https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/issue/feed วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ 2026-09-30T23:31:09+07:00 พระครูปลัดสุรวุฒิ สิริวฑฺฒโก (อุกฤษโชค), ดร. ukitchock@gmail.com Open Journal Systems <p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ </strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <div id="content"> <div id="journalDescription"> <p class="a" align="left"><strong><span lang="TH"><span style="vertical-align: inherit;">จัดทำดัชนีใน </span><a title="ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงไทย (TCI)" href="https://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/" target="_blank" rel="noopener"><img title="tci" src="https://www.tci-thaijo.org/public/site/images/tci_admin/tci.png" alt="tci" width="90" height="35" border="0" /></a></span></strong></p> </div> </div> <p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์</strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <p><strong>ISSN 2730-3233 (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong></p> <p>มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสตร์ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาสหวิทยาการอื่นๆ</p> <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความในวารสารอย่างเคร่งครัด โดยอ้างอิงตามรูปแบบของ APA (นาม-ปี) รวมถึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารฯ และเป็นบทความที่ไม่มีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</p> <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ โดยไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของวารสารฯ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ : </strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 2 แบบ คือ</p> <p>แบบที่ 1 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p>แบบที่ 2 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับตีพิมพ์ประเภทของบทความ คือ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Original Article)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ มีกำหนดออกตีพิมพ์ 4 ฉบับ ต่อปี (ราย 3 เดือน) ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม (กำหนดออก เดือนมีนาคม)</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน (กำหนดออก เดือนมิถุนายน)</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน (กำหนดออก เดือนกันยายน)</p> <p>ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม (กำหนดออก เดือนธันวาคม)</p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตีพิมพ์บทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้แต่งบทความจะตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามข้อแนะนำสำหรับผู้แต่งใน กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของวารสารฯ กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์และไม่คืนเงิน ในกรณีเทียบเคียง ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1. บทความของท่านมีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2. ผู้แต่งไม่ปฏิบัติตามรูปแบบที่วารสารกำหนด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3. บทความไม่ผ่านการอ่านประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">4. ผู้แต่งไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอที่กองบรรณาธิการได้แจ้งในระบบตามระยะเวลาที่กำหนด</span></p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300920 รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักปฏิสัมภิทา 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี 2026-09-22T01:03:39+07:00 ธณกร จันทร์แก้ว karantarat.ch@hotmail.com สิน งามประโคน karantarat.ch@hotmail.com พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต karantarat.ch@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักปฏิสัมภิทา 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี มี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นของการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้แบบสอบถามกลุ่มประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 240 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่า PNI<sub>modified</sub> ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการยกร่างรูปแบบโดยการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ โดยผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 9 รูป/คน ขั้นที่ตอนที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบฯ โดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษา และผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 20 รูป/ คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และขั้นตอนที่ 4 ประเมินรูปแบบ โดยโดยผู้ทรงคุณวุฒิ คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 240 คน โดยใช้แบบประเมินรูปแบบ 4 ด้าน คือ ความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักปฏิสัมภิทา 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี ประกอบด้วยองค์ประกอบ 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) การพัฒนาสมรรถนะด้านเทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักปฏิสัมภิทา 4 4) การนำไปใช้ โดยมี 4 โมดูล 5) แนวทางการประเมิน และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ สรุปองค์ความรู้เป็น “DEST”</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305038 แนวทางการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มโรงเรียนบ้านกรวด 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2026-09-26T23:41:35+07:00 อัครวิทย์ โพธิ์ไทร Akarawitphosai126@gmail.com ประวิทย์ ชัยสุข Akarawitphosai126@gmail.com พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน Akarawitphosai126@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการศึกษาแบบเรียนรวม 2) เพื่อศึกษาวิธีการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมตามหลักอริยสัจ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมตามหลักอริยสัจ 4 เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครู จำนวน 112 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐานได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมตามหลักอริยสัจ 4 โดยประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 เพื่อเป็นแนวทางในการพัฒนา ประกอบด้วย (1) ทุกข์ สภาพปัญหา ผู้เรียนที่มีความต้องการจำเป็นพิเศษ ยังไม่ได้รับการบริการหรือการดูแลที่เหมาะสมเป็นรายบุคคล (2) สมุทัย เงื่อนไขที่ต้องแก้ไข การแก้ไขปัญหาต้องอาศัยการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วนอย่างจริงจัง (3) นิโรธ เป้าหมาย การจัดการศึกษาแบบเรียนรวมมีความเสมอภาคและมีคุณภาพ (4) มรรค แนวทางปฏิบัติ เริ่มต้นจากการรับฟังปัญหาและความต้องการของครู ผู้ปกครอง และชุมชน พร้อมทั้งแต่งตั้งคณะกรรมการเรียนรวมระดับกลุ่มโรงเรียนเพื่อขับเคลื่อนการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ 3) แนวทางการจัดการศึกษาแบบเรียนรวมตามหลักอริยสัจ 4 ประกอบด้วย (1) การมีส่วนร่วม การศึกษาแบบเรียนรวมจะสำเร็จได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งครู ผู้เรียน ผู้ปกครอง ชุมชน และบุคลากรทางการศึกษา (2) รูปแบบการจัดการเรียนการสอน ใช้รูปแบบคละระดับชั้นในห้องเรียนเดียวกัน โดยมีครู 1 คนเป็นผู้ออกแบบและจัดกิจกรรมให้เหมาะสมกับผู้เรียนแต่ละกลุ่ม (3) การยืดหยุ่นเพื่อเด็กที่มีความต้องการพิเศษ เนื่องจากเด็กกลุ่มนี้มีความสามารถที่แตกต่างกัน ครูจึงต้องปรับเปลี่ยนเนื้อหา วิธีการสอน และเครื่องมือสื่อการเรียนรู้ เพื่อให้เด็กทุกคนเข้าถึงการศึกษาได้อย่างเท่าเทียม (4) เป้าหมายการนำไปใช้ผู้บริหารสถานศึกษาสามารถนำแนวทางนี้และการใช้โครงสร้างซีท/SEAT ไปประยุกต์ใช้ในโรงเรียนแกนนำ เพื่อบริหารจัดการเรียนร่วมระหว่างเด็กปกติและเด็กที่มีความต้องการพิเศษให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/306822 รูปแบบการบริหารการเสริมสร้างความปลอดภัยของนักเรียนตามหลักพุทธธรรม ของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 2026-09-28T18:34:51+07:00 ฐิติพร พิมพ์ชัย titipornpimchai@gmail.com พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน titipornpimchai@gmail.com พีรวัฒน์ ชัยสุข titipornpimchai@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารการเสริมสร้างความปลอดภัยของนักเรียนตามหลักพุทธธรรมของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 เป็นการวิจัยแบบผสมผสานวิธีพหุระยะ แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 สำรวจด้วยแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างผู้บริหารและครู 326 คน วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ 17 รูป/คน และสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 รูป/คน วิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ทดลองใช้และประเมินรูปแบบกับกลุ่มตัวอย่าง 30 รูป/คน วิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารการเสริมสร้างความปลอดภัยของนักเรียนตามหลักพุทธธรรมของโรงเรียนประถมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 ที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยโครงสร้างสำคัญ 4 ส่วน ได้แก่ ส่วนที่ 1 บทนำและวัตถุประสงค์ มุ่งสร้างภูมิคุ้มกัน ส่งเสริมการมีส่วนร่วมของพหุภาคี ยกระดับการดูแลช่วยเหลือ และสร้างวัฒนธรรมความปลอดภัยในองค์กร ส่วนที่ 2 ขอบข่ายการดำเนินงานด้านความปลอดภัย 5 ด้าน ซึ่งครอบคลุมความปลอดภัยของอาคารและสิ่งปลูกสร้าง ความปลอดภัยในบริเวณโรงเรียน สภาพแวดล้อมโดยรวม ความปลอดภัยของเครื่องมือและอุปกรณ์ และการเดินทางของนักเรียน ส่วนที่ 3 กลไกการขับเคลื่อนด้วยหลักสัมมัปปธาน 4 และส่วนที่ 4 แนวทางการบริหารจัดการและการประเมินผล ที่เน้นการทำงานร่วมกันของคณะทำงานทุกภาคส่วน สรุปองค์ความรู้การวิจัย คือ BASIC</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299380 สภาพการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาโลกยุคผลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 2026-09-29T02:41:14+07:00 ปิยนันท์ แววนิลานนท์ waewni@gmail.com ระวิง เรืองสังข์ waewni@gmail.com ณัชชา อมราภรณ์ waewni@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่เป็นผู้บริหารและครูของสถานศึกษา จำนวน 397 คน ด้วยการใช้ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane ทำการวิเคราะห์ข้อมูลมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า สภาพที่ปฏิบัติจริงการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาโลกยุคพลิกผันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่คาดหวังของการโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาโลกยุคพลิกผันในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเรียงลำดับตามความต้องการความจำเป็น อันดับ 1 คือ การเตรียมการโค้ช อันดับ 2 การประเมินผู้รับโค้ช อันดับ 3 การสะท้อนคิด และอันดับ 4 การปฏิบัติการโค้ช</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/303118 บทบาทของเทศบาลตำบลบางพลีกับการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ของชุมชนตลาดโบราณบางพลี 2026-09-26T20:00:40+07:00 พงศ์นเรศ กฤษบุญ tle_momo@hotmail.com ณัชพล นิลนพคุณ tle_momo@hotmail.com <p>บทความวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาบทบาทและหน้าที่ของเทศบาลตำบลบางพลีที่มีต่อการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนตลาดโบราณบางพลี 2) เพื่อศึกษาวิถีชีวิต วัฒนธรรม และแหล่งท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนตลาดโบราณบางพลี และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมของชุมชนตลาดโบราณบางพลี เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาเป็นผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 18 คน ประกอบด้วยผู้บริหารท้องถิ่น ผู้นำชุมชน ปราชญ์ชาวบ้าน และชาวชุมชนตลาดโบราณบางพลี ได้มาโดยการกำหนดขนาดแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลเป็นแบบสัมภาษณ์เชิงลึก และการสนทนากลุ่ม ทำการวิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา และนำเสนอผลการศึกษาด้วยวิธีการวิเคราะห์เชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) บทบาทของเทศบาลตำบลบางพลีในการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม มีความสำคัญในการกำหนดนโยบายและวางแผนพัฒนา โดยเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐ เอกชน และชุมชน เพื่อใช้ตลาดโบราณเป็นศูนย์กลางในการอนุรักษ์วัฒนธรรมและขับเคลื่อนเศรษฐกิจ 2) วิถีชีวิตและวัฒนธรรมของชุมชนตลาดโบราณบางพลี มีความโดดเด่นจากการผสมผสานวัฒนธรรมไทย-จีน มีประวัติศาสตร์ยาวนานกว่า 150 ปี โดยมีจุดดึงดูดสำคัญคือ สถาปัตยกรรมเรือนแถวไม้ริมน้ำ อาหารพื้นเมือง ประเพณีรับบัว และวัดบางพลีใหญ่ใน (หลวงพ่อโต) 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการการท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรม ควรเน้นการปรับปรุงสิ่งอำนวยความสะดวกและการจัดการระบบขนส่งสาธารณะเชื่อมต่อในช่วงเทศกาล รวมถึงการพัฒนาสาธารณูปโภคภายในตลาดให้มีความปลอดภัยและทันสมัย เพื่อสร้างความยั่งยืนให้กับแหล่งท่องเที่ยว</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305243 แนวทางการบริหารแหล่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของครูโรงเรียนเครือข่ายคลองท่อมร่วมใจ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษากระบี่ 2026-09-28T00:39:33+07:00 พระสมุห์เลิศชาย กตทีโป (ทองเถาว์) Naylerd.com@gmail.com พระครูภัทรธรรมคุณ Naylerd.com@gmail.com พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต Naylerd.com@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารแหล่งการเรียนรู้ของครูโรงเรียนเครือข่ายคลองท่อมร่วมใจ 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารแหล่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารแหล่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของครูโรงเรียนเครือข่ายคลองท่อมร่วมใจ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัยที่เป็นประชากรครูโรงเรียนเครือข่ายคลองท่อมร่วมใจ จำนวน 104 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารแหล่งการเรียนรู้ของครูในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการบริหารแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของโรงเรียนเครือข่ายคลองท่อมร่วมใจ มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการพัฒนาทั้งครูและนักเรียน โดยสรุปได้ 3 มิติหลัก ดังนี้ (1) เรียนรู้อย่างมีความสุข จัดพื้นที่ให้ปลอดภัย เป็นมิตร มีผู้นำทางคุณธรรมและสอดแทรกธรรมะในกิจกรรม (2) ใช้แหล่งเรียนรู้หลากหลาย บูรณาการความรู้จากห้องสมุด ชุมชน และภูมิปัญญาท้องถิ่น (3) ยกระดับผลสัมฤทธิ์ การจัดการที่หลากหลายทำให้ครูเกิดความพึงพอใจ ส่งผลโดยตรงให้ผู้เรียนมีผลการเรียนที่ดีขึ้น เกิดการเรียนรู้แบบมีส่วนร่วมและเชื่อมโยงกับท้องถิ่นได้อย่างเป็นรูปธรรม และ 3) แนวทางการบริหารแหล่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของครูโรงเรียนเครือข่ายคลองท่อมร่วมใจ มีดังนี้ (1) ด้านการเรียนรู้อย่างมีความสุข ควรจัดสภาพแวดล้อมการเรียนรู้ให้ปลอดภัย สะอาด สงบ และกิจกรรมแฝงธรรมะในเนื้อหาเรียนรู้สร้างความสัมพันธ์กับบุคคลต้นแบบที่มีคุณธรรม เพื่อเป็นแรงบันดาลใจและแบบอย่างในการเรียนรู้อย่างมีความสุข (2) ด้านการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง ผู้บริหารควรจัดกิจกรรมลงมือปฏิบัติในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสงบ เช่น การทดลองหรือโครงงานในพื้นที่เรียนรู้ที่สร้างสรรค์ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกับบุคคลต้นแบบเพื่อพัฒนาทั้งกาย ใจและปัญญาอย่างสมดุล (3) ด้านการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ควรส่งเสริมการเรียนรู้จากแหล่งหลากหลาย ในสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัยและสงบตามหลักอาวาสสัปปายะและคัดเลือกเนื้อหาที่มีคุณธรรมและมีประโยชน์ พร้อมสร้างเครือข่ายกับบุคคลต้นแบบและจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมสุขภาพกายใจอย่างเหมาะสม และ 3) แนวทางการบริหารแหล่งการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของโรงเรียนเครือข่ายคลองท่อมร่วมใจ ประกอบด้วย 3 ด้านหลัก ดังนี้ (1) ด้านการเรียนรู้อย่างมีความสุข เน้นการจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย สะอาด และสงบ โดยสอดแทรกธรรมะเข้าไปในกิจกรรมการเรียนรู้ พร้อมทั้งเชื่อมโยงกับบุคคลต้นแบบที่มีคุณธรรมเพื่อเป็นแบบอย่างและสร้างแรงบันดาลใจ (2) ด้านการเรียนรู้จากการลงมือปฏิบัติจริง มุ่งเน้นการจัดกิจกรรมเชิงปฏิบัติในพื้นที่ที่ปลอดภัยและสร้างสรรค์ โดยให้ผู้เรียนได้เรียนรู้ร่วมกับบุคคลต้นแบบ เพื่อการพัฒนาที่สมดุลทั้งกาย ใจ และปัญญา (3) ด้านการเรียนรู้จากแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลาย ส่งเสริมการใช้แหล่งข้อมูลที่หลากหลายภายใต้สภาพแวดล้อมที่เหมาะสม</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301321 แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู ตามหลักอิทธิบาท 4 ศูนย์การศึกษาพิเศษประจำจังหวัดอ่างทอง 2026-06-29T20:24:42+07:00 วนิดา คำวันสา waninuynuy.nuy@gmail.com พระครูวิรุฬห์สุตคุณ waninuynuy.nuy@gmail.com อินถา ศิริวรรณ waninuynuy.nuy@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีของครูตามหลักอิทธิบาท 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรการวิจัยทั้งหมด จำนวน 42 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูในภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูตามหลักอิทธิบาท 4 ครอบคลุม 4 ด้าน (การรู้และเข้าใจ การออกแบบ การนำไปใช้ และการประเมินผล) โดยบูรณาการดังนี้ (1) ฉันทะ สร้างแรงบันดาลใจและรักในการใช้เทคโนโลยี (2) วิริยะ เพียรพยายามออกแบบและใช้สื่อดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง (3) จิตตะ เอาใจใส่และใช้เทคโนโลยีให้ตอบโจทย์ผู้เรียนเฉพาะบุคคล (4) วิมังสา วิเคราะห์และตรวจสอบเพื่อพัฒนาการใช้เทคโนโลยีอย่างเป็นระบบ และ 3) แนวทางการส่งเสริมการจัดการเรียนการสอนโดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูตามหลักอิทธิบาท 4 ครอบคลุม 4 ด้าน ประกอบด้วย (1) ฉันทะ ส่งเสริมความรักและศรัทธาในการพัฒนาสื่อดิจิทัล (2) วิริยะ สนับสนุนความพยายามในการออกแบบและใช้เทคโนโลยีอย่างต่อเนื่อง (3) จิตตะ กำกับดูแลการใช้เทคโนโลยีให้ตอบสนองผู้เรียนเฉพาะบุคคล และ (4) วิมังสา ประเมินและปรับปรุงสื่อด้วยข้อมูลเชิงประจักษ์ ทั้งนี้ เพื่อบูรณาการทักษะการออกแบบและการรู้เข้าใจเทคโนโลยี อันจะนำไปสู่การยกระดับคุณภาพการเรียนการสอนอย่างยั่งยืน</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305067 แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้นำตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนสหวิทยาเขตปทุมเบญจา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี 2026-09-27T20:52:18+07:00 ประภาพร ไม้งาม Krapuk_4_12@thk.ac.th พระครูวิรุฬห์สุตคุณ Krapuk_4_12@thk.ac.th อรุณรัตน์ วิไลรัตนกุล Krapuk_4_12@thk.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาคุณลักษณะผู้นำตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้นำตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครูในโรงเรียนสหวิทยาเขตปทุมเบญจา จำนวน 152 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพที่เป็นจริงของคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่ควรจะเป็นของคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเรียงลำดับตามความต้องการจำเป็นคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษา อันดับที่ 1 คือ การสื่อสารและจูงใจ อันดับที่ 2 การทำงานร่วมกับผู้อื่น อันดับที่ 3 วิสัยทัศน์ อันดับที่ 4 ความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ และอันดับที่ 5 ความเป็นผู้นำทางวิชาการ 2) วิธีการพัฒนาคุณลักษณะผู้นำตามหลักไตรสิกขาของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วยการพัฒนาใน 5 ด้านหลัก ได้แก่ (1) ด้านการสื่อสารและจูงใจ (2) ด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น (3) ด้านวิสัยทัศน์ (4) ด้านความคิดริเริ่มสร้างสรรค์ (5) ด้านความเป็นผู้นำทางวิชาการ โดยบูรณาการหลักไตรสิกขาเข้ากับการปฏิบัติงานจริง ได้แก่ การใช้ศีลเพื่อสร้างระเบียบวินัยและหลักธรรมาภิบาล การใช้สมาธิเพื่อความมั่นคงทางอารมณ์และจิตใจ และการใช้ปัญญาเพื่อการวิเคราะห์และตัดสินใจอย่างรอบคอบ 3) แนวทางการพัฒนาคุณลักษณะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักไตรสิกขา มุ่งเน้นการพัฒนาจากภายในควบคู่กับการบริหารจัดการอย่างเป็นระบบและยั่งยืน โดยบูรณาการหลัก ศีล สมาธิ และปัญญา เพื่อเสริมสร้างคุณธรรม ความมั่นคงทางจิตใจ และการใช้ปัญญาในการตัดสินใจ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/306833 รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติตามหลักพุทธธรรมของครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อาชีวศึกษาจังหวัดอ่างทอง 2026-09-22T16:18:07+07:00 ฉลอง ศิริเพ็ง chalongsiripeng@gmail.com สมศักดิ์ บุญปู่ chalongsiripeng@gmail.com บุญเชิด ชำนิศาสตร์ chalongsiripeng@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติตามหลักพุทธธรรมของครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อาชีวศึกษาจังหวัดอ่างทอง เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ โดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา จำนวน 108 คน การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน การสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน และการประชุมเชิงปฏิบัติการกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 30 คน การวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการจัดการเรียนรู้ตามกรอบคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติตามหลักพุทธธรรมของครูสังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา อาชีวศึกษาจังหวัดอ่างทอง ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กระบวณการ ประกอบด้วย 4 โครงการ ได้แก่ โครงการที่ 1 โครงการเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจและทักษะการออกแบบการเรียนรู้ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิอาชีวศึกษาแห่งชาติ โครงการที่ 2 การพัฒนาสมรรถนะครูต้นแบบโค้ชอาชีวศึกษายุคใหม่ตามกรอบมาตรฐานคุณวุฒิแห่งชาติด้วยกระบวนการบูรณาการพุทธธรรมเพื่อสร้างสรรค์มืออาชีพ โครงการที่ 3 การบูรณาการนวัตกรรมอาชีวศึกษาสู่ชุมชน โครงการที่ 4 การพัฒนาการจัดการเรียนรู้บูรณาการพฤติกรรมเชิงสร้างสรรค์เพื่อเสริมสร้างวินัยและจรรยาบรรณวิชาชีพ 4) ผลลัพธ์ที่คาดหวัง และ 5) เงื่อนไขความสำเร็จ สรุปองค์ความรู้การวิจัย คือ NBIC Model</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299381 สภาพการบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กแบบองค์กรสมรรถนะสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 2026-09-28T23:47:02+07:00 กรณิศ สุวรรณไตรย์ krootik@hotmail.com ระวิง เรืองสังข์ krootik@hotmail.com ณัชชา อมราภรณ์ krootik@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กแบบองค์กรสมรรถนะสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างในการวิจัยที่เป็นผู้บริหารและครูของสถานศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 390 คน ด้วยการใช้ตารางสำเร็จรูปของ Taro Yamane ทำการวิเคราะห์ข้อมูลมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กแบบองค์กรสมรรถนะสูงมีสภาพที่เป็นจริงและสภาพที่พึงประสงค์ ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับตามความสำคัญของความต้องการความจำเป็น อันดับ 1 คือ การจัดการความรู้ อันดับ 2 การให้ความสำคัญกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย อันดับ 3 การพัฒนาบุคลากร อันดับ 4 การจัดการกระบวนการ อันดับ 5 กลยุทธ์ อันดับ 6 การมุ่งเน้นผลการปฏิบัติงาน และอันดับ 7 ภาวะผู้นำ</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/303124 ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี 2026-09-26T17:41:13+07:00 สุวิชา กล้ายิ่ง pockybenz33@gmail.com นิพนธ์ วรรณเวช pockybenz33@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี 2) เพื่อศึกษาการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 ของผู้บริหารสถานศึกษาสังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี และ 3) เพื่อศึกษาทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยมีกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยคือผู้บริหารและครูผู้สอนในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี จำนวน 196 คน โดยใช้กลุ่มตัวอย่างแบบชั้นภูมิตามขนาดสถานศึกษา เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยเป็นแบบสอบถามมาตรประมาณค่า 5 ระดับ มีความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาเท่ากับ 1.00 จำนวน 50 ข้อ และมีความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์การถดถอยอย่างง่าย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก 2) การบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี ในภาพรวมมีการปฏิบัติอยู่ในระดับมาก และ 3) ทักษะของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการบริหารสถานศึกษาในศตวรรษที่ 21 สังกัดสำนักงานอาชีวศึกษาจังหวัดสุพรรณบุรี ในภาพรวม มีค่าสัมประสิทธิ์ในการถดถอยเท่ากับ 0.604 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305329 แนวทางการจัดการความเครียดในการปฏิบัติงานของครูตามหลักอริยสัจ 4 โรงเรียนสหวิทยาเขตปทุมเบญจา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี 2026-09-28T16:20:34+07:00 จิตราภรณ์ พุทธบาล Jittraporn@thk.ac.th สมศักดิ์ บุญปู่ Jittraporn@thk.ac.th พระครูโอภาสนนทกิตติ์ Jittraporn@thk.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพความเครียดในการปฏิบัติงานของครู โรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา 2) เพื่อศึกษาวิธีการจัดการความเครียดในการปฏิบัติงานของครูตามหลักอริยสัจ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการความเครียดในการปฏิบัติงานของครูตามหลักอริยสัจ 4 โรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารและครู จำนวน 234 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพความเครียดในการปฏิบัติงานของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) วิธีการจัดการความเครียดตามหลักอริยสัจ 4 พบว่า ครูสามารถจัดการความเครียดที่ต้นเหตุ (สมุทัย) ได้โดยการวิเคราะห์และจัดลำดับความสำคัญของงาน (มรรค) มีการวางแผนและบริหารเวลาอย่างเป็นระบบ ปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง ใช้การสื่อสารแบบกัลยาณมิตร และกำหนดขอบเขตภาระงานที่ชัดเจน ซึ่งช่วยลดความกดดัน สร้างความเชื่อมั่น และนำไปสู่ความสงบในการทำงาน (นิโรธ) และ 3) แนวทางการจัดการความเครียดตามหลักอริยสัจ 4 แบ่งเป็น 2 ด้านหลัก ได้แก่ การจัดการแบบมุ่งแก้ปัญหา เน้นการจัดลำดับความสำคัญ วางแผนล่วงหน้า สื่อสารอย่างชัดเจน และปรับโครงสร้างองค์กรให้ยืดหยุ่นเพื่อลดภาระงานที่ซ้ำซ้อน และการจัดการแบบมุ่งเน้นแก้อารมณ์ เน้นการปรับทัศนคติ ใช้เมตตาธรรมในการจัดการความขัดแย้ง และสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้รู้เท่าทันคุณค่าของตนเองเพื่อรับมือกับปัจจัยที่ควบคุมไม่ได้อย่างสมดุล</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298367 รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของสำนักศาสนศึกษาจังหวัดปทุมธานี 2026-09-21T15:16:44+07:00 พระมหาวิทยา จิตฺตชโย (คำพูน) wittayapali@gmail.com พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน wittayapali@gmail.com อินถา ศิริวรรณ wittayapali@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของสำนักศาสนศึกษาจังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีพหุระยะ มีขั้นตอนวิจัย 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักศาสนศึกษา ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบโดยสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญเพื่อนำผลไปสนทนากลุ่ม และวิเคราะห์เนื้อหาจากการสนทนากลุ่ม ระยะที่ 3 การทดลองใช้รูปแบบกับสำนักศาสนศึกษา และประเมินรูปแบบ โดยมีผู้บริหาร คณะกรรมการบริหารสำนักศาสนศึกษา ครูสอนพระปริยัติธรรม เป็นผู้ประเมินความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบ และใช้สถิติวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระยะที่ 4 การประเมินรูปแบบฯ โดยมีผู้บริหาร เจ้าสำนักศาสนศึกษา หรืออาจารย์ใหญ่ จำนวน 10 รูป ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารเชิงกลยุทธ์ของสำนักศาสนศึกษาจังหวัดปทุมธานี เป็นการบูรณาการหลักสัปปุริสธรรม 7 เข้ากับกระบวนการจัดการสมัยใหม่ผ่าน 6 องค์ประกอบหลัก ประกอบด้วย องค์ประกอบที่ 1 หลักการ องค์ประกอบที่ 2 วัตถุประสงค์ องค์ประกอบที่ 3 ระบบและกลไกการจัดการ องค์ประกอบที่ 4 วิธีการดำเนินงาน องค์ประกอบที่ 5 แนวทางการประเมิน และองค์ประกอบที่ 6 เงื่อนไขความสำเร็จ โดยมีหัวใจสำคัญอยู่ที่การดำเนินงานผ่าน 5 โครงการให้มีความครอบคลุมตั้งแต่การวิเคราะห์สภาพแวดล้อม การกำหนดกลยุทธ์ การปฏิบัติ การควบคุม และการประเมินผลอย่างเป็นระบบ ในการบริหารที่มุ่งเน้นการรู้และเข้าใจเหตุ ผล ตน ประมาณ กาล ชุมชน และบุคคล เพื่อปิดช่องว่างระหว่างสภาวะปัจจุบันและความต้องการจำเป็นที่เป็นผลลัพธ์ที่คาดหวังคือระบบการบริหารที่มีกลไกชัดเจน มีการใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่า และสามารถแก้ไขปัญหาหน้างานได้อย่างมีประสิทธิภาพ ภายใต้เงื่อนไขความสำเร็จที่เกิดจากการสนับสนุนของบุคลากรและนโยบายที่ต่อเนื่อง เพื่อยกระดับการศึกษาพระปริยัติธรรมสู่มาตรฐานสากลและธำรงไว้ซึ่งศาสนธรรม</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301730 รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิตตามหลักไตรสิกขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2026-09-22T01:17:15+07:00 ประเสริฐ คำนวล sert_k23@yahoo.com สิน งามประโคน sert_k23@yahoo.com ณัชชา อมราภรณ์ sert_k23@yahoo.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิตตามหลักไตรสิกขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ มี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็น โดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 331 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน และใช้แบบการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิตตามหลักไตรสิกขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 17 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ และการประชุมปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 4 ประเมินรูปแบบ โดยใช้แบบประเมินตามมาตราฐานการประเมิน 3 ด้าน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารและอาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 17 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิตตามหลักไตรสิกขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กลไกการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิต 4) วิธีการดำเนินงาน 5) แนวทางการประเมิน และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ มีผลการทดลองใช้ คือ ความพึงพอใจและความคิดเห็นต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปองค์ความรู้การวิจัยเป็น “TRIPLE-S”</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305086 แนวทางการพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารตามหลักสังคหวัตถุ 4 กลุ่มโรงเรียนวิเศษเมืองทอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอ่างทอง 2026-09-27T21:50:30+07:00 สุพรรษา ด้วงทอง looktansuphansa@gmail.com สิน งามประโคน looktansuphansa@gmail.com ทองดี ศรีตระการ looktansuphansa@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษามนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหาร 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารตามหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใชhแบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่เป็นผู้บริหารและครู กลุ่มโรงเรียนวิเศษเมืองทอง จำนวน 127 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยกาiสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) มนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารกลุ่มโรงเรียนวิเศษเมืองทอง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารตามหลักสังคหวัตถุ 4 ในกลุ่มโรงเรียนวิเศษเมืองทอง เป็นการนำหลักสังคหวัตถุ 4 มาประยุกต์ใช้ในการบริหารบุคลากรทั้ง 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านทาน มุ่งเน้นการเปิดโอกาส การสนับสนุนงบประมาณ และการจัดสรรสวัสดิการที่เหมาะสมแก่บุคลากร (2) ด้านปิยวาจา ให้ความสำคัญกับการสื่อสารด้วยถ้อยคำที่สุภาพสร้างสรรค์ (3) ด้านอัตถจริยา มุ่งเน้นการประพฤติตนให้เป็นประโยชน์ การช่วยเหลือเกื้อกูล และการร่วมแก้ไขปัญหาในการปฏิบัติงาน (4) ด้านสมานัตตตา ให้ความสำคัญกับการวางตนอย่างเหมาะสม เสมอต้นเสมอปลาย มีความเป็นกัลยาณมิตร รวมทั้งการเสริมสร้างความเป็นธรรมให้ประจักษ์ภายในองค์กร 3) แนวทางการพัฒนามนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย (1) ด้านการทำงานร่วมกับผู้อื่น ควรส่งเสริมกระบวนการมีส่วนร่วมและการสนับสนุนทรัพยากรอย่างเหมาะสม (2) ด้านการติดต่อสื่อสารและการประสานงาน ควรบูรณาการช่องทางการสื่อสารที่หลากหลายควบคู่กับการใช้วาจาเชิงสร้างสรรค์ (3) ด้านการสร้างแรงจูงใจ ควรมีการเสริมแรงผ่านการให้รางวัล การยกย่องเชิดชูเกียรติ และการมอบหมายภาระงานที่ท้าทายความสามารถ (4) ด้านการสร้างบรรยากาศในการทำงาน ควรเสริมสร้างวัฒนธรรมองค์กรเชิงกัลยาณมิตรที่เอื้อต่อความอบอุ่นและปลอดภัย ทั้งนี้ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการบริหารจัดการ และเสริมสร้างความสุขในการปฏิบัติงานของบุคลากร</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/306844 ความต้องการจำเป็นการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 2026-09-22T16:25:37+07:00 นภาพักตร์ วงศ์มณีนิล napa.wongmanee@gmail.com พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน napa.wongmanee@gmail.com สุทธิพงษ์ ศรีวิชัย napa.wongmanee@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษความต้องการจำเป็นการบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณโดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา และครูของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา จำนวน 226 คน ด้วยการเปิดตารางขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie and Morgan และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารงานวิชาการเพื่อส่งเสริมการเรียนรู้แบบยืดหยุ่น ของโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชลบุรี เขต 1 โดยภาพรวมมีสภาพเป็นจริงอยู่ในระดับมาก มีสภาพที่ควรจะเป็นอยู่ในระดับมากที่สุด และมีความต้องการจำเป็นอันดับที่ 1 คือ การวัดผลและประเมินผลการเรียนรู้ อันดับที่ 2 การพัฒนาหลักสูตรของสถานศึกษา อันดับที่ 3 การนิเทศการศึกษา อันดับที่ 4 การจัดการเรียนการสอน และอันดับที่ 5 การพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299920 การบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาชะอวด 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3 2026-09-21T14:58:48+07:00 โสรญา แก้วจันทร์ Soraya.kj2538@Gmail.com บุญเลิศ วีระพรกานต์ lert2502@gmail.com พระครูเขมธรรมโฆษิต Phrakosit@hotmail.com อภิจิตร์ ณ นคร apijit029@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย 2) ศึกษาแนวทางการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาชะอวด 2 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ โดยขั้นตอนที่ 1 การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 คน ขั้นตอนที่ 2 การสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เชี่ยวชาญ 5 รูป/คน และ ขั้นตอนที่ 3 การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย มีข้อจำกัดด้านแหล่งเรียนรู้ สื่อ อุปกรณ์ งบประมาณ บุคลากร เวลา และพื้นที่ ส่งผลให้การนำหลักสูตรไปใช้และการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ขาดความหลากหลายและความต่อเนื่อง ครูต้องสอนหลายระดับชั้นจึงมีเวลาเตรียมกิจกรรมไม่เพียงพอ อีกทั้งเทคโนโลยีมีไม่เพียงพอและชำรุด ทำให้การจัดการเรียนรู้ไม่เต็มประสิทธิภาพ นอกจากนี้ การนิเทศยังไม่ต่อเนื่องจากข้อจำกัดด้านผู้เชี่ยวชาญและภาระงานผู้บริหาร ขณะที่การประเมินพัฒนาการมีภาระงานเอกสารสูง และผู้ปกครองบางส่วนยังไม่เข้าใจรูปแบบการประเมิน ส่งผลต่อการมีส่วนร่วมในการพัฒนาเด็กอย่างเต็มที่ 2) แนวทางการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วยหลักสูตรและการนำหลักสูตรไปใช้ การจัดประสบการณ์ การพัฒนาสื่อ นวัตกรรม และเทคโนโลยี การนิเทศการศึกษา การประเมินผลพัฒนาการ โดยบูรณาการหลักอิทธิบาท 4 ผ่านกระบวนการ การวางแผน การดำเนินงาน ติดตามประเมินผล และปรับปรุงพัฒนาในทุกขั้นตอน ส่งผลให้การบริหารมีความรอบคอบ และเป็นระบบ และ 3) การนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 ของสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายสถานศึกษาชะอวด 2 พบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิมีความเห็นตรงกันว่ามีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และเป็นประโยชน์ต่อการนำไปใช้ในการบริหารงานวิชาการระดับปฐมวัย</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/303692 รูปแบบการพัฒนาข้อตกลงในการพัฒนางานผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักพุทธธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 2026-09-22T01:30:21+07:00 นพคุณ ลัคนาวิเชียร noppakunluk@hotmail.com สมศักดิ์ บุญปู่ NoppakunLuk@hotmail.com พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน NoppakunLuk@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาข้อตกลงในการพัฒนางานผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักพุทธธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ มี 3 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพปัจจุบันและความต้องการพัฒนาข้อตกลงในการพัฒนางานผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้แบบสอบถามผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 จำนวน 185 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 รูป/คน และใช้แบบการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 3 ประเมินรูปแบบ โดยประชุมสัมมนาผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 15 คน และใช้แบบประเมินความเป็นไปได้และความเป็นประโยชน์ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br />ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาข้อตกลงในการพัฒนางานผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักพุทธธรรม สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1 ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) วิธีการดำเนินงาน ได้แก่ (1) ข้อตกลงในการพัฒนางานผู้บริหารสถานศึกษา (2) การประยุกต์ PDCA ในการพัฒนาข้อตกลงในการพัฒนางานผู้บริหารสถานศึกษา (3) แนวทางการพัฒนาข้อตกลงในการพัฒนางานผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 (4) โครงการพัฒนาข้อตกลงในการพัฒนางานผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 และ 4) เงื่อนไขความสำเร็จ โดยรูปแบบมีผลการประเมินด้านความเป็นประโยชน์และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมากที่สุด สรุปองค์ความรู้การวิจัยเป็น “BSDS”</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305345 แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี 2026-09-24T21:28:27+07:00 เอกชัย ศรีอุดมศักดิ์ Mathematics_45@hotmail.com พีรวัฒน์ ชัยสุข Mathematics_45@hotmail.com มนัสนันท์ บุญปู่ Mathematics_45@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพในการบริหารแบบมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของบุคลากรทางการศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารและครู จำนวน 234 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพในการบริหารแบบมีส่วนร่วมของบุคลากรทางการศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) วิธีการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ได้แก่ (1) ด้านการตัดสินใจและการดำเนินงาน โรงเรียนเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมเสนอความคิดเห็นและระดมแนวทางแก้ไขปัญหา <br />ซึ่งช่วยสร้างความผูกพันและความรู้สึกมีคุณค่าต่อองค์กร 2) ด้านการรับผลประโยชน์ บุคลากรเกิดความภาคภูมิใจ มีกำลังใจ และมีแรงจูงใจในการทำงานอย่างชัดเจน (3) ด้านการประเมินผลและการรับประโยชน์จากการจัดการศึกษา บุคลากรได้รับโอกาสให้มีส่วนร่วมในการตรวจสอบและเสนอแนะแนวทางปรับปรุง ทำให้เกิดความเข้าใจและมีความรับผิดชอบร่วมกัน และ 3) แนวทางการบริหารแบบมีส่วนร่วมตามหลักสัปปุริสธรรม 7 มุ่งเน้นการบูรณาการหลักธรรมเข้าสู่กระบวนการทำงาน ได้แก่ ด้านการดำเนินงาน เน้นสร้างความโปร่งใสผ่านระบบติดตามผล (ธัมมัญญุตา) จัดระบบงานให้มีประสิทธิภาพ (อัตถัญญุตา) และมอบหมายบทบาทตามความสามารถ (ปุคคลัญญุตา) ด้านการรับผลประโยชน์ เน้นความเสมอภาคและใช้ความภาคภูมิใจเป็นแรงจูงใจเชิงบวก (อัตตัญญุตา) ด้านการประเมินผล เน้นระบบที่โปร่งใสอย่างต่อเนื่อง (มัตตัญญุตา) เพื่อนำผลไปพัฒนาคุณภาพผู้เรียน และ ด้านการรับประโยชน์จากการจัดการศึกษา เน้นการยอมรับในคุณค่าของบุคคล (ปริสัญญุตา) และการบริหารเวลาอย่างสมดุล (กาลัญญุตา) เพื่อสร้างความร่วมมือในการพัฒนาสถานศึกษาอย่างยั่งยืน</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298516 การบริหารจัดการห้องเรียนพิเศษตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในสหวิทยาเขตสองทะเล สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสงขลา สตูล 2026-09-21T14:46:52+07:00 เจษฎา โดดโดย Jadsada.math@gmail.com มะลิวัลย์ โยธารักษ์ Jadsada.math@gmail.com พระครูพิจิตรศุภการ Jadsada.math@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารจัดการห้องเรียนพิเศษ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารจัดการห้องเรียนพิเศษตามหลักอิทธิบาท 4 3) เพื่อนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารจัดการห้องเรียนพิเศษตามหลักอิทธิบาท 4 การวิจัยเป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพการบริหารจัดการห้องเรียนพิเศษ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 15 คน ระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางการบริหารจัดการห้องเรียนพิเศษตามหลักอิทธิบาท 4 โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 คน เพื่อร่างแนวทางการบริหาร และระยะที่ 3 การนำเสนอและประเมินแนวทางจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานศึกษามีการดำเนินงานส่วนใหญ่เป็นไปอย่างเป็นระบบ ส่งผลต่อการพัฒนาศักยภาพผู้เรียนทั้งด้านวิชาการ ทักษะชีวิต และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ อย่างไรก็ตาม ยังพบข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ การขาดแคลนครูผู้สอนที่มีความเชี่ยวชาญเฉพาะทาง งบประมาณสนับสนุนที่ไม่เพียงพอ ภาระงานของครูที่สูง ทรัพยากรและเทคโนโลยีที่จำกัด รวมถึงความไม่ต่อเนื่องของการดำเนินงานเครือข่ายความร่วมมือ 2) แนวทางการบริหารจัดการห้องเรียนพิเศษตามหลักอิทธิบาท 4 มีแนวทางการดำเนินงาน 5 ด้านสำคัญ ได้แก่ (1) การเตรียมความพร้อมด้านบุคลากรและนักเรียน (2) การจัดหลักสูตรที่เป็นความสามารถพิเศษ (3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้และกิจกรรมส่งเสริมผู้เรียนของครู (4) การใช้สื่อและสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ และ (5) การสร้างเครือข่ายความร่วมมือในการบริหารงานห้องเรียนพิเศษของสถานศึกษา 3) ผลการประเมินแนวทางพบว่าผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าแนวทางมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ มีความเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305173 การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2026-09-27T22:26:18+07:00 นภธีร์ อุนนะนันทน์ noppateeu@gmail.com พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต noppateeu@gmail.com สุทิศ สวัสดี noppateeu@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัยที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 93 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ (1) อาวาสสัปปายะ การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสถานที่ให้มีความสงบร่มรื่น สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และปราศจากสิ่งเร้ารบกวน (2) โคจรสัปปายะ การบริหารจัดการระบบการคมนาคมและเส้นทางให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) ภัสสสัปปายะ การส่งเสริมบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารที่สร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง (4) ปุคคลสัปปายะ การส่งเสริมให้มีเครือข่ายบุคคลที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้โดยแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตร (5) โภชนะสัปปายะ การอำนวยความสะดวกด้านโภชนาการที่ถูกสุขลักษณะ มีความเหมาะสมและเกื้อกูลต่อสุขภาวะทางร่างกาย (6) อุตุสัปปายะ การจัดการพื้นที่ให้มีสภาพอากาศที่เหมาะสมและไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ (7) อิริยาปถสัปปายะ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนอิริยาบถได้อย่างเหมาะสมเพื่อลดความเหนื่อยล้าและส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ 3) แนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ของผู้บริหารสถานศึกษา ควรเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการการปฏิบัติจริงเข้ากับประสบการณ์ชีวิตเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุลทั้งด้านกาย ใจ และปัญญา โดยการยกระดับแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ประกอบด้วย (1) อาวาสสัปปายะ การบริหารจัดการระบบงานที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ (2) โคจรสัปปายะ การจัดโครงสร้างพื้นที่ให้สะดวกและปลอดภัย (3) ภัสสสัปปายะ การพัฒนาระบบการสื่อสารทางวิชาการอย่างมีเอกภาพ (4) ปุคคลสัปปายะ การพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (5) โภชนะสัปปายะ การจัดสรรทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้อย่างเพียงพอ (6) อุตุสัปปายะ การสร้างบรรยากาศที่เกื้อหนุนต่อการเรียนรู้ และ (7) อิริยาปถสัปปายะ การจัดกิจกรรมที่สอดรับกับอิริยาบถเพื่อยกระดับการมีส่วนร่วม อันจะนำไปสู่การสร้างดุลยภาพระหว่างองค์ความรู้ คุณภาพชีวิต และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300081 แนวทางการบริหารงานวัดและประเมินผลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนละแมวิทยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสุราษฎร์ธานี ชุมพร 2026-09-21T15:04:38+07:00 ปัญญาวุธ ไพสาลี 6703202041@mcu.ac.th พระครูพิจิตรศุภการ 6703202041@mcu.ac.th มะลิวัลย์ โยธารักษ์ 6703202041@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารงานวัดและประเมินผล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารงานวัดและประเมินผล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักอิทธิบาท 4 3) เพื่อนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารงานวัดและประเมินผล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักอิทธิบาท 4 