วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS <p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ </strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <div id="content"> <div id="journalDescription"> <p class="a" align="left"><strong><span lang="TH"><span style="vertical-align: inherit;">จัดทำดัชนีใน </span><a title="ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงไทย (TCI)" href="https://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/" target="_blank" rel="noopener"><img title="tci" src="https://www.tci-thaijo.org/public/site/images/tci_admin/tci.png" alt="tci" width="90" height="35" border="0" /></a></span></strong></p> </div> </div> <p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์</strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <p><strong>ISSN 2730-3233 (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong></p> <p>มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสตร์ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาสหวิทยาการอื่นๆ</p> <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความในวารสารอย่างเคร่งครัด โดยอ้างอิงตามรูปแบบของ APA (นาม-ปี) รวมถึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารฯ และเป็นบทความที่ไม่มีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</p> <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ โดยไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของวารสารฯ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ : </strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 2 แบบ คือ</p> <p>แบบที่ 1 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p>แบบที่ 2 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับตีพิมพ์ประเภทของบทความ คือ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Original Article)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ มีกำหนดออกตีพิมพ์ 4 ฉบับ ต่อปี (ราย 3 เดือน) ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม (กำหนดออก เดือนมีนาคม)</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน (กำหนดออก เดือนมิถุนายน)</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน (กำหนดออก เดือนกันยายน)</p> <p>ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม (กำหนดออก เดือนธันวาคม)</p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตีพิมพ์บทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้แต่งบทความจะตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามข้อแนะนำสำหรับผู้แต่งใน กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของวารสารฯ กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์และไม่คืนเงิน ในกรณีเทียบเคียง ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1. บทความของท่านมีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2. ผู้แต่งไม่ปฏิบัติตามรูปแบบที่วารสารกำหนด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3. บทความไม่ผ่านการอ่านประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">4. ผู้แต่งไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอที่กองบรรณาธิการได้แจ้งในระบบตามระยะเวลาที่กำหนด</span></p> th-TH <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารฯ ได้กำหนดความซ้ำของผลงาน ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 25%</p> <p>ในกรณีที่ บทความวิจัยมีกระบวนการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์จะต้องส่งหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มาประกอบการลงตีพิมพ์ด้วยจึงจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร</p> <p>ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ โดยรวมทั้งทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์และวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์</p> ukitchock@gmail.com (พระครูปลัดสุรวุฒิ สิริวฑฺฒโก (อุกฤษโชค), ดร.) sukpinya.im@gmail.com (ดร.ศุขภิญญา ศรีคำไทย) Mon, 03 Nov 2025 00:00:00 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 วัดกับการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น : กรณีศึกษาวัดในเขตอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293532 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์บทบาทของวัดกับการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น 2) เพื่อสำรวจและประเมินรูปแบบกิจกรรมและบทบาทของวัดในการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น ในพื้นที่อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา และ 3) เพื่อหาแนวทางการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นของวัดในเขตอำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา เป็นวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 25 รูป/คน แล้วนำมาวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) วัดมีบทบาทสำคัญทั้งในด้านเศรษฐกิจชุมชน เช่น การส่งเสริมการทอผ้า การจักสาน และการทำอาหารพื้นบ้าน ผ่านการจัดงานบุญและกิจกรรมต่างๆ ด้านวัฒนธรรมและอัตลักษณ์ วัดเป็นศูนย์กลางถ่ายทอดประเพณี งานศิลปะ และการแสดงพื้นบ้าน สะท้อนเอกลักษณ์เฉพาะถิ่น ด้านการศึกษาและเยาวชน วัดเปิดโอกาสให้เรียนรู้และฝึกปฏิบัติจากครูภูมิปัญญาและผู้เชี่ยวชาญ ส่งเสริมความภาคภูมิใจในรากเหง้าวัฒนธรรม และด้านการมีส่วนร่วมของชุมชน วัดสร้างเวทีให้คนทุกช่วงวัยได้ร่วมคิด ร่วมทำ และร่วมรักษาภูมิปัญญา 2) รูปแบบกิจกรรมของวัดในอำเภอเชียงคำครอบคลุมงานประเพณีและพิธีกรรมต่างๆ เวิร์กช็อปฝึกทักษะ การถ่ายทอดองค์ความรู้ร่วมกับเครือข่าย และการจัดนิทรรศการแสดงผลงาน ซึ่งส่งเสริมความต่อเนื่องของภูมิปัญญา เปิดโอกาสให้ชุมชนและเยาวชนได้เรียนรู้ สร้างทักษะ และสร้างรายได้ รวมทั้งสร้างความตระหนักและความภาคภูมิใจในเอกลักษณ์ท้องถิ่น จากการประเมินกิจกรรมที่ผ่านมาพบว่าชาวบ้านส่วนใหญ่รู้สึกดีและภูมิใจที่ได้มีส่วนร่วมเป็นรูปธรรม และ 3) แนวทางการส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่นควรเน้นการมีส่วนร่วมอย่างแท้จริงของวัดและชุมชน ผ่านการปฏิบัติจริงและการถ่ายทอดทักษะจากรุ่นสู่รุ่น โดยใช้วัดเป็นศูนย์เรียนรู้และเวทีอนุรักษ์วัฒนธรรม สนับสนุนเศรษฐกิจชุมชนผ่านผลิตภัณฑ์ท้องถิ่น และส่งเสริมการเรียนรู้ภาษา ศิลปะ และดนตรีพื้นบ้านให้เยาวชนสามารถสืบสานต่อได้อย่างยั่งยืน</p> พระครูสังฆรักษ์บดินทร์ ฐิตเมธี (ทนุดี) , นภาพร หงษ์ทอง , ชูชาติ สุทธะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293532 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295246 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถาศึกษา และ 2) เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง ที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 302 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมมีสภาพการปฏิบัติอยู่ในระมากที่สุด เมื่อพิจารณารายด้านพบว่าอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 5 ด้าน คือ ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา ด้านการกระบวนการเรียนรู้ ด้านการวัดและประเมินผลการเรียนรู้ และ ด้านสื่อนวัตกรรมการเรียนการสอน ตามลำดับ และ 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการในศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา มุ่งเน้นการจัดทำและพัฒนาหลักสูตรให้ทันสมัยสอดคล้องกับทักษะในศตวรรษที่ 21 และบริบทของชุมชน โดยบูรณาการทรัพยากรท้องถิ่นและมีระบบนิเทศติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (2) ด้านกระบวนการเรียนรู้ ส่งเสริมให้ครูจัดกระบวนการเรียนรู้ที่หลากหลายโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ เปิดโอกาสให้ทุกฝ่ายมีส่วนร่วมในการวางแผนและพัฒนารูปแบบการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์ (3) ด้านการวัดและประเมินผล พัฒนาระบบสารสนเทศและส่งเสริมการสร้างเครื่องมือวัดผลที่มีประสิทธิภาพ รวมถึงมีการติดตามและประเมินผลการบริหารงานวิชาการอย่างสม่ำเสมอ (4) ด้านสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยีการเรียนการสอน สนับสนุนการผลิตและพัฒนาสื่อที่ทันสมัย อำนวยความสะดวกด้านงบประมาณ และประสานความร่วมมือกับหน่วยงานภายนอกเพื่อจัดหานวัตกรรม และ (5) ด้านการนิเทศภายในสถานศึกษา ดำเนินการนิเทศอย่างสร้างสรรค์ เน้นการสร้างแรงจูงใจและขวัญกำลังใจแก่ครูผู้สอน ช่วยเหลือแก้ปัญหาอุปสรรค และเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจเพื่อพัฒนาระบบการนิเทศให้มีประสิทธิภาพ</p> กัลยรัตน์ มั่นคง, พระครูศรีสุธรรมนิวิฐ , พระมหาอุดร อุตตโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295246 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292313 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร องค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อศึกษาเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยขั้นตอนที่ 1 การวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่างจากประชาชนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่องค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา จำนวน 392 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน t–test และ F-test ขั้นตอนที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลในการสัมภาษณ์ครั้งนี้ คือ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง ซึ่งมีความรู้ความเชี่ยวชาญและมีส่วนเกี่ยวข้องกับงานวิจัยที่ผู้วิจัยศึกษา เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสัมภาษณ์ และการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากร องค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในภาพรวมมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด และเมื่อวิเคราะห์เป็นรายด้านพบว่า ด้านคุณภาพของงาน ด้านปริมาณงาน ด้านเวลาในการปฏิบัติงาน และด้านค่าใช้จ่ายในการดำเนินงานมีความคิดเห็นในระดับมากที่สุด 2) การเปรียบเทียบประสิทธิภาพในการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ความคิดเห็นของประชาชนต่อระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ที่มีรายได้เฉลี่ยต่อเดือน อาชีพ และระยะเวลาอาศัยอยู่ในชุมชนแตกต่างกัน มีความคิดเห็นต่อประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมแตกต่างกัน ส่วนความคิดเห็นของประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน ความคิดเห็นของประชาชนต่อระดับประสิทธิภาพการปฏิบัติงานของบุคลากรองค์การบริหารส่วนตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ไม่แตกต่างกัน 3) แนวทางการพัฒนาประสิทธิภาพการปฏิบัติของบุคลากรองค์การบริหารส่วน ตำบลพยอม อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ 1) ด้านปริมาณงาน องค์การบริหารส่วนตำบลพยอม ควรให้ความสำคัญกับการมอบหมายงานอย่างเหมาะสม โดยมีการระบุรายละเอียดและขอบเขตของงานให้ชัดเจน 2) ด้านเวลาในการปฏิบัติงาน ควรมีการพิจารณาความสำคัญของงานในแต่ละงานที่บุคลากรได้รับมอบหมาย