้าน แบบใช้โครงงานเป็นฐาน หรือแบบใช้ปัญหาเป็นฐาน โดยบูรณาการใช้กิจกรรมที่หลากหลาย ตอบสนองต่อความถนัดและความสนใจของนักเรียน <br />3) แนวทางการพัฒนาสมรรถนะผู้เรียนในยุคฐานวิถีชีวิตใหม่ตามหลักพุทธธรรม มีแนวทางดังนี้ อธิสีลสิกขา คือ ปฏิบัติตนตามกฎระเบียบ มีวินัย สื่อสารด้วยท่าทีสุภาพ มีศีล 5 เป็นพื้นฐานในการดำเนินชีวิต อธิจิตตสิกขา คือ การถ่ายทอดความคิด ความรู้ความเข้าใจ และทัศนะของตนได้อย่างมีสติ ใช้สติในการช่วยเหลือเกื้อกูลและแก้ปัญหาในชีวิต เอาใจใส่ ไม่ปล่อยปะละเลยงานของตน อธิปัญญาสิกขา คือ ใช้ปัญญาเลือกรับข้อมูลข่าวสารด้วยหลักเหตุผล และตัดสินใจอย่างมีวิจารญาณ ประยุกต์ปัญญาความรู้มาใช้ในการป้องกันและแก้ไขปัญหา โดยคำนึงถึงผลกระทบที่เกิดขึ้นต่อตนเอง สังคมและสิ่งแวดล้อม ใช้ทักษะกระบวนการทางเทคโนโลยีได้อย่างอย่างสร้างสรรค์</p> ทรรศนันท์ อุดมฤทธิ์ , พระครูวิรุฬห์สุตคุณ , อินถา ศิริวรรณ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271534 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาลกลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275922 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของการบริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล กลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล กลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ใช้กลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู จำนวน 108 คน สถิติวิเคราะห์สภาพที่พึงประสงค์และความต้องการจำเป็นที่สถานศึกษาต้องการให้เกิดขึ้นด้วยวิธี PNI ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 รูป/คน ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นที่มีความสำคัญมากที่สุด ได้แก่ บริหารงานบุคคล บริหารงานทั่วไป บริหารงานงบประมาณ บริหารงานวิชาการ 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล กลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ ได้แก่ ด้านการบริหารงานบุคคล ผู้บริหารมีการวิเคราะห์แผนพัฒนาการคัดเลือกอัตรากำลังคนให้เหมาะสมกับความต้องการเพื่อสร้างขวัญกำลังใจแก่บุคลากรด้านการบริหารทั่วไป ผู้บริหารรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนของหน่วยงาน ด้านบริหารงบประมาณ สถานศึกษามีการวางแผนการจัดทำงบประมาณประจำปี และจัดสรรงบประมาณอย่างเป็นธรรม และถูกต้องตามระเบียบของทางราชการ ด้านการบริหารงานวิชาการ สถานศึกษามีการส่งเสริมการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษาให้สอดคล้องกับหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 และตามบริบทของสถานศึกษา 3) แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักธรรมาภิบาล ดังนี้ (1) การบริหารวิชาการ การสนับสนุนกิจกรรมการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาผู้เรียนทุกระดับ มีระบบช่วยเหลือผู้เรียน โดยยึดหลักการมีส่วนร่วม ความรับผิดชอบ เปิดโอกาสให้ครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชนมีส่วนร่วม กำหนดแนวทางพัฒนาคุณภาพผู้เรียน ให้มีลักษณะอันเป็นประสงค์เป็นที่ยอมรับของชุมชนและสังคม (2) การบริหารงานบุคคล มีการจัดสรรตำแหน่งบุคลากร ตามความรู้ ความสามารถ โดยใช้หลักการคุ้มค่าอย่างเป็นธรรมเพื่อสร้างขวัญกำลังใจในการทำงาน มีการพิจารณาความดีความชอบหน้าที่ที่รับผิดชอบ (3) การบริหารงบประมาณ ผู้บริหารใช้หลักนิติธรรมมาบูรณาการกับกฎระเบียบข้อบังคับของหน่วยงานด้วยความโปร่งใส (4) การบริหารทั่วไป มีการประสานความร่วมมือกับหน่วยงานต่างๆ และเชิญมาเป็นวิทยากรให้ความรู้เรื่องหลักธรรมาภิบาลแก่ผู้เรียนเพื่อนำความรู้เรื่องหลักธรรมาภิบาลไปเรียนรู้เพื่อพัฒนาสถานศึกษาและนำไปปฏิบัติหน้าที่การงานของตนเองให้มีประสิทธิภาพ</p> กรรณิกา รู้แผน , พีรวัฒน์ ชัยสุข , สุทิศ สวัสดี Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275922 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานวิชาการภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271131 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาการบริหารงานวิชาการภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู จำนวน 320 คน และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 5 คน มีเครื่องมือการวิจัยคือแบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์ ทำการวิจัยข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติพื้นฐานคือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 6 อยู่ในระดับมาก คือ การพัฒนากระบวนการเรียนรู้ การวัดผลประเมินผล การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยี การพัฒนาระบบประกันคุณภาพภายในและมาตรฐานการศึกษา และการนิเทศการศึกษา ตามลำดับ 2) วิธีการพัฒนาการบริหารงานวิชาการภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย (1) ผู้บริหารดำเนินการนิเทศโดยใช้โรงเรียนและโครงการเป็นฐาน และสรุปรายงานผลการนิเทศ ด้วยการศึกษาสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงไป ปรับรูปแบบการนิเทศ พัฒนาระบบนิเทศด้วยการใช้ระบบพี่เลี้ยง แลกเปลี่ยนประสบการณ์การจัดระบบการนิเทศกับสถานศึกษาอื่น และสรุปรายงานผลการนิเทศ (2) ผู้บริหารให้ความเห็นหรือคำแนะนำครูผู้สอนตามหลักการนิเทศอย่างถูกต้องชัดเจน ด้วยการสร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างบุคคล ให้เกียรติซึ่งกันและกัน เปิดโอกาสให้ผู้รับการนิเทศแลกเปลี่ยนประสบการณ์หรือปรึกษาและจัดทำสรุปรายงานการนิเทศการศึกษา และ 3) แนวทางการบริหารงานวิชาการภายใต้สถานการณ์แพร่ระบาดของเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 ตามหลักอริยสัจ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยการศึกษาถึงสภาพปัญหาและความต้องการเพื่อจัดทำแผนการพัฒนาระบบนิเทศการศึกษา ศึกษาสถานการณ์โลกและสังคมที่เปลี่ยนแปลงถึงสาเหตุที่ต้องมีการพัฒนาระบบการนิเทศ สร้างปฏิสัมพันธ์เชิงบวกระหว่างบุคคล เป็นกัลยาณมิตรและให้เกียรติระหว่างกัน มีการปรับรูปแบบในการนิเทศที่หลากหลาย และมีการแลกเปลี่ยนเรียนรู้สะท้อนความคิดร่วมกันกับเครือข่ายการนิเทศ ประเมินผลและนำผลการนิเทศมาวิเคราะห์เพื่อปรับปรุงและพัฒนาอย่างต่อเนื่องและเป็นระบบ สรุปและรายงานผลการนิเทศการศึกษา</p> ขัตติยาพล ไชยชนะ, เกษม แสงนนท์ , สุทธิพงษ์ ศรีวิชัย Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271131 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดสระบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/272044 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการดำเนินงานตามแนวทางการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดสระบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับการดำเนินงานตามแนวทางการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดสระบุรี โดยจำแนกตามปัจจัย ส่วนบุคคล 3) เพื่อเสนอแนวทางการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักอริยสัจ 4 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยมีขั้นตอนการวิจัย 2 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาและเปรียบเทียบความคิดเห็นของครูเกี่ยวกับการดำเนินงานตามแนวทางการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดสระบุรี ขั้นตอนที่ 2 การเสนอแนวทางการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักอริยสัจ 4 สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) ครูผู้สอน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงาน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลการเปรียบเทียบการทดสอบสมมติฐานแนวทางการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดสระบุรี พบว่า (1) ครูผู้สอนที่มีเพศต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงาน โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน (2) ครูผู้สอนที่มีอายุต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงาน โดยภาพรวม แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ ระดับ .05 (3) ครูผู้สอนที่มีระดับการศึกษาต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงาน โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน (4) ครูผู้สอนที่มีประสบการณ์ทำงานต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการดำเนินงาน โดยภาพรวม ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการยกระดับผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ตามหลักอริยสัจ 4 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา ในจังหวัดสระบุรี ประกอบด้วย 5 แนวทาง คือ (1) การบริหารจัดการ (2) การพัฒนาคุณภาพครู (3) การพัฒนาคุณภาพนักเรียน (4) การนิเทศภายในและภายนอกที่มีประสิทธิภาพ (5) การมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษา ผู้ปกครอง ชุมชน และเครือข่าย</p> ทศพล ภักดีล้น, พระมหาอุดร อุตฺตโร, วินัย ทองมั่น Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/272044 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธธรรม กลุ่มสหวิทยาเขตสวนเทพรัตน์ทีปไท้เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275923 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธธรรม และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธธรรมของสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตสวนเทพรัตน์ทีปไท้เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ใช้กลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู จำนวน 234 คน รวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามและสัมภาษณ์วิธีแนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธธรรม และใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัล โดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านการบริหารงานวิชาการ ด้านภาวะผู้นำทางการศึกษา ด้านการบริหารแหล่งเรียนรู้ และด้านนวัตกรรมการเรียนรู้ยุคดิจิทัล ตามลำดับ 2) แนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธธรรม (ปัญญา 3) ประกอบด้วย (1) จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากความคิด ผู้บริหารและครูมีการคิดค้นหาแนวทางการบริหารงานวิชาการ มีวิสัยทัศน์ความเป็นผู้นำในการบริหารและใช้กระบวนการเรียนรู้นวัตกรรมยุคดิจิทัลอย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ (2) สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง ผู้บริหารและครูมีการรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารและส่งเสริมให้นำนวัตกรรมการเรียนรู้มาใช้งานให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงทางสังคม และ (3) ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการกระทำหรือลงมือ ผู้บริหารและครูมีการปฏิบัติจากประสบการณ์ตรงในการบริหารหรือเรียนรู้วิธีการพัฒนาปัญญาเป็นบางโอกาสอย่างต่อเนื่อง 3) แนวทางการบริหารสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธธรรมของสถานศึกษาในกลุ่มสหวิทยาเขตสวนเทพรัตน์ทีปไท้เฉลิมพระเกียรติ จังหวัดปทุมธานี (ปัญญา 3) ประกอบด้วย (1) จินตามยปัญญา ปัญญาเกิดจากความคิด ผู้บริหารและครู ควรมีกระบวนการคิดวิเคราะห์แผนงานการบริหาร มีวิสัยทัศน์ภาวะความเป็นผู้นำในการสร้างกระบวนการเรียนรู้นวัตกรรมยุคดิจิทัลและนำนวัตกรรมมาเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์เพื่อสร้างองค์ความรู้ใหม่ๆ (2) สุตมยปัญญา ปัญญาเกิดจากการฟัง ผู้บริหารควรตั้งคณะกรรมการศึกษาวิเคราะห์และรับฟังความคิดเห็นจากทุกภาคส่วนที่ให้ข้อเสนอแนะเกี่ยวกับแนวทางการบริหารสถานศึกษาและควรส่งเสริมการนำนวัตกรรมยุคดิจิทัลมาใช้ในการบริหารหรือการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับบริบทที่เปลี่ยนแปลงทางสังคมที่เกิดขึ้น และ (3) ภาวนามยปัญญา ปัญญาเกิดจากการกระทำหรือการลงมือปฏิบัติ ผู้บริหารและครูควรรับฟังความคิดเห็นข้อเสนอแนะแนวทางการบริหารตามหลักพุทธธรรมเพื่อนำไปประยุกต์ใช้ในการบริหารสถานศึกษาให้เกิดประสิทธิภาพ</p> สุจินตนา พรมพุ้ย , พระครูกิตติญาณวิสิฐ , สุทิศ สวัสดี , เผด็จ จงสกุลศิริ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275923 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของครูการศึกษาพิเศษจังหวัดอ่างทอง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271241 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความคิดสร้างสรรค์ของครูการศึกษาพิเศษจังหวัดอ่างทอง 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของครูการศึกษาพิเศษจังหวัดอ่างทอง 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของครูการศึกษาพิเศษจังหวัดอ่างทอง เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามครูศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดอ่างทอง 194 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน 2) การวิจัยเชิงคุณภาพ สัมภาษณ์กลุ่มผู้บริหาร ครู จำนวน 5 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) ความคิดสร้างสรรค์ของครูการศึกษาพิเศษจังหวัดอ่างทอง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านความคิดคล่องแคล่ว ด้านความคิดยืดหยุ่น และด้านความคิดริเริ่ม โดยมีความสามารถคิดแก้ปัญหาได้รวดเร็วในการปฏิบัติงาน ความคิดยืดหยุ่นที่เกิดขึ้นทันที สามารถที่จะพยายามคิดได้หลายอย่างอย่างอิสระ มีลักษณะความคิดแปลกใหม่ แตกต่างจากความคิดธรรมดา 2) วิธีการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของครูการศึกษาพิเศษจังหวัดอ่างทอง ในด้านความคิดยืดหยุ่นซึ่งเป็นด้านที่น้อยที่สุดของระดับความคิดสร้างสรรค์ ในส่วนข้อที่น้อยที่สุด 2 อันดับ คือ (1) ความคิดในรายละเอียด เพื่อตกแต่ง หรือขยายความคิดหลักให้ได้ความหมายสมบูรณ์ยิ่งขึ้น ด้วยการพิจารณาเห็นกาย มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ การเรียนรู้สิ่งภายนอกพิจารณาให้เข้าใจความจริง เห็นจิต แลเห็นธรรม มีความคิดในรายละเอียด เพื่อตกแต่ง หรือขยายความคิดหลักให้ได้ความหมายสมบูรณ์ยิ่งขึ้น (2) มีความสามารถคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างคลองแคล้วทันสถานการณ์ มีสติเพื่อแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างคล่องแคล้วทันสถานการณ์ การปฏิบัติสติปัฏฐาน 4 ในขั้นต้นนั้น ต้องใช้สติเป็นบาทฐานในการปฏิบัติ มีความสามารถคิดแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างคลองแคล้วทันสถานการณ์โดยนำทักษะอื่นๆ มาเป็นตัวช่วยได้การแก้ปัญหา 3) แนวทางการพัฒนาความคิดสร้างสรรค์ตามหลักสติปัฏฐาน 4 ของครูการศึกษาพิเศษจังหวัดอ่างทองเน้นด้านความคิดยืดหยุ่น ได้แก่ สามารถที่จะพยายามคิดได้หลายอย่างอย่างอิสระ รับฟังความคิดเห็นของคนอื่นด้วยเหตุผลได้เสมอ คิดได้หลากหลาย และสามารถคิดดัดแปลงจากสิ่งหนึ่งไปเป็นหลายสิ่งได้ดี พิจารณาเห็นกาย มีความเพียรมีสัมปชัญญะ มีสติ การเรียนรู้สิ่งภายนอกพิจารณาให้เข้าใจความจริง พิจารณาเห็นจิต แลเห็นธรรม มีความคิดในรายละเอียด เพื่อตกแต่ง แก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างคล่องแคล้วทันสถานการณ์ มีกระบวนการในการแก้ปัญหาได้อย่างเหมาะสมกับปัญหาที่เกิดขึ้นใช้เหตุผลในการตัดสินใจไม่ยึดติดวิธีการแก้ปัญหาแบบเดิมๆ นำทักษะอื่นๆ มาเป็นตัวช่วยได้การแก้ปัญหา มีสติเป็นพื้นฐานในการคิดหาแนวทาง เหตุผลในการแก้ไข</p> ชูชัย นะนิตย์ , พีรวัฒน์ ชัยสุข , บุญเชิด ชำนิศาสตร์ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/271241 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 วิธีการดำเนินการบริหารจัดการโรงเรียนเพื่อการสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมของโรงเรียนเทศบาลวัดตึกมหาชยาราม (สมุทรคุณากร) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275780 <p>บทความวิจัยวิธีการดำเนินการบริหารจัดการโรงเรียนเพื่อการสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมของโรงเรียนเทศบาลวัดตึกมหาชยาราม (สมุทรคุณากร) อำเภอเมืองสมุทรสาคร จังหวัดสมุทรสาคร โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาวิธีการดำเนินการบริหารจัดการโรงเรียนเพื่อการสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมโดยใช้โครงสร้างซีท (SEAT) เพื่อพัฒนาสู่ความสำเร็จ 2) เพื่อศึกษาผลการบริหารจัดการโรงเรียนเพื่อการสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมโดยใช้โครงสร้างซีท (SEAT) เพื่อพัฒนาสู่ความสำเร็จ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของครู นักเรียน และผู้ปกครองที่มีต่อการบริหารจัดการโรงเรียนเพื่อการสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมโดยใช้โครงสร้างซีท (SEAT) เพื่อพัฒนาสู่ความสำเร็จ เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ โดยใช้โครงสร้างซีท (SEAT) โดยมีขั้นตอนการวิจัยได้แก่ 1) แบบประเมินผลการบริหารจัดการ 2)แบบสรุปผลการบริหารจัดการ 3) แบบสำรวจความพึงพอใจ ของการบริหารจัดการโรงเรียนเพื่อการสร้างความเสมอภาคและความเท่าเทียมโดยใช้โครงสร้างซีท (SEAT) เพื่อพัฒนาสู่ความสำเร็จ ผลการวิจัยพบว่า 1) ด้านนักเรียน (S - Students) นักเรียนพิการหรือนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษทางการศึกษา และมีการเตรียมความพร้อมสำหรับนักเรียนทั่วไป 2) ด้านสิ่งแวดล้อม (E - Environment) โรงเรียนจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพและทางสังคมที่เอื้อต่อการจัดการเรียนร่วม 3) ด้านกระบวนการเรียนการสอน (A - Activities) โรงเรียนจัดกิจกรรมการเรียนการสอนที่ส่งเสริมให้นักเรียนปกติและนักเรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษได้เรียนรู้ร่วมกัน 4) ด้านการบริหารและทรัพยากร หรือเครื่องมือ (T - Tools) โรงเรียนมีแผนการบริหารจัดการเรียนร่วม พัฒนาวิสัยทัศน์ กลยุทธ์ และแผนปฏิบัติการให้สอดคล้องกับการจัดการศึกษาแบบเรียนร่วม จัดหาสื่อและสิ่งอำนวยความสะดวก และจัดระบบโครงสร้างการบริหารงานอย่างชัดเจน</p> จำเนียร จูเจริญ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275780 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทานสำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270846 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี เป็นการวิจัยแบบแบบผสานวิธี โดยในส่วนของการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถาม เป็นเครื่องมือเก็บข้อมูลภาคสนามจากจากประชาชนผู้รับบริการจากกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี จำนวน 129 คน วิเคราะห์ข้อมูลที่ได้โดยหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว และในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพมีการวิเคราะห์เอกสาร และใช้แบบสัมภาษณ์เป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูลภาคสนามจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน ๙ ท่าน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหาประกอบบริบท ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี โดยภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า อยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านวจีไพเราะ (ปิยวาจา) ด้านโอบอ้อมอารี (ทาน) ด้านวางตนเหมาะสม (สมานัตตตา) และด้านสงเคราะห์ผู้คน (อัตถจริยา) 2) ผลการเปรียบเทียบความคิดเห็นที่มีต่อการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ การศึกษา และรายได้ มีความคิดเห็นที่มีต่อการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ส่วนปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ อาชีพ มีความคิดเห็นที่มีต่อการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมคุณภาพการให้บริการของกลุ่มพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน สำนักงานวัฒนธรรมจังหวัดราชบุรี แตกต่างกันจึงยอมรับสมมติฐานการวิจัย 3) ปัญหา อุปสรรค ได้แก่ เจ้าหน้าที่ไม่เสียสละเวลาทำงาน ไม่เอื้อเฟื้อแก่บุคคลอื่น ไม่พูดจาด้วยถ้อยคำที่ไพเราะในการให้บริการ พูดจาไร้สารประโยชน์ ไม่ถูกกับกาลเทศะ ไม่ทำงานร่วมกันด้วยกายและใจ ขาดกำลังใจและแรงจูงใจในการทำงานการให้บริการ วางตนไม่เหมาะสมกับต่ำเหน่งหน้าที่ ไม่วางตนเป็นกลางรับฟังความคิดเห็น และข้อเสนอแนะ ได้แก่ ควรมีความเสียสละประโยชน์ส่วนตนเพื่อประโยชน์ส่วนรวม ควรใช้วาทศิลป์พูดจาให้กำลังใจ กล่าววาจาสุภาพด้วยความจริงใจ มีมนุษยสัมพันธ์ที่ดีกับประชาชนทุกระดับชั้น ให้ความช่วยเหลือ มีความประพฤติตนเสมอต้นเสมอปลาย วางตนได้เหมาะสมแก่ฐานะเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ</p> เตวิช สุทธิประเสริฐ , พระครูสังฆรักษ์ทรงพรรณ ชยทตฺโต , พระครูวาทีวรวัฒน์ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/270846 Sat, 11 May 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ในอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/272070 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานทั่วไปของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา ในอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ 2) เพื่อหาแนวทางการบริหารงานทั่วไปของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักพรหมวิหาร 4 ของโรงเรียนประถมศึกษา ในอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ ใช้ระเบียบวิจัยแบบเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครูโรงเรียนประถมศึกษา ในอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ จำนวน 260 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถาม และแบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ผลการวิจัยพบว่า 1) แนวทางการบริหารงานทั่วไปของผู้บริหารสถานศึกษาของโรงเรียนประถมศึกษา ในอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการบริหารงานทั่วไปตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารโรงเรียนประถมศึกษา ในอำเภอเมืองนครสวรรค์ จังหวัดนครสวรรค์ มีดังนี้ (1) การบริหารงานธุรการ ผู้บริหารควรให้ความสำคัญกับการจัดระบบการดำเนินงาน ประสานงาน ติดต่อ สื่อสาร ทั้งภายในและภายนอก สนับสนุนการปฏิบัติงานของหน่วยงานอื่น <br />(2) การบริหารงานเลขานุการคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ควรรับฟังความคิดเห็นและจัดให้มีการร่วมพิจารณาวางแผนดำเนินการ (3) การบริหารจัดทำสำมะโนผู้เรียน ควรจัดทำเครื่องมือสำมะโนผู้เรียน จัดระบบข้อมูลสารสนเทศ (4) การบริหารงานพัฒนาระบบเครือข่ายข้อมูลสารสนเทศ ควรพัฒนาบุคลากรผู้รับผิดชอบระบบเครือข่าย สนับสนุนการเผยแพร่ข้อมูลสารสนเทศ (5) การบริหารเทคโนโลยีสารสนเทศ ควรจัดทรัพยากรที่ใช้ในงานสารสนเทศ ประสานความร่วมมือเกี่ยวกับข้อมูล (6) การบริหารงานจัดระบบการบริหารและพัฒนาองค์กร กำหนดนโยบายวางแผนงานโครงการส่งเสริมการเผยแพร่กิจกรรมที่สร้างชื่อเสียงของโรงเรียน (7) การบริหารงานจัดระบบควบคุมภายใน จัดระบบควบคุมภายในให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบข้อบังคับใช้ทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพและประสิทธิผล (8) การบริหารงานบริการสาธารณะ ควรอำนวยความสะดวก บริการชุมชน รวบรวมข้อมูล จัดทำสถิติ ประเมินสรุป รายงานผลการดำเนินงานประจำปีการศึกษาอย่างต่อเนื่อง (9) การบริหารงานเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ควรนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษามาใช้ สนับสนุนและพัฒนาให้บุคลากรนำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเพื่อการศึกษาควบคุม ติดตาม ประเมินผล (10) การบริหารงานส่งเสริมสนับสนุนด้านวิชาการ งบประมาณ บุคคลและบริหารทั่วไป กำหนดเกณฑ์เป้าหมายความสำเร็จของสถานศึกษาตามมาตรฐานการศึกษาและตัวชี้วัด ประสานความร่วมมือในการศึกษา วิเคราะห์ วิจัย ตลอดจนการเผยแพร่ผลงาน หรือพัฒนาคุณภาพการเรียนการสอน</p> สมศักดิ์ ไชยเดช, พระครูศรีสุธรรมนิวิฐ , พระมหาอุดร อุตฺตโร Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/272070 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ของครู กลุ่มโรงเรียนวังชลสินธุ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275927 <p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู 2) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ของครู 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ของครูกลุ่มโรงเรียนวังชลสินธุ์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี จากประชากรเป็นครู จำนวน 136 คน สถิติที่ใช้เป็นการวิเคราะห์ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครู โดยภาพรวมทุกด้านอยู่ในระดับมาก ได้แก่ ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ด้านโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ด้านการปกครอง ด้านลักษณะของงานที่ทำ และด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ ตามลำดับ 2) วิธีการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ มีดังนี้ ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน ผู้บริหารขยันตรวจสอบให้การดูแลบุคลากรทางการศึกษาทุกคนอย่างสม่ำเสมอ ตลอดถึงการตรวจสอบสภาพแวดล้อมภายในสถานศึกษา ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน คอยให้การช่วยเหลือครูที่มีความเดือดร้อนทุกคนด้วยความเป็นกันเอง อย่างมีความเป็นกัลยาณมิตรกับบุคลากรทางการศึกษาทุกคน ด้านโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ผู้บริหารส่งเสริมให้ครูหมั่นศึกษาหาความรู้เพื่อพัฒนาตนเองและรักษาตำแหน่งหน้าที่ของตนเอง ด้านการปกครอง ผู้บริหารมีความขยันปฏิบัติหน้าที่อย่างเต็มความสามารถ ด้านลักษณะของงานที่ทำ ผู้บริหารมีการพิจารณาความเหมาะสมของงานกับความรู้ความสามารถของครูที่รับผิดชอบ และด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ ผู้บริหารมีการพิจารณาการเลื่อนเงินเดือนด้วยความโปร่งใส ให้รางวัลกับครูผู้ปฏิบัติงานดีเพื่อรักษาความดีความชอบของครูเป็นการสร้างแรงจูงใจ 3) แนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานตามหลักทิฏฐธัมมิกัตถประโยชน์ ทั้ง 6 ด้าน มีดังนี้ ด้านสภาพแวดล้อมในการปฏิบัติงาน มอบหมายให้ครูหมั่นตรวจสอบให้การดูแลบุคลากรทางการศึกษาทุกคนอย่างสม่ำเสมอ ตลอดถึงการดูแลอาคารสถานที่ แหล่งเรียนรู้ภายในสถานศึกษาให้พร้อมใช้งานอยู่เสมอร่วมกันกับครูเพื่อรักษาผลประโยชน์และชื่อเสียงของโรงเรียนไว้เป็นอย่างดี ด้านความสัมพันธ์กับเพื่อนร่วมงาน ส่งเสริมให้ครูสร้างความสัมพันธ์ที่ดีกับครูและบุคลากรทุกคนอย่างเป็นกัลยาณมิตรและให้ดำเนินชีวิตอย่างมีสติสัมปชัญญะ ด้านโอกาสความก้าวหน้าในตำแหน่งหน้าที่ ให้โอกาสครูที่มีความสามารถ ตั้งใจ ทุ่มเทการทำงาน และรักษาหน้าที่การงานที่ปฏิบัติให้ดีตลอดไปตลอดถึงการเลี้ยงชีวิตของครูอย่างชอบธรรม ด้านการปกครอง ส่งเสริมให้ครูมีความมุ่งมั่น ตั้งใจ ปฏิบัติหน้าที่ที่ได้รับมอบหมายจากผู้บังคับบัญชาอย่างเต็มความสามารถ ด้านลักษณะของงานที่ทำ ส่งเสริมให้ครูขยันรักษาการปฏิบัติงานที่ตามงานที่รับมอบหมายและรักษาผลการปฏิบัติหน้าที่ของเองไม่ให้ขาดตกบกพร่องและความเป็นมิตรกับเพื่อนร่วมงานทุกคน และด้านค่าตอบแทนและสวัสดิการ พิจารณาการเลื่อนเงินเดือนจากผลการปฏิบัติงานตามเกณฑ์การประเมินเพื่อเลื่อนเงินเดือนด้วยความโปร่งใสเพื่อรักษาผลประโยชน์ของบุคลากรและมีสวัสดิการช่วยเหลือยามฉุกเฉิน</p> สุภาพร กสิกร , เกษม แสงนนท์ , ณัชชา อมราภรณ์ , เผด็จ จงสกุลศิริ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275927 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 หลักพุทธธรรมกับกลยุทธ์สู่ความสำเร็จของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/274673 <p>การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเป็นแนวคิดในการจัดการศึกษาโดยใช้หลักการกระจายอำนาจให้โรงเรียนมีอำนาจหน้าที่ ความรับผิดชอบบริหารงานได้อย่างอิสระ มีความคล่องตัวในการบริหารจัดการในด้านการบริหารวิชาการ การบริหารงบประมาณ การบริหารบุคคล และการบริหารทั่วไป ภายใต้หลักการบริหารแบบมีส่วนร่วมในรูปแบบคณะกรรมการ ประกอบด้วย คณะกรรมการโรงเรียน ผู้บริหาร ครู บุคลากร ผู้ปกครอง นักเรียน และชุมชน การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานจะประสบความสำเร็จได้นั้นต้องดำเนินการตามกลยุทธ์และอาศัยความร่วมมือจากผู้ที่เกี่ยวข้องจึงจะประสบความสำเร็จได้ ผู้เขียนได้นำหลักปาปณิกธรรม 3 มาปรับใช้กับกลยุทธ์สู่ความสำเร็จของการบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐาน ดังนี้ 1) จักขุมา ความรอบรู้ในการบริหาร 2) วิธูโร การมุ่งมั่นต่อการดำเนิน 3) นิสสยสัมปันโน การระดมความคิดเห็น การบริหารโดยยึดหลักธรรมนี้จะช่วยส่งเสริมให้การบริหารโดยใช้โรงเรียนเป็นฐานเกิดประสิทธิภาพและประสิทธิผลมากยิ่งขึ้น บรรลุสู่ความสำเร็จตามเป้าหมายที่วางไว้อย่างมั่นคงและยั่งยืน</p> ไพโรจน์ กันทพงษ์, ณัฐนิชา ปัญญ์นิภา Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/274673 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700 การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275307 <p>การบริหารทรัพยากรมนุษย์ในศตวรรษที่ 21 เป็นการใช้ทรัพยากรบุคคลเพื่อให้ปฏิบัติงานให้สำเร็จตามวัตถุประสงค์ขององค์กรโดยผ่านกิจกรรมความคิดริเริมสร้างสรรค์ขององค์กร การบริหารทรัพยากรมนุษย์ใช้ทฤษฎีแรงจูงใจในการบริหารงานบุคคล ผู้บริหารต้องมีความเป็นผู้นำในการเปลี่ยนแปลง วางกลยุทธ์ในการบริหาร จัดการความรู้ในองค์กร พัฒนาความรู้และนวัตกรรมตลอดเวลามีองค์ประกอบด้านวิชาการ ภาวะผู้นำด้านนวัตกรรม และเทคโนโลยี ผู้บริหารต้องมีการขับเคลื่อนองค์กร ดังนี้ 1) การพัฒนาทักษะแห่งอนาคต โดยการพัฒนาให้บุคลากรในองค์กรมีการปรับตัว มีทักษะด้านภาษา ทักษะในการสื่อสาร ทักษะใหม่ๆ ที่ตอบสนองต่อระบบดิจิทัล 2) การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล ในการบริหารจัดการงานในองค์กรได้อย่างมีประสิทธิภาพ 3) การสร้างองค์กรแห่งความคล่องตัว พัฒนาบุคลากรให้มีความคล่องตัวด้านความคิด ปฏิสัมพันธ์กับคน การเปลี่ยนแปลง ผลลัพธ์ และการตระหนักรู้ในตนเอง พร้อมทั้งปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ใหม่ให้บุคลากรทุกระดับสามารถทำงานร่วมกับเทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พัชรินทร์ อักษรผอม , สุนทรี วรรณไพเราะ Copyright (c) 2024 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/275307 Tue, 30 Apr 2024 00:00:00 +0700