การวิจัยเป็นการวิจัยแบบเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การศึกษาสภาพการบริหารงานวัดและประเมินผล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศ โดยสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง จำนวน 16 คน ระยะที่ 2 การศึกษาแนวทางการบริหารงานวัดและประเมินผล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักอิทธิบาท 4 โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 รูป/คน เพื่อร่างแนวทางการบริหาร และระยะที่ 3 การนำเสนอและประเมินแนวทางจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารงานวัดและประเมินผล โดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศของโรงเรียนละแมวิทยา พบว่า โรงเรียนมีข้อจำกัดเชิงระบบ โดยการวางแผนและพัฒนายังเป็นการดำเนินงานตามภารกิจมากกว่าการวางแผนระยะยาว ขาดมาตรฐานและแนวทางการใช้เทคโนโลยีที่เป็นเอกภาพ การใช้เทคโนโลยีในงานวัดและประเมินผลแตกต่างกันตามศักยภาพของครู ส่งผลให้ข้อมูลขาดความสม่ำเสมอ อีกทั้งการจัดการข้อมูลยังมีลักษณะกระจัดกระจายและขาดการบูรณาการ ขณะที่การติดตามและรายงานผลยังเน้นข้อมูลเชิงปริมาณเพื่อการรายงานมากกว่าการนำข้อมูลไปใช้พัฒนาอย่างเป็นระบบ 2) แนวทางการบริหารงานวัดและประเมินผลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักอิทธิบาท 4 มีกระบวนการบริหาร 4 ด้าน ได้แก่ (1) การวางแผนและพัฒนา (2) การดำเนินการและปฏิบัติงานวัดผล (3) การบริหารจัดการข้อมูลและการประสานงาน (4) การติดตามและรายงานผลการดำเนินงาน 3) ผลการประเมินแนวทางการบริหารงานวัดและประเมินผลโดยใช้เทคโนโลยีสารสนเทศตามหลักอิทธิบาท 4 พบว่ามีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ ความเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/304772 แนวทางการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมมัปปธาน 4 กลุ่มโรงเรียนลำตะคอง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 4 2026-09-24T19:26:14+07:00 ปรเมศร์ หานามชัย poramet425r@gmail.com สิน งามประโคน poramet425r@gmail.com ทองดี ศรีตระการ poramet425r@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมมัปปธาน 4 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมมัปปธาน 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัยที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษาและครู จำนวน 149 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมมัปปธาน 4 มีวิธีการดังนี้ (1) ด้านมาตรการป้องกัน (เพียรระวังไม่ให้เกิด) ควรใช้ระบบการตรวจสอบเชิงรุก โดยการสำรวจจุดเสี่ยง คัดกรองบุคคลภายนอกและเฝ้าระวังภัยคุกคามเพื่อสกัดกั้นเหตุร้าย (2) ด้านมาตรการปลูกฝัง (เพียรเจริญให้มีขึ้น) ควรสร้างทักษะความปลอดภัยใหม่ๆ โดยจัดอบรมเชิงปฏิบัติการ ฝึกสติ เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันทางความคิดและสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ที่ปลอดภัยและ (3) ด้านมาตรการปราบปราม (เพียรละให้หมดไป) ควรขจัดปัญหาที่เกิดขึ้นทันที โดยการซ่อมแซมจุดชำรุด ระงับเหตุรวดเร็วและปรับเปลี่ยนพฤติกรรมเสี่ยงด้วยความยุติธรรม 3) แนวทางการส่งเสริมความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมมัปปธาน 4 มีแนวทางดังนี้ (1) ด้านมาตรการป้องกัน ผู้บริหารควรนำข้อมูลสถิติเพื่อวิเคราะห์ความเสี่ยง ติดตั้งกล้องวงจรปิด จัดเวรยามคัดกรองบุคคลและสร้างระบบเฝ้าระวังที่เข้มงวด (2) ด้านมาตรการปลูกฝัง สร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคงปลอดภัย จัดกิจกรรมอบรมทักษะการเอาตัวรอด ส่งเสริมคุณธรรมจริยธรรมและการใช้ชีวิตอย่างมีสติ (3) ด้านมาตรการปราบปราม ผู้บริหารต้องมีการจัดการกับความไม่ปลอดภัยอย่างเด็ดขาด มีระบบติดตามช่วยเหลือนักเรียนกลุ่มเสี่ยง จัดทำแผนเผชิญเหตุและสร้างเครือข่ายดูแลความปลอดภัยร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305539 การพัฒนาห้องเรียนปลอดภัยโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐานของโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา 2026-09-26T21:19:06+07:00 พระสุรชัย สุรชโย surachaihongtrakool@gmail.com บุญเชิด ชำนิศาสตร์ surachaihongtrakool@gmail.com วารี โศกเตี้ย surachaihongtrakool@gmail.com ณัชชา อมราภรณ์ surachaihongtrakool@gmail.com อรุณรัตน์ วิไลรัตนกุล surachaihongtrakool@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาห้องเรียนปลอดภัยโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐานของโรงเรียนประถมศึกษา 2) เพื่อพัฒนาห้องเรียนปลอดภัยโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐานของโรงเรียนประถมศึกษา และ 3) เพื่อประเมินห้องเรียนปลอดภัยโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐานของโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยการใช้แบบสอบถามผู้บริหารและครูผู้ปฏิบัติหน้าที่ในปีการศึกษา 2568 จำนวน 426 คน การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 10 คน การวิจัยเชิงปฏิบัติการ รวมทั้งสิ้น 25 รูป/คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ห้องเรียนปลอดภัยโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐานของโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยภาพรวมมีความคิดเห็นอยู่ในระดับมาก 2) การพัฒนาห้องเรียนปลอดภัยโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐานของโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ประกอบด้วย 3 มิติหลัก ได้แก่ (1) ด้านความปลอดภัยทางร่างกาย บูรณาการหลักเมตตากายกรรมเพื่อป้องกันการบาดเจ็บและการเบียดเบียน โดยมุ่งเน้นหลักอหิงสาและการช่วยเหลือเกื้อกูลกัน ควบคู่กับการประยุกต์ใช้หลักศีลสามัญญตาในการกำหนดกติกาความปลอดภัยร่วมกัน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดสติและสามารถควบคุมตนเองได้ตามบริบทของห้องเรียน นอกจากนี้ยังใช้หลักสาธารณโภคีเพื่อปลูกฝังจิตสำนึกรับผิดชอบในการดูแลรักษาและใช้ทรัพยากรส่วนรวมอย่างปลอดภัยและสร้างสรรค์ (2) ด้านความปลอดภัยทางจิตใจและอารมณ์ ประยุกต์ใช้หลักเมตตาวจีกรรมเพื่อส่งเสริมการสื่อสารเชิงบวก การใช้วาจาสุภาพ และลดพฤติกรรมการประทุษร้ายทางคำพูด ผสานกับหลักเมตตามโนกรรมที่มุ่งเน้นการคิดเชิงบวก การบริหารจัดการอารมณ์ และการแสดงมุทิตาจิตเพื่อลดความขัดแย้ง ตลอดจนการแสดงออกทางกายภาพ (เมตตากายกรรม) ที่เป็นมิตร ปราศจากพฤติกรรมคุกคามหรือการแสดงออกที่ส่งผลกระทบเชิงลบต่อสภาพจิตใจของผู้อื่น (3) ด้านความปลอดภัยทางสังคม อาศัยหลักศีลสามัญญตาเพื่อสร้างพื้นฐานความเคารพในสิทธิส่วนบุคคลและการอยู่ร่วมกันภายใต้กฎระเบียบที่เสมอภาค การใช้หลักทิฏฐิสามัญญตาในการสร้างทัศนคติและเป้าหมายร่วมกันผ่านกระบวนการสนทนาอย่างมีเหตุผล ปราศจากอคติส่วนตน รวมถึงการใช้หลักสาธารณโภคีเพื่อส่งเสริมความสามัคคี การแบ่งปันพื้นที่และทรัพยากรอย่างเป็นธรรม และสนับสนุนกระบวนการทำงานเป็นทีมอย่างมีส่วนร่วมและเท่าเทียม และ 3) ผลการประเมินห้องเรียนปลอดภัยโดยใช้พระพุทธศาสนาเป็นฐานของโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298628 แนวทางพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูตามหลักอิทธิบาท 4 กลุ่มโรงเรียนสีกุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 2 2026-09-21T14:41:24+07:00 เรวดี จิตรีเนื่อง rawadee.jitt@hotmail.com พระครูวิรุฬห์สุตคุณ Rawadee.jitt@hotmail.com อินถา ศิริวรรณ Rawadee.jitt@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู กลุ่มโรงเรียนสีกุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูตามหลักอิทธิบาท 4 กลุ่มโรงเรียนสีกุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครูตามหลักอิทธิบาท 4 กลุ่มโรงเรียนสีกุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีประชากร คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลาการทางการศึกษา จำนวน 56 คน เครื่องมือที่ใช้ คือ แบบสอบถาม ใช้สถิติวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น <br />การวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบสัมภาษณ์ และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู กลุ่มโรงเรียนสีกุก อันดับที่ 1 คือ ด้านการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล อันดับที่ 2 คือ ด้านการใช้ดิจิทัล มีค่า อันดับที่ 3 คือ ด้านการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล และอันดับที่ 4 คือ ด้านการเข้าใจดิจิทัล 2) วิธีการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู ตามหลักอิทธิบาท 4 กลุ่มโรงเรียนสีกุก ได้แก่ ด้านการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล สร้างแรงจูงใจในการสร้างนวัตกรรม ส่งเสริมการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติ พัฒนาสติในการใช้เทคโนโลยี และจัดระบบพี่เลี้ยงและชุมชนแห่งการเรียนรู้ ด้านการใช้ดิจิทัล สร้างความมั่นใจและยกย่องผลงานครู <br />จัดอบรมเชิงปฏิบัติการสร้างสื่อการสอน ปลูกฝังความเข้าใจเทคโนโลยี และวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบ ด้านการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล เปลี่ยนทัศนคติต่อเทคโนโลยี พัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง ใช้เทคโนโลยีด้วยจริยธรรมและสติ และจับคู่ครูรุ่นต่างๆ เพื่อสร้างวัฒนธรรมดิจิทัล ด้านการเข้าใจดิจิทัล สร้างความตระหนักรู้ทันสื่อ เป็นแบบอย่างที่ดี ฝึกตรวจสอบข่าวจริงเท็จ ปลูกฝังสติและจริยธรรม และสร้างชุมชนแลกเปลี่ยนเรียนรู้ และ 3) แนวทางพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลของครู ตามหลักอิทธิบาท 4 กลุ่มโรงเรียนสีกุก (1) ด้านการแก้ปัญหาด้วยเครื่องมือดิจิทัล ได้แก่ สร้างความมั่นใจให้กล้าใช้เทคโนโลยีด้วยแรงจูงใจ (ฉันทะ) ส่งเสริมการลงมือปฏิบัติเพื่อสร้างนวัตกรรม (วิริยะ) พัฒนาสติและคุณธรรมโดยยึดผู้เรียนเป็นหลัก (จิตตะ) พร้อมสร้างระบบพี่เลี้ยงและชุมชนแห่งการเรียนรู้เพื่อสนับสนุนต่อเนื่อง (วิมังสา) (2) ด้านการใช้ดิจิทัล ได้แก่ เริ่มจากใช้โปรแกรมพื้นฐาน พร้อมยกย่องเชิดชูเกียรติ (ฉันทะ) จัดอบรมให้ครูลงมือสร้างสื่อตามระดับทักษะ (วิริยะ) ปลูกฝังทัศนคติการใช้เทคโนโลยีเพื่อสร้างสรรค์สื่อที่มีคุณธรรม (จิตตะ) และวางแผนพัฒนาอย่างเป็นระบบผ่านชุมชนวิชาชีพ (วิมังสา) (3) ด้านการปรับตัวสู่การเปลี่ยนแปลงดิจิทัล ได้แก่ ปรับกรอบคิดให้สนุกกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (ฉันทะ) พัฒนาทักษะและบูรณาการเทคโนโลยีเข้ากับหลักสูตร (วิริยะ) ใช้งานอย่างมีสติ พอดี และมีจริยธรรม (จิตตะ) ตลอดจนสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตรแลกเปลี่ยนเรียนรู้ระหว่างวัย (วิมังสา) (4) ด้านการเข้าใจดิจิทัล ได้แก่ สร้างความตระหนักและเป็นแบบอย่างในการรับข้อมูล (ฉันทะ) ฝึกปฏิบัติวิเคราะห์แหล่งที่มาและตรวจสอบข้อเท็จจริง (วิริยะ) ปลูกฝังสติเพื่อกลั่นกรองข่าวปลอม (จิตตะ) พร้อมใช้ปัญญาประเมินทักษะและสร้างชุมชนแลกเปลี่ยนความรู้ (วิมังสา)</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/302483 THE RELATIONSHIP OF JOB STRESS AND PSYCHOLOGICAL WELL-BEING WITH SELF-EFFICACY AMONG CHINESE LANGUAGE TEACHERS IN THAILAND 2026-09-21T14:09:20+07:00 Peihong Ling 115228607@qq.com Orlando González ogonzalez@au.edu <p>The purpose of this study was to determine whether job stress and psychological well-being (as independent variables) were significantly related to self-efficacy (as dependent variable) among Chinese language teachers in Thailand. A convenience sample of 115 Chinese language teachers from six regions of Thailand participated in this study. For the data collection, the Questionnaire on Teachers’ Job Stress, the Psychological Well-Being Scale, and the Teacher Self- Efficacy Scale were used.