เพื่อนำมาจัดลำดับในการลงมือปฏิบัติงานก่อนและหลัง</p> สรัลชนา พูนเพ็ชร, อภิชาติ พานสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292313 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหาร โรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295423 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 แก่ผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสม เก็บข้อมูลจากผู้บริหาร ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 187 คน ด้วยแบบสอบถามความคิดเห็น และสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยภาพรวม อยู่ในระดับมาก จากปัจจัยด้านการบริหารจัดการ ด้านความสามารถ ด้านบุคลิกภาพ และด้านคุณธรรมและจริยธรรมนั้นเกิดจากคุณลักษณะส่วนบุคคล ประสบการณ์ บรรยากาศการทำงาน และการสนับสนุนนโยบายที่ส่งเสริมการพัฒนาองค์กรและคุณภาพการศึกษา 2) การพัฒนาคุณลักษณะของผู้บริหารโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน ให้โอกาส ความรู้ และกำลังใจแก่ผู้ร่วมงาน ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม ปิยวาจา พูดจาด้วยถ้อยคำที่สุภาพ อ่อนหวาน สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยความตั้งใจ อัตถจริยา เป็นแบบอย่างในการทำงานอย่างเต็มที่ เสียสละ และช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มใจ ส่งเสริมการพัฒนาตนเองและผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง และสมานัตตตา วางตัวอย่างเหมาะสม ยุติธรรม และให้เกียรติแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สร้างความรู้สึกเป็นธรรมและเสมอภาคในการทำงาน การประยุกต์ใช้หลักธรรมเหล่านี้ช่วยเสริมสร้างคุณลักษณะที่มีประสิทธิภาพและยั่งยืน 3) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะตามหลักสังคหวัตถุ 4 มีดังนี้ (1) ทาน ผู้บริหารควรเป็นผู้ให้ ไม่เพียงแต่ให้สิ่งของ แต่ยังให้โอกาส ความรู้ และกำลังใจแก่ผู้ร่วมงาน ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม และแบ่งปันผลประโยชน์อย่างเป็นธรรม (2) ปิยวาจา ผู้บริหารควรพูดจาด้วยถ้อยคำที่สุภาพ อ่อนหวาน สร้างบรรยากาศที่ดีในการทำงาน และรับฟังความคิดเห็นของผู้อื่นด้วยความตั้งใจ (3) อัตถจริยา ผู้บริหารควรเป็นแบบอย่างในการทำงานอย่างเต็มที่ เสียสละ และช่วยเหลือผู้อื่นอย่างเต็มใจ ส่งเสริมการพัฒนาตนเองและผู้อื่นอย่างต่อเนื่อง (4) สมานัตตตา ผู้บริหารควรวางตัวอย่างเหมาะสม ยุติธรรม และให้เกียรติแก่ทุกคนอย่างเท่าเทียมกัน สร้างความรู้สึกเป็นธรรมและเสมอภาคในการทำงาน</p> พงษ์ศิริ สกุลซ่ง, พระครูกิตติญาณวิสิฐ , พระครูภัทรธรรมคุณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295423 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 กลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295296 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัล กลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า 2) เพื่อพัฒนาวิธีการส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในวิจัย คือ ผู้บริหารและครู จำนวน 81 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติในการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้ในการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 6 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า 1) สภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัล กลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า สังกัดสำนักงานเขต พื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย (1) ผู้บริหารมีการสร้างความเชื่อมั่นและไว้วางใจระหว่างผู้บริหารกับบุคลากรในสถานศึกษา (2) ผู้บริหารมีการพัฒนาด้านวินัยในการบริหารงานอย่างสม่ำเสมอ (3) ผู้บริหารมีการส่งเสริมวัฒนธรรมการรับฟังและการยอมรับความคิดเห็นที่แตกต่าง (4) ผู้บริหารมีการส่งเสริมการทำงานเป็นที่มและแบ่งปันองค์ความรู้ และ 3) แนวทางการส่งเสริมประสิทธิภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 กลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 2 ประกอบด้วย (1) ด้านการวางแผนอัตรากำลัง เน้นความรอบคอบและการมองการณ์ไกล มีการวิเคราะห์ปริมาณงานเทียบกับความต้องการกำลังคนอย่างละเอียด วางแผนครอบคลุมทั้งความต้องการในปัจจุบันและอนาคต เพื่อให้มีบุคลากรเพียงพอและเหมาะสม (2) ด้านการสรรหาและบรรจุแต่งตั้ง เน้นการมีส่วนร่วมและความพึงพอใจ เปิดโอกาสให้สถานศึกษาหรือหน่วยงานมีส่วนร่วมในการเสนอความต้องการบุคลากร กระบวนการคัดเลือกเป็นที่ยอมรับ สร้างความพึงพอใจให้กับผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง (3) ด้านวินัยและการดำเนินการทางวินัย เน้นความยุติธรรมและความเป็นกลาง ผู้บริหารพิจารณาความดีความชอบและการให้รางวัลอย่างเหมาะสม ดำเนินการด้วยความโปร่งใส ไม่มีความลำเอียง (4) ด้านการประเมินผลการปฏิบัติงาน เน้นการสร้างขวัญและกำลังใจ ใช้การประเมินผลเป็นเครื่องมือกระตุ้นให้บุคลากรเกิดความตื่นตัว ผลการประเมินนำไปสู่การสร้างขวัญกำลังใจในการปรับปรุงและพัฒนางานให้ดียิ่งขึ้น (5) ด้านการอบรมพัฒนาบุคลากร เน้นการสร้างแรงจูงใจในการพัฒนาตนเอง การอบรมช่วยสร้างแรงจูงใจในการปฏิบัติงาน ส่งเสริมให้บุคลากรเกิดความต้องการที่จะพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> ณัฐนนท์ กล่อมเกลี้ยง, ลำพอง กลมกูล , ทองดี ศรีตระการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295296 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่างของนักเรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพยุหะพิทยาคม อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292477 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อพัฒนาและหาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพยุหะพิทยาคม อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ให้เป็นไปตามตามเกณฑ์ 80/80 2) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน ก่อนและหลัง ด้วยการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพยุหะพิทยาคม อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ และ 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพยุหะพิทยาคม อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ใช้การวิจัยเชิงทดลอง โดยใช้การทดลองแบบ การทดสอบก่อนและหลังการทดลอง (One Group Pre-test Post-test Design) โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพยุหะพิทยาคม และสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 </p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่างของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนพยุหะพิทยาคม อำเภอพยุหะคีรี จังหวัดนครสวรรค์ ที่ผู้วิจัยสร้างขึ้น พบว่ามีการพัฒนาและมีประสิทธิภาพตามเกณฑ์มาตรฐาน 80/80 2) ผลการเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนหลังการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่าผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนมีอัตราสูงขึ้น ซึ่งมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ผลการศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่าง ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 5 พบว่านักเรียนมีความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบห้องเรียนเสมือนจริง เรื่อง ศาสนิกชนตัวอย่าง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> ณรงค์ศักดิ์ ก้อนสุวรรณ์, พิศมัย รบชนะชัย พูลสุข , สุพรต บุญอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292477 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293949 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมสำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมวิธี เริ่มจากระยะที่ 1 เก็บข้อมูลเชิงปริมาณผ่านแบบสอบถามจากผู้บริหาร ครู และผู้ปกครอง จำนวน 326 คน ควบคู่กับการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารและครูในระยะที่ 2 เพื่อนำเข้าสู่การร่างรูปแบบ ในระยะที่ 3 ทดลองใช้ร่วมกับโรงเรียนกรณีศึกษา พร้อมบันทึกพฤติกรรม สังเกตการณ์ และเวทีสนทนากลุ่ม และในระยะที่ 4 ประเมินความพึงพอใจและประสิทธิผลผ่านแบบประเมินหลากหลายมิติ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรมสำหรับสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 แสดงให้เห็นการเปลี่ยนแปลงเชิงบวก ครูปรับแผนการสอนบูรณาการเนื้อหาพหุวัฒนธรรม จัดตั้ง PLC เพื่อแลกเปลี่ยนเรียนรู้ โรงเรียนตกแต่งสภาพแวดล้อมด้วยป้ายหลายภาษาและนิทรรศการวัฒนธรรม พร้อมจัดกิจกรรมวันนานาชาติ และผู้บริหารจัดสรรงบประมาณเฉพาะเพื่อสนับสนุนงานพหุวัฒนธรรม แม้พบอุปสรรคด้านการสื่อสารกับผู้ปกครองต่างชาติและความกังวลของครู แต่สามารถแก้ไขด้วยอาสาสมัครแปลภาษา การใช้สัญลักษณ์ช่วยสื่อสาร และการฝึกกรณีศึกษาจำลอง ผลการประเมินภาพรวมผู้เกี่ยวข้องมีความพึงพอใจสูง จากการศึกษาพบว่า “รูปแบบการบริหารจัดการความหลากหลายทางวัฒนธรรม” ที่พัฒนาขึ้นมีความเหมาะสมและเป็นไปได้ทางปฏิบัติช่วยส่งเสริมบรรยากาศการเรียนรู้ที่เคารพซึ่งกันและกัน พร้อมเสนอให้ขยายผลไปยังโรงเรียนอื่นและศึกษาในบริบทระดับการศึกษาที่แตกต่างต่อไป</p> ณัฐนิชา ปัญญ์นิภา , ยุทธวีร์ แก้วทองใหญ่ , พระเจษฎา บุญมาทัศ , พระครูอุดมจารุวรรณ , พิภู ผ่องสุวรรณ , พระครูสุจิตรัตนากร , พระมหากัมพล อตฺถปาโล (ชำนาญ) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293949 Mon, 03 Nov 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ตามหลักอิทธิบาท 4 ในกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนบึงสัมพันธ์ จังหวัดปทุมธานี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295443 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์1) ศึกษาสภาพปัจจุบันของภาวะผู้นําทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนบึงสัมพันธ์ 2) ศึกษาการพัฒนาภาวะผู้นําทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นําทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธีระหว่างวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรที่ใช้วิจัยที่เป็นครู จำนวน 126 คน วิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพ ศึกษาเอกสาร ใช้แบบสัมภาษณ์ เก็บข้อมูลผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยเอกสารเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาในกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนบึงสัมพันธ์ จังหวัดปทุมธานีในภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาภาวะผู้นําทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 เป็นการบูรณาการกับหลักอิทธิบาท 4 กับภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 5 ด้าน (1) ด้านการมีวิสัยทัศน์เป็นผู้นำดิจิทัล (2) ด้านการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล (3) ด้านความเป็นเลิศในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ (4) ด้านการพัฒนาและการส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของบุคลากร (5) ด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำทางวิชาการในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 ในกลุ่มเครือข่ายโรงเรียนบึงสัมพันธ์ จังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการมีวิสัยทัศน์เป็นผู้นำดิจิทัล