https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/issue/feed
วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
2026-03-31T22:24:48+07:00
พระครูปลัดสุรวุฒิ สิริวฑฺฒโก (อุกฤษโชค), ดร.
ukitchock@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ </strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <div id="content"> <div id="journalDescription"> <p class="a" align="left"><strong><span lang="TH"><span style="vertical-align: inherit;">จัดทำดัชนีใน </span><a title="ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงไทย (TCI)" href="https://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/" target="_blank" rel="noopener"><img title="tci" src="https://www.tci-thaijo.org/public/site/images/tci_admin/tci.png" alt="tci" width="90" height="35" border="0" /></a></span></strong></p> </div> </div> <p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์</strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <p><strong>ISSN 2730-3233 (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong></p> <p>มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสตร์ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาสหวิทยาการอื่นๆ</p> <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความในวารสารอย่างเคร่งครัด โดยอ้างอิงตามรูปแบบของ APA (นาม-ปี) รวมถึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารฯ และเป็นบทความที่ไม่มีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</p> <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ โดยไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของวารสารฯ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ : </strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 2 แบบ คือ</p> <p>แบบที่ 1 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p>แบบที่ 2 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับตีพิมพ์ประเภทของบทความ คือ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Original Article)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ มีกำหนดออกตีพิมพ์ 4 ฉบับ ต่อปี (ราย 3 เดือน) ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม (กำหนดออก เดือนมีนาคม)</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน (กำหนดออก เดือนมิถุนายน)</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน (กำหนดออก เดือนกันยายน)</p> <p>ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม (กำหนดออก เดือนธันวาคม)</p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตีพิมพ์บทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้แต่งบทความจะตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามข้อแนะนำสำหรับผู้แต่งใน กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของวารสารฯ กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์และไม่คืนเงิน ในกรณีเทียบเคียง ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1. บทความของท่านมีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2. ผู้แต่งไม่ปฏิบัติตามรูปแบบที่วารสารกำหนด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3. บทความไม่ผ่านการอ่านประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">4. ผู้แต่งไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอที่กองบรรณาธิการได้แจ้งในระบบตามระยะเวลาที่กำหนด</span></p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298141
แนวทางพัฒนาทักษะความเป็นครูมืออาชีพในยุคดิจิทัลตามหลักสัทธรรม 3 ของครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา อำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-25T23:47:51+07:00
ภาวินี เกตุศรี
Pkaetsri@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
Pkaetsri@gmail.com
วารี โศกเตี้ย
Pkaetsri@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพทักษะความเป็นครูมืออาชีพในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาทักษะความเป็นครูมืออาชีพในยุคดิจิทัลตามหลักสัทธรรม 3 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาทักษะความเป็นครูมืออาชีพในยุคดิจิทัลตามหลักสัทธรรม 3 ของครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาในอำเภอวังน้อย จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครู จำนวน 186 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพทักษะความเป็นครูมืออาชีพในยุคดิจิทัลของครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาทักษะครูมืออาชีพในยุคดิจิทัลตามหลักสัทธรรม 3 ประกอบด้วย (1) ปริยัติ (การศึกษาเรียนรู้) มุ่งเน้นให้ครูมีความรู้พื้นฐาน ทั้งด้านเทคโนโลยี นวัตกรรมการสอน รวมถึงเข้าใจเรื่องความปลอดภัยและจริยธรรมทางไซเบอร์ (2) ปฏิบัติ (การลงมือทำ) เน้นการฝึกอบรมเชิงปฏิบัติการ เพื่อให้ครูสามารถออกแบบและประยุกต์ใช้สื่อดิจิทัลในการสอนจริงได้อย่างมีความรับผิดชอบ (3) ปฏิเวธ (การสะท้อนผลและต่อยอด) การประเมินผลการใช้เทคโนโลยีนำไปแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันและต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ เพื่อพัฒนาการสอนอย่างยั่งยืน และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะครูมืออาชีพในยุคดิจิทัลตามหลักสัทธรรม 3 (1) ปริยัติ (การส่งเสริมด้านความรู้) พัฒนาครูให้มีความรู้เรื่องความปลอดภัยและจริยธรรมดิจิทัล ส่งเสริมแนวคิดการใช้เทคโนโลยีเพื่อการสอนอย่างสร้างสรรค์ จัดทำหลักสูตรหรือคู่มือที่บูรณาการทั้งความรู้ทางวิชาการและความรับผิดชอบต่อสังคม (2) ปฏิบัติ (การส่งเสริมด้านการลงมือทำ) จัดอบรมเชิงปฏิบัติการให้ครูได้ฝึกใช้สื่อและเครื่องมือดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง สนับสนุนให้นำเทคโนโลยีไปใช้สอนจริงโดยคำนึงถึงคุณธรรมและการรักษาความปลอดภัยของข้อมูลผู้เรียนเป็นสำคัญ <br />(3) ปฏิเวธ (การส่งเสริมด้านการสะท้อนผลและต่อยอด) เปิดพื้นที่ให้ครูได้สะท้อนผลการทำงานและแลกเปลี่ยนเรียนรู้ผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ สนับสนุนการนำข้อค้นพบไปปรับปรุงการสอน และต่อยอดสร้างสรรค์นวัตกรรมใหม่ๆ ให้เหมาะสมกับผู้เรียนอย่างยั่งยืน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/294500
THE RELATIONSHIP OF TEACHERS’ TECHNOLOGY ACCEPTANCE AND PERCEPTION OF PROFESSIONAL DEVELOPMENT WITH THEIR EFFECTIVENESS AT HIGHER EDUCATION INSTITUTIONS IN MAI JA YANG, KACHIN STATE, MYANMAR
2026-03-17T02:17:46+07:00
Mary Hkawng Nan
chamloitnan@gmail.com
Orlando Gonzalez
chamloitnan@gmail.com
<p>The purpose of the current study was to determine whether teachers’ technology acceptance and their perceptions of professional development (as independent variables) were significantly related to their effectiveness (as dependent variable) at higher education institutions in Mai Ja Yang, Kachin State, Myanmar. A voluntary sample of 103 teachers from three institutions (i.e., Institute of Liberal Arts and Sciences, Mai Ja Yang Institute of Education, and Mai Ja Yang College), participated in this study during the academic year 2024-2025. For the data collection, the Technology Acceptance Model Questionnaire, the Teachers’ Professional Development Questionnaire, and the Teacher Effectiveness Scale-Short Version, were used.</p> <p>From performing descriptive statistics on the collected data, it was found that the overall levels of participants’ technology acceptance, perception of professional development, and teacher effectiveness were high. From a correlational analysis, it was found that there was a significant and strong relationship between the combination of the study’s independent variables with the dependent variable. Based on the research findings, practical recommendations for teachers, administrators, and future researchers are provided.</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296144
กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 7 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครศรีธรรมราช เขต 3
2026-03-17T23:08:09+07:00
ชาคริยา ลั้งแท้กุล
6703202009@mcu.ac.th
พระครูเขมธรรมโฆษิต
6703202009@mcu.ac.th
บุญเลิศ วีระพรกานต์