</p> <p>From analyzing means and standard deviations on the collected data, it was found that the overall levels of participants’ job stress and psychological well-being were low, while self-efficacy level was moderate. A correlational analysis on the whole sample revealed no significant correlations between the independent variables and the dependent variable, while subgroup correlational analyses revealed two significant, negative and weak correlations: for Chinese language teachers in Bangkok, psychological well-being was inversely related to self-efficacy, whereas for teachers outside Bangkok, job stress was inversely related to self-efficacy. Based on the research findings, recommendations for Chinese language teachers, school administrators, and future researchers are provided.</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305197 แนวทางพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครูตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มโรงเรียนพระราชวัง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา พระนครศรีอยุธยา เขต 2 2026-09-27T22:59:21+07:00 อมรรัตน์ เฉลิมทอง Ac.chaleamthong@gmail.com พระสุรชัย สุรชโย Ac.chaleamthong@gmail.com พระครูวิรุฬห์สุตคุณ Ac.chaleamthong@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครู 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาทักษะการจัดการการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครูตามหลักอริยสัจ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาทักษะการจัดการการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครูตามหลักอริยสัจ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัยที่เป็นครูกลุ่มโรงเรียนพระราชวัง จำนวน 91 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาทักษะการจัดการการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครูตามหลักอริยสัจ 4 โดยมุ่งแก้ไขปัญหาใน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านหลักสูตร ด้านการจัดการเรียนการสอน ด้านสื่อการสอน และด้านการวัดและประเมินผล ซึ่งพบสภาพปัญหาสำคัญคือ ครูยังขาดความเข้าใจในหลักสูตรฐานสมรรถนะ รูปแบบการสอนและสื่อขาดความหลากหลายและล้าสมัย รวมถึงการประเมินผลยังคงจำกัดอยู่เพียงการทดสอบ ส่วนแนวทางการพัฒนาและแก้ไขปัญหาประกอบด้วย การจัดอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างเจาะลึก การสร้างชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การใช้ระบบพี่เลี้ยงคอยให้คำปรึกษา การสร้างคลังสื่อและส่งเสริมการใช้เทคโนโลยี ตลอดจนการปรับเปลี่ยนรูปแบบการวัดและประเมินผลให้หลากหลายและอิงตามสภาพจริง ทั้งนี้ เพื่อมุ่งยกระดับศักยภาพของครูให้สามารถออกแบบการเรียนรู้ที่เชื่อมโยงกับชีวิตจริง กระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดความเข้าใจเชิงมโนทัศน์ เห็นคุณค่าของวิชาคณิตศาสตร์ และสามารถพัฒนาสมรรถนะของผู้เรียนได้อย่างรอบด้านและมีประสิทธิภาพ และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะการจัดการการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครูตามหลักอริยสัจ 4 เป็นการพัฒนาทักษะการจัดการเรียนการสอนคณิตศาสตร์ของครูโดยประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 มุ่งเน้นการยกระดับคุณภาพการศึกษาแบบองค์รวมทั้ง 4 ด้าน โดยให้ความสำคัญกับการพัฒนาวิชาชีพครูผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการอย่างต่อเนื่อง ควบคู่กับการสร้างระบบนิเวศสนับสนุนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ ได้แก่ การขับเคลื่อนชุมชนการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) การใช้ระบบพี่เลี้ยงและการพัฒนาระบบคลังสื่อและแผนการจัดการเรียนรู้ ทั้งนี้ มีเป้าหมายสำคัญเพื่อปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์การจัดการเรียนการสอนและการวัดประเมินผลให้มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรฐานสมรรถนะ ตลอดจนสามารถเชื่อมโยงองค์ความรู้ทางคณิตศาสตร์ไปสู่การประยุกต์ใช้ในชีวิตจริงของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300190 รูปแบบการบริหารเพื่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2026-05-09T18:51:03+07:00 ฐาปนา ถาวร Thapana.T@hotmail.com ศักดิ์ชัย นิรัญทวี Thapana.T@hotmail.com อัจฉรา วัฒนาณรงค์ Thapana.T@hotmail.com ธารินทร์ รสานนท์ Thapana.T@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร 2) เพื่อตรวจสอบรูปแบบเชิงทฤษฎีของปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารเพื่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานครกับข้อมูลเชิงประจักษ์ และ 3) เพื่อประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ของรูปแบบการบริหารเพื่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมวิธี โดยสำหรับการวิจัยเชิงปริมาณ มีกลุ่มตัวอย่างคือคณาจารย์ในโรงเรียนสาธิต จำนวน 214 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือแบบสอบถาม และทำการวิเคราะห์ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ความสัมพันธ์ระหว่างตัวแปร สำหรับการวิจัยเชิงคุณภาพ มีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน ใช้วิธีเลือกแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้คือแบบสัมภาษณ์ และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ปัจจัยที่ส่งผลต่อการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์ประกอบด้วยปัจจัยภายในและปัจจัยภายนอก โดยปัจจัยภายใน ได้แก่ ความรู้ด้านการวิจัย แรงจูงใจใฝ่สัมฤทธิ์ ความเชื่อมั่นในตนเอง และการมุ่งอนาคตทางวิชาการ ส่วนปัจจัยภายนอก ได้แก่ การสนับสนุนจากหน่วยงาน เครือข่ายทางวิชาการ และต้นแบบสายงานวิชาการ 2) การตรวจสอบรูปแบบพบว่ามีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ 3) รูปแบบการบริหารมีความเหมาะสมในระดับสูง และมีความเป็นไปได้ในการนำไปปฏิบัติจริง โดยพิจารณาจากค่าสัมประสิทธิ์การพยากรณ์ หรือ R Square ของโมเดลสมการโครงสร้างที่มีค่าสูงถึงร้อยละ 89.1 แสดงให้เห็นว่า รูปแบบนี้สามารถนำไปใช้ในการพัฒนาศักยภาพการผลิตผลงานทางวิชาการของคณาจารย์โรงเรียนสาธิต สังกัดกระทรวงอุดมศึกษาฯ ในเขตพื้นที่กรุงเทพมหานคร ได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/304796 แนวทางพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 กลุ่มโรงเรียนบ้านกรวด 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2026-09-26T00:54:22+07:00 อภิชญา สวยสะอาด original.eye318@gmail.com สิน งามประโคน original.eye318@gmail.com ทองดี ศรีตระการ original.eye318@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัยที่เป็นครู จำนวน 112 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติการวิจัย ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมมีสภาพปัจจุบันอยู่ในระดับน้อย สภาพที่พึงประสงค์อยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับความสำคัญตามความต้องการความจำเป็น อันดับ 1 คือ การรู้จักตนเอง อันดับ 2 การเข้าใจสิ่งแวดล้อมที่ดี และอันดับ 3 การเข้าใจผู้อื่น 2) วิธีพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 (1) ธัมมัญญุตา (รู้เหตุ) วิเคราะห์สาเหตุของปัญหาและอารมณ์ของตนเองก่อนสั่งการ เพื่อลดการใช้อารมณ์ตัดสินและลดความขัดแย้ง (2) อัตถัญญุตา (รู้ผล) ตระหนักถึงผลกระทบจากคำพูดและการตัดสินใจ โดยมุ่งเน้นผลประโยชน์ของส่วนรวมและการพัฒนาองค์กรเป็นหลัก (3) อัตตัญญุตา (รู้จักตน) รู้ศักยภาพและข้อจำกัดของตนเอง ยอมรับฟังความเห็นต่าง และเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วม (4) มัตตัญญุตา (รู้ประมาณ) ควบคุมอารมณ์และใช้อำนาจหน้าที่อย่างพอดี ไม่เกินขอบเขต เพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานที่เคารพและเป็นธรรม (5) กาลัญญุตา (รู้กาล) เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการสื่อสารหรือตักเตือน หลีกเลี่ยงช่วงเวลาตึงเครียดเพื่อลดแรงต้าน (6) ปริสัญญุตา (รู้จักชุมชน) เข้าใจบริบทของโรงเรียน ชุมชน และวัฒนธรรมองค์กร เพื่อปรับวิธีบริหารให้สอดคล้องกับสภาพแวดล้อม (7) ปุคคลัญญุตา (รู้จักบุคคล) เข้าใจความแตกต่างของบุคลากร ทั้งด้านความสามารถและบุคลิกภาพ เพื่อมอบหมายงานและดูแลได้อย่างเหมาะสมเป็นรายบุคคล 3) แนวทางพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษาตามหลักสัปปุริสธรรม 7 เป็นการประยุกต์หลักสัปปุริสธรรม 7 เพื่อพัฒนาทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา ประกอบด้วย (1) ด้านรู้จักตนเอง มีสติ ควบคุมอารมณ์ รู้จุดแข็ง-จุดอ่อน เปิดใจรับฟัง และปรับตัวให้เข้ากับวัฒนธรรมองค์กร (2) ด้านเข้าใจผู้อื่น เข้าใจความแตกต่างของบุคคล ใส่ใจขวัญกำลังใจ ไม่ใช้อำนาจกดดัน และมอบหมายงานให้เหมาะสมกับคน (3) ด้านสิ่งแวดล้อม เป็นแบบอย่างที่ดี เลือกจังหวะเวลาที่เหมาะสมในการเปลี่ยนนโยบาย และจัดบรรยากาศให้เอื้อต่อความสุขในการทำงานของทุกคน</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/306812 รูปแบบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี 2026-09-28T17:05:53+07:00 ศิริ สุดสังข์ waree.sok@mcu.ac.th พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน waree.sok@mcu.ac.th พีรวัฒน์ ชัยสุข waree.sok@mcu.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี การวิจัยนี้เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี ดำเนินการ 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่าง 302 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 17 รูป/คน และตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้เชี่ยวชาญ 5 รูป/คน และระยะที่ 3 ตรวจสอบคุณภาพรูปแบบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาสระบุรี โดยผู้เข้าร่วมประชุมกลุ่มเดิม วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบภาวะผู้นำเชิงสร้างสรรค์ตามหลักวุฒิธรรม 4 ที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ระบบและกลไก 4) วิธีการดำเนินงาน 5) แนวทางการประเมิน 6) เงื่อนไขความสำเร็จ สรุปเป็นองค์ความรู้การวิจัย SIRI Model</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298670 การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมนักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาตามหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียนทุ่งสง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช 2026-09-21T14:52:20+07:00 โกวิทย์ อาวุธเพชร kovit.arwutpet@gmail.com บุญเลิศ วีระพรกานต์ kovit.arwutpet@gmail.com พระครูเขมธรรมโฆษิต kovit.arwutpet@gmail.com อภิจิตร์ ณ นคร kovit.arwutpet@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมนักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาตามหลักอิทธิบาท 4 2) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมนักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เพื่อนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมนักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาตามหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียนทุ่งสง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานครศรีธรรมราช ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 1) การสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 คน เพื่อศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษา และการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 5 รูป/คน เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษา วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย และ 2) การสนทนากลุ่มจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน เพื่อนำเสนอและประเมินแนวทาง วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมนักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาอย่างเป็นระบบ ครอบคลุมองค์ประกอบการบริหารห้องเรียนพิเศษด้านกีฬา 4 ด้าน ได้แก่ หลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การนิเทศการศึกษา และการวัดผลและประเมินผล โดยมีการบูรณาการหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานร่วมกับรายวิชาเฉพาะทางกีฬา มีการประยุกต์ใช้วิทยาศาสตร์การกีฬาและการพัฒนาครูอย่างต่อเนื่อง ใช้กระบวนการนิเทศเพื่อพัฒนาผ่าน PLC และการสังเกตการสอนจริง