ผู้บริหารต้องตระหนักถึงความสำคัญและนำเทคโนโลยีสารสนเทศมาใช้ในการยกระดับการบริหารจัดการและการเรียนรู้ สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่เอื้อต่อการใช้ ICT (2) ด้านการสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล มุ่งเน้นการใช้สื่อสังคมออนไลน์และอุปกรณ์ทางเทคโนโลยีเพื่อเชื่อมโยงความร่วมมือระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงข้อมูล (3) ด้านความเป็นเลิศในการใช้เทคโนโลยีเพื่อการเรียนรู้ โดยบุคลากรต้องได้รับการพัฒนาตนเองให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงเพื่อจัดการเรียนรู้อย่างมีประสิทธิภาพ (4) ด้านการพัฒนาและการส่งเสริมความก้าวหน้าทางเทคโนโลยีของบุคลากร ผู้บริหารต้องส่งเสริมให้มีการบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับการทำงานและการสอน โดยคำนึงถึงความถูกต้องทางจริยธรรมและการรู้เท่าทันสื่อ และ (5) ด้านการเป็นพลเมืองในยุคดิจิทัล มีการปรับเปลี่ยนกระบวนการจัดการเรียนรู้ที่เน้นความรวดเร็ว ทันสมัย (Real-Time) และส่งเสริมให้ผู้เรียนแสวงหาความรู้ได้อย่างกว้างขวาง</p> ปรัชญา นพวรรณ, พระสุรชัย สุรชโย , พีรวัฒน์ ชัยสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295443 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295305 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 154 คน เครื่องมือที่ใช้ในงานวิจัยเป็นแบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นทั้งฉบับเท่ากับ 0.962 สถิติที่ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพทำการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสัมภาษณ์แบบมีโครงสร้าง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา (1) สถานศึกษาควรจัดทำคู่มือการบริหารงานบุคคลให้สอดคล้องกับความต้องการของสถานศึกษา (2) ตั้งคณะกรรมการในการกำหนดคุณสมบัติโดยนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาประชาสัมพันธ์ในการรับสมัคร (3) มีเกณฑ์การประเมินการปฏิบัติงานให้เอื้อต่อการทำงาน (4) นำเทคโนโลยีมาสนับสนุนการบริหารจัดการให้กับบุคลากร และ 3) การนำเสนอแนวทางการบริหารงานบุคคลในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตรธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุทัยธานี เขต 1 โดยแบ่งออกเป็น 5 ด้านสำคัญ ประกอบด้วย (1) การวางแผนอัตรากำลัง เน้นการใช้ เทคโนโลยีดิจิทัล เข้ามาช่วยในการจัดการ การใช้เทคโนโลยีวิเคราะห์สถิติเพื่อวางแผนกำลังคนให้สอดคล้องกับเป้าหมายและความต้องการในอนาคต ผู้บริหารต้องร่วมกับคณะกรรมการจัดทำนโยบาย และเปิดประชุมรับฟังความคิดเห็นเพื่อพัฒนาแผนงานให้ทันยุคสมัย (2) การบรรจุแต่งตั้งและการจัดบุคลากร เน้นการจัดคนให้ตรงกับงานและเป้าหมายองค์กร การนำเทคโนโลยีมาช่วยวิเคราะห์เพื่อจัดสรรตำแหน่งให้เหมาะสม การติดตามข้อมูลบุคลากรอย่างใกล้ชิด และเปิดโอกาสให้มีการรับฟังความคิดเห็นในกระบวนการจัดบุคลากร (3) การพัฒนาบุคลากร เน้นการพัฒนาที่มีเป้าหมายชัดเจนและวัดผลได้ สนับสนุนการอบรมสัมมนาการทำวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษาและจัดหาอุปกรณ์ที่ทันสมัยสนับสนุนการทำงาน ส่งเสริมการทำงานเป็นทีม เปิดโอกาสให้แลกเปลี่ยนเรียนรู้และมีการให้ความดีความชอบเพื่อสร้างแรงจูงใจ (4) การธำรงรักษาบุคลากร เน้นการดูแลทั้งด้านการทำงานและจิตใจตามหลักกัลยาณมิตร สนับสนุนงบประมาณ วัสดุอุปกรณ์ และสิ่งอำนวยความสะดวกในการทำงาน ให้คำปรึกษา ช่วยเหลือแก้ไขปัญหาทางใจ และมีการนิเทศกำกับติดตามอย่างต่อเนื่องเพื่อปรับปรุงการเรียนการสอน (5) การประเมินผลการปฏิบัติงาน เน้นความยุติธรรมและความทันสมัย ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการรวบรวมข้อมูลและประเมินผลเพื่อให้เกิดความรวดเร็วและแม่นยำ มีเกณฑ์ตัวชี้วัดที่ชัดเจน สอดคล้องกับบทบาทหน้าที่ รวมถึงการแจ้งผลการประเมินพร้อมคำแนะนำ และนำข้อเสนอแนะของบุคลากรไปปรับปรุงแก้ไข</p> ละอองดาว กิตติสิริโชติ, พระมหาอุดร อุตฺตโร , ดิเรก ด้วงลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295305 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาครูเรื่องการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานส่งผลต่อการการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรียน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292558 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรียนโรงเรียน ส.ไทยเสรีอุตสาหกรรม 3 2) เพื่อสร้างและหาคุณภาพการพัฒนาครู เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่ส่งผลต่อการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรียน และ 3) เพื่อศึกษาผลการพัฒนาครู เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานส่งผลต่อ การการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรียน โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย มี 3 ขั้นตอน ได้แก่ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสาเหตุของปัญหา และแนวทางแก้ปัญหาการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรียน ขั้นตอนที่ 2 ยกร่างแนวทางการพัฒนาครู และ ขั้นตอนที่ 3 ศึกษาผลการพัฒนาครู เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย เป็นแบบสอบถาม แบบทดสอบ แบบประเมินคุณภาพโครงงาน และแบบประเมินความพึงพอใจ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เชิงคุณภาพใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรียน ไม่บรรลุผลตามเป้าหมายที่กำหนด จากการศึกษาพบว่า สาเหตุที่สำคัญ (1) สาเหตุจากครูที่ขาดวิธีการจัดการเรียนรู้ที่เน้นการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน วิธีการจัดการเรียนรู้ของครู เน้นการท่องจำ ไม่ส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ หรือไม่ตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียน (2) สาเหตุจากผู้อำนวยการสถานศึกษาที่ขาดการพัฒนาครูอย่างไม่ต่อเนื่องและไม่ตรงกับความต้องการของครู ครูยังขาดโอกาสในการอบรมหรือแลกเปลี่ยนเรียนรู้เกี่ยวกับเทคนิคการพัฒนาทักษะอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียน 2) แนวทางการพัฒนาครู เรื่อง การจัดการเรียนรู้แบบโครงงานที่ส่งผลต่อการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรียน มี 3 ระยะ ได้แก่ระยะที่ 1 ก่อนการพัฒนา ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ขั้นวางแผน ระยะที่ 2 ระหว่างการพัฒนา ประกอบด้วยขั้นที่ 2 ขั้นปฏิบัติการ และขั้นที่ 3 ขั้นสังเกต ติดตาม และประเมินผล ระยะที่ 3 หลังการพัฒนา ประกอบด้วย ขั้นที่ 4 ขั้นสะท้อนผล และขั้นที่ 5 ขั้นแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานมี 6 ขั้น คือ ขั้นที่ 1 ขั้นนำ ขั้นที่ 2 ขั้นให้ความรู้พื้นฐาน ขั้นที่ 3 ขั้นวางแผน ขั้นที่ 4 ขั้นแสวงหาความรู้ ขั้นที่ 5 ขั้นสรุปสิ่งที่เรียนรู้และประเมินผล และขั้นที่ 6 ขั้นนำเสนอผลงาน โดยมีผลการตรวจสอบคุณภาพของร่างแนวทางฯ และเอกสารประกอบร่างแนวทางฯ พบว่า ด้านความเหมาสม ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และความเป็นประโยชน์ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุดทุกด้าน และผ่านเกณฑ์ที่กำหนด 3) ผลการพัฒนาครู พบว่า (1) ครูมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับ การจัดการเรียนรู้แบบโครงงาน ภายหลังครูเข้ารับการพัฒนามีค่าคะแนนสูงกว่า ก่อนการพัฒนา เกินร้อยละ 80 ทั้งรายคน และค่าเฉลี่ยรวม (2) ครูสามารถออกแบบแผนการจัดการเรียนรู้แบบโครงงานและนำไปใช้ได้ตามเกณฑ์ที่กำหนด (3) ครูมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ทั้งภาพรวมและรายข้อ ผ่านเกณฑ์การประเมิน ด้านคุณภาพผู้เรียน พบว่า ผ่านเกณฑ์การประเมินทุกด้าน คุณภาพผู้เรียน 1) ผลทักษะการอ่าน คิดวิเคราะห์ และเขียนของผู้เรียน พบว่า นักเรียนในแต่ละระดับชั้น ทั้งรายคน และค่าเฉลี่ยรวม มีผลการอ่านคิดวิเคราะห์ และเขียน ค่าคะแนนสูง เกินร้อยละ 80 (จากคะแนนเต็ม) ผ่านเกณฑ์การประเมิน 2) คุณภาพโครงงานของผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนร้อยละ 88.47 มีผลการประเมินคุณภาพโครงงานของผู้เรียนมีคะแนนมากกว่าร้อยละ 80</p> รุวะดี สุดหนองบัว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292558 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณตามหลักอริยทรัพย์ 7 ของกลุ่มโรงเรียนประสานมิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295448 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารงบประมาณของกลุ่มโรงเรียนประสานมิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาการบริหารงบประมาณตามหลักอริยทรัพย์ 7 ของกลุ่มโรงเรียนประสานมิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณตามหลักอริยทรัพย์ 7 ของกลุ่มโรงเรียนประสานมิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาซึ่งเป็นงานวิจัยแบบผสานวิธี ระหว่างงานวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากครู กลุ่มโรงเรียนประสานมิตร 112 คน วิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติคือ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน งานวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้แบบสัมภาษณ์เก็บข้อมูลจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงบประมาณของกลุ่มโรงเรียนประสานมิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยาภาพรวม 4 ด้าน อยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ด้านการติดตามตรวจสอบประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณ รองลงมา คือด้านการจัดสรรงบประมาณ ด้านการบริหารการเงิน บัญชี และสินทรัพย์และข้ออยู่ในระดับต่ำสุด ได้แก่ด้านการจัดตั้งงบประมาณ 2) วิธีพัฒนาการบริหารงบประมาณตามหลักอริยทรัพย์ 7 ของกลุ่มโรงเรียนประสานมิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การจัดตั้งงบประมาณในกลุ่ม การทำงบประมาณตามพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีหรือพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายเพิ่มเติมตามส่วนงานราชการ เพื่อที่จะบริหารงานงบประมาณ ศรัทธา คือ ความเชื่อมั่นในสิ่งที่ถูกต้อง ความโปร่งใสและมีจริยธรรมในการใช้จ่าย ศีล คือความประพฤติที่ดีงาม การใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีจริยธรรมและโปร่งใส หิริ คือความละอายต่อการทำความผิด การใช้จ่ายงบประมาณอย่างมีความรับผิดชอบ โอตตัปปะ คือความเกรงกลัวในผลของการกระทำ ในการตั้งงบประมาณต้องคำนึงถึงผลกระทบที่อาจเกิดขึ้นในระยะยาวต่อการพัฒนาของโรงเรียนและนักเรียน พาหุสัจจะ คือความเป็นผู้ได้ยินได้ฟังมาก การมีความซื่อสัตย์ในการใช้จ่ายงบประมาณ จาคะ คือการให้หรือการเสียสละ การใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ส่วนรวม งบประมาณที่จัดตั้งขึ้นควรมุ่งเน้นไปที่การสนับสนุนและพัฒนาการศึกษาของนักเรียนเป็นหลัก ปัญญา คือ ความรู้แจ้งในสิ่งที่ควรรู้ การใช้ปัญญาในการวางแผนงบประมาณ การจัดสรรทรัพยากรให้เหมาะสม 3) แนวทางพัฒนาการบริหารงบประมาณตามหลักอริยทรัพย์ 7 ของกลุ่มโรงเรียนประสานมิตร จังหวัดพระนครศรีอยุธยา สร้างความเชื่อมั่นในค่านิยมและวิสัยทัศน์ของโรงเรียน กำหนดนโยบายและระเบียบการใช้จ่ายที่ชัดเจน โปร่งใส ส่งเสริมความละอายต่อการใช้จ่ายงบประมาณในทางที่ผิด สร้างระบบตรวจสอบและประเมินผลการใช้จ่ายงบประมาณ เพื่อให้ทุกคนเกรงกลัวต่อผลเสียหากมีการใช้จ่ายที่ไม่ถูกต้อง ส่งเสริมการเรียนรู้และพัฒนาทักษะด้านการบริหารงบประมาณให้กับบุคลากร สนับสนุนการเสียสละและการแบ่งปันทรัพยากร จัดสรรงบประมาณ เพื่อให้การใช้จ่ายเป็นไปอย่างมีเหตุผลและคุ้มค่า</p> ปวีณา ดารา, พระครูวิรุฬห์สุตคุณ , พีรวัฒน์ ชัยสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295448 Thu, 01 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลตามหลักปาปณิกธรรม 3 ของโรงเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295338 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์1) เพื่อศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัล โรงเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา 2) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลตามหลักปาปณิกธรรม 3 และ 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลตามหลักปาปณิกธรรม 3 โรงเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 เป็นแบบผสมวิธี แบ่งเป็น 3 ระยะ ระยะที่ 1 ศึกษาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยมีกลุ่มตัวอย่างคือครู จำนวน 148 คน เครื่องมือที่ใช้คือแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 หาแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลตามหลักปาปณิกธรรม 3 เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสนทนากลุ่มผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลตามหลักปาปณิกธรรม 3 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างคือผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 12 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมิน 4 ด้าน คือ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในการปฏิบัติ และความประโยชน์ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) คุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัล โรงเรียนที่มีความบกพร่องทางสติปัญญา สำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลตามหลักปาปณิกธรรม 3 ได้แก่ (1) ด้านการสื่อสาร พัฒนาวิสัยทัศน์ระบบการสื่อสารที่รองรับความหลากหลายของนักเรียนเตรียมความพร้อมเทคโนโลยีช่วยเหลือและวางแผนการสื่อสารเชิงป้องกัน (2) ด้านการสร้างความสัมพันธ์ มองภาพรวมเครือข่ายความสัมพันธ์ที่ซับซ้อน วางแผนระยะยาวอย่างยั่งยืน และพัฒนาสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมการยอมรับความแตกต่าง (3) ด้านเทคโนโลยีและการใช้ดิจิทัล วางแผนเชิงกลยุทธ์การใช้เทคโนโลยีอย่างยั่งยืน เลือกเทคโนโลยีเหมาะกับผู้เรียนพิเศษ และพัฒนาศักยภาพบุคลากร (4) ด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ ใช้เครื่องมือดิจิทัลหลากหลาย สร้างบรรยากาศการมีส่วนร่วม และใช้การสื่อสารหลากหลายช่องทาง (5) ด้านคิดวิเคราะห์ คิดริเริ่มสร้างสรรค์ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการคิด สร้างระบบที่เป็นรูปธรรมและยั่งยืน พร้อมคู่มือที่เหมาะกับผู้มีข้อจำกัดทางสติปัญญา และ 3) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของผู้บริหารในยุคดิจิทัลตามหลักปาปณณิกธรรม 3 โรงเรียนทึ่มึความบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ กลุ่ม 2 ทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด</p> พนิดา กลมกล่อม, วรกฤต เถื่อนช้าง , ธานี เกสทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295338 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นของการบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292850 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีประชากรที่ใช้ในการศึกษาคือ การวิจัยเชิงปริมาณใช้กลุ่มตัวอย่าง ผู้บริหารสถานศึกษา ครูและคณะกรรมการสถานศึกษาโรงเรียนในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 103 คน นำข้อมูลที่ได้จากการวิจัยมาวิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย <br />ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี พบว่า ความต้องการจำเป็นการบริหารโรงเรียนคุณภาพด้านการจัดการเรียนรู้ตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสระบุรี ทั้ง 3 ด้าน โดยภาพรวม มีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก สำหรับผลการพิจารณาเป็นรายด้าน เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย คือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา การนิเทศการศึกษา และการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ตามลำดับ</p> วิรุต หนองหงอก , สิน งามประโคน , พีรวัฒน์ ชัยสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292850 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาภาวะตื่นรู้ตามหลักสติปัฏฐานของนักเรียน จังหวัดนนทบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/294996 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพภาวะตื่นรู้ของนักเรียน จังหวัดนนทบุรี 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาภาวะตื่นรู้ตามหลักสติปัฏฐานของนักเรียน จังหวัดนนทบุรี 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะตื่นรู้ตามหลักสติปัฏฐานของนักเรียน จังหวัดนนทบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามความคิดเห็นของนักเรียน จำนวน 351 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพภาวะตื่นรู้ของนักเรียน จังหวัดนนทบุรี โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากทั้ง 3 ด้าน คือ ด้านตื่นรู้ในความคิด ด้านตื่นรู้ที่หัวใจ ด้านตื่นรู้ในชีวิต 2) วิธีการพัฒนาภาวะตื่นรู้ตามหลักสติปัฏฐานของนักเรียน จังหวัดนนทบุรี ได้แก่ (1) ด้านตื่นรู้ในความคิด มุ่งเน้นการฝึกฝนสติและสมาธิ จัดกิจกรรมที่หลากหลาย และสร้างบรรยากาศแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ เพื่อให้เกิดความตื่นตัวทางปัญญา (2) ด้านตื่นรู้ที่หัวใจ สร้างความเข้าใจใน คุณค่าของตนเองและผู้อื่น ยอมรับความไม่สมบูรณ์แบบ และมีความเมตตา ฝึกสังเกตอารมณ์โดยไม่ตัดสิน และอยู่กับปัจจุบัน ส่งเสริมกิจกรรมจิตอาสา การช่วยเหลือ และการให้อภัย เพื่อลดอัตตาและเพิ่มความเห็นอกเห็นใจ (3) ด้านตื่นรู้ในชีวิต ปลูกฝัง คุณธรรมและจริยธรรม การมีกฎระเบียบชัดเจน ฝึกการคิดวิเคราะห์แก้ปัญหาจริยธรรมจากสถานการณ์จริง และสะท้อนความคิดเพื่อเชื่อมโยงสู่การใช้ชีวิต และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะตื่นรู้ตามหลักสติปัฏฐานของนักเรียน จังหวัดนนทบุรี เป็นการประยุกต์ใช้หลักสติปัฏฐาน 4 เพื่อสร้างสติและสัมปชัญญะ โดยแบ่งการพัฒนาออกเป็น 3 ด้าน ประกอบด้วย (1) ด้านตื่นรู้ในความคิด เน้นฝึก สติและสมาธิ สังเกตความคิด มีเป้าหมายเพื่อให้เกิดการใช้เหตุผล การวิเคราะห์ และการสื่อสารที่ดี (2) ด้านตื่นรู้ที่หัวใจ เน้นความเข้าใจความสัมพันธ์ของ ร่างกายและอารมณ์ มีเป้าหมายเพื่อให้รู้เท่าทันความรู้สึกและจัดการอารมณ์ได้เหมาะสม (3) ด้านตื่นรู้ในชีวิต เน้นการ รู้จัก</p> พระครูวิโรจน์กาญจนเขต , พระครูวิรุฬห์สุตคุณ , บุญเชิด ชำนิศาสตร์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/294996 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัลตามหลักสัมมัปปธาน 4 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295473 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัล 2) เพื่อหาแนวทางการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัลตามหลักสัมมัปธาน 4 และ 3) ประเมินแนวทางการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัลตามหลักสัมมัปธาน 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีแบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพการบริหารความเสี่ยงโดยการวิจัยเชิงคุณปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลประชากรที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 126 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 การหาแนวทางการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัลตามหลักสัมมัปธาน 4 ใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัลตามหลักสัมมัปธาน 4 การใช้แบบประเมินกับผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 15 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัลในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน คือ ความเสี่ยงด้านกฎหมาย กฎระเบียบ ข้อบังคับ ความเสี่ยงด้านการเงิน ความเสี่ยงด้านการปฏิบัติงาน ความเสี่ยงด้านกลยุทธ์ ตามลำดับ 2) แนวทางการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัล ตามหลักสัมมัปธาน 4 สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกอบด้วย (1) ด้านกลยุทธ์ มุ่งเน้นการป้องกันความเสี่ยงจากการขาดการมีส่วนร่วม โดยการนำแพลตฟอร์มดิจิทัลที่รองรับภาษามือและคำบรรยายแทนเสียงมาใช้ในการประชุมระดมความคิดเห็นจากผู้มีส่วนได้เสียทุกฝ่าย พร้อมทั้งศึกษาต้นแบบ กำหนดตัวชี้วัด และวางระบบติดตามประเมินผลอย่างต่อเนื่อง (2) ด้านการปฏิบัติงาน เน้นการป้องกันความคลาดเคลื่อนในการวิเคราะห์ข้อมูล โดยจัดหาซอฟต์แวร์ที่มีความปลอดภัยและตรวจสอบได้ ควบคู่กับการพัฒนาสมรรถนะบุคลากร จัดทำคู่มือการปฏิบัติงาน และวางมาตรการความปลอดภัยทางไซเบอร์เพื่อรักษาคุณภาพข้อมูล (3) ด้านการเงิน ให้ความสำคัญกับการวางแผนงบประมาณด้านเทคโนโลยีดิจิทัลที่ชัดเจน เลือกใช้เครื่องมือบริหารจัดการที่โปร่งใส ตรวจสอบได้ และใช้งานง่าย รวมถึงมีการติดตามประเมินผลการปฏิบัติงานและการบำรุงรักษาระบบให้มีประสิทธิภาพอยู่เสมอ (4) ด้านกฎหมาย กฎระเบียบ และข้อบังคับ ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลในการกำกับติดตามและควบคุมภายใน อาทิ ระบบสแกนลายนิ้วมือและกล้องวงจรปิดออนไลน์ โดยมีการอบรมการใช้งาน ปรับปรุงกระบวนการให้สอดคล้องกับบริบทของสถานศึกษา และดูแลรักษาเครื่องมือให้พร้อมใช้งาน และ 3) ผลการประเมินแนวทางการบริหารความเสี่ยงของโรงเรียนโสตศึกษายุคดิจิทัลตามหลักสัมมัปปธาน 4 พบว่า มีความถูกต้องอยู่ในระดับมาก ความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก ความเหมาะสมอยู่ในระดับมาก และมีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด</p> สุกัญญา เบี้ยจรัส, วรกฤต เถื่อนช้าง , อานนท์ เมธีวรฉัตร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295473 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา วัดพระธาตุดอยคำ ตำบลร่มเย็น อำเภอเชียงคำ จังหวัดพะเยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293562 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพปัจจุบันและข้อมูลบริบทการจัดการท่องเที่ยวของวัดพระธาตุดอยคำ 2) ประเมินศักยภาพการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาของวัดพระธาตุดอยคำ และ 3) เสนอแนวทางในการส่งเสริมการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนาวัดพระธาตุดอยคำ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างประชาชน นักท่องเที่ยว ผู้มาปฏิบัติธรรม จำนวน 50 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญที่เกี่ยวข้องกับการส่งเสริมการท่องเที่ยว จำนวน 10 รูป/คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) วัดพระธาตุดอยคำมีการจัดการท่องเที่ยว 6 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านศาสนสถาน มีองค์พระธาตุและพระเจ้าทันใจ เสนาสนะต่างๆ (2) ด้านแหล่งเรียนรู้ มีจิตรกรรมฝาผนังที่สะท้อนประวัติศาสตร์ (3) ด้านการบริหารจัดการวัด มีเจ้าอาวาสเป็นประธานตามภารกิจคณะสงฆ์ทั้ง 6 ด้าน (4) ด้านสิ่งอำนวยความสะดวก มีป้ายบอกทาง ห้องน้ำ ลานจอดรถ และมุมพักผ่อน (5) ด้านการมีส่วนร่วมกับชุมชน มีการวางแผนและจัดกิจกรรมร่วมกัน และ (6) ด้านกิจกรรมประเพณี มีประเพณีสรงน้ำพระธาตุ และตักบาตรเทโวโรหณะ กินอ้อผญ๋า 2) ศักยภาพการท่องเที่ยวทางพระพุทธศาสนา โดยรวมอยู่ในระดับมาก โดยเรียงลำดับศักยภาพจากมากไปน้อย ได้แก่ ด้านสิ่งดึงดูดใจ ด้านการเข้าถึง และด้านสิ่งอำนวยความสะดวก และ 3) แนวทางส่งเสริมการท่องเที่ยวโดยบูรณาการด้วยหลักธรรมทางพระพุทธศาสนา ประกอบด้วย (1) การประชาสัมพันธ์สิ่งดึงดูดใจ ด้วยพละ 4 และสัปปายะ 7 เพื่อพัฒนาสื่อให้เข้าถึงง่ายและสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้และปฏิบัติธรรม (2) การพัฒนาศักยภาพการเข้าถึงแหล่งท่องเที่ยว ด้วยปฏิสันถาร 2 เพื่อให้การเดินทางสะดวกและปลอดภัย 3) การยกระดับสิ่งอำนวยความสะดวกและสิ่งแวดล้อม ด้วยสัปปายะ 7 และพละ 4 เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการให้บริการ (4) การสร้างกิจกรรมใหม่และความร่วมมือกับชุมชน ด้วยสาราณียธรรม 6 และพละ 4 เพื่อเสริมสร้างความสัมพันธ์และการพัฒนาอย่างยั่งยืน</p> พระครูปลัดตะวัน อจฺฉริยสิทฺธิ (กันทะสอน) , นภาพร หงษ์ทอง , ชูชาติ สุทธะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293562 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาครูยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนเฉพาะความพิการ ประเภทบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295348 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาครูยุคดิจิทัล 2) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาครูยุคดิจิทัล และ 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาครูยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 310 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามที่มีค่าความเชื่อมั่น 0.92 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 หาแนวทางการพัฒนาครูยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 เก็บข้อมูลจากการสนทนากลุ่มโดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 รูป/คน ใช้การวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และระยะที่ 3 การประเมินแนวทางการพัฒนาครูยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 ผู้ให้ข้อมูลสำคัญทั้งหมด จำนวน 16 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบประเมินแนวทางการพัฒนาครูยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาครูยุคดิจิทัลของโรงเรียนเฉพาะความพิการ ประเภทบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่ามีความคิดเห็นอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 6 ด้าน คือ ด้านการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง ด้านความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ด้านการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ ด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ ด้านทักษะการออกแบบการเรียนการสอน ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาครูยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 ของโรงเรียนเฉพาะความพิการประเภทบกพร่องทางสติปัญญา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ ประกอบด้วย 6 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล มุ่งเน้นให้ครูใช้เทคโนโลยีอย่างปลอดภัย ถูกสุขลักษณะ และมีจริยธรรมในการรักษาข้อมูลผู้เรียน รวมถึงมีทักษะการใช้อุปกรณ์สิ่งอำนวยความสะดวกสำหรับผู้พิการ (2) ด้านทักษะการออกแบบการเรียนการสอน ส่งเสริมการออกแบบกิจกรรมตามหลัก Universal Design for Learning (UDL) และการเข้าถึงข้อมูล โดยใช้ข้อมูลเชิงลึก และ AI มาช่วยปรับการสอนให้เหมาะสมกับผู้เรียนรายบุคคล (3) ด้านทักษะการใช้เทคโนโลยีเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ เน้นการสร้างสมดุลระหว่างการใช้เทคโนโลยีกับสุขภาพกายและใจ ปลูกฝังความเป็นพลเมืองดิจิทัล และส่งเสริมทักษะการคิดวิเคราะห์รู้เท่าทันสื่อ (4) ด้านนวัตกรรมและความคิดสร้างสรรค์ สนับสนุนการปฏิบัติจริงในการผลิตสื่อและนวัตกรรมอย่างสร้างสรรค์ภายใต้การเคารพลิขสิทธิ์ พร้อมสร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการแลกเปลี่ยนเรียนรู้และยอมรับความผิดพลาดเพื่อการพัฒนา (5) ด้านความสามารถในการปรับตัวต่อเทคโนโลยีใหม่ๆ ส่งเสริมความยืดหยุ่นทางจิตใจในการเปิดรับและเรียนรู้เทคโนโลยีใหม่ด้วยวิจารณญาณ เพื่อเลือกใช้เครื่องมือที่เหมาะสมกับผู้เรียน (6) ด้านการพัฒนาตนเองอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนการบริหารเวลาเพื่อเรียนรู้และพัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ โดยเน้นการนำความรู้มาประยุกต์ใช้พัฒนาผู้เรียนด้วยความเข้าใจและอดทน และ 3) ผลการประเมินแนวทางการพัฒนาครูยุคดิจิทัลตามหลักภาวนา 4 อยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 4 ด้าน คือ ความถูกต้อง ความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ ตามลำดับ</p> ชรินทร์ สายทอง, ธานี เกสทอง , วรกฤต เถื่อนช้าง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295348 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเกิด Soft Power ในพื้นที่จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (Eastern Economic Corridor: EEC) จังหวัดฉะเชิงเทราอย่างยั่งยืน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293187 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพและแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเกิด Soft Power ในพื้นที่จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทราอย่างยั่งยืน และ 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเกิด Soft Power ในพื้นที่จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างยั่งยืน โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย ประกอบด้วย 2 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 การศึกษาสภาพและแนวทางทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเกิด Soft Power ในพื้นที่จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทราอย่างยั่งยืน ผู้ให้ข้อมูลคือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการขับเคลื่อน Soft Power และผู้บริหารการศึกษาระดับนโยบาย รวมทั้งสิ้น 22 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 2 การสร้างและตรวจสอบแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเกิด Soft Power ในพื้นที่จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างยั่งยืน ผู้ให้ข้อมูล คือ ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเรียนรู้ ด้านการขับเคลื่อน Soft Power และผู้บริหารการศึกษา รวมทั้งสิ้น 18 คน โดยใช้เทคนิคการสนทนากลุ่ม เครื่องมือที่ใช้คือ แบบบันทึกการสนทนากลุ่มและแบบประเมินแนวทาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การเทคนิคการวิเคราะห์เนื้อหา และใช้สถิติเพื่อประเมินแนวทาง คือ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการศึกษา Soft Power ในจังหวัดฉะเชิงเทรา มีการจัดการเรียนรู้ Soft Power 11 ด้าน ประกอบด้วย ด้านประเพณี ด้านการท่องเที่ยว ด้านอาหาร ด้านศิลปะ ด้านการออกแบบ ด้านกีฬา ด้านดนตรี ด้านหนังสือ ด้านภาพยนตร์ และด้านแฟชั่น ด้านที่เด่นชัดและเห็นเป็นรูปธรรมที่สุดคือด้านอาหาร และด้านประเพณี 2) แนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเกิด Soft Power ในพื้นที่จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทราอย่างยั่งยืน ประกอบด้วย 4 แนวทางคือ จัดเป็นรายวิชาเพิ่มเติม จัดเป็นกิจกรรมเสริมหลักสูตร จัดเป็นสาระการเรียนรู้บูรณาการ และจัดเป็นกิจกรรมลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้หรือกิจกรรมชุมนุม ผลการประเมินแนวทางการจัดการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเกิด Soft Power ในพื้นที่จังหวัดเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก จังหวัดฉะเชิงเทรา อย่างยั่งยืนในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> เยาวธิดา เสี้ยวเส็ง , วันเพ็ญ บุรีสูงเนิน , ชนม์ฏพัฒน์ รักลีลาวัฒน์ , นงลักษณ์ ภิญโญ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293187 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการพัฒนาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295103 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 และ 3) เพื่อประเมินแนวทางการพัฒนาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนใช้แบบสอบถามประชากรการวิจัย จำนวน 126 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 หาแนวทางการพัฒนาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ประเมินแนวทางการพัฒนาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 มีผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 21 คน ใช้แบบประเมิน 4 ด้าน คือ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนโสตศึกษา สังกัดสำนักบริหารงานการศึกษาพิเศษ พบว่า ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้านพบว่ามีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับมากมาก 2 ด้าน คือ ด้านการส่งต่อ ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล ส่วนอีก 3 ด้านมีระดับความคิดเห็นอยู่ในระดับปานกลาง คือ ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา ด้านการส่งเสริมและพัฒนา และด้านการคัดกรองนักเรียน ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) ด้านการรู้จักนักเรียนรายบุคคล ผู้บริหารควรกำหนดนโยบายการจัดเก็บข้อมูลนักเรียนอย่างเป็นระบบและรอบด้าน ครอบคลุมทั้งมิติกาย จิตใจ และสังคม เพื่อเป็นฐานข้อมูลในการดูแล (2) ด้านการคัดกรองนักเรียน มุ่งเน้นการสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องแก่บุคลากรผ่านการอบรม เพื่อให้กระบวนการคัดกรองนำไปสู่การช่วยเหลืออย่างแท้จริง (3) ด้านการส่งเสริมและพัฒนา เน้นการบูรณาการความร่วมมือภายในองค์กร เพื่อออกแบบกิจกรรมที่ตอบสนองต่อความต้องการจำเป็นพิเศษของนักเรียนแต่ละบุคคล (4) ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา กำหนดมาตรการเชิงรุกโดยอาศัยการวิเคราะห์ข้อมูลรอบด้าน เพื่อวางระบบป้องกันและแก้ไขปัญหาได้อย่างตรงจุด (5) ด้านการส่งต่อ ให้ความสำคัญกับการสนับสนุนและให้คำปรึกษาแก่ผู้เรียนและครอบครัวอย่างต่อเนื่องเพื่อสร้างความมั่นคงในระยะเปลี่ยนผ่าน และ 3) แนวทางการพัฒนาบทบาทการบริหารงานระบบดูแลช่วยเหลือนักเรียนของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนโสตศึกษา มีผลการประเมินอยู่ในระดับมากทั้ง 4 ด้าน คือ ความเป็นไปได้ ความถูกต้อง ความเป็นประโยชน์ และความเหมาะสม ตามลำดับ</p> มหิสรณ์ เจริญผล, วรกฤต เถื่อนช้าง , ดิเรก ด้วงลอย ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295103 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 รูปแบบการบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาตามหลักพุทธธรรมของวัดไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296394 