6703202009@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมการบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย 2) เพื่อสร้างกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เพื่อประเมินกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 การวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพแวดล้อมการบริหารงานวิชาการโดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ให้ข้อมูล 15 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาแบบอุปนัย ระยะที่ 2 การสร้างกลยุทธ์ โดยวิเคราะห์ปัจจัยภายนอกภายในผู้ให้ข้อมูล 20 คน และสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อร่างกลยุทธ์ 5 คน ใช้แบบวิเคราะห์ปัจจัยและแบบสัมภาษณ์เพื่อร่างกลยุทธ์ และระยะที่ 3 การประเมินกลยุทธ์จากผู้เกี่ยวข้อง 15 คน โดยใช้แบบประเมินและวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพแวดล้อมการบริหารงานวิชาการมีสถานภาพแวดล้อมภายในที่เข้มแข็ง และสภาพแวดล้อมภายนอกที่เอื้อต่อการดำเนินการกำหนดกลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัย 2) กลยุทธ์การบริหารงานวิชาการเพื่อพัฒนาเด็กปฐมวัยตามหลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าหมาย กลยุทธ์ และองค์ประกอบย่อย ได้แก่ เป้าหมายเชิงกลยุทธ์ ตัวชี้วัดความสำเร็จ และแผนงาน โดยมี 5 กลยุทธ์ ได้แก่ (1) การพัฒนาหลักสูตรและการบริหารหลักสูตร (2) การส่งเสริมการจัดประสบการณ์การเรียนรู้ (3) การพัฒนาการนิเทศการจัดการเรียนรู้ (4) การส่งเสริมการใช้สื่อและแหล่งการเรียนรู้ด้วยเทคโนโลยี (5) การพัฒนาการวัดและการประเมินผล และ 3) ผลการประเมินกลยุทธ์พบว่า ผู้เกี่ยวข้องเห็นว่ากลยุทธ์มีความเหมาะสม เป็นไปได้ มีประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้ โดยมีค่าเฉลี่ย 4.53 คิดเป็นร้อยละ 90.60</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293737
การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง ในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา
2026-03-17T23:24:33+07:00
พระธนวัฒน์ ธนวฑฺฒโน (ใจยสุข)
Chaiyasuk234@gmail.com
พระเมธีวชิรคุณ
Chaiyasuk234@gmail.com
สมยศ ปัญญามาก
Chaiyasuk234@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่ ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา 2) เพื่อเปรียบเทียบวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล และ 3) เพื่อนำเสนอการประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ตามหลักสังคหวัตถุ 4 การวิจัยนี้เป็นแบบผสานวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชากรที่มีอายุ 18 ปีขึ้นไปในพื้นที่ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา โดยกลุ่มตัวอย่างจำนวน 380 คน วิเคราะห์ด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 12 รูป/คน ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่ ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) ผลเปรียบเทียบวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล พบว่า ประชาชนมีเพศ อายุ การศึกษา อาชีพ รายได้ แตกต่างกันในทุกด้านอย่างมีนัยยะสำคัญที่ 0.005 จึงเป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้ และ 3) การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตยของประชาชนในพื้นที่ตำบลบ้านเหล่า อำเภอแม่ใจ จังหวัดพะเยา ตามหลักสังคหวัตถุ 4 โดยนำหลักธรรมทางพระพุทธศาสนามาประยุกต์ให้เกิดการเปลี่ยนแปลงทัศนคติทางการเมืองส่งเสริมประชาธิปไตยในพื้นที่ทั้งหมด 4 ด้าน ได้แก่ ด้านทาน ด้านปิยวาจา ด้านอัตถจริยา และด้านสมานัตตตา ทำให้สังคมเกิดความสันติสุขและเป็นประโยชน์ต่อสังคมในการส่งเสริมวัฒนธรรมทางการเมือง</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295410
แนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชันในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
2026-03-18T09:54:28+07:00
ลิขิต บุญครอบ
likhit.udomrat@gmail.com
วีรภัทร ภัทรกุล
likhit.udomrat@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชันในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา 2) เพื่อนำเสนอแนวทางพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชันในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยเป็นแบบผสานวิธีโดยใช้ประชากรที่ศึกษา คือ ผู้บริหารสถานศึกษา ครูหัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน <br />ครูที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น และครูที่ปรึกษาระดับชั้นมัธยมศึกษาตอนปลายจำนวน 116 คน มีผู้ให้ข้อมูลหลัก คือ ผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ศึกษานิเทศก์ในสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา นักวิชาการ ผู้แทนผู้ปกครองหรือคณะกรรมการสถานศึกษา หัวหน้างานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่น เท่ากับ 0.96 และแบบสัมภาษณ์ชนิดแบบกึ่งโครงสร้าง วิเคราะห์ข้อมูลโดยหาค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชันในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา พระนครศรีอยุธยา โดยรวมอยู่ในระดับมาก และ 2) แนวทางการพัฒนาการดำเนินงานระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนโดยใช้เทคโนโลยีเว็บแอปพลิเคชันในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาพระนครศรีอยุธยา ทั้ง 5 ด้าน มีรายการปฏิบัติรวมจำนวน 18 ข้อ โดยแบ่งเป็น 5 ด้าน คือ ด้านที่ 1 ด้านการรู้จักนักเรียนเป็นรายบุคคล มีรายการปฏิบัติ 3 รายการ ด้านที่ 2 ด้านการคัดกรองนักเรียน มีรายการปฏิบัติ 4 รายการ ด้านที่ 3 ด้านการส่งเสริมนักเรียน มีรายการปฏิบัติ 4 รายการ ด้านที่ 4 ด้านการป้องกันและแก้ไขปัญหา มีรายการปฏิบัติ 4 รายการ ด้านที่ 5 ด้านการส่งต่อนักเรียน มีรายการปฏิบัติ 3 รายการ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/294501
A CROSS-SECTIONAL STUDY OF ACADEMIC PERSEVERANCE AND RESILIENCE IN LEARNING AMONG GRADES 7 TO 10 STUDENTS AT AN INTERNATIONAL SCHOOL IN YANGON, MYANMAR
2026-03-17T01:32:38+07:00
Khin Khin Kha
khinkhinkha31@gmail.com
Orlando González
khinkhinkha31@gmail.com
<p>The purpose of the current study was twofold: (a) to determine the levels of academic perseverance and resilience in learning held by Grades 7 to 10 students at an international school in Yangon, Myanmar, and (b) to perform statistical comparisons of these variables, using the students’ school grade as grouping factor. The study participants were sampled from a population of 60 students from Grade 7, 29 students from Grade 8, 19 students from Grade 9, and 14 students from Grade 10, enrolled in the target international school during the academic year 2025-2026. For the data collection, the Academic Perseverance Questionnaire and the Resilience in Learning Questionnaire were used.</p> <p>From performing descriptive statistics on the collected data, it was found that the overall level of academic perseverance and resilience in learning held by the participants was high, regardless of their grade. From a quantitative comparative analysis using a one-way ANOVA, no significant difference in either academic perseverance or resilience in learning was found among Grade 7 to 10 students at the target school. Based on the research findings, recommendations for practice and future researchers are provided.</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296328
ความพึงพอใจของประชาชนต่อการให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอยของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
2026-03-17T23:52:40+07:00
ขวัญตา กิมานุวัฒน์
krisda@go.buu.ac.th
กฤษฎา นันทเพ็ชร
kris.gspa@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการ ให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอยของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี และ 2) เพื่อเปรียบเทียบความพึงพอใจของ ประชาชนที่มีต่อการให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอยของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ คือ หัวหน้าครัวเรือนหรือผู้แทนครัวเรือนที่อาศัยอยู่ในเขตพื้นที่ เมืองพัทยา จำนวน 394 คน โดยการวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ด้วยสถิติ T-Test และ F-Test </p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความพึงพอใจของประชาชนที่มีต่อการให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอยของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยรวม อยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้านพบว่า ด้านความพร้อมของเจ้าหน้าที่ อยู่ในระดับมากที่สุด รองมาคือด้านประสิทธิภาพ และน้อยที่สุดคือด้านความรวดเร็ว 2) ประชาชนที่มีปัจจัยส่วนบุคคล ด้านอาชีพ ที่ต่างกัน มีความ พึงพอใจต่อการให้บริการจัดเก็บขยะมูลฝอยของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี แตกต่าง กัน อย่างมี นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 แต่ประชาชนที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน ระยะเวลาที่อยู่อาศัยในพื้นที่ และพื้นที่อยู่อาศัยที่ต่างกัน มีความพึงพอใจต่อการให้บริการจัดเก็บ ขยะมูลฝอยของเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี ไม่แตกต่างกัน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295472
แนวทางส่งเสริมการจัดกิจกรรมคุณธรรมด้านความขยันตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับนักเรียนประถมศึกษา กลุ่มโรงเรียนท่าเรือพัฒนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-26T19:55:08+07:00
ธนวรรณ บุญเถื่อน
Tanawan250525062505@gmail.com
พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต
Tanawan250525062505@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
Tanawan250525062505@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมด้านความขยัน 2) เพื่อศึกษาวิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมด้านความขยันตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับผู้เรียนประถมศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางส่งเสริมการจัดกิจกรรมคุณธรรมด้านความขยันตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับผู้เรียนประถมศึกษากลุ่มโรงเรียนท่าเรือพัฒนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมด จำนวน 76 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน ด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง การวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมด้านความขยัน สำหรับผู้เรียนประถมศึกษา กลุ่มโรงเรียนท่าเรือพัฒนา โดยภาพรวมและทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการจัดกิจกรรมส่งเสริมคุณธรรมด้านความขยันตามหลักอิทธิบาท 4 (1) ฉันทะ (ความพอใจ) สร้างแรงบันดาลใจผ่านการตั้งเป้าหมายรายบุคคล เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความรักในสิ่งที่ทำและภูมิใจเมื่อทำสำเร็จ (2) วิริยะ (ความเพียร) ฝึกความอดทนและรับผิดชอบผ่าน การทำโครงงานหรืองานกลุ่ม เพื่อให้ผู้เรียนทุ่มเทและไม่ย่อท้อต่ออุปสรรค (3) จิตตะ (ความตั้งใจ) ปลูกฝังวินัยและความจดจ่อผ่าน กิจวัตรประจำวัน เช่น การส่งงานตรงเวลา และการสะท้อนตนเอง เพื่อให้มีสมาธิกับงาน (4) วิมังสา (การไตร่ตรอง) พัฒนากระบวนการคิดผ่าน กิจกรรมวิเคราะห์ปัญหา เพื่อให้รู้จักใช้เหตุผล พิจารณาหาคำตอบที่เหมาะสม และเกิดความคิดสร้างสรรค์ และ 3) แนวทางการจัดกิจกรรมส่งเสริมความขยันด้านความอดทนและการทำงานเป็นทีมตามหลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย (1) ฉันทะ (สร้างใจรัก) ผู้บริหารและครูกระตุ้นให้ผู้เรียน ตั้งเป้าหมายรายบุคคลและกลุ่มเพื่อสร้างแรงจูงใจภายใน ให้เกิดความรักและความภูมิใจในงานที่ทำร่วมกัน (2) วิริยะ (สร้างความเพียร) จัดกิจกรรมที่เน้นการเผชิญอุปสรรค เพื่อฝึกความอดทนต่อแรงกดดัน โดยมีครูเป็นที่ปรึกษา เพื่อให้ผู้เรียนกล้าแก้ปัญหาด้วยตนเอง (3) จิตตะ (สร้างความจดจ่อ) ฝึกความรับผิดชอบผ่านการแบ่งหน้าที่ในทีม และใช้การสะท้อนผล เพื่อให้เห็นความสำคัญของสมาธิและวินัยในการทำงานส่วนตนที่ส่งผลต่อส่วนรวม (4) วิมังสา (สร้างกระบวนการคิด) ใช้กิจกรรมกลุ่มที่เน้นการวิเคราะห์และประเมินผล เพื่อให้ทีมร่วมกันตรวจสอบข้อบกพร่อง และนำมาปรับปรุงพัฒนาให้ดีขึ้นในครั้งต่อไป</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295153
รูปแบบการบริหารวิชาการวิทยาลัยอาชีวศึกษาในโลกยุคพลิกผันตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคกลาง
2026-03-17T22:57:15+07:00
เฉลิมศักดิ์ มูสิกะ
Chaloemms@Gmail.com
พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน
Chaloemms@Gmail.com
พระครูโอภาสนนทกิตติ์
Chaloemms@Gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการบริหารวิชาการวิทยาลัยอาชีวศึกษาในโลกยุคพลิกผันตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคกลาง เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ มี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็น โดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา และครู จำนวน 357 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน และใช้แบบการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบในสถานศึกษา จำนวน 2 แห่ง เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ และการประชุมปฏิบัติการผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางศึกษาที่มีส่วนร่วมในการบริหารวิชาการ จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 4 ประเมินรูปแบบ โดยใช้แบบประเมินตามมาตราฐานการประเมิน 4 ด้าน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 77 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการบริหารวิชาการวิทยาลัยอาชีวศึกษาในโลกยุคพลิกผันตามหลักอิทธิบาท 4 สังกัดสำนักงานคณะกรรมการการอาชีวศึกษา ภาคกลาง ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กลไกการบริหารวิชาการวิทยาลัยอาชีวศึกษาในโลกยุคพลิกผัน 4) การนำไปใช้ 5) แนวทางการประเมิน และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ มีผลการทดลองใช้ คือ ความพึงพอใจและความคิดเห็นต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปองค์ความรู้การวิจัยเป็น “AVID”</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/297231
การพัฒนาชุดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อสร้างเสริมความสามารถการแก้ปัญหา ของนักศึกษาครู
2026-03-21T18:06:04+07:00
อโนทัย แทนสวัสดิ์
anotai.ta@bsru.ac.th
ธิดารัตน์ ตันนิรัตร์
anotai.ta@bsru.ac.th
ณรงค์พล เอื้อไพจิตรกุล
anotai.ta@bsru.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาครู 2) พัฒนาชุดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาครู และ 3) ประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมบทบาทสมมติเพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาครู โดยมีกลุ่มตัวอย่างคือนักศึกษาครูที่เข้าทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหา จำนวน 281 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบทดสอบความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาครู ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ และแบบประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>สรุปผลการวิจัยพบว่า 1) นักศึกษาครูร้อยละ 37.37 มีผลคะแนนความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาครู สอบได้ช่วงคะแนน 70-79 แปลได้ว่า ผู้เรียนมีทักษะการแก้ปัญหาในระดับดี 2) ชุดกิจกรรมบทบาทสมมติ เพื่อส่งเสริมความสามารถในการแก้ปัญหาของนักศึกษาครูที่พัฒนาขึ้น มี 5 องค์ประกอบที่สำคัญ ได้แก่ (1) เนื้อหาความรู้ (2) กลุ่มบุคคล (3) สถานการณ์สมมติ (4) การแสดงบทบาทสมมติ (5) การประเมิน โดยชุดกิจกรรมบทบาทสมมติมี 3 กิจกรรม คือ กิจกรรมที่ 1 การบริหารจัดการชั้นเรียนที่ดี กิจกรรมที่ 2 การเลือกรูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ และกิจกรรมที่ 3 การปรับพฤติกรรมผู้เรียน และ 3) ผลการประเมินความเหมาะสมของชุดกิจกรรมบทบาทสมมติมีค่าระดับผ่าน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295719
STRATEGIES OF INCENTIVE PROMOTION FOR TEACHERS AT GUANGXI AGRICULTURAL VOCATIONAL AND TECHNICAL UNIVERSITY, CHINA
2026-03-17T02:25:48+07:00
Liang Chunli
wannapa.p@dru.ac.th
Wannapa Phopli
wannapa.p@dru.ac.th
<p>The objectives of this research were: 1) To investigate the problems and needs in the promotion of teacher incentive work at Guangxi Agricultural Vocational and Technical University, China. 2) To develop strategies for improving teacher incentives at Guangxi Agricultural Vocational and Technical University, China. Taking Guangxi Agricultural Vocational and Technical University as a case study, this research selected samples through stratified random sampling, including 142 administrative staff and 295 teachers. The research tools included a 5-point Likert-scale questionnaire with 26 questions, designed for administrators and teachers, as well as an outline for focus group discussions. Three experts reviewed the questionnaire content, and the Item-Objective Congruence (IOC) index was used to assess validity. Statistical methods, including percentages, mean values, and standard deviations, were used for data analysis.</p> <p>The results indicated that: 1) Both school administrators and teachers have a relatively high demand for teacher incentives. 2) The strategies formulated to enhance teacher incentives include three aspects: 1) Optimising the material incentive system; 2) Deepening the spiritual incentive system; 3) Reconstructing the career development system.</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295186
แนวทางพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสำหรับเจเนอเรชั่นแอลฟา ตามหลักพรหมวิหาร 4 ในระดับประถมศึกษา
2026-03-17T02:45:55+07:00
ณฐา ธาดากิตติชัย
nung1907@gmail.com
ประวิทย์ ชัยสุข
nung1907@gmail.com
พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน
nung1907@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสำหรับเจเนอเรชั่นแอลฟา ในระดับประถมศึกษา 2) เพื่อพัฒนาวิธีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสำหรับเจเนอเรชั่นแอลฟา ตามหลักพรหมวิหาร 4 ในระดับประถมศึกษา 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสำหรับเจเนอเรชั่นแอลฟา ตามหลักพรหมวิหาร 4 ในระดับประถมศึกษา เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้จัดการศึกษาโดยครอบครัว จำนวน 3 ครอบครัว และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบวิเคราะห์เอกสาร แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง และแบบการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสำหรับเจเนอเรชั่นแอลฟา ประกอบด้วย จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา คือ การพัฒนาผู้เรียนแบบองค์รวมเพื่อการสร้างรากฐานชีวิตที่มั่นคง ค้นพบตัวเอง และมีความสุข กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน คือ การบูรณาการการเรียนรู้เข้ากับวิถีชีวิตจริงด้วยการลงมือปฏิบัติ และส่งเสริมให้ผู้เรียนเป็นเจ้าของการเรียนรู้ของตนเอง กระบวนการจัดการเรียนรู้ คือ การจัดการเรียนรู้ที่มีความยืดหยุ่น ปรับให้เข้ากับผู้เรียนเป็นรายบุคคล การวัดผลและประเมินผลการเรียน คือ การประเมินตามสภาพจริง มุ่งเน้นกระบวนการและพัฒนาการของผู้เรียนมากกว่าผลลัพธ์เพียงอย่างเดียว 2) วิธีการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสำหรับเจเนอเรชั่นแอลฟาตามหลักพรหมวิหาร 4 ในระดับประถมศึกษา ประกอบด้วย เมตตา (สร้างสุข) การสร้างบรรยากาศที่เปี่ยมด้วยความรักและความสุข กรุณา (สร้างเสริม) การมอบทักษะชีวิตเพื่อให้ผู้เรียนยืนหยัดได้ด้วยตนเอง มุทิตา (สร้างสรรค์) การชื่นชมยินดีในความสำเร็จเพื่อสร้างแรงจูงใจ และอุเบกขา (สร้างตน) การมอบความเป็นอิสระและความรับผิดชอบ เพื่อให้ผู้เรียนสามารถกำกับการเรียนรู้ของตนเองได้ 3) แนวทางพัฒนาการจัดการศึกษาขั้นพื้นฐานโดยครอบครัวสำหรับเจเนอเรชั่นแอลฟา ตามหลักพรหมวิหาร 4 ในระดับประถมศึกษา มีดังนี้ (1) จุดมุ่งหมายของการจัดการศึกษา คือ การนำผู้เรียนไปสู่การมีสุขภาวะแบบองค์รวมและการเป็นผู้เรียนรู้ตลอดชีวิต โดยการสร้างความสุข (เมตตา) การเสริมสร้างทักษะชีวิตให้เข้มแข็ง (กรุณา) การบ่มเพาะความภาคภูมิใจและความเป็นอิสระ (มุทิตา และอุเบกขา) (2) กิจกรรมพัฒนาผู้เรียน มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมแบบองค์รวม โดยการออกแบบกิจกรรมที่สร้างสุข (เมตตา) การปลูกฝังทักษะชีวิต (กรุณา) การสร้างแรงจูงใจผ่านการชื่นชมยินดี (มุทิตา) การมอบหมายความรับผิดชอบและให้เรียนรู้จากประสบการณ์ตรง (อุเบกขา) (3) กระบวนการจัดการเรียนรู้ โดยการออกแบบกระบวนการที่ยืดหยุ่นตามธรรมชาติผู้เรียน (เมตตา) การมอบทักษะที่จำเป็น (กรุณา) การสร้างสรรค์กระบวนการผ่านการประยุกต์ใช้ความรู้จริง (มุทิตา) และวางกรอบความรับผิดชอบที่ส่งเสริมความเป็นอิสระ (อุเบกขา) (4) การวัดผลและประเมินผล โดยการประเมินอย่างเข้าอกเข้าใจ (เมตตา) มุ่งวินิจฉัยและช่วยเหลือ (กรุณา) การสร้างแรงเสริมทางบวกผ่านการชื่นชมความสำเร็จ (มุทิตา) และการประเมินตามสภาพจริงอย่างเป็นกลางและไม่เปรียบเทียบ (อุเบกขา) โดยมีกิจกรรมบูรณาการหลักพรหมวิหาร 4 ได้แก่ กิจกรรมที่ 1 “สวนผักเจนแอลฟา ต้นกล้าแห่งความสัมพันธ์” และกิจกรรมที่ 2 “ครัวเจนแอลฟา ท้าความอร่อย” เพื่อนำไปสู่การพัฒนาผู้เรียนที่สมบูรณ์และมีความสุข ผู้จัดการศึกษาสามารถวางแผนการศึกษาในอนาคตให้กับผู้เรียนได้ เครือข่ายบ้านเรียนมีความเข้มแข็ง และสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาจัดสรรทรัพยากรได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/297325
ถอดองค์ความรู้ต้นแบบเครือข่ายโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดพะเยา ในการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสุขภาพวิถีพุทธ
2026-03-17T23:30:08+07:00
พระครูพิพัฒน์ศาสนบัณฑิต (พระกันทวี ฐานุตฺตโร)
Kantawee2008@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อถอดองค์ความรู้รูปแบบการดำเนินงานของเครือข่ายโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดพะเยาในการบูรณาการหลักพุทธธรรมกับการดูแลสุขภาพ และพัฒนากระบวนการเรียนรู้เพื่อยกระดับโรงเรียนผู้สูงอายุให้เป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสุขภาพวิถีพุทธ ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ ภายใต้กรอบแนวคิดสันติศึกษาเชิงพุทธบูรณาการ ผู้ให้ข้อมูลหลักจำนวน 25 รูป/คน ได้แก่ พระสงฆ์ แกนนำชุมชน ผู้บริหารและครูโรงเรียนผู้สูงอายุ และผู้สูงอายุ จากโรงเรียนผู้สูงอายุในจังหวัดพะเยา 5 อำเภอ เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสัมภาษณ์เชิงลึก การสนทนากลุ่ม และการสังเกตแบบมีส่วนร่วม วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เชิงเนื้อหา และตรวจสอบความน่าเชื่อถือด้วยการตรวจสอบแบบสามเส้า</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) เครือข่ายโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดพะเยามีความเข้มแข็งบนฐาน 5 เสาหลักแห่งความสำเร็จ ได้แก่ ผู้นำทางจิตวิญญาณและชุมชน การมีส่วนร่วมของผู้สูงอายุ ทุนทางสังคมและศาสนา กระบวนการเรียนรู้ตลอดชีวิต และความร่วมมือเชิงเครือข่าย และ 2) มีกระบวนการดำเนินงาน 6 ขั้นตอนที่เชื่อมโยงกันอย่างเป็นระบบ โดยนำหลักภาวนา 4 มาใช้เป็นแกนกลางในการออกแบบกิจกรรมสุขภาพวิถีพุทธ ส่งผลให้ผู้สูงอายุเกิดความสมดุลด้านกาย ใจ และสังคม ลดความโดดเดี่ยว และเสริมสร้างคุณค่าและศักยภาพของตนเอง สรุปได้ว่า เครือข่ายโรงเรียนผู้สูงอายุจังหวัดพะเยามีศักยภาพในการพัฒนาเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้ด้านสุขภาพวิถีพุทธ ซึ่งมีบทบาทในการส่งเสริมสุขภาวะผู้สูงอายุและลดความรุนแรงเชิงโครงสร้างในระดับชุมชน องค์ความรู้จากการถอดบทเรียนสามารถประยุกต์ใช้เป็นต้นแบบในการพัฒนาโรงเรียนผู้สูงอายุในพื้นที่อื่นของประเทศไทยได้อย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296045
ACADEMIC ADMINISTRATION APPROACHES OF THE INTERDISCIPLINARY MINOR PROGRAM FOR ENHANCING STUDENTS’ ABILITIES AT MIANYANG CITY COLLEGE, CHINA
2026-03-17T02:32:49+07:00
Wu Xiaoyan
wannapa.p@dru.ac.th
Wannapa Phopli
wannapa.p@dru.ac.th
<p>The objectives of this research were: 1) to investigate the problems and needs of students, faculty, and administrators regarding interdisciplinary minor programs; and 2) to develop academic administration approaches for interdisciplinary minor programs that enhance students’ comprehensive competence. The study employed a mixed-methods design using stratified random sampling. The sample included 296 second-year students and 76 teachers and administrators from Mianyang City College. The research instruments consisted of questionnaires and focus group discussions. The questionnaires were reviewed by experts and validated using the Index of Concordance (IOC). Data were analyzed using percentages, means, and standard deviations.</p> <p>The findings revealed that: 1) interdisciplinary minor programs faced issues such as curriculum conflicts, insufficient faculty collaboration, lack of academic guidance, and weak career support. These problems mainly resulted from inadequate curriculum coordination, limited collaboration mechanisms, and a single assessment model; and 2) the proposed academic administration approaches included curriculum integration, interdisciplinary teacher collaboration, diversified assessment, a dual-mentor system, and digital support for career development. These recommendations provide practical guidance for improving academic management and promoting reform in higher education institutions.</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295187
แนวทางพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-18T09:45:52+07:00
เบ็ญจมาศ ทองโสม
benbook21@gmail.com
พระครูวิรุฬห์สุตคุณ
benbook21@gmail.com
อินถา ศิริวรรณ
