https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/issue/feed
วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
2026-06-30T23:29:00+07:00
พระครูปลัดสุรวุฒิ สิริวฑฺฒโก (อุกฤษโชค), ดร.
ukitchock@gmail.com
Open Journal Systems
<p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ </strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <div id="content"> <div id="journalDescription"> <p class="a" align="left"><strong><span lang="TH"><span style="vertical-align: inherit;">จัดทำดัชนีใน </span><a title="ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย: ศูนย์ดัชนีการอ้างอิงไทย (TCI)" href="https://www.kmutt.ac.th/jif/public_html/" target="_blank" rel="noopener"><img title="tci" src="https://www.tci-thaijo.org/public/site/images/tci_admin/tci.png" alt="tci" width="90" height="35" border="0" /></a></span></strong></p> </div> </div> <p><strong>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์</strong></p> <p><strong>(Journal of Bovorn Multi-Education and Human Social Sciences : JOB_EHS )</strong></p> <p><strong>ISSN 2730-3233 (Online)</strong></p> <p><strong>นโยบายและขอบเขตการตีพิมพ์ : </strong></p> <p>มีนโยบายรับตีพิมพ์บทความในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้องกับพุทธศาสตร์ ครุศาสตร์ ศึกษาศาสตร์ ศิลปศาสตร์ สังคมศาสตร์ รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ และสาขาวิชาสหวิทยาการอื่นๆ</p> <p>บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์จะต้องไม่เคยตีพิมพ์ หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิ เพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความในวารสารอย่างเคร่งครัด โดยอ้างอิงตามรูปแบบของ APA (นาม-ปี) รวมถึงเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารฯ และเป็นบทความที่ไม่มีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</p> <p>ทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารฯ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความ โดยไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของวารสารฯ</p> <p><strong>กระบวนการพิจารณาบทความ : </strong></p> <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญ 2 แบบ คือ</p> <p>แบบที่ 1 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 2 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p>แบบที่ 2 บทความที่ได้รับการตีพิมพ์ทุกบทความจะต้องผ่านการพิจารณาโดยผู้ทรงคุณวุฒิที่เชี่ยวชาญอย่างน้อย 3 ท่าน ต่อ 1 บทความ แบบผู้ทรงคุณวุฒิและผู้แต่งไม่ทราบชื่อกันและกัน (double-blind review)</p> <p><strong>ประเภทของบทความ : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับตีพิมพ์ประเภทของบทความ คือ บทความวิจัย (Research Article) และบทความวิชาการ (Original Article)</p> <p><strong>ภาษาที่รับตีพิมพ์ :</strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ เปิดรับบทความที่เป็นภาษาไทยและภาษาอังกฤษ</p> <p><strong>กำหนดออก : </strong></p> <p>วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ มีกำหนดออกตีพิมพ์ 4 ฉบับ ต่อปี (ราย 3 เดือน) ดังนี้</p> <p>ฉบับที่ 1 เดือน มกราคม - มีนาคม (กำหนดออก เดือนมีนาคม)</p> <p>ฉบับที่ 2 เดือน เมษายน - มิถุนายน (กำหนดออก เดือนมิถุนายน)</p> <p>ฉบับที่ 3 เดือน กรกฎาคม - กันยายน (กำหนดออก เดือนกันยายน)</p> <p>ฉบับที่ 4 เดือน ตุลาคม - ธันวาคม (กำหนดออก เดือนธันวาคม)</p> <p><strong><span style="vertical-align: inherit;">การตีพิมพ์บทความ</span></strong></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">ผู้แต่งบทความจะตรวจสอบความสมบูรณ์ของบทความตามข้อแนะนำสำหรับผู้แต่งใน กรณีที่ไม่ปฏิบัติตามระเบียบของวารสารฯ กองบรรณาธิการวารสาร ขอสงวนสิทธิ์ในการปฏิเสธการตีพิมพ์และไม่คืนเงิน ในกรณีเทียบเคียง ดังนี้</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">1. บทความของท่านมีความหลายมากกว่า 25% ตามที่ถนนในโปรแกรม CopyCat ในเว็บ Thaijo2</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">2. ผู้แต่งไม่ปฏิบัติตามรูปแบบที่วารสารกำหนด</span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">3. บทความไม่ผ่านการอ่านประเมินของผู้ทรงคุณวุฒิ (Peer Review) </span></p> <p><span style="vertical-align: inherit;">4. ผู้แต่งไม่แก้ไขบทความตามข้อเสนอที่กองบรรณาธิการได้แจ้งในระบบตามระยะเวลาที่กำหนด</span></p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301768
การพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนวัดสว่างอารมณ์ สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1
2026-06-13T14:13:21+07:00
สุพรรณี มีเดช
6703202065@mcu.ac.th
มะลิวัลย์ โยธารักษ์
6703202065@mcu.ac.th
พระครูพิจิตรศุภการ
6703202065@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) นำเสนอและประเมินแนวทางการพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสังคหวัตถุ 4 การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสมผสาน ประกอบด้วย 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาสภาพการพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ โดยเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยแบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 50 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยโปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติโดยใช้ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 2 ศึกษาแนวทางการพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสังคหวัตถุ 4 โดยการสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 5 รูป/คน เพื่อร่างแนวทางการบริหาร และระยะที่ 3 นำเสนอและประเมินแนวทางจากผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน โดยใช้การวิเคราะห์แบบอุปนัย</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ทั้งในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก เรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อยได้ดังนี้ ด้านการวางแผน ด้านการนำไปใช้ ด้านการประเมินผล และด้านการออกแบบ 2) แนวทางการพัฒนาครูในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนรู้ตามหลักสังคหวัตถุ 4 มีการดำเนินงานอย่างเป็นระบบตามกระบวนการพัฒนา ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ได้แก่ (1) การวางแผน (2) การออกแบบ (3) การนำไปใช้ และ (4) การประเมินผล โดยบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย ทาน ปิยวาจา อัตถจริยา และสมานัตตตา เพื่อส่งเสริมการสนับสนุนทรัพยากร การสร้างแรงจูงใจ การพัฒนาศักยภาพครู และการมีส่วนร่วมในการดำเนินงานร่วมกัน ทั้งนี้มุ่งเน้นให้ครูสามารถวิเคราะห์บริบท ใช้ข้อมูลสารสนเทศในการวางแผน ออกแบบกิจกรรมการเรียนรู้ที่เหมาะสม และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีได้อย่างมีประสิทธิภาพ ควบคู่กับการเสริมสมรรถนะครูและการใช้ข้อมูลดิจิทัลในการกำกับติดตามอย่างต่อเนื่อง 3) ผลการประเมินแนวทางพบว่า ผู้ทรงคุณวุฒิเห็นว่าแนวทางมีความเหมาะสม ความเป็นไปได้ มีความเป็นประโยชน์ และสามารถนำไปใช้ได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299924
กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กแบบองค์กรสมรรถนะสูงตามหลักไตรสิกขา ในยุคโลกพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
2026-06-17T23:29:42+07:00
กรณิศ สุวรรณไตรย์
krootik@hotmail.com
ระวิง เรืองสังข์
krootik@hotmail.com
ณัชชา อมราภรณ์
krootik@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอกลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กแบบองค์กรสมรรถนะสูงตามหลักไตรสิกขาในยุคโลกพลิกผัน เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ แบ่งการวิจัยเป็น 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาสภาพการบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กแบบองค์กรสมรรถนะสูง สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา โดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารและครูของสถานศึกษาขนาดเล็ก จำนวน 390 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 พัฒนากลยุทธ์ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 ท่าน และใช้แบบการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้กลยุทธ์กับกลุ่มตัวอย่าง 1 