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาตามหลักพุทธธรรมของวัดไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันการบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาตามหลักพุทธธรรมของวัดไทย ใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 55 รูปหรือคน ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 24 รูปหรือคน ระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบกจัดกิจกรรมประชุมเชิงปฏิบัติการ จำนวน 30 รูปหรือคน และระยะที่ 4 ประเมินด้วยการจัดสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 รูปหรือคน และผู้ตอบแบบสอบถามความคิดเห็น จำนวน 25 รูปหรือคน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) รูปแบบการบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาตามหลักพุทธธรรมของวัดไทยในประเทศสหรัฐอเมริกา เป็นรูปแบบเชิงข้อความ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ ระบบและกลไก รวมถึงกิจกรรมส่งเสริมบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาของวัดไทย ตามหลักพุทธธรรมไตรสิกขา วิธีการดำเนินงาน แนวทางการประเมินผลเงื่อนไขความสำเร็จ และการบูรณาการหลักพุทธธรรมไตรสิกขา 2) ผลการทดลองใช้รูปแบบการบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาตามหลักพุทธธรรมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 3) ผลการประเมินรูปแบบการบริหารโรงเรียนพุทธศาสนาตามหลักพุทธธรรมของวัดไทยในประเทศสหรัฐอเมริกาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> ณัฏฐวรางค์ เพ็งเปลี่ยน , สมศักดิ์ บุญปู่ , ทองดี ศรีตระการ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296394 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับกลุ่มเยาวชนของวัดต๊ำม่อน ตำบลบ้านต๊ำ อำเภอเมือง จังหวัดพะเยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293563 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับกลุ่มเยาวชนตามแนวทางพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษากิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับกลุ่มเยาวชนของวัดต๊ำม่อน และ3) เพื่อนำเสนอแนวทางการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับกลุ่มเยาวชนของวัดต๊ำม่อน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึก การสังเกต และการมีส่วนร่วมในกิจกรรม มีผู้ให้ข้อมูลจำนวน 30 รูป/คน โดยการคัดเลือกแบบเจาะจง และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับกลุ่มเยาวชนตามแนวทางพระพุทธศาสนา ปัจจุบันเยาวชนกำลังเผชิญกับปัญหาสังคมที่ซับซ้อนหลากหลาย เช่น ความก้าวร้าว การทะเลาะวิวาท การติดเกมและสื่อออนไลน์ พฤติกรรมเสี่ยงต่างๆ รวมทั้งการขาดความรับผิดชอบ การแก้ไขปัญหาเหล่านี้โดยประยุกต์ใช้หลักธรรมทางพระพุทธศาสนา เช่น พรหมวิหาร 4 เพื่อสร้างเมตตาและลดความก้าวร้าว, อิทธิบาท 4 เพื่อพัฒนาการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์, อบายมุข 6 และเบญจศีล เพื่อป้องกันพฤติกรรมเสื่อมเสีย และฆราวาสธรรม 4 เพื่อเสริมสร้างความซื่อสัตย์ อดทน และเสียสละ การส่งเสริมปลูกฝังคุณธรรมจริยธรรมเหล่านี้ให้แก่เยาวชน จะช่วยให้เยาวชนมีพัฒนาการทางกาย จิตใจ และสังคมที่มั่นคง พร้อมเป็นกำลังสำคัญในการพัฒนาสังคมอย่างยั่งยืน 2) กิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับกลุ่มเยาวชนของวัดต๊ำม่อน วัดต๊ำม่อนได้พัฒนากิจกรรมปลูกฝังคุณธรรมแก่เยาวชน โดยยึดหลักการบูรณาการ “บวร” (บ้าน–วัด–โรงเรียน) ส่งผลให้กิจกรรมมีความหลากหลาย ครอบคลุมทั้งด้านศาสนา วัฒนธรรม และสังคม กิจกรรมการเรียนรู้และพัฒนาตน เช่น ศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ค่ายกล้าคุณธรรม และโครงการบรรพชา–อุปสมบทภาคฤดูร้อน เพื่อเสริมสร้างวินัย ความรับผิดชอบ ความกตัญญู และการเสียสละ, กิจกรรมสืบสานวัฒนธรรม เช่น การทำบุญตักบาตร เวียนเทียน และสวดมนต์ข้ามปี ปลูกฝังความเคารพในประเพณี ความภาคภูมิใจในรากเหง้า และการสืบสานคุณค่าของชุมชน รวมทั้งกิจกรรมจิตอาสาและสังคม เช่น การบำเพ็ญประโยชน์ การดูแลผู้สูงอายุ และการร่วมกิจกรรมที่เกี่ยวกับสถาบันชาติ ศาสนา และพระมหากษัตริย์เพื่อพัฒนาความเมตตา ความสามัคคี และความรับผิดชอบต่อส่วนรวม 3) แนวทางการส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมสำหรับกลุ่มเยาวชนของวัดต๊ำม่อน ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรและกิจกรรมที่เน้นการคิดวิเคราะห์และแก้ปัญหาเชิงสถานการณ์ (2) การขยายการเรียนรู้เชิงบูรณาการในพื้นที่จริงผ่านกิจกรรมจิตอาสาและชุมชน (3) การสร้างความร่วมมือระหว่างบ้าน วัด โรงเรียน และชุมชน (บวร) เพื่อปลูกฝังคุณธรรมอย่างองค์รวม (4) การส่งเสริมการปฏิบัติธรรมในชีวิตประจำวันเพื่อพัฒนาสติ สมาธิ และปัญญา และ (5) การใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือเผยแผ่ธรรมะให้เข้าถึงง่ายและสอดคล้องกับพฤติกรรมเยาวชน แนวทางทั้ง 5 นี้ เป็นกระบวนการบ่มเพาะที่ครอบคลุมทั้งความรู้ การปฏิบัติจริง และการใช้ชีวิตร่วมสมัย อันนำไปสู่การพัฒนาเยาวชนให้มีจิตใจเข้มแข็ง มีความรับผิดชอบ และพร้อมสร้างสรรค์สังคมที่ดีงามและยั่งยืน</p> พระครูสุวัฒน์สังฆโสภณ , ชูชาติ สุทธะ , นภาพร หงษ์ทอง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293563 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารงานนิเทศภายในตามหลักปาปณิกธรรม 3 ของโรงเรียน ในสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295371 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารนิเทศภายในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารงานนิเทศภายในของสถานศึกษาตามหลักหลักปาปณิกธรรม 3 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารงานนิเทศภายในของสถานศึกษาตามหลักหลักปาปณิกธรรม 3 ของสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 เป็นแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นพระภิกษุสามเณร จำนวน 217 รูป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 รูป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารนิเทศภายในสถานศึกษาโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) วิธีการบริหารงานนิเทศภายในของสถานศึกษาตามหลักหลักปาปณิกธรรม 3 ได้แก่ (1) ด้านสภาพปัจจุบันและปัญหา เน้นทักษะและความสัมพันธ์มุ่งเน้นการพัฒนา 2 ส่วนหลัก คือ ทักษะ (วิธูโร) พัฒนาทักษะเฉพาะด้านให้ครู ความสัมพันธ์ (นิสสยสัมปันโน) (2) ด้านการวางแผนการนิเทศ เน้นคนสำราญ งานสำเร็จ รับฟังเสียงครู ใช้คนให้ตรงงาน (วิธูโร) (3) ด้านการปฏิบัติ เน้นทัศนคติและภูมิปัญญา การสร้างพลังบวกใช้หลักปาณิกธรรม 3 การเติมเต็มความรู้ (4) ด้านการประเมินผล เน้นระบบและความต่อเนื่อง การเป็นระบบและโปร่งใส การพัฒนา นำผลประเมินมาปรับปรุงกระบวนการทำงานในระยะยาว และ 3) แนวทางวิธีการบริหารงานนิเทศภายในของสถานศึกษาตามหลักปาปณิกธรรม 3 ของสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยาเขต 1 ประกอบด้วย (1) ด้านสภาพปัจจุบันและปัญหา เน้นหลักจักขุมาด้วยการวิเคราะห์ความจริง ผู้บริหารต้องมองเห็นสภาพปัญหาตามความเป็นจริง เข้าใจจุดแข็ง จุดอ่อน โอกาส และอุปสรรคอย่างลึกซึ้ง (2) ด้านการวางแผน เน้นหลักวิธูโร จัดการเก่ง โดยวางระบบชัดเจน วางแผนเชิงกลยุทธ์ จัดทำปฏิทินการนิเทศ และวางระบบงานอย่างต่อเนื่อง ด้วยการรับผิดชอบร่วมกัน (3) ด้านการปฏิบัติ เน้นวิธูโรผสมกับนิสสยสัมปันโน มนุษยสัมพันธ์ดี ด้วยการมีกัลยาณมิตร นิเทศแบบเป็นกันเอง ให้คำปรึกษาที่ชัดเจน และเป็นศูนย์กลางในการกระตุ้นทีมงาน และมีระบบตรวจสอบและติดตามผล โดยอาศัยความสัมพันธ์ที่ดีระหว่างผู้นิเทศและผู้รับการนิเทศ (4) ด้านการประเมินผล เน้นหลักนิสสยสัมปันโน พึ่งพาอาศัยได้ โดยการประเมินผลโดยเน้นการสร้างความสัมพันธ์และความเข้าใจที่ดีต่อกันของทุกฝ่ายเพื่อมุ่งพัฒนาผู้เรียน</p> สุเมธ รักธรรม, สุทธิพงษ์ ศรีวิชัย , เผด็จ จงสกุลศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295371 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา ชลบุรี ระยอง สู่ความสำเร็จ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293267 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา 2) พัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง สู่ความสำเร็จ 3) นำรูปแบบไปใช้บริหารสถานศึกษาสู่ความสำเร็จ และ 4) ประเมินผลและเผยแพร่รูปแบบ การวิจัยครั้งนี้ ใช้ระเบียบวิธีการวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบด้วย 4 ระยะ กลุ่มเป้าหมาย ประกอบด้วยผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา นักเรียนและผู้แทนชุมชน ในปีการศึกษา 2565 – 2566 เครื่องมือ ได้แก่ แบบสอบถาม แบบสัมภาษณ์และแบบประเมิน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ผลการศึกษาสภาพและความต้องการจำเป็นในการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา พบว่า คุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา โดยภาพรวมอยู่ในระดับดี และคุณลักษณะที่ 3 มีวินัย คุณลักษณะที่ 4 ใฝ่เรียนรู้ คุณลักษณะที่ 6 มุ่งมั่นในการทำงาน อยู่ในระดับปานกลาง การพัฒนาความเป็นคนดีต้องยึดการปฏิบัติอย่างจริงจังต่อเนื่อง ส่งผลให้เกิดประพฤติตนเป็น แบบอย่างที่ดี และมีแนวทางพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง โดยการการสร้างการรับรู้ การสร้างวิธีปฏิบัติที่ทุกภาคส่วนมีร่วมในการพัฒนาร่วมกัน 2) ผลการพัฒนารูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาชลบุรี ระยอง สู่ความสำเร็จ ด้านความเหมาะสม และความเป็นเป็นได้โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 3) ผลการนำรูปแบบไปใช้บริหารสถานศึกษาสู่ความสำเร็จ พบว่า ดำเนินการ ดังนี้ (1) การวิเคราะห์บริบทและการเตรียมการ (2) การสร้างการรับรู้ (3) การสร้างวิธีปฏิบัติ (4) การประยุกต์ใช้ (5) การนิเทศ กำกับ ติดตามและประเมินผล (6) การขยายผลและสร้างเครือข่าย 4) ผลการประเมินผลรูปแบบ พบว่า รูปแบบการบริหารสถานศึกษาเพื่อพัฒนาคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของนักเรียนโรงเรียนหนองใหญ่ศิริวรวาทวิทยา สู่ความสำเร็จ ด้านความเป็นประโยชน์โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด และผู้ที่เกี่ยวข้องมีความพึงใจต่อรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด</p> รุ่งทวี พรรณา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293267 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงของบุคลากรกลุ่มอำนวยการพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ที่ 2 สิงห์บุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/291633 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาระดับการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง 2) เพื่อเปรียบเทียบการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียง และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของบุคลากรกลุ่มอำนวยการพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ที่ 2 สิงห์บุรี โดยมีวิธีดำเนินการวิจัย 2 ขั้นตอน ประกอบด้วยขั้นตอนที่ 1 คือ การวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัย บุคลากรกลุ่มอำนวยการพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ที่ 2 สิงห์บุรี จำนวน 196 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นเป็นสอบถาม การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติในการวิเคราะห์ข้อมูล ใช้สถิติ One – Way ANOVA และขั้นตอนที่ 2 การวิจัยเชิงคุณภาพ การสัมภาษณ์ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 คน ได้มาด้วยวิธีการเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) ระดับการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง โดยรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับด้านที่มีค่าเฉลี่ยมากที่สุด คือ หลักความมีเหตุผล รองลงมาคือ เงื่อนไขคุณธรรม ตามมาคือ หลักความมีภูมิคุ้มกันที่ดี เงื่อนไขความรู้ และหลักความพอประมาณ 2) ปัจจัยส่วนบุคคลที่ส่งผลให้การดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ เพศ อายุ สถานภาพ ระดับการศึกษา ระดับตำแหน่ง และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนที่ต่างกัน มีการดำเนินชีวิตตามหลักปรัชญาเศรษฐกิจพอเพียงต่างกัน และ 3) าแนวทางการส่งเสริมการดำเนินชีวิตตามหลักเศรษฐกิจพอเพียงของบุคลากรกลุ่มอำนวยการพิธีการศพที่ได้รับพระราชทาน ที่ 2 สิงห์บุรี ประกอบด้วย (1) ด้านหลักความพอประมาณ ความพอประมาณ ควรดำเนินชีวิตโดยเทคโนโลยีเท่าที่จำเป็น ดำเนินชีวิตโดยยึดหลักทางสายกลาง รู้จักพอ จัดทำบัญชีรายรับ-รายจ่าย เพื่อควบคุมการใช้จ่ายเงิน มีความรู้เกี่ยวกับระบบบริหาร ระเบียบกฎหมายการศึกษา เพื่อนำมาวางแผนการดำเนินชีวิตให้อยู่ในความไม่ฟุ้งเฟ้อ ลดรายจ่ายที่ไม่จำเป็นและไม่ใช้ชีวิตตามกระแสวัตถุนิยม ดำเนินชีวิตให้สอดคล้องกับทรัพยากรธรรมชาติ ปลูกผักสวนครัว (2) ด้านหลักความมีภูมิคุ้มกันที่ดี ควรดำเนินชีวิตโดยประกอบอาชีพด้วยความซื่อสัตย์สุจริต ดูแลสุขภาพ โดยเลือกรับประทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย สร้างครอบครัวให้อบอุ่น เพื่อเป็นการสร้างภูมิคุ้มกันเบื้องต้น แสวงหาความรู้ ข้อมูลข่าวสารต่างๆ ให้ทันกับเหตุการณ์บ้านเมือง เตรียมความพร้อมให้กับตนเอง โดยหมั่นฝึกสมาธิให้มั่นคง เที่ยงธรรม และตั้งมั่นอยู่ในศีลธรรมและออมเงินเพื่อเป็นทุนสำรองยามฉุกเฉินและเป็นหลักประกันในอนาคตพร้อมรับมือกับผลกระทบและการเปลี่ยนแปลงในด้านต่างๆ ไม่ว่าจะเป็นด้านเศรษฐกิจ สังคม สิ่งแวดล้อม และท่านที่หมั่นศึกษาหาความรู้ข้อมูลข่าวสารจากสื่อต่างๆ เช่น โทรทัศน์ อินเทอร์เน็ต วิทยุ หนังสือพิมพ์ อยู่เสมอ ท่านที่ส่งเสริมให้สมาชิกในครัวเรือนใฝ่หาความรู้ เพื่อพัฒนาตนเองอยู่เสมอ (3) ด้านเงื่อนไชความรู้ สามารถนำความรู้และหลักวิชาการต่างๆ มาบูรณาการให้เกิดความเชื่อมโยงสัมพันธ์กัน ถ่ายทอดภูมิปัญญาให้แก่คนในครอบครัว และบุคคลอื่นได้และสามารถสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ จากการศึกษาหาความรู้</p> สิทธิพันธุ์ พันธุ์มี , อภิชาติ พานสุวรรณ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/291633 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 อยุธยาเมตาเวิร์ส : การพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริงของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296400 <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อพัฒนาแหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริงของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของผู้ใช้งานที่มีต่อแหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริงของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ใช้งานแหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริงของวัด สุ่มตัวอย่างแบบเฉพาะเจาะจง รวมเป็นจำนวน 35 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยประกอบด้วย 1) แหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริงของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อยุธยาเมตาเวิร์ส) 2) แบบประเมินความพึงพอใจในการใช้งานแหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริงของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อยุธยาเมตาเวิร์ส) และมีสถิติที่ใช้ในงานวิจัย ประกอบด้วย ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยสรุปพบว่า 1) แหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริงของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อยุธยาเมตาเวิร์ส) ซึ่งเป็นเว็บแอปพลิเคชันใช้งานบนเครือข่ายอินเทอร์เน็ต โดยเนื้อหาแสดงข้อมูลแหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริง ของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา แบบภาพเสมือนจริง 360 องศา ที่ผู้ใช้งานสามารถเข้าถึงได้ โดยกำหนดจุดเชื่อมต่อระหว่างภาพถ่าย 360 องศา เพื่อสร้างเส้นทางการเดินชม มีป้ายข้อมูลเกี่ยวกับสถานที่ต่างๆ ที่เป็นจุดสนใจและมีความสำคัญ เพื่อให้ผู้ใช้งานสามารถคลิกเพื่อดูรายละเอียดเพิ่มเติม ซึ่งมีส่วนต่อประสานกับผู้ใช้โดยมีเมนูนำทางในการใช้งาน ซึ่งประกอบไปด้วย เมนูขยายเข้า-ออก เมนูหมุนภาพแบบ 360 องศาอัตโนมัติ เมนูแสดงภาพตัวอย่างจุดเชื่อมต่อ เมนูการฉายภาพแบบสามมิติ และเมนูแสดงผลเต็มหน้าจอ และ 2) ผลการประเมินความพึงพอใจในการใช้งานแหล่งท่องเที่ยวเสมือนจริงของวัดในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา (อยุธยาเมตาเวิร์ส) ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจต่อการใช้งานในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า ผู้ใช้งานมีความพึงพอใจ ด้านเนื้อหา เป็นอันดับแรก รองลงมา ได้แก่ ด้านกราฟิกและการออกแบบ รวมทั้งด้านการนำไปใช้งาน ตามลำดับ</p> ถาวร ภูษา , พิพัฒน์ แก้วใส , พิชิต เชาว์ชาญ , ประวิทย์ ชัยสุข ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296400 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความต้องการจำเป็นการบริหารวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293685 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูสายผู้สอน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,431 คน และมีการกำหนดกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย ได้แก่ คณะกรรมการสถานศึกษา ผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูสายผู้สอน โรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี จำนวน 303 คน ด้วยการเปิดตารางขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie and Morgan และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพที่เป็นจริงการบริหารวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพที่ควรจะเป็นการบริหารวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมากที่สุด และความต้องการจำเป็นการบริหารวิชาการของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาลพบุรี อันดับ 1 คือ การวิจัยเพื่อพัฒนาคุณภาพการศึกษา อันดับ 2 คือ การพัฒนาหลักสูตรสถานศึกษา อันดับ 3 คือ การจัดการเรียนการสอน นดับ 4 คือ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรมและเทคโนโลยีทางการศึกษา อันดับ 5 คือ การวัด ประเมินผลและเทียบโอนผลการเรียน และอันดับ 6 คือ การนิเทศการศึกษา</p> อัจฉระพรรณ ทองสันต์ , สมศักดิ์ บุญปู่ , พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293685 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 แนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 ของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชัยนาท https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295377 <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาแบบการมีส่วนร่วม 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามเก็บข้อมูลจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 297 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพใช้การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมของคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระมากที่สุด เพื่อพิจารณารายด้านมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมากที่สุดทั้ง 4 ด้าน คือ ด้านการบริหารวิชาการ ด้านการบริหารงบประมาณ ด้านการบริหารทั่วไป ด้านการบริหารงานบุคคล ตามลำดับ 2) การบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 เป็นการประยุกต์การบริหารสถานศึกษาแบบการมีส่วนร่วม 4 กับหลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย (1) ด้านการบริหารวิชาการ ขับเคลื่อนด้วยความรักในวิชาชีพ (ฉันทะ) ความมุ่งมั่นในการพัฒนาหลักสูตรและการเรียนการสอน (วิริยะ) การเอาใจใส่ต่อนักเรียนและการนิเทศติดตาม (จิตตะ) และการใช้ปัญญาไตร่ตรองเพื่อแก้ปัญหาทางวิชาการ (วิมังสา) (2) ด้านการบริหารงบประมาณ เน้นความโปร่งใสและคุ้มค่า โดยมีความพอใจในการจัดสรรทรัพยากรอย่างเป็นธรรม (ฉันทะ) ความเพียรในการวางแผนและตรวจสอบการใช้จ่าย (วิริยะ) การจดจ่อติดตามผลการใช้งบประมาณ (จิตตะ) และการวิเคราะห์ความคุ้มทุนเพื่อปรับปรุงระบบงาน (วิมังสา) (3) ด้านการบริหารงานบุคคล มุ่งเน้นการสร้างขวัญกำลังใจ โดยเริ่มจากความปรารถนาดีต่อผู้ร่วมงาน (ฉันทะ) ความพยายามในการส่งเสริมและพัฒนาศักยภาพบุคลากร (วิริยะ) การเอาใจใส่ในสวัสดิการและความก้าวหน้า (จิตตะ) และการพิจารณาประเมินผลการปฏิบัติงานด้วยความเป็นธรรม (วิมังสา) (4) ด้านการบริหารทั่วไป ให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมและความสัมพันธ์ชุมชน โดยมีความรักในการพัฒนาอาคารสถานที่ (ฉันทะ) ความขยันหมั่นเพียรในการดูแลความปลอดภัยและธุรการ (วิริยะ) การใส่ใจในปัญหาสาธารณูปโภคและสัมพันธ์ชุมชน (จิตตะ) และการวางแผนปรับปรุงระบบงานให้ทันต่อเหตุการณ์ (วิมังสา) และ 3) แนวทางการบริหารสถานศึกษาแบบมีส่วนร่วมตามหลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ 1) ด้านการบริหารวิชาการ มุ่งเน้นการมีส่วนร่วมในการจัดกระบวนการเรียนรู้ การสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียน การนิเทศติดตาม การส่งเสริมภูมิปัญญาท้องถิ่น และการนำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อพัฒนาผู้เรียนอย่างยั่งยืน 2) ด้านการบริหารงบประมาณ ให้ความสำคัญกับการวางแผนใช้งบประมาณล่วงหน้า การสร้างระบบงานที่มีประสิทธิภาพ รวดเร็ว คุ้มค่า มีการติดตามประเมินผลและรายงานผลอย่างโปร่งใส 3) ด้านการบริหารงานบุคคล เน้นการสรรหาบุคลากรตามสมรรถนะ การเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมในการตัดสินใจ การส่งเสริมระเบียบวินัยและจรรยาบรรณ รวมถึงการบริหารงานที่เป็นระบบและตรวจสอบได้ และ 4) ด้านการบริหารทั่วไป มุ่งเน้นการสื่อสารให้ชุมชนตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี การบริหารจัดการอาคารสถานที่และสิ่งแวดล้อมให้ถูกสุขลักษณะและปลอดภัย ตลอดจนการส่งเสริมทักษะการสื่อสารและสร้างสัมพันธภาพที่ดี</p> วรรณภา อิ่มสบาย, พระครูศรีสุธรรมนิวิฐ , พระมหาอุดร อุตฺตโร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295377 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การบริหารเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาบาลีในยุค VUCA WORLD https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293811 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการบริหารเพื่อยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนภาษาบาลีในยุค VUCA World เป็นการวิจัยเชิงเอกสารที่มุ่งสังเคราะห์แนวคิด หลักการ และทฤษฎีที่เกี่ยวข้องกับการบริหารการศึกษา เพื่อประยุกต์ใช้ในบริบทของการศึกษาภาษาบาลี ผลการศึกษาพบว่า