benbook21@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 89 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 7 คน และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลสำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา อันดับที่ 1 คือ ด้านความสามารถ อันดับที่ 2 คือ ด้านสมรรถนะ อันดับที่ 3 คือ ด้านประสบการณ์ อันดับที่ 4 คือ ด้านคุณลักษณะ และอันดับที่ 5 คือ ด้านความรู้ 2) วิธีการพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา ได้แก่ ด้านความสามารถ ด้านสมรรถนะ ด้านประสบการณ์ ด้านคุณลักษณะ และด้านความรู้ บูรณาการตามหลักอิทธิบาท 4 ประกอบด้วย ความพึงพอใจ (ฉันทะ) ความเพียรพยายาม (วิริยะ) การใส่ใจและจดจ่อ (จิตตะ) การใช้ปัญญาไตร่ตรองวิเคราะห์ (วิมังสา) 3) แนวทางพัฒนาทักษะการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มโรงเรียนร่มเกล้า จังหวัดพระนครศรีอยุธยา มีดังนี้ 1) ด้านความสามารถ การปลูกฝังให้เห็นคุณค่าของข้อมูล พากเพียรฝึกใช้เครื่องมือวิเคราะห์ จดจ่อ ใช้ปัญญาไตร่ตรอง ตรวจสอบ 2) ด้านสมรรถนะ รักและเปิดใจต่อ Digital Transformation เพียรศึกษาหาความรู้ด้านเทคโนโลยีและกฎหมายที่เกี่ยวข้องอย่างต่อเนื่อง ใส่ใจทำความเข้าใจการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กร และกระบวนการทำงาน 3) ด้านประสบการณ์ มีใจรักและเชื่อมั่นในแผนกลยุทธ์ดิจิทัล เพียรบริหารโครงการนำร่อง จดจ่อ เอาใจใส่ในทุกขั้นตอน ใช้ปัญญาไตร่ตรอง ทบทวนและประเมินผลการดำเนินงาน 4) ด้านคุณลักษณะ ปลูกฝังนิสัยใฝ่รู้ เพียรจัดสรรเวลาการเรียนรู้ ใส่ใจจดจ่อทดลองใช้เทคโนโลยีใหม่ๆ และใช้ปัญญาตั้งคำถามเชิงพัฒนากับกระบวนการทำงานเดิม และ 5) ด้านความรู้ สร้างความพอใจ และเชื่อมั่นว่าการเปลี่ยนผ่านสู่ดิจิทัล พากเพียรวิเคราะห์และออกแบบระบบการทำงาน ใส่ใจวางรากฐานและกำหนดมาตรฐานข้อมูลกลาง พร้อมใช้ปัญญาไตร่ตรอง ประเมินความคุ้มค่าของเทคโนโลยี</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/297708
การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรในสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค เมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี
2026-03-17T23:47:12+07:00
นภา วัชรเนตร
krisda@go.buu.ac.th
กฤษฎา นันทเพ็ชร
krisda@go.buu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรในการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา รายได้ต่อเดือน ระยะเวลาในการปฏิบัติงาน และประเภทบุคลากร เครื่องมือของการวิจัยคือแบบสอบถาม โดยศึกษากับบุคลากรในสังกัดสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองพัทยา จำนวน 102 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยด้วยคำสั่งทางสถิติ Compare mean</p> <p>ผลการวิจัย พบว่า 1) การปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลของบุคลากรในสำนักงานการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคเมืองพัทยา จังหวัดชลบุรี โดยภาพรวม บุคลากรมีการปฏิบัติงานอยู่ในระดับมาก ซึ่งสามารถเรียงลำดับได้ดังนี้ (1) ด้านความเสมอภาค (2) ด้านความโปร่งใส (3) ด้านนิติธรรม (4) ด้านภาระความรับผิดชอบ 2) ผลการเปรียบเทียบการปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาล พบว่า บุคลากรเพศชายปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลในระดับมากกว่าเพศหญิง กลุ่มการศึกษาปริญญาตรี ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลในระดับมากกว่ากลุ่มการศึกษาอื่น ๆ กลุ่มรายได้ต่ำกว่า 1 หมื่นบาท ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลในระดับมากกว่ากลุ่มรายได้อื่น และกลุ่มที่มีอายุการปฏิบัติงานไม่เกิน 5 ปีกับกลุ่มอายุงานมาก 25 ปีขึ้นไป ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลในระดับมากกว่ากลุ่มอายุงานอื่น กลุ่มที่เป็นข้าราชการ ปฏิบัติงานตามหลักธรรมาภิบาลในระดับมากกว่ากลุ่มลูกจ้างและกลุ่มลูกจ้างประจำ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296141
แนวทางพัฒนาภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลตามหลักไตรสิกขา ของครูกลุ่มโรงเรียนเพนียด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-26T21:18:23+07:00
ณัฐพร ทรัพย์พจน์
fahnat0310@gmail.com
พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต
fahnat0310@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
fahnat0310@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลตามหลักไตรสิกขา และ3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลตามหลักไตรสิกขาของครูกลุ่มโรงเรียนเพนียด จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี ประกอบด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรในการวิจัยทั้งหมด จำนวน 146 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่านด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลโดยภาพรวมและทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักไตรสิกขา ประกอบด้วย (1) ศีล การส่งเสริมด้วยการยึดมั่นในจริยธรรมและความรับผิดชอบในการใช้เทคโนโลยีอย่างเหมาะสมด้วยวิธีการอบรมจริยธรรมดิจิทัล สร้างจรรยาบรรณผู้นำในยุคดิจิทัล และฝึกวินัยในการใช้เทคโนโลยีอย่างมีจริยธรรม (2) สมาธิ การพัฒนาสมาธิทำได้ด้วยการฝึกสติ บริหารเวลาอย่างมีระบบ สร้างกิจวัตรที่ส่งเสริมความมีจุดมุ่งหมายและวินัยในตนเอง (3) ปัญญา การพัฒนาปัญญาทำได้โดยเรียนรู้ตลอดชีวิต พัฒนาทักษะในการใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์ และสร้างพื้นที่แลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกัน และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำด้านการจัดการเรียนรู้ในยุคดิจิทัลตามหลักไตรสิกขาแบบบูรณาการการพัฒนาภาวะผู้นำของครูในยุคดิจิทัลควรบูรณาการหลักไตรสิกขาเข้ากับกระบวนการจัดการเรียนรู้อย่างสมดุลโดยเน้น (1) ศีล พัฒนากาย วาจา ให้ตั้งอยู่บนพื้นฐานของศีล 5 เน้นการปลูกฝังคุณธรรม ความรับผิดชอบ วินัย และความปลอดภัยในการใช้เทคโนโลยี (2) สมาธิ การพัฒนาสมาธิด้วยการฝึกสติ ควบคุมตนเอง และจัดการเวลาอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อรับมือกับโลกดิจิทัลที่เปลี่ยนแปลงรวดเร็ว (3) ปัญญา การส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต เปิดรับความรู้ใหม่ๆ และใช้เทคโนโลยีอย่างสร้างสรรค์และมีคุณธรรม เพื่อให้ทันต่อการเปลี่ยนแปลงของโลกยุคดิจิทัล โดยใช้แนวทางพัฒนาทักษะใหม่อย่างต่อเนื่อง เช่น เรียนรู้ด้าน AI การคิดเชิงวิพากษ์ หรือภาวะผู้นำและสร้างแหล่งเรียนรู้ร่วม จัดตั้งกลุ่มหรือเครือข่ายแลกเปลี่ยนความรู้ นวัตกรรม และประสบการณ์ในโลกการเปลี่ยนแปลง</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/292633
แนวทางการสื่อสารการตลาดเพื่อส่งเสริมการขายของธุรกิจร้านกาแฟท้องถิ่น ในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-18T10:04:00+07:00
วันเพ็ญ ไกรทองสุขไทย
Siwawut.S@hotmail.com
พวงแก้ว นุดนาบี
Siwawut.S@hotmail.com
ศิวาวุธ แสงสวาสดิ์
sangsawasdis@gmail.com
จตุพงศ์ ภูอาวุธ
Siwawut.S@hotmail.com
อรนรินทร์ มีสัจจานนธนกุล
Siwawut.S@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาพฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มการบริโภคเครื่องดื่มกาแฟในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา และ 2) เพื่อเสนอแนวทางการสื่อสารการตลาดที่เหมาะสมสำหรับส่งเสริมการขายธุรกิจร้านกาแฟในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบเชิงปริมาณ โดยมีกลุ่มตัวอย่างที่เป็นประชาชนผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านกาแฟท้องถิ่นในอำเภอพระนครศรีอยุธยา จำนวน 400 คน ได้จากการคำนวณด้วยสูตรของ Cochran ที่ระดับความเชื่อมั่น 95% และความคลาดเคลื่อน ±5% เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย แบบสอบถามเป็นเครื่องมือเก็บข้อมูล เก็บข้อมูลโดยใช้แบบสอบถามออนไลน์จากกลุ่มผู้บริโภคที่เคยใช้บริการร้านกาแฟท้องถิ่น และการวิเคราะห์ข้อมูล โดยใช้สถิติพรรณนา ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ One-Way ANOVA</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมผู้บริโภคและแนวโน้มการบริโภคเครื่องดื่มกาแฟในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา กลุ่มตัวอย่าง 400 คน ส่วนใหญ่เป็นเพศหญิง อายุ 26–35 ปี ทำงานเอกชน รายได้ 10,001–20,000 บาท และใช้บริการร้านกาแฟสัปดาห์ละ 2–3 ครั้ง พฤติกรรมผู้บริโภคอยู่ในระดับมาก โดยปัจจัยที่มีอิทธิพลสูงสุดคือรสชาติ คุณภาพบริการ และราคาที่เหมาะสม รองลงมาคือบรรยากาศ/ความสะอาด/ความสะดวก และการรับรู้ข้อมูลผ่านโซเชียลมีเดีย (Facebook, TikTok) ผลของการสื่อสารการตลาดต่อการส่งเสริมการขายอยู่ในระดับมากทุกมิติ โดย “ความตั้งใจซื้อ” สูงสุด รองลงมาคือ “การรับรู้แบรนด์” ทั้งนี้ ตัวแปรอายุและรายได้สัมพันธ์กับความภักดีและความตั้งใจซื้ออย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยกลุ่มอายุ 26–35 ปีและรายได้ 10,001–20,000 บาทมีแนวโน้มใช้บริการซ้ำและตอบสนองต่อกิจกรรมส่งเสริมการขายสูงกว่า 2) แนวทางการสื่อสารการตลาดที่เหมาะสมสำหรับส่งเสริมการขายธุรกิจร้านกาแฟในจังหวัดพระนครศรีอยุธยา โดยแนวทางที่เหมาะสมคือใช้การสื่อสารการตลาดแบบบูรณาการในลักษณะดิจิทัลเป็นแกน (digital-first IMC) โดยมุ่งช่องทางหลัก Facebook, TikTok และ LINE OA ควบคู่การเชื่อมต่อออฟไลน์-สู่ออนไลน์ ณ จุดขาย ตามกรอบ AIDA เพื่อสร้างการรับรู้ กระตุ้นความสนใจ และปิดการขายด้วย CTA ที่วัดผลได้ (คูปอง/โค้ดส่วนลด) เสริมด้วยการเล่าเรื่องบนฐานอัตลักษณ์อยุธยา การใช้ไมโครอินฟลูเอนเซอร์ และระบบสมาชิก/CRM เพื่อเพิ่มการซื้อซ้ำและความภักดี โดยติดตามผลด้วยตัวชี้วัด Reach, Engagement, Conversion และอัตราซื้อซ้ำ พร้อมทำ A/B testing เพื่อปรับกลยุทธ์อย่างต่อเนื่อง</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295189