โรงเรียน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อกลยุทธ์ และการประชุมปฏิบัติการผู้บริหารสถานศึกษา ครูและบุคลากรทางศึกษา จำนวน 13 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 4 ประเมินกลยุทธ์โดยใช้แบบประเมินตามมาตราฐานการประเมิน 4 ด้าน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 390 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การบริหารสถานศึกษาขนาดเล็กแบบองค์กรสมรรถนะสูงตามหลักไตรสิกขาในยุคโลกพลิกผัน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา ประกอบด้วยวิสัยทัศน์ พันธกิจ เป้าประสงค์ กลยุทธ์ การขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ เงื่อนไขความสำเร็จ สรุปองค์ความรู้การวิจัย คือ “THiSS Model”</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301207
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามหลักอริยสัจ 4 ของกลุ่มโรงเรียนธนบุรี กรุงเทพมหานคร
2026-06-25T01:57:02+07:00
พระมหาวิเชษฐ์ อธิเชฏฺโฐ (สุโข)
vizes2001@gmail.com
สุทธิพงษ์ ศรีวิชัย
vizes2001@gmail.com
ณัชชา อมราภรณ์
vizes2001@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามหลักอริยสัจ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามหลักอริยสัจ 4 เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 260 คนวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติแบบบรรยาย คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารกลุ่มโรงเรียนธนบุรี กรุงเทพมหานคร ในภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามหลักอริยสัจ 4 เป็นการดำเนินการผ่านการประยุกต์ใช้หลักอริยสัจ 4 เข้ากับกระบวนการบริหารจัดการเพื่อยกระดับภาวะผู้นำ 5 ด้าน ได้แก่ การสร้างบารมี การสร้างแรงบันดาลใจ การคำนึงถึงความเป็นเอกัตถะบุคคล การกระตุ้นทางปัญญา และการให้รางวัลตามสถานการณ์ และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงของผู้บริหารตามหลักอริยสัจ 4 เป็นการดำเนินงานอย่างเป็นระบบเพื่อยกระดับศักยภาพผู้นำในการกระตุ้นและปรับเปลี่ยนทัศนคติของผู้ตาม ให้เกิดความร่วมมือบรรลุเป้าหมายสูงสุดขององค์กร โดยบูรณาการกลไกการแก้ปัญหาตามหลักอริยสัจ 4 เข้ากับเป้าหมายการพัฒนาภาวะผู้นำ 5 ด้าน ประกอบด้วย 1) การใช้กลไกตามหลักอริยสัจ 4 เริ่มจากการตระหนักรู้ปัญหาและการเปลี่ยนแปลง (ทุกข์) วิเคราะห์สาเหตุเพื่อประเมินระดับความจำเป็นในการพัฒนา (สมุทัย) ดำเนินการแก้ไขปัญหาให้หมดไป (นิโรธ) และวิเคราะห์ข้อมูลเพื่อกำหนดแนวทางรับมือทั้งในปัจจุบันและอนาคต (มรรค) 2) การยกระดับภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง 5 ด้าน มุ่งเน้นให้ผู้บริหาร สร้างบารมีผ่านการเป็นแบบอย่างที่ดีและมีคุณธรรม สร้างแรงบันดาลใจและคำนึงถึงความเป็นเอกัตถะบุคคลเพื่อกระตุ้นความมุ่งมั่นจากภายในโดยไม่บังคับ กระตุ้นทางปัญญาเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์และสร้างสรรค์ความรู้ใหม่ และการให้รางวัลตามสถานการณ์เพื่อเสริมแรงพฤติกรรมที่พึงประสงค์และกระตุ้นการพัฒนาอย่างต่อเนื่อง</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298461
แนวทางการบริหารเชิงรุกตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จังหวัดนนทบุรี
2026-06-23T09:43:49+07:00
ชัยณรงค์ หนูเอี่ยม
nanachitthung@gmail.com
เผด็จ จงสกุลศิริ
nanachitthung@gmail.com
พระครูโอภาสนนทกิตติ์
nanachitthung@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารเชิงรุก 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารเชิงรุกตามหลักสัปปุริสธรรม 7 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารเชิงรุกตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็น และการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 7 ท่านเพื่อเสนอแนวทางการบริหารเชิงรุก วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และการใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 205 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นการบริหารเชิงรุกของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ จำเป็นต้องปรับใช้เทคโนโลยีในการเรียนการสอน ปรับหลักสูตรและกิจกรรมให้เหมาะสม ขยายช่องทางออนไลน์ และเสริมความร่วมมือกับชุมชนและภาคส่วนต่างๆ ควรเพิ่มกิจกรรมที่เชื่อมโยงกับชีวิตประจำวัน