การบริหารการศึกษาภาษาบาลีในยุค VUCA World ซึ่งมีความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือสูงนั้น จำเป็นต้องอาศัยการสร้างความร่วมมือจากหลายภาคส่วน นับเป็นหัวใจสำคัญ เพื่อบูรณาการทรัพยากรและความรู้ในการพัฒนาการศึกษาให้มีประสิทธิภาพและยั่งยืน โดยมีแนวทางหลัก 4 ประการในการยกระดับคุณภาพ ได้แก่ 1) การเพิ่มประสิทธิภาพและความยั่งยืน 2) การส่งเสริมความเท่าเทียมทางการศึกษา 3) การสร้างนวัตกรรมเพื่อการเรียนรู้ และ 4) การพัฒนาศักยภาพบุคลากร ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะนำไปสู่การพัฒนาระบบการศึกษาภาษาบาลีที่สามารถตอบสนองต่อความท้าทายและเติบโตได้อย่างยั่งยืนในระยะยาว</p> พระมหาโกรศชรรทน์ สุเมธโส (แสงวิรัญ) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293811 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานในสถานศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293559 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์กรอบแนวคิดและกลยุทธ์การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน Brain-Based Learning BBL สำหรับสถานศึกษา ท่ามกลางบริบทการปฏิรูปการศึกษาไทยที่มุ่งเปลี่ยนกระบวนทัศน์ไปสู่การเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญและมุ่งสร้างทักษะแห่งอนาคต แนวคิด BBL ถือเป็นสะพานสำคัญที่เชื่อมโยงองค์ความรู้ด้านประสาทวิทยาศาสตร์สู่การปฏิบัติจริงในห้องเรียน</p> <p>ผลการสังเคราะห์พบว่า BBL ไม่ใช่ทฤษฎีการสอนเดี่ยว แต่เป็น กรอบแนวคิด ที่ประยุกต์ใช้หลักการทำงานตามธรรมชาติของสมองเป็นพื้นฐาน โดยมีหัวใจสำคัญ คือ การออกแบบการสอนต้องสอดคล้องกับวิธีที่สมองเรียนรู้ ไม่ใช่การบังคับให้สมองเรียนรู้ตามวิธีที่ครูสอน การประยุกต์ใช้ BBL ในสถานศึกษาประกอบด้วย 4 กลยุทธ์หลัก ได้แก่ 1) การสร้างสภาวะแวดล้อมที่ใช่สำหรับสมอง โดยเน้นพื้นที่ปลอดภัยทั้งทางกายและทางใจ ปราศจากความเครียดและความกลัว 2) การออกแบบกิจกรรมที่โดนใจสมอง โดยใช้อารมณ์เชิงบวก ความแปลกใหม่ และความสนุกสนานเป็นประตูสู่ความจำ 3) การจัดกระบวนการเรียนรู้ที่ท้าทายสมอง ผ่านการลงมือปฏิบัติ การเคลื่อนไหวร่างกาย และการใช้พหุประสาทสัมผัส และ 4) การช่วยสมองจัดระเบียบและสร้างความหมาย โดยเชื่อมโยงความรู้ใหม่กับประสบการณ์เดิม ผ่านการใช้ผังกราฟิกและการเรียนรู้โดยใช้ปัญหาเป็นฐาน นอกจากนี้ ปัจจัยสำคัญคือการเลือกใช้สื่อที่เหมาะสม โดยเฉพาะ สื่อของจริงและสถานที่จริง ซึ่งมีประสิทธิภาพสูงสุดในการสร้างองค์ความรู้ รวมถึงการใช้สื่อที่ทำให้ข้อมูลนามธรรมกลายเป็นรูปธรรมที่มองเห็นได้ คือ BBL ไม่ใช่สูตรสำเร็จตายตัว แต่เป็นกรอบความคิดที่เปลี่ยนบทบาทครูจากผู้ถ่ายทอดเนื้อหาไปสู่สถาปนิกผู้ออกแบบการเรียนรู้เพื่อปลดล็อกศักยภาพสูงสุดของผู้เรียนอย่างแท้จริง</p> พระอธิการวิษณุ ขนฺติโก (น้อยปิ่น) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293559 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในสถานศึกษา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293560 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์หลักการ แนวคิด และองค์ประกอบของหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง และนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาอย่างเป็นระบบ เพื่อสร้างผู้เรียนให้มีคุณภาพและสามารถดำรงชีวิตได้อย่างยั่งยืน ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง คือ กรอบแนวคิดการดำเนินชีวิตบน ทางสายกลาง ที่มีรากฐานจากแนวพระราชดำริและหลักพุทธธรรม มีองค์ประกอบหลักที่เรียกว่า 3 ห่วง 2 เงื่อนไข เป็นหัวใจสำคัญ ได้แก่ หลักการ 3 ห่วง คือ ความพอประมาณ ความมีเหตุผล การมีภูมิคุ้มกันที่ดี และ เงื่อนไขพื้นฐาน 2 ด้าน คือ เงื่อนไขความรู้ (ความรอบรู้และรอบคอบ) และ เงื่อนไขคุณธรรม (ความซื่อสัตย์สุจริตและความเพียร) โดยไม่ใช่แนวคิดที่ปฏิเสธความก้าวหน้า แต่เป็นการสร้างความเข้มแข็งจากภายในเพื่อรับมือกับการเปลี่ยนแปลงของโลก สำหรับการประยุกต์ใช้ในสถานศึกษาต้องดำเนินการอย่างเป็นองค์รวม ครอบคลุม 5 มิติหลัก ได้แก่ 1) การบริหารจัดการที่ผู้บริหารใช้หลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงในการวางแผนและจัดสรรทรัพยากร 2) หลักสูตรและการเรียนรู้ที่บูรณาการหลักคิดผ่านการสอนแบบ Active Learning 3) การจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนเพื่อฝึกฝนทักษะผ่านกิจกรรมจริง เช่น สหกรณ์และจิตอาสา 4) การพัฒนาคุณลักษณะผู้เรียน โดยมีเป้าหมายสูงสุดคือการบ่มเพาะหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงให้กลายเป็น วิถีชีวิต และ 5) ความสอดคล้องกับแนวคิดสากล ซึ่งเชื่อมโยงโดยตรงกับ เป้าหมายการพัฒนาที่ยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ การขับเคลื่อนดังกล่าวจะนำไปสู่การสร้างสถานศึกษาพอเพียงที่สามารถผลิตทุนมนุษย์ที่มีคุณภาพ เป็นพลเมืองที่มีความรับผิดชอบต่อตนเอง สังคม และสิ่งแวดล้อมได้อย่างแท้จริง</p> พระอธิการมานะ ฐานธมฺโม (รัตนซ้อน) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293560 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ในการบริหารเครือข่ายการศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/294659 <p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์และวิเคราะห์การประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการบริหารเครือข่ายการศึกษา เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้และยกระดับการจัดการศึกษาในภาพรวม ผ่านการวิจัยเชิงเอกสาร โดยรวบรวมข้อมูลจากยุทธศาสตร์ชาติ รายงาน และบทความวิชาการที่เกี่ยวข้อง โดยผลการศึกษาพบว่า ทั่วโลกและประเทศไทยต่างให้ความสำคัญกับการนำ AI มาใช้ปฏิรูปการศึกษา โดยมีเทคโนโลยีสำคัญ ได้แก่ ระบบการเรียนรู้แบบปรับเปลี่ยนได้ แพลตฟอร์มวิเคราะห์การเรียนรู้ แชตบอต และระบบสนับสนุนการตัดสินใจของผู้บริหาร ซึ่งเครื่องมือเหล่านี้มีศักยภาพสูงในการสร้างการเรียนรู้ที่ตอบสนองต่อผู้เรียนรายบุคคล ลดภาระงานของบุคลากรทางการศึกษา และเพิ่มประสิทธิภาพการจัดสรรทรัพยากร อย่างไรก็ตาม การนำไปปฏิบัติในประเทศไทยยังเผชิญความท้าทายสำคัญด้านความเหลื่อมล้ำทางโครงสร้างพื้นฐาน ความปลอดภัยของข้อมูลส่วนบุคคล และความจำเป็นในการพัฒนากรอบจริยธรรมและบุคลากรที่มีทักษะดิจิทัล บทความจึงเสนอแนะว่า การจะปลดล็อกศักยภาพของ AI ได้อย่างเต็มที่จำเป็นต้องอาศัยการขับเคลื่อนเชิงนโยบายที่ชัดเจนในการลงทุนโครงสร้างพื้นฐาน การสร้างระบบนิเวศข้อมูลที่ปลอดภัย การพัฒนาหลักสูตรเพื่อยกระดับทักษะ AI ให้กับครูและนักเรียน และการส่งเสริมความร่วมมือระหว่างภาครัฐและเอกชน เพื่อให้การเปลี่ยนผ่านสู่การศึกษาดิจิทัลเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ เท่าเทียม และยั่งยืน</p> อรนุช หงวนไธสง , พิลาศลักษณ์ จงตระการสมบัติ , อำพร เจริญพร้อม , ธีรทัศน์ ปิติภาคย์พงษ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/294659 Mon, 29 Dec 2025 00:00:00 +0700 การเรียนรู้แบบบูรณาการของนักเรียนในยุคปัญญาประดิษฐ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293561 <p>บทความวิชาการฉบับนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์และสังเคราะห์กระบวนทัศน์การจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการ ภายใต้บริบทของยุคปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดยชี้ให้เห็นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ยุคดิจิทัลได้ส่งผลให้กระบวนทัศน์ทางการศึกษาต้องปรับเปลี่ยนจากการเน้นเนื้อหาความรู้สู่การพัฒนาสมรรถนะที่จำเป็นสำหรับผู้เรียน เพื่อให้พร้อมเผชิญกับโลกอนาคตที่มีความซับซ้อนและผันผวน การเรียนรู้แบบบูรณาการซึ่งเป็นการเชื่อมโยงศาสตร์แขนงต่างๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้ที่สมบูรณ์และนำไปใช้ได้จริงในชีวิตประจำวัน จึงเป็นแนวทางสำคัญที่ต้องได้รับการส่งเสริม</p> <p>ผลการสังเคราะห์พบว่า เทคโนโลยี AI ไม่ได้เข้ามาแทนที่ครู แต่ทำหน้าที่เป็น เครื่องมือทรงพลัง ในการยกระดับการจัดการเรียนรู้แบบบูรณาการให้มีประสิทธิภาพและลึกซึ้งยิ่งขึ้นใน 4 รูปแบบหลัก ได้แก่ 1) แบบสอดแทรก ที่ AI ช่วยครูสร้างสรรค์เนื้อหาข้ามศาสตร์ได้ทันที 2) แบบคู่ขนาน ที่ AI ทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางความรู้ร่วมเชื่อมโยงการสอนของครูต่างวิชา 3) แบบสหวิทยาการ ที่ AI เป็นเครื่องมือหลักในการทำโครงงาน และ 4) แบบข้ามวิชา ที่ AI ทำหน้าที่เป็นผู้ช่วยสอนร่วมในการแก้ปัญหาจริงที่ซับซ้อน ดังนั้น การประยุกต์ใช้ AI อย่างมีวิจารณญาณในการออกแบบการเรียนรู้แบบบูรณาการ ควบคู่ไปกับการเตรียมความพร้อมของครูและส่งเสริมทักษะที่จำเป็นของผู้เรียน เช่น การคิดเชิงวิพากษ์ ความคิดสร้างสรรค์ และการรู้เท่าทันข้อมูล จึงเป็นหัวใจสำคัญในการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อเผชิญกับความท้าทายแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ ด้วยเหตุนี้ การเตรียมความพร้อมของทั้งผู้สอนและผู้เรียนให้มีสมรรถนะทางดิจิทัล และการรู้เท่าทันปัญญาประดิษฐ์ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งยวด บทความนี้สรุปการประยุกต์ใช้ปัญญาประดิษฐ์อย่างมีวิจารณญาณในการออกแบบการเรียนรู้ การวัดและประเมินผล ตลอดจนการสร้างความเสมอภาคทางการศึกษา จะเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาระบบการศึกษาเพื่อเผชิญหน้ากับพลวัตแห่งอนาคตได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> พระใบฎีกาจรัญ ธมฺมธีโร (สุวรรณ์) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293561 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700 การสร้างสุขภาวะทางปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษาในโลกยุคพลิกผันด้วยหลักพละ 4 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295208 <p>โลกยุคพลิกผันซึ่งมีลักษณะเด่นคือความผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน และคลุมเครือ ได้สร้างความท้าทายอย่างยิ่งยวดต่อผู้บริหารสถานศึกษาในปัจจุบัน ทำให้ทักษะการบริหารจัดการแบบดั้งเดิมไม่เพียงพอต่อการนำพาองค์กรให้รอดพ้นจากสภาวะวิกฤต แนวคิดเรื่อง สุขภาวะทางปัญญา จึงเป็นคุณสมบัติสำคัญสำหรับผู้นำทางการศึกษาที่จะช่วยสร้างความเข้มแข็งจากภายในท่ามกลางความเปลี่ยนแปลง สุขภาวะทางปัญญาคือการเข้าถึงคุณค่า ความจริง ความดี และความงามภายในตนเอง ซึ่งจะหล่อหลอมให้ผู้บริหารมีสติปัญญาที่สุขุมมีจิตใจที่มั่นคง และสามารถสร้างความสัมพันธ์ที่เกื้อกูล อันเป็นรากฐานสำคัญของภาวะผู้นำที่มีประสิทธิภาพ การประยุกต์ใช้หลักพละ 4 ซึ่งเป็นหลักพุทธธรรมว่าด้วยพลังภายใน 4 ประการ ได้แก่ ปัญญาพละ (กำลังปัญญา) ช่วยในการวิเคราะห์และตัดสินใจท่ามกลางความซับซ้อนและความไม่แน่นอน วิริยะพละ (กำลังความเพียร) สร้างความอดทนเพื่อยืนหยัดต่อสู้กับความผันผวนที่ไม่หยุดนิ่ง อนวัชชพละ (กำลังความสุจริต) ทำหน้าที่เป็นสมอที่ยึดเหนี่ยวคุณธรรมและความโปร่งใส สร้างความไว้วางใจในสภาวะที่คลุมเครือ และสังคหพละ (กำลังการสงเคราะห์) เป็นเครื่องมือในการสร้างเครือข่ายและความสามัคคี การบ่มเพาะสุขภาวะทางปัญญาผ่านหลักพละ 4 จะช่วยพัฒนาผู้บริหารสถานศึกษาให้มีศักยภาพในการนำพาองค์กรและผู้เรียนให้ก้าวผ่านความเปลี่ยนแปลงไปได้อย่างมั่นคงและยั่งยืน</p> พระปลัดสมศักดิ์ อตฺตสุโภ (แซ่ลี้) ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295208 Fri, 02 Jan 2026 00:00:00 +0700