การพัฒนาการจัดการเรียนรู้แบบ SIX-STEP โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านจับใจความเพื่อวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4
2026-03-21T18:26:04+07:00
เมตตา สารมานิตย์
mesanmanit@hotmail.com
พีระ รัตนวิจิตร
mesanmanit@hotmail.com
นัทกาญจน์ รัตนวิจิตร
mesanmanit@hotmail.com
สายพิณ กองกระโทก
mesanmanit@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพการจัดการเรียนรู้แบบ Six-Step โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านจับใจความเพื่อวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 และ 2) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้แบบ Six-Step โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านจับใจความเพื่อวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็น ที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 ประชากรที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้เรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนสุรศักดิ์มนตรี สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษากรุงเทพมหานคร เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 268 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนด้านทักษะการอ่านจับใจความเพื่อวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็น และแบบประเมินความพึงพอใจ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้แบบ Six-Step โดยใช้ชุดกิจกรรมฝึกทักษะการอ่านจับใจความเพื่อวิเคราะห์และแสดงความคิดเห็นที่ส่งผลต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของผู้เรียน ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 4 มี 6 ขั้น ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 สำรวจ ขั้นที่ 2 ตั้งคำถาม ขั้นที่ 3 อ่าน ขั้นที่ 4 สรุป ขั้นที่ 5 สะท้อนคิด และขั้นที่ 6 ทบทวน ที่มีคุณภาพและประสิทธิภาพ ผ่านเกณฑ์ที่กำหนดไว้ และ 2) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ (ภาษาอังกฤษ) ของผู้เรียน มีค่าเฉลี่ยร้อยละ เท่ากับ 83.27 ผ่านเกณฑ์การผ่าน ค่าเป้าหมายที่สถานศึกษากำหนด และผู้เรียนมีความพึงพอใจ โดยภาพรวม อยู่ในระดับมากที่สุด</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298035
แนวทางการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของกลุ่มโรงเรียนมหาจุฬา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-25T01:22:54+07:00
อัญชลี จับจิตต์
Ancharx.work@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
Ancharx.work@gmail.com
วารี โศกเตี้ย
Ancharx.work@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของกลุ่มโรงเรียนมหาจุฬา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมด จำนวน 123 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณา คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่านด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ของกลุ่มโรงเรียนมหาจุฬาโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของกลุ่มโรงเรียนมหาจุฬา เป็นการบริหารจัดการที่มุ่งเน้นการสร้างสภาพแวดล้อมที่เกื้อกูลต่อการพัฒนาทั้งทางกาย จิตใจ และปัญญาอย่างยั่งยืน โดยขับเคลื่อนผ่าน 4 องค์ประกอบหลัก (1) อาวาสสัปปายะ (ด้านสถานที่) จัดเตรียมพื้นที่การเรียนรู้ให้มีความสงบ สะอาด ปลอดภัย และส่งเสริมการพัฒนาจิตใจ (2) อาหารสัปปายะ (ด้านเครื่องมือหล่อเลี้ยงปัญญา) จัดหาสื่อ อุปกรณ์การเรียน และเทคโนโลยีที่เหมาะสม เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้อย่างมีคุณภาพ (3) บุคคลสัปปายะ (ด้านบุคลากร) พัฒนาศักยภาพของครูอย่างต่อเนื่อง ผ่านการจัดอบรมและการประเมินผล เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการจัดการเรียนรู้ (4) ธรรมสัปปายะ (ด้านกระบวนการเรียนรู้) ส่งเสริมกระบวนการเรียนรู้ที่ดี โดยเฉพาะการเรียนรู้ผ่านโครงงานที่สามารถเชื่อมโยงและประยุกต์ใช้กับชีวิตจริงได้ และ 3) แนวทางการบริหารระบบนิเวศการเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 โดยสร้างระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สมดุลทั้งทางกาย ใจ และปัญญา มีแนวทางปฏิบัติใน 4 ด้าน ได้แก่ (1) อาวาสสัปปายะ (ด้านสภาพแวดล้อม) จัดเตรียมพื้นที่และระบบการบริหารให้มีความปลอดภัย โปร่งใส และเอื้อต่อการเรียนรู้แบบลงมือปฏิบัติจริง (2) อาหารสัปปายะ (ด้านสื่อและกิจกรรม) เติมเต็มอาหารทางปัญญาผ่านสื่อ เทคโนโลยี และกิจกรรมการเรียนรู้ พร้อมทั้งติดตามและประเมินผลอย่างสม่ำเสมอ (3) บุคคลสัปปายะ (ด้านบุคลากรและเครือข่าย) พัฒนาครูให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ เปิดโอกาสให้นักเรียนมีความรับผิดชอบ และสร้างเครือข่ายการเรียนรู้ร่วมกับชุมชน (4) ธรรมสัปปายะ (ด้านการบูรณาการ) นำหลักธรรมและเรื่องสิ่งแวดล้อมมาบูรณาการเข้ากับการเรียนการสอน เพื่อสร้างความสมดุลระหว่างความรู้ คุณภาพชีวิต และคุณลักษณะที่ดีของผู้เรียน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296143
รูปแบบการนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 โรงเรียนสมเด็จเจ้าพะโคะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1
2026-03-17T23:14:34+07:00
ณฐมณฑน์ คชเชนทร์
natthamon0802@gmail.com
พระครูพิจิตรศุภการ
natthamon0802@gmail.com
บุญเลิศ วีระพรกานต์
natthamon0802@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการนิเทศการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาคุณภาพผู้เรียนของโรงเรียนสมเด็จเจ้าพะโคะ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสงขลา เขต 1 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศการจัดการเรียนรู้ตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ที่สอดคล้องกับบริบทสถานศึกษา และ 3) ทดลองใช้และประเมินประสิทธิภาพของรูปแบบดังกล่าว งานวิจัยเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ดำเนินการ 3 ขั้นตอน ได้แก่ 1) ศึกษาสภาพจริงของการนิเทศโดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้เกี่ยวข้อง 15 คน 2) พัฒนารูปแบบการนิเทศโดยใช้หลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ผ่านการสัมภาษณ์ผู้เชี่ยวชาญ 5 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และ 3) ทดลองใช้รูปแบบและประเมินความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 15 คน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การนิเทศของโรงเรียนยังขาดความเป็นระบบ ขาดปฏิทินนิเทศที่ชัดเจน ส่งผลให้การพัฒนาคุณภาพผู้เรียนไม่ต่อเนื่อง จึงจำเป็นต้องมีระบบนิเทศที่ชัดเจนและยั่งยืน 2) รูปแบบการนิเทศตามหลักกัลยาณมิตรธรรม 7 ประกอบด้วย 5 องค์ประกอบ ได้แก่ วัตถุประสงค์ ทฤษฎีพื้นฐาน ระบบงาน วิธีดำเนินงาน และเงื่อนไขการนำไปใช้ โดยมีขั้นตอนการนิเทศ 4 ขั้น คือ การศึกษาสภาพและความต้องการ การวางแผน การปฏิบัติการนิเทศ และการประเมินผลและรายงาน 3) ผลประเมินรูปแบบมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และประโยชน์ของรูปแบบใช้ได้จริงและเอื้อต่อการพัฒนาคุณภาพผู้เรียนอย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295245
แนวทางพัฒนาการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 โรงเรียนในกลุ่มภาชีระพีพัฒน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-03-26T21:08:12+07:00
ธิติมา พูลสวัสดิ์
pthitima222@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
pthitima222@gmail.com
วารี โศกเตี้ย