รวมถึงการประเมินผลหลายมิติ ทั้งด้านวิชาการ สมรรถภาพ ทักษะกีฬา และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ ควบคู่กับปัจจัยส่งเสริมความเป็นเลิศด้านนักกีฬา ผู้สอนหรือผู้ฝึกสอน วิทยาศาสตร์การกีฬา และการจัดการบริหารกีฬา 2) การศึกษาแนวทางการบริหารสถานศึกษาเพื่อส่งเสริมนักเรียนสู่ความเป็นเลิศด้านกีฬาตามหลักอิทธิบาท 4 ผลการวิจัยพบว่า แนวทางการบริหารสถานศึกษาตามหลักอิทธิบาท 4 เป็นการดำเนินงานเชิงระบบที่ครอบคลุมด้านหลักสูตร การจัดการเรียนการสอน การนิเทศ และการวัดผลและประเมินผล โดยเน้นการมีส่วนร่วมของผู้มีส่วนเกี่ยวข้อง การจัดการเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นสำคัญ การนิเทศเพื่อพัฒนา และการใช้ข้อมูลเชิงประจักษ์ ทั้งนี้ หลักอิทธิบาท 4 ได้แก่ ฉันทะ วิริยะ จิตตะ และวิมังสา ทำหน้าที่เป็นกลไกกำกับคุณภาพ ส่งเสริมแรงจูงใจ ความมุ่งมั่น ความต่อเนื่อง และการปรับปรุงพัฒนาอย่างเป็นระบบและยั่งยืน 3) การนำเสนอและประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาผลการประเมินแนวทางการบริหารสถานศึกษาโดยผู้ทรงคุณวุฒิพบว่า แนวทางดังกล่าวมีความเหมาะสม มีความเป็นไปได้ และมีประโยชน์ต่อการนำไปใช้จริงในการบริหารห้องเรียนความสามารถพิเศษด้านกีฬา สามารถใช้เป็นแนวทางในการยกระดับคุณภาพผู้เรียนทั้งด้านกีฬาและด้านวิชาการได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/302484 THE RELATIONSHIP OF STUDENTS’ SOCIAL AND EMOTIONAL COMPETENCE AND ACADEMIC COPING STRATEGIES WITH THEIR RESILIENCE AT MYANMAR COLLEGES CONSORTIUM 2026-09-21T14:20:43+07:00 Thu Mar thumarroser@gmail.com Orlando González ogonzalez@au.edu <p>The purpose of the current study was to examine whether there was a significant relationship between students’ social and emotional competence and academic coping strategies with their resilience at the four institutions comprising the Myanmar Colleges Consortium (MCC): Level Up College, Cherry Myay College, Toung La' Yat Community College, and Pinnya Tagar College. A population sample of 277 students, enrolled in the target MCC institutions during the academic year 2025-2026, was chosen for this study. For data collection, the Social and Emotional Competence Assessment Battery for Adults, the Academic Coping Strategies Scale and the Adult Resilience Measure-Revised were used.</p> <p>From performing descriptive statistics on the collected data, it was found that the overall level of social and emotional competence among participants across MCC was high, the overall level of academic coping strategies across MCC was moderate, and the overall level of resilience was high. From a correlational analysis, it was found that the combination of MCC students’ social and emotional competence and academic coping strategies was significantly but weakly correlated with their resilience, explaining just 7.5% of it (R<sup>2</sup> = .075). Based on the research findings, recommendations for MCC students, teachers, school administrators, and future researchers are provided.</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305214 แนวทางการพัฒนาการคิดเชิงออกแบบของครูตามหลักอินทรีย์ 5 ในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตบูรพา จังหวัดสระบุรี 2026-09-24T20:23:42+07:00 สาธิกา พลอยงาม satika.ploy@gmail.com พระครูสังฆรักษ์จักรกฤษณ์ ภูริปญฺโญ satika.ploy@gmail.com ณัฐนิชา ปัญญ์นิภา satika.ploy@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการคิดเชิงออกแบบของครูในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตบูรพา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาการคิดเชิงออกแบบของครูตามหลักอินทรีย์ 5 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการคิดเชิงออกแบบของครูตามหลักอินทรีย์ 5 ในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตบูรพา จังหวัดสระบุรี เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัยที่เป็นครู จำนวน 123 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน จำนวน 13 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การคิดเชิงออกแบบของครูในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตบูรพา จังหวัดสระบุรี มีสภาพปัจจุบันในภาพรวมอยู่ในระดับมาก สภาพที่พึงประสงค์ในภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด เมื่อเรียงลำดับความต้องการความจำเป็น เรียงลำดับของความต้องการจำเป็น อันดับที่ 1 คือ การสร้างต้นแบบ อันดับที่ 2 การระดมความคิด อันดับที่ 3 การทดสอบ อันดับที่ 4 การกำหนดปัญหาให้ชัดเจน อันดับที่ 5 การเข้าใจปัญหา 2) วิธีการพัฒนาการคิดเชิงออกแบบของครูในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตบูรพา จังหวัดสระบุรี โดยบูรณาการร่วมกับหลักอินทรีย์ 5 กระบวนการดังกล่าวประกอบด้วยขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ การประเมินปัญหาของผู้เรียน การกำหนดปัญหาเพื่อออกแบบสื่อ การแลกเปลี่ยนข้อคิดเห็นร่วมกับเพื่อนครู การสร้างสื่อต้นแบบ และการทดสอบสื่อก่อนนำไปใช้งานจริง ผลลัพธ์จากแนวทางนี้คือการประดิษฐ์สื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองต่อความต้องการของผู้เรียนได้อย่างตรงจุด ซึ่งมุ่งเน้นการส่งเสริมการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้มีคุณภาพควบคู่ไปกับคุณธรรมอย่างยั่งยืน และ 3) แนวทางการพัฒนาการคิดเชิงออกแบบของครูตามหลักอินทรีย์ 5 ในกลุ่มโรงเรียนสหวิทยาเขตบูรพา จังหวัดสระบุรี มีกระบวนการดำเนินงานที่สำคัญ ได้แก่ การใช้เครื่องมือประเมินผลที่หลากหลาย การขับเคลื่อนผ่านชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) อย่างต่อเนื่อง การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ข้ามกลุ่มสาระวิชา และการเสริมสร้างทักษะเทคโนโลยีเพื่อผลิตสื่อ กระบวนการดังกล่าวยังครอบคลุมถึงการทดสอบสื่อการเรียนรู้กับกลุ่มนำร่องตามวงจรคุณภาพ (PDCA) ควบคู่กับการรับการนิเทศภายใน เป้าหมายเพื่อสร้างสรรค์สื่อการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพและตอบสนองบริบทของผู้เรียน นำไปสู่การยกระดับคุณภาพการจัดการเรียนรู้อย่างสร้างสรรค์และยั่งยืน โดยบูรณาการหลักธรรมอินทรีย์ 5 ประกอบด้วย ศรัทธา ความเพียร สติ สมาธิ และปัญญา เป็นฐานรากสำคัญในการขับเคลื่อนการพัฒนาอย่างเป็นรูปธรรม</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300598 ความต้องการของสถานประกอบการต่อสมรรถนะนักศึกษาเพื่อการเตรียมความพร้อมก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ กรณีศึกษา คณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี 2026-07-11T18:44:16+07:00 ชุติมา สถิติรัต chutima_s@rmutt.ac.th ชาลี จิตรีผ่อง chalee_j@rmutt.ac.th สลิตตา สาริบุตร salitta_s@rmutt.ac.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความต้องการสมรรถนะของสถานประกอบการต่อการเตรียมความพร้อมของนักศึกษาก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ ตามกรอบสมรรถนะบูรณาการ S/D/F/P 2) เปรียบเทียบความแตกต่างของระดับความต้องการสมรรถนะตามลักษณะของสถานประกอบการ และ 3) สังเคราะห์แนวทางเชิงระบบสำหรับการพัฒนาความพร้อมก่อนฝึกงานของนักศึกษา การวิจัยใช้รูปแบบเชิงปริมาณแบบสำรวจภาคตัดขวาง เสริมด้วยข้อมูลเชิงคุณภาพจากคำถามปลายเปิด กลุ่มตัวอย่าง คือ <br />สถานประกอบการที่เคยรับนักศึกษาคณะบริหารธุรกิจ มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี เข้าฝึกประสบการณ์วิชาชีพ จำนวน 146 แห่ง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบสอบถามมาตราส่วนประมาณค่า 5 ระดับตามกรอบสมรรถนะบูรณาการ S/D/F/P และเทคนิค MoSCoW วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา การเปรียบเทียบความแตกต่างระหว่างกลุ่ม และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สถานประกอบการมีความต้องการสมรรถนะของนักศึกษาตามกรอบสมรรถนะบูรณาการ S/D/F/P โดยรวมอยู่ในระดับสำคัญมาก โดยให้ความสำคัญสูงสุดกับคุณลักษณะส่วนบุคคลหลัก (P_core) รองลงมา คือ ทักษะสังคมและอารมณ์ ส่วนทักษะดิจิทัลและทักษะเชิงหน้าที่อยู่ในระดับสำคัญมากเช่นกัน และผลการจัดลำดับความจำเป็นด้วยเทคนิค MoSCoW ระบุสมรรถนะ Must-have อย่างเด่นชัด 2 รายการ ได้แก่ การทำงานร่วมกับผู้อื่น และความรับผิดชอบต่องาน 2) ประเภทธุรกิจไม่สัมพันธ์กับความแตกต่างของระดับความต้องการสมรรถนะโดยรวมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ ขณะที่ขนาดองค์กรมีความสัมพันธ์กับความแตกต่างของความต้องการสมรรถนะด้านทักษะสังคมและอารมณ์ และด้านทักษะดิจิทัลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ และ 3) ผู้วิจัยได้สังเคราะห์ RMUTT Pre-Internship Readiness Framework ซึ่งเป็นแนวทางเชิงระบบสำหรับการเตรียมความพร้อมนักศึกษาก่อนฝึกประสบการณ์วิชาชีพ 4 ระยะ ได้แก่ การสร้างสมรรถนะแกนกลางที่ต้องมี การปรับฐานสู่การปฏิบัติจริง การบูรณาการทักษะอนาคต และการพัฒนาความพร้อมด้านอาชีพและกรอบความคิด เพื่อใช้เป็นแนวทางในการออกแบบหลักสูตร กิจกรรม การประเมิน และความร่วมมือกับสถานประกอบการอย่างเป็นระบบ</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/304819 แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูตามหลักอริยสัจ 4 กลุ่มโรงเรียนบ้านกรวด 2 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาบุรีรัมย์ เขต 2 2026-09-26T23:01:13+07:00 อริยศักดิ์ โพธิ์ไทร Tong.c.zat@gmail.com ประวิทย์ ชัยสุข Tong.c.zat@gmail.com สิน งามประโคน Tong.c.zat@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครู 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูตามหลักอริยสัจ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครู ตามหลักอริยสัจ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่ใช้วิจัยที่เป็นครู จำนวน 112 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูตามหลักอริยสัจ 4 ได้แก่ (1) หลักสูตรและแผนการสอน พัฒนาจากหลักสูตรแกนกลาง และออกแบบแผนการสอนที่เน้นผู้เรียนโดยใช้เทคนิควิธีการที่หลากหลาย (2) สื่อและเทคโนโลยี นำนวัตกรรมและเทคโนโลยีเข้ามาช่วยในการเรียนรู้และการสืบค้นข้อมูล (3) การมีส่วนร่วม ส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน เพื่อดูแลรักษาและใช้ประโยชน์จากแหล่งเรียนรู้ทั้งในและนอกสถานที่ (4) การประเมินผล ตรวจสอบเครื่องมือก่อนใช้ เน้นการวัดผลตามสภาพความเป็นจริง และนำผลลัพธ์ที่ได้ไปปรับปรุงแก้ไขการสอนอย่างต่อเนื่อง 3) แนวทางพัฒนาการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญของครูตามหลักอริยสัจ 4 (1) ด้านการสร้างและพัฒนาหลักสูตร ครูต้องมีความรู้ความเข้าใจ สามารถวิเคราะห์ นำหลักสูตรไปใช้ ประเมินผล และปรับปรุงพัฒนาหลักสูตรได้อย่างเหมาะสมผ่านกระบวนการมีส่วนร่วม (2) ด้านวิธีการสอน จัดทำแผนและกิจกรรมการเรียนการสอนที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ โดยเลือกใช้เทคนิควิธีการที่หลากหลายและเหมาะสมกับผู้เรียน (3) ด้านสื่อและแหล่งเรียนรู้ นำเทคโนโลยีและนวัตกรรมมาใช้ ทั้งในด้านการสืบค้นข้อมูลและผลิตสื่อการสอน รวมถึงส่งเสริมความร่วมมือระหว่างผู้เรียน ผู้ปกครอง และชุมชน (4) ด้านการวัดและประเมินผล ออกแบบและใช้เครื่องมือประเมินผลที่หลากหลาย ตรวจสอบคุณภาพก่อนนำไปใช้จริง เน้นการวัดผลตามสภาพจริง และนำผลที่ได้มาปรับปรุงแก้ไขการสอนและหลักสูตรต่อไป</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/306820 รูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักปัญญา 3 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี 2026-09-28T17:46:56+07:00 นฤภัค สันป่าแก้ว naruephak.s20@hotmail.co.th สมศักดิ์ บุญปู่ naruephak.s20@hotmail.co.th พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน naruephak.s20@hotmail.co.th <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักปัญญา 3 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยดำเนินการ 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นจากกลุ่มตัวอย่าง 327 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักปัญญา 3 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 16 รูป/คน และระยะที่ 3 ตรวจสอบคุณภาพรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักปัญญา 3 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ผู้เชี่ยวชาญจำนวน 19 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูล ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักปัญญา 3 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ที่พัฒนาขึ้นมี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการและเหตุผล 2) วัตถุประสงค์ 3) ระบบและกลไก 4) วิธีการดำเนินงาน 5) แนวทางการประเมิน 6) เงื่อนไขความสำเร็จ และผลการตรวจสอบคุณภาพรูปแบบภาวะผู้นำดิจิทัลตามหลักปัญญา 3 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี พบว่ามีความเหมาะสม ความเป็นประโยชน์ ความเป็นไปได้ และความถูกต้องอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปเป็นองค์ความรู้การวิจัย Oon S. Model</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299292 แนวทางการจัดการเรียนรู้ด้านดิจิทัลตามหลักพหูสูต 5 กลุ่มโรงเรียนเครือข่ายการจัดการศึกษา ท่าขนุน-สหกรณ์นิคม จังหวัดกาญจนบุรี 2026-09-21T14:35:27+07:00 พระพงษ์สิทธิ์ สนฺตจิตฺโต (พลชา) Yyu4027@hotmail.com พระสุรชัย สุรชโย yyu4027@hotmail.com อรุณรัตน์ วิไลรัตนกุล yyu4027@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ด้านดิจิทัลของกลุ่มโรงเรียนเครือข่ายการจัดการศึกษา ท่าขนุน–สหกรณ์นิคม จังหวัดกาญจนบุรี 2) เพื่อศึกษาวิธีการจัดการเรียนรู้ด้านดิจิทัลตามหลักพหูสูต 5 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดการเรียนรู้ด้านดิจิทัลตามหลักพหูสูต 5 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 153 คน ทำการวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 รูป/คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ด้านดิจิทัลของโรงเรียนเครือข่ายอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับจากมากไปหาน้อย ได้แก่ ด้านการสื่อสารดิจิทัล รองลงมาคือ ด้านการเข้าถึงดิจิทัล ด้านการคิดวิเคราะห์สื่อดิจิทัล ด้านการสร้างสื่อดิจิทัล และด้านการใช้งานสื่อดิจิทัล ตามลำดับ 2) วิธีการจัดการเรียนรู้ด้านดิจิทัลตามหลักพหูสูต ได้แก่ ด้านการสร้างสื่อดิจิทัล เน้นออกแบบตามบริบท ครูเป็นนวัตกรบูรณาการความรู้ ด้านการใช้งานสื่อดิจิทัล เน้น Active Learning ผ่าน LMS ภายใต้คำแนะนำครู ด้านการเข้าถึงสื่อดิจิทัล ร่วมมือจัดสรรอุปกรณ์ลดความเหลื่อมล้ำมอบโอกาสที่เท่าเทียม ด้านการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล ใช้แพลตฟอร์มสื่อสาร สร้างชุมชนเรียนรู้ (PLC) และเร่งพัฒนาศักยภาพครู ด้านการคิดวิเคราะห์สื่อดิจิทัล สร้างวิจารณญาณคัดกรองข้อมูล ใช้ Big Data วิเคราะห์ผลรอบด้าน 3) แนวทางการจัดการเรียนรู้ด้านดิจิทัลตามหลักพหูสูต 5 ได้แก่ ด้านการสร้างสื่อดิจิทัล รวบรวมข้อมูลรอบด้าน สรุปประเด็นให้จำง่าย เน้นโต้ตอบ กระตุ้นการคิดลึกซึ้ง และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสร้างสรรค์ผลงานจริง ด้านการใช้งานสื่อดิจิทัล ใช้ปัญญาเข้าถึงและตรวจสอบข้อมูล ถ่ายทอดเพื่อทบทวน ไตร่ตรองสาระสำคัญ และวิเคราะห์เชื่อมโยงทฤษฎีสู่การปฏิบัติจริงอย่างถูกต้อง ด้านการเข้าถึงสื่อดิจิทัล เปิดรับข้อมูลหลากหลาย จดจำประเด็นแม่นยำ แลกเปลี่ยนความคิดเห็น พิจารณาจนแตกฉาน และแยกแยะข้อเท็จจริงสรุปเป็นแนวคิดตนเอง ด้านการสื่อสารผ่านสื่อดิจิทัล มีสติคัดกรองข้อมูลก่อนแชร์ สื่อสารด้วยภาษาสุภาพ เหมาะสมกับกาลเทศะและกลุ่มเป้าหมาย เพื่อสร้างประโยชน์สูงสุดด้วยความเข้าใจ ด้านการคิดวิเคราะห์สื่อดิจิทัล เปิดรับและตรวจสอบข้อมูลรอบด้าน แลกเปลี่ยนเพื่อทบทวน ไตร่ตรองหาความน่าเชื่อถือ และวิเคราะห์เจตนาให้เข้าใจลึกซึ้งก่อนเชื่อถือ</p> 2026-09-30T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/302524 แนวทางการพัฒนาครูด้านการใช้ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนปู่เจ้าสมิงพราย จังหวัดสมุทรปราการ 2026-09-21T15:09:44+07:00 จุฑาทิพย์ ชินเวโรจน์ Jutatip.F@hotmail.com พระครูวิรุฬห์สุตคุณ Jutatip.F@hotmail.com อินถา ศิริวรรณ Jutatip.F@hotmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นการใช้ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 2) ศึกษาวิธีการพัฒนาครูด้านการใช้ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เสนอแนวทางการพัฒนาครูด้านการใช้ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนปู่เจ้าสมิงพราย จังหวัดสมุทรปราการ เป็นการวิจัยแบบผสานวิธีโดยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมด จำนวน 207 คน ประกอบด้วย ผู้บริหารสถานศึกษาและครู ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยแบบสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้าง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นการใช้ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 ลำดับที่ 1 ทักษะการรู้ทัน ICT ลำดับที่ 2 ทักษะการบูรณาการ ICT ในการเรียนการสอน ลำดับที่ 3 ทักษะพื้นฐานด้าน ICT ลำดับที่ 4 คุณธรรม จรรยาบรรณในการใช้ ICT และลำดับที่ 5 ทักษะการใช้ ICT ในการติดต่อสื่อสาร 2) วิธีการพัฒนาครูด้านการใช้ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสังคหวัตถุ 4 (1) ด้านทักษะพื้นฐานด้าน ICT ได้แก่ แบ่งปันความรู้ สื่อสารเชิงบวก ช่วยเหลืออบรมทักษะ และเรียนรู้สม่ำเสมอ (2) ด้านทักษะการใช้ ICT ในการติดต่อสื่อสาร ได้แก่ แบ่งปันแพลตฟอร์มดิจิทัล ใช้ถ้อยคำสุภาพ แจ้งข่าวสารสม่ำเสมอและเท่าเทียม (3) ด้านทักษะการรู้ทัน ICT ได้แก่ แบ่งปันวิธีตรวจสอบข่าว ตักเตือนการแชร์ข้อมูล เป็นแบบอย่างกรองก่อนแชร์ (4) ด้านทักษะการบูรณาการ ICT ในการเรียนการสอน ได้แก่ แบ่งปันสื่อ ให้คำแนะนำเชิงบวก สร้างสื่อตอบโจทย์ผู้เรียน และทำงานเป็นทีม (5) ด้านคุณธรรม จรรยาบรรณในการใช้ ICT ได้แก่ แบ่งปันความรู้ด้านกฎหมาย ตักเตือนด้วยความเมตตา เป็นต้นแบบเคารพสิทธิผู้อื่น และปฏิบัติตามกฎหมายเทคโนโลยี 3) แนวทางการพัฒนาครูด้านการใช้ทักษะทางเทคโนโลยีสารสนเทศและการสื่อสารในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสังคหวัตถุ 4 (1) ด้านทักษะพื้นฐานด้าน ICT ได้แก่ การบริหารจัดการสารสนเทศดิจิทัล การพัฒนาระบบพี่เลี้ยงแบบกัลยาณมิตร การจัดกิจกรรมเชิงรุก และการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพด้านเทคโนโลยี (2) ด้านทักษะการใช้ ICT ในการติดต่อสื่อสาร ได้แก่ การสร้างเครือข่ายและระบบการสื่อสารดิจิทัล การกำหนดแนวปฏิบัติทางดิจิทัล การใช้เทคโนโลยีเพื่อเชื่อมความสัมพันธ์ และการสื่อสารอย่างเป็นระบบและเท่าเทียม (3) ด้านทักษะการรู้ทัน ICT ได้แก่ การตรวจสอบสารสนเทศและเฝ้าระวังข่าวปลอม การตักเตือนเชิงกัลยาณมิตร การจัดกิจกรรมการรู้เท่าทันสื่อ และเป็นต้นแบบและการเฝ้าระวังภัยไซเบอร์อย่างต่อเนื่อง (4) ด้านทักษะการบูรณาการ ICT ในการเรียนการสอน ได้แก่ การขับเคลื่อนชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ การพัฒนาระบบนิเทศการสอนแบบกัลยาณมิตร การพัฒนาสื่อการเรียนรู้ดิจิทัล และการส่งเสริมการทำงานเป็นทีมเพื่อพัฒนาคุณภาพการจัดการเรียนรู้ และ (5) ด้านคุณธรรม จรรยาบรรณ ในการใช้ ICT ได้แก่ การให้ความรู้และปลูกฝังจิตสำนึกด้านจริยธรรมทางเทคโนโลยี การชี้แนะ และส่งเสริมความโปร่งใสทางวิชาการ การสร้างเครือข่ายป้องกันการทุจริตทางดิจิทัล และการบริหารจัดการอย่างมีธรรมาภิบาล</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/305235 แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21ตามหลักพละ 5 ของคณะครูกลุ่มโรงเรียนจตุรมิตรท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี 2026-09-27T23:51:13+07:00 ภัทรภร ทรงโภค ppphatt19961@gmail.com พีรวัฒน์ ชัยสุข ppphatt19961@gmail.com มนัสนันท์ บุญปู่ ppphatt19961@gmail.com <p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 2) เพื่อศึกษาวิธีการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 5 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 5 เป็นงานวิจัยแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัยที่เป็นผู้บริหารและครู จำนวน 109 คน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 5 ควรบูรณาการหลักธรรมเข้ากับสมรรถนะ 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการสำรวจและประเมินตนเอง (ศรัทธา วิริยะ สติ) มุ่งเน้นความเชื่อมั่นในศักยภาพและประเมินตนเองอย่างซื่อสัตย์ (2) ด้านการศึกษาค้นคว้า (สติ สมาธิ) มุ่งเน้นการรู้เท่าทันสื่อและจดจ่อกับการเรียนรู้ตลอดชีวิต (3) ด้านการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม (วิริยะ ปัญญา) มุ่งเน้นความเพียรในการสร้างสรรค์และจัดการความรู้เพื่อนำไปแก้ปัญหา และ (4) ด้านการแลกเปลี่ยนและสร้างเครือข่าย (ศรัทธา สมาธิ) มุ่งเน้นการสร้างความไว้วางใจและมีเป้าหมายร่วมกันในการพัฒนาผู้เรียน และ 3) แนวทางการเสริมสร้างสมรรถนะครูด้านการพัฒนาตนเองในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพละ 5 ของกลุ่มโรงเรียนจตุรมิตรท่าจีน จังหวัดสุพรรณบุรี นำเสนอผ่านองค์ความรู้รูปแบบ S-R-I-N Model ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการสำรวจและประเมินตนเอง (S) เน้นการทบทวนตนเองตามความเป็นจริงและให้ข้อมูลสะท้อนกลับ (Feedback) อย่างกัลยาณมิตร (2) ด้านการศึกษาค้นคว้า (R) เน้นการใช้วิจารณญาณในการเลือกใช้เทคโนโลยีและมีวินัยในการเรียนรู้ตลอดชีวิต (3) ด้านการสร้างองค์ความรู้และนวัตกรรม (I) เน้นการจัดการความรู้อย่างเป็นระบบและการเรียนรู้ผ่านการปฏิบัติเพื่อสร้างสรรค์นวัตกรรม และ (4) ด้านการแลกเปลี่ยนและสร้างเครือข่าย (N) เน้นการขับเคลื่อนกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) ลดช่องว่างระหว่างวัย และแบ่งปันแนวปฏิบัติที่ดี โดยมีหลักพละ 5 เป็นพลังขับเคลื่อนสำคัญในการพัฒนาวิชาชีพอย่างเข้มแข็งและต่อเนื่อง</p> 2026-10-01T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301907 ศึกษาวิเคราะห์อานิสงส์ของวัตถุทานที่ปรากฏในพระธรรมเทศนาพื้นเมือง เรื่อง มหาวิบาก ฉบับ วัดศรีโคมคำ 2026-09-28T15:13:30+07:00 พระปลัดอภิรักษ์ อินฺทวิสุทฺโธ (อินต๊ะสาร) Apiruk6858@gmail.com พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์ Apiruk6858@gmail.com นภาพร หงส์ทอง Apiruk6858@gmail.com <p>พระไตรปิฎกได้อธิบายอานิสงส์ของการให้ทานไว้อย่างชัดเจน โดยเฉพาะในจูฬกัมมวิภังคสูตรซึ่งกล่าวว่าผู้ที่ให้ทาน ได้แก่ ข้าว น้ำ ผ้า ยาน ดอกไม้ ของหอม เครื่องลูบไล้ ที่นอน ที่พัก และเครื่องประทีป แก่สมณะหรือพราหมณ์ ย่อมได้ชื่อว่าเป็นผู้มีโภคะมาก เพราะกรรมแห่งการให้ที่ตนได้ประกอบไว้อย่างสมบูรณ์ เมื่อสิ้นชีวิตย่อมเกิดในสุคติสวรรค์ และหากกลับมาเกิดในโลกมนุษย์ ก็จะเป็นผู้มั่งคั่งมีทรัพย์สมบัติมาก ขณะเดียวกัน ทานานิสังสสูตร ได้แสดงอานิสงส์ของการให้ทาน 5 ประการ คือ 1) ผู้ให้ทานเป็นที่รักของมนุษย์และเทวดา 2) เป็นเหตุให้บัณฑิตเข้ามาสมาคมด้วยความชื่นชม 3) ได้รับการยกย่องและมีชื่อเสียง 4) สามารถเข้าสู่ที่ประชุมได้อย่างไม่เก้อเขิน เพราะจิตใจผ่องใส และ 5) ผลสูงสุดคือการไปเกิดในสุคติภายหลังความตาย ในบริบททางวัฒนธรรมล้านนา</p> <p>พระธรรมเทศนาพื้นเมืองมีบทบาทสำคัญในการเผยแผ่และตีความหลักธรรม โดยปรับให้สอดคล้องกับวิถีท้องถิ่น ตัวอย่างเช่น พระธรรมเทศนาเรื่องมหาวิบาก ที่อธิบายอานิสงส์ของทานและกรรมในลักษณะเฉพาะเจาะจง ทั้งสองแหล่งต่างตั้งอยู่บนหลักกรรมและวิบากกรรมที่ยืนยันว่าการกระทำที่เป็นกุศลย่อมนำผลดี และอกุศลย่อมนำผลไม่ดี องค์ความรู้ใหม่ที่เกิดจากการศึกษาเรื่องนี้ พบว่า ในพระไตรปิฎก อานิสงส์การให้ทานจะมีลักษณะกว้างและเป็นนามธรรม เช่น การเป็นที่รัก ได้ชื่อเสียงดี หรือไปเกิดในสวรรค์ ส่วนพระธรรมเทศนามหาวิบากจะชี้ผลลัพธ์ที่เป็นรูปธรรม เช่น ความแข็งแรงของร่างกาย สายตา การได้ยิน ความมั่นคงทางทรัพย์สิน และความสุขในแต่ละช่วงวัย ซึ่งสะท้อนการปรับหลักธรรมให้เข้ากับความเข้าใจของชาวบ้านล้านนา</p> 2026-10-02T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์