pthitima222@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 โรงเรียนในกลุ่มภาชีระพีพัฒน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมด จำนวน 90 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญด้วยแบบสัมภาษณ์แบบกึ่งมีโครงสร้าง ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยการเนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนยุคดิจิทัลโดยภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) วิธีพัฒนาการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 ประกอบด้วย (1) ทุกข์ (ตระหนักปัญหา) เริ่มต้นจากการให้ผู้เรียน ค้นหาปัญหาจริง ในชีวิตหรือสังคม เพื่อใช้เป็นโจทย์ตั้งต้นในการสร้างสรรค์สิ่งใหม่ (2) สมุทัย (เข้าใจสาเหตุ) ส่งเสริมการ วิเคราะห์สาเหตุ ของปัญหาอย่างลึกซึ้ง เพื่อให้สามารถวางแนวทางแก้ไขได้ตรงจุด ไม่หลงประเด็น (3) นิโรธ (ปลดปล่อยศักยภาพ) เปิดพื้นที่ให้ ระดมความคิดอย่างอิสระ เพื่อมองหาภาพความสำเร็จและแนวทางแก้ไขที่หลากหลาย ไร้ขีดจำกัด (4) มรรค (กระบวนการปฏิบัติ) ลงมือสร้างนวัตกรรมโดยใช้ เทคโนโลยี การตั้งคำถาม และการปฏิบัติจริง เป็นเครื่องมือหลัก เพื่อให้ได้ผลลัพธ์ที่มีประสิทธิภาพและเป็นระบบ และ 3) แนวทางพัฒนาการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ของนักเรียนยุคดิจิทัลตามหลักอริยสัจ 4 โรงเรียนในกลุ่มภาชีระพีพัฒน์ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา (1) ทุกข์ (ตระหนักปัญหา) เริ่มจากการให้นักเรียนเผชิญและยอมรับ ปัญหาการเรียนรู้ที่ขาดความคิดสร้างสรรค์ โดยไม่มองข้าม แต่หยิบยกมาเป็นโจทย์ตั้งต้นในการพัฒนา (2) สมุทัย (วิเคราะห์สาเหตุ) ค้นหารากเหง้าของปัญหา ซึ่งมักเกิดจาก การสอนที่เน้นครูเป็นศูนย์กลาง หรือการใช้เทคโนโลยีแบบผิดวัตถุประสงค์ (ใช้สื่อสารแต่ไม่สร้างสรรค์) (3) นิโรธ (ตั้งเป้าหมายสำเร็จ) กำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ คือการที่นักเรียนสามารถ ปลดปล่อยศักยภาพ สร้างนวัตกรรมหรือผลงานใหม่ๆ โดยมีเทคโนโลยีเป็นเครื่องมือตอบโจทย์เป้าหมายอย่างชัดเจน (4) มรรค (กระบวนการลงมือทำ) ใช้แนวทางการเรียนรู้เชิงรุกที่เน้นการตั้งคำถามและการปฏิบัติจริง เพื่อสร้างผลงานที่เป็นประโยชน์ต่อตนเองและสังคมอย่างเป็นรูปธรรม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298405
ภาวะผู้นำด้านการเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษา ยุคศตวรรษที่ 21
2026-03-21T18:57:05+07:00
พระปลัดสมศักดิ์ อตฺตสุโภ (แซ่ลี้)
sphraplad@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดภาวะผู้นำด้านการเสริมสร้างสุขภาวะทางปัญญาของผู้บริหารสถานศึกษาในยุคศตวรรษที่ 21 ท่ามกลางบริบทโลกที่ผันผวนและซับซ้อน (VUCA World) ซึ่งทำให้การบริหารแบบดั้งเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป โดยรวบรวมแนวคิดทฤษฎีเกี่ยวกับ ภาวะผู้นำ และสุขภาวะทางปัญญา ซึ่งหมายถึงภาวะที่บุคคลดำเนินชีวิตโดยใช้สติปัญญา สามารถคิดวิเคราะห์แยกแยะคุณโทษ และรู้เท่าทันตนเองจนเกิดความสงบสุขจากภายใน</p> <p>ผู้บริหารสถานศึกษายุคใหม่จำเป็นต้องเปลี่ยนบทบาทจากผู้จัดการไปสู่ผู้นำแห่งการเรียนรู้เพื่อสร้างระบบนิเวศที่เอื้อต่อการงอกงามทางปัญญา โดยต้องแสดงบทบาทสำคัญ 4 ประการ ได้แก่ 1) การสร้างวัฒนธรรมแห่งการเรียนรู้ที่ส่งเสริมการใฝ่รู้ตลอดชีวิต 2) การเป็นต้นแบบทางปัญญาและจริยธรรม ที่น่าเชื่อถือและศรัทธา 3) การชี้นำให้เกิดการรู้เท่าทันเทคโนโลยีดิจิทัล และ 4) การสร้างพื้นที่ปลอดภัยทางความคิด เพื่อให้บุคลากรและผู้เรียนกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์ อันจะนำไปสู่การพัฒนาสถานศึกษาให้เป็นองค์กรแห่งปัญญาที่พร้อมรับมือกับความท้าทายในอนาคตได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293805
การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ในสถานศึกษา
2026-03-21T21:29:24+07:00
พระนัฐพล สุธมฺโม (คลังสุภา)
nattaphol301994@hotmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์แนวคิดเกี่ยวกับการพัฒนาและแหล่งเรียนรู้โดยเชื่อมโยงหลักการพื้นฐานเข้ากับการบริหารสถานศึกษาและการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ จากการทบทวนวรรณกรรมพบว่า แก่นแท้ของการพัฒนาที่ยั่งยืนคือ "การพัฒนาคน" ซึ่งต้องเริ่มต้นจากการสร้างความเข้มแข็งจากภายในทั้งในมิติของ พฤติกรรม จิตใจ และปัญญา ตามหลักไตรสิกขา การพัฒนาคนในบริบทการศึกษาจำเป็นต้องอาศัย "แหล่งเรียนรู้" ที่มีประสิทธิภาพ ซึ่งหมายถึงสภาพแวดล้อม ทรัพยากรและสื่อเทคโนโลยีทั้งหมดที่เอื้อให้ผู้เรียนสามารถสร้างองค์ความรู้ได้ด้วยตนเองอย่างต่อเนื่อง</p> <p>บทความได้นำเสนอแนวทางการบริหารสถานศึกษาที่มุ่งเน้นการจัดและพัฒนาแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายทั้งภายในและภายนอกสถานศึกษา เพื่อสนับสนุนการเรียนรู้เชิงรุก นอกจากนี้ บทความยังได้กล่าวถึง "การเรียนรู้เชิงลึก" ซึ่งเป็นเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ที่ได้รับแรงบันดาลใจจากสมองมนุษย์ว่าเป็นเครื่องมือสำคัญแห่งอนาคตที่จะสามารถปฏิวัติกระบวนการเรียนรู้และการเข้าถึงข้อมูลในแหล่งเรียนรู้ต่างๆ <br />ได้อย่างมีนัยสำคัญ ผลที่คาดว่าจะได้รับคือการสร้าง ระบบนิเวศการเรียนรู้ที่สมบูรณ์ซึ่งสามารถพัฒนาผู้เรียนให้มีศักยภาพสูงสุดและพร้อมสำหรับโลกที่เปลี่ยนแปลงไป</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299849
การบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ในสถานศึกษา
2026-03-24T23:46:12+07:00
อัจฉระพรรณ ทองสันต์
mynameis.artcharapan@gmail.com
<p>ยธรรม 7 เข้ากับการบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วมในสถานศึกษา งานวิชาการเปรียบเสมือนหัวใจสำคัญในการขับเคลื่อนสถานศึกษาให้บรรลุเป้าหมายของหลักสูตร ซึ่งครอบคลุมภารกิจหลัก 7 ด้าน การบริหารจัดการให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดนั้น จำเป็นต้องอาศัยกระบวนการบริหารแบบมีส่วนร่วม ที่เปิดโอกาสให้บุคลากรเข้ามามีบทบาทใน 4 ขั้นตอนหลัก ได้แก่ การร่วมคิดวางแผน ร่วมปฏิบัติงาน ร่วมติดตามประเมินผล และร่วมรับผลประโยชน์ อย่างไรก็ตามเพื่อให้กระบวนการมีส่วนร่วมดังกล่าวมีความเข้มแข็ง ทำงานเป็นทีมได้อย่างมีประสิทธิภาพ และยั่งยืน การประยุกต์ใช้หลักอปริหานิยธรรม 7 ซึ่งเป็นธรรมที่ช่วยป้องกันความเสื่อมและนำไปสู่ความเจริญฝ่ายเดียวจึงเป็นกลไกสำคัญในการสร้างความเป็นน้ำหนึ่งใจเดียวกัน</p> <p>ผลการสังเคราะห์แนวทางการบริหารวิชาการแบบมีส่วนร่วมตามหลักอปริหานิยธรรม 7 ในสถานศึกษา ประกอบด้วยการประยุกต์ใช้ดังนี้ 1) หมั่นประชุมกันเนืองนิตย์ เพื่อร่วมคิดและร่วมวางแผนงานวิชาการ 2) พร้อมเพรียงกันทำกิจ เพื่อร่วมปฏิบัติงานและขับเคลื่อนกิจกรรมด้วยความสามัคคี 3) ถือบัญญัติกฎระเบียบเดิม เพื่อร่วมติดตามและประเมินผลตามมาตรฐานอย่างโปร่งใส 4) เคารพผู้อาวุโส เพื่อเปิดรับคำชี้แนะและการนิเทศการศึกษา 5) ให้เกียรติสตรี เด็ก และคนชรา เพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่เท่าเทียมโดยเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ 6) สักการะบูชาสิ่งศักดิ์สิทธิ์ เพื่อบูรณาการประเพณีและวัฒนธรรมท้องถิ่นเข้าสู่การจัดการเรียนการสอน และ 7) อารักขาคุ้มครองคนดี เพื่อสนับสนุนดูแลบุคลากรและร่วมรับผลประโยชน์จากความสำเร็จร่วมกัน</p> <p>การผสานหลักการบริหารสมัยใหม่เข้ากับหลักธรรมประการนี้เป็นการบูรณาการระบบงานวิชาการเข้ากับพลังความร่วมมือของบุคลากร ภายใต้กรอบความคิดแห่งความสามัคคี การเคารพกติกา และการให้เกียรติซึ่งกันและกัน อันจะส่งผลให้สถานศึกษาสามารถพัฒนาคุณภาพการศึกษาได้อย่างมีประสิทธิภาพ ผู้เรียนบรรลุเป้าหมายของหลักสูตร และนำพาองค์กรก้าวไปสู่ความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนโดยปราศจากความเสื่อมถอย</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293821
ภาวะผู้นำด้านการปรับตัวของผู้บริหารสถานศึกษา ยุคศตวรรษที่ 21
2026-03-21T21:33:58+07:00
พระครูพิธานปริยัติกิจ (สมศักดิ์ ขนฺติโก)
phithanpriyatikicphrakhru@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอภาวะผู้นำด้านการปรับตัวของผู้บริหารสถานศึกษา <br />ยุคศตวรรษที่ 21 ซึ่งเป็นยุคที่องค์กรการศึกษาต้องเผชิญกับสภาวะแวดล้อมที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว และความท้าทายเชิงปรับตัวที่ซับซ้อนและไร้คำตอบสำเร็จรูป โดยได้บูรณาการองค์ประกอบภาวะผู้นำด้านการปรับตัวและเสนอเป็นกรอบแนวคิดภาวะผู้นำด้านการปรับตัวของผู้บริหารสถานศึกษายุคศตวรรษที่ 21 ประกอบด้วย 5 ประการ ได้แก่ 1) ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงนวัตกรรม 2) ยุทธศาสตร์การปรับตัวที่ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัล 3) การเสริมพลังทางปัญญาและพัฒนาศักยภาพบุคลากร 4) การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งการเรียนรู้ และ 5) การสร้างระบบนิเวศนวัตกรรมการศึกษา แสดงให้เห็นถึงภาวะผู้นำยุคใหม่ต้องเป็นกระบวนการเชิงพลวัตที่ผสานมิติมนุษย์ กลยุทธ์ และโครงสร้างองค์กร เพื่อสร้างสถาบันการศึกษาที่คล่องตัวและพร้อมรับอนาคต</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299851
การประยุกต์หลักพุทธธรรมเพื่อการบริหารการศึกษาปฐมวัย
2026-03-24T23:44:31+07:00
ชัญญณัท คงกะพันธ์
chanyanat239@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม คือ ไตรสิกขา เข้ากับการบริหารการศึกษาปฐมวัยซึ่งเป็นกระบวนการจัดการและวางรากฐานการพัฒนาเด็กอายุ 0-6 ปีอย่างเป็นองค์รวม ทั้งด้านร่างกาย อารมณ์ จิตใจ สังคม และสติปัญญา การบริหารการศึกษาปฐมวัยที่มีประสิทธิภาพนั้นต้องอาศัยการผสมผสานระหว่างศาสตร์และศิลป์ ครอบคลุมองค์ประกอบสำคัญ 4 ด้าน ได้แก่ การพัฒนาหลักสูตร การจัดสภาพแวดล้อม การจัดประสบการณ์การเรียนรู้ และการประเมินพัฒนาการ</p> <p>การนำหลักไตรสิกขาอันประกอบด้วย ศีล สมาธิ และปัญญา มาบูรณาการเข้ากับกระบวนการบริหาร สามารถยกระดับคุณภาพของสถานศึกษาได้อย่างเป็นรูปธรรม ดังนี้ 1) ด้านศีล (อธิสีลสิกขา) ช่วยในการกำกับดูแลจัดระเบียบสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย เอื้อต่อการเรียนรู้ สร้างวินัยและความไว้วางใจในหมู่บุคลากร ซึ่งส่งเสริมให้เกิดการบริหารแบบมีส่วนร่วมจากผู้ปกครองและชุมชน 2) ด้านสมาธิ (อธิจิตตสิกขา) ช่วยเสริมสร้างความมั่นคงทางอารมณ์ในการจัดประสบการณ์เรียนรู้ที่ให้เด็กได้ลงมือทำจริงอย่างจดจ่อ ตลอดจนช่วยให้ผู้บริหารมีสติ ไม่หวั่นไหวต่ออุปสรรค สามารถสั่งการ ประสานงาน และแก้ปัญหาเฉพาะหน้าได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) ด้านปัญญา (อธิปัญญาสิกขา) เป็นกลไกสำคัญในการคิดวิเคราะห์เพื่อพัฒนาหลักสูตรให้มีความยืดหยุ่นเหมาะสมกับพัฒนาการเด็ก รวมถึงการใช้เหตุผลในการติดตาม ประเมินพัฒนาการเด็ก และตรวจสอบผลการดำเนินงานของสถานศึกษา สรุปได้ว่า การบูรณาการหลักไตรสิกขาเข้ากับการบริหารการศึกษาปฐมวัย เป็นการประยุกต์ใช้ที่ส่งเสริมซึ่งกันและกันอย่างแยกไม่ออก ส่งผลให้สถานศึกษาสามารถจัดการศึกษาได้อย่างมีคุณภาพ สร้างความสมดุล และบรรลุเป้าหมายในการพัฒนาเด็กปฐมวัยให้เติบโตอย่างเต็มศักยภาพ มีความสุข และยั่งยืน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293822
การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมทางการศึกษา
2026-03-21T22:11:47+07:00
พระมหารชต ติสาโร (คุ้มพวง)
rachata3556@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมทางการศึกษา ซึ่งเป็นกระบวนการสำคัญสำหรับการจัดการเรียนรู้ในศตวรรษที่ 21 เนื่องจากว่าเทคโนโลยีทางการศึกษามีความหมายที่กว้างกว่าการเป็นเพียงเครื่องมือ แต่เป็นกระบวนการเชิงระบบที่ผสมผสานศาสตร์ด้านกายภาพและพฤติกรรมศาสตร์ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพการเรียนรู้ โดยสามารถจำแนกได้ 4 ประเภท คือ ช่วยสอน ช่วยค้นคว้า เป็นเครื่องมือ และช่วยในการสื่อสาร ซึ่งมีความสำคัญในการสร้างความเสมอภาคและตอบสนองต่อความแตกต่างของผู้เรียน เมื่อนำเทคโนโลยีมาบูรณาการกับแนวคิดการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมจะเกิดเป็นกลไกที่แข็งแกร่งในการสร้างชุมชนแห่งการเรียนรู้</p> <p>การใช้เทคโนโลยีในการสื่อสารแบบมีส่วนร่วมทางการศึกษาโดยใช้เทคนิคการสื่อสาร 4 ระยะ ได้แก่ การประเมิน การออกแบบร่วมกัน การดำเนินกิจกรรม และการประเมินผล โดยใช้เทคโนโลยีเป็นเครื่องมือขับเคลื่อน การบูรณาการระหว่างเทคโนโลยีและการสื่อสารแบบมีส่วนร่วม เป็นการเปลี่ยนแปลงจากการจัดการศึกษาที่เน้นการถ่ายทอดความรู้ ไปสู่การเสริมอำนาจให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายสามารถร่วมกันสร้างสรรค์กระบวนการเรียนรู้ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญในการพัฒนาผู้เรียนให้เป็นพลเมืองที่เข้มแข็งและเรียนรู้ได้ตลอดชีวิตในยุคดิจิทัล</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293823
การจัดการภาวะวิกฤตทางการศึกษายุคศตวรรษที่ 21
2026-03-21T18:59:50+07:00
พระมหาชนกันต์ ชินวโร (หวังนฤพาน)
ctphone221@gmail.com
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์องค์ความรู้และนำเสนอกรอบแนวคิดการจัดการภาวะวิกฤตทางการศึกษาที่เท่าทันบริบทโลกยุคศตวรรษที่ 21 จากการศึกษาพบว่า ภาวะวิกฤตมีความแตกต่างจากปัญหาทั่วไป โดยเป็นเหตุการณ์ไม่คาดคิดที่ส่งผลกระทบรุนแรงและบีบบังคับให้ต้องตัดสินใจอย่างเร่งด่วน ดังนั้น การจัดการภาวะวิกฤตจึงเป็นกระบวนการเชิงกลยุทธ์ที่เป็นระบบและต่อเนื่อง ไม่ใช่เพียงการแก้ปัญหาเฉพาะหน้า ในโลกยุคปัจจุบัน สถานศึกษาต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตซ้อนที่มีความเชื่อมโยงและซับซ้อนภายใต้สภาวะ VUCA World ผันผวน ไม่แน่นอน ซับซ้อน คลุมเครือ ทำให้กรอบการจัดการวิกฤตแบบดั้งเดิมไม่เพียงพออีกต่อไป</p> <p>บทความจึงนำเสนอกรอบการจัดการภาวะวิกฤตที่ยกระดับวัฏจักร 3 ระยะ ก่อน-ระหว่าง-หลังวิกฤต โดยบูรณาการมิติดิจิทัลเข้าไปในทุกขั้นตอน ตั้งแต่ ระยะก่อนเกิดวิกฤต ที่เน้นการสร้างภูมิคุ้มกันดิจิทัลผ่านการประเมินความเสี่ยงทางไซเบอร์และเตรียมโครงสร้างพื้นฐาน ระยะระหว่างเกิดวิกฤต ที่ต้องตอบสนองด้วยข้อมูลอย่างฉับไวและสื่อสารผ่านช่องทางดิจิทัล ไปจนถึงระยะหลังเกิดวิกฤต ที่ต้องเยียวยาสุขภาวะทางจิตและฟื้นฟูภาวะถดถอยทางการเรียนรู้ ทั้งนี้ ความสำเร็จของกระบวนการทั้งหมดขึ้นอยู่กับปัจจัยชี้ขาดสำคัญ คือ ภาวะผู้นำแบบปรับเปลี่ยน และการสร้าง วัฒนธรรมพลเมืองดิจิทัล โดยเป้าหมายสูงสุดไม่ใช่แค่การฟื้นคืนสู่สภาพเดิมแต่คือการเรียนรู้และเติบโตจากวิกฤตเพื่อสร้างองค์กรให้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเดิม</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/294067
การเรียนการสอนภาษาบาลีแบบการคิดวิเคราะห์ : พลิกโฉมการศึกษาพระปริยัติธรรมสู่ความเข้าใจที่ยั่งยืน
2026-03-21T22:17:33+07:00
พระมหาณัฐวัฒน์ กิตฺติโก (จันทราสุริยัน)
nanthwathn1976@gmail.com
<p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แนวทางการจัดการเรียนการสอนภาษาบาลีในยุคปัจจุบัน โดยเน้นการบูรณาการการคิดวิเคราะห์เข้ากับกระบวนการเรียนรู้ เพื่อตอบสนองต่อความเปลี่ยนแปลงในยุค VUCA (Volatility, Uncertainty, Complexity, Ambiguity) และส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถเข้าถึงแก่นแท้ของพระพุทธธรรมได้อย่างลึกซึ้งยิ่งขึ้น บทความกล่าวถึงรากฐานการเรียนการสอนภาษาบาลีที่เน้นการท่องจำและไวยากรณ์อย่างเข้มงวดซึ่งแม้จะมีจุดแข็งในการสร้างพื้นฐานความรู้ที่มั่นคง แต่ก็ยังไม่สามารถตอบโจทย์ความจำเป็นของการศึกษาในยุคปัจจุบันได้อย่างเต็มที่</p> <p>การนำแนวคิดการคิดวิเคราะห์เข้ามาประยุกต์ใช้ในการเรียนภาษาบาลีช่วยยกระดับผู้เรียนจากการเป็นเพียงผู้สืบทอดความรู้ไปสู่การเป็นผู้สร้างความเข้าใจเชิงลึกและสามารถเชื่อมโยงหลักธรรมเข้ากับบริบทสังคมจริงได้อย่างมีเหตุผลและสร้างสรรค์ โดยอาศัยกระบวนการคิดวิเคราะห์ที่ครอบคลุมทั้งการตั้งคำถาม การวิเคราะห์ข้อมูล การประเมินเนื้อหา การสังเคราะห์ และการประยุกต์ใช้ ซึ่งส่งผลให้ผู้เรียนสามารถพัฒนาทักษะทั้งด้านภาษาศาสตร์และจริยศาสตร์ได้ควบคู่กันไป</p> <p>บทความยังกล่าวถึงบทบาทของนวัตกรรมทางการศึกษา ที่มีความสำคัญต่อการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้ให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีและสังคมยุคใหม่ ทั้งในด้านการใช้สื่อดิจิทัล แอปพลิเคชัน การเรียนแบบปัญหาเป็นฐาน (PBL) การอภิปรายกลุ่ม และการเรียนรู้ผ่านเครือข่ายอินเทอร์เน็ต ซึ่งล้วนแล้วแต่ช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการเรียนรู้ กระตุ้นความสนใจ และสร้างโอกาสให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างลึกซึ้งและยั่งยืน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/293711
การฟื้นฟูจิตใจผู้ประสบภัยน้ำท่วม: การศึกษามิติทางจิตวิญญาณตามหลักพุทธธรรม ในอำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา
2026-03-17T23:39:19+07:00
พระศราวุฒิ สิริวุฑฺโฒ (แก้วนันทะ)
6410205002@mcu.ac.th
พงษ์ประภากรณ์ สุระรินทร์
6410205002@mcu.ac.th
ชูชาติ สุทธะ
6410205002@mcu.ac.th
<p>บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษากระบวนการฟื้นฟูจิตใจผู้ประสบภัยน้ำท่วมในพื้นที่อำเภอภูซาง จังหวัดพะเยา โดยมุ่งเน้นการศึกษามิติทางจิตวิญญาณและการประยุกต์ใช้หลักพุทธธรรม ได้แก่ อริยสัจ 4 พรหมวิหาร 4 สติปัฏฐาน 4 และคุณธรรมด้านขันติ วิริยะ อุเบกขา เพื่อใช้เป็นแนวทางในการเยียวยาและสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจให้แก่ผู้ประสบภัย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ผลกระทบจากภัยพิบัติน้ำท่วมไม่เพียงสร้างความเสียหายทางร่างกายและสังคม แต่ยังก่อให้เกิดสภาวะความเครียด ความวิตกกังวล และความทุกข์ทางอารมณ์จากการสูญเสีย อย่างไรก็ตาม การนำหลักพุทธธรรมมาประยุกต์ใช้มีส่วนสำคัญที่ช่วยให้ผู้ประสบภัยเกิดความเข้าใจและการยอมรับความเป็นจริง (สัจธรรม) ซึ่งช่วยลดทอนความทุกข์ทางใจได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการฝึกสติ การเจริญเมตตา กรุณา มุทิตา อุเบกขา และการปฏิบัติสมาธิ ที่ก่อให้เกิดความสงบและความเข้มแข็งจากภายใน นอกจากนี้ การศึกษายังพบว่า กระบวนการฟื้นฟูจิตใจดำเนินไปในระดับปัจเจกบุคคล ระดับชุมชน และระดับองค์กรหรือวัด โดยชุมชนที่มีความร่วมมือกันอย่างเข้มแข็งและได้รับการสนับสนุนทางจิตใจจากวัดหรือคณะสงฆ์มีแนวโน้มที่จะฟื้นตัวได้รวดเร็วกว่า ดังนั้น หลักธรรมทางพระพุทธศาสนาจึงถือเป็นเครื่องมือสำคัญที่สามารถบูรณาการเข้ากับระบบการจัดการภัยพิบัติ เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่แน่นแฟ้นในชุมชนและสนับสนุนการเยียวยาทางจิตวิญญาณได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-03-31T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์