พัฒนาทักษะบุคลากร และปรับปรุงการบริหารจัดการให้มีประสิทธิภาพ โดยการใช้เครื่องมือประเมินผลและพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในระยะยาว 2) วิธีการบริหารเชิงรุกตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 7 ด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) แนวทางการบริหารเชิงรุกตามหลักสัปปุริสธรรม 7 ของศูนย์ศึกษาพระพุทธศาสนาวันอาทิตย์ ได้แก่ (1) การวิเคราะห์สถานการณ์และคาดการณ์อนาคต โดยใช้ข้อมูลและประสบการณ์ในการวางแผนที่ดี (2) ประเมินผลลัพธ์จากการกระทำ ทั้งระยะสั้นและระยะยาว พร้อมวางแผนเพื่อบรรลุเป้าหมาย (3) วิเคราะห์จุดแข็งและจุดอ่อนของตนเอง ปรับปรุงพัฒนาและเข้าใจในบทบาทหน้าที่ (4) บริหารทรัพยากรและเวลาอย่างเหมาะสม รักษาสมดุลในชีวิตระหว่างงานกับชีวิตส่วนตัว (5) วางแผนการทำงาน จัดลำดับความสำคัญและจัดสรรเวลาอย่างคุ้มค่าและมีประสิทธิภาพ (6) เรียนรู้และตอบสนองความต้องการของชุมชนและสร้างความสัมพันธ์ที่ดี (7) เข้าใจอุปนิสัยของทีมงาน มอบหมายคนให้เหมาะสมกับงาน และสร้างบรรยากาศที่ดีในทีม</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/303163
รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านภาวะผู้นำครูตามหลักไตรสิกขา สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี
2026-06-17T08:10:05+07:00
สุนทร พริกจำรูญ
stpjr2001@gmail.com
สมศักดิ์ บุญปู่
stpjr2001@gmail.com
ระวิง เรืองสังข์
stpjr2001@gmail.com
<p class="5175" style="margin-top: 0cm;"><span lang="TH">บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านภาวะผู้นำครูตามหลักไตรสิกขา สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะโดยแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็นของสมรรถนะด้านภาวะผู้นำครูด้วยการใช้แบบสอบถามกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 323 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และดัชนี </span>PNI<sub>modified</sub><span lang="TH"> ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบ 1) การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 15 รูป/คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา และระยะที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบ จัดประชุมกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 17 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน ระยะที่ 4 การประเมินรูปแบบโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 21 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน</span></p> <p class="5175" style="margin-top: 0cm;"><span lang="TH">ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาสมรรถนะด้านภาวะผู้นำครูตามหลักไตรสิกขา สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี ประกอบด้วย 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1</span>) <span lang="TH">หลักการ 2</span>) <span lang="TH">วัตถุประสงค์ 3</span>) <span lang="TH">ระบบและกลไก 4</span>) <span lang="TH">วิธีการดำเนินงาน 5</span>) <span lang="TH">แนวทางการประเมิน 6</span>) <span lang="TH">เงื่อนไขความสำเร็จ และผลประเมินรูปแบบ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปองค์ความรู้การวิจัยเป็น </span>“CTDO”</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300897
แนวทางการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคโลกโกลาหลตามหลักสัปปายะ 4 กลุ่มโรงเรียนนวพัฒน์ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาระยอง เขต 2
2026-06-24T22:15:13+07:00
พระปลัดชาญณรงค์ กมโล (อุทัยชลานนท์)
bmspo107@gmail.com
ณัชชา อมราภรณ์
bmspo107@gmail.com
ระวิง เรืองสังข์
bmspo107@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารแหล่งเรียนรู้ในในยุคโลกโกลาหล 2) เพื่อศึกษาวิธีบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคโลกโกลาหลตามหลักสัปปายะ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคโลกโกลาหลตามหลักสัปปายะ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 92 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ความต้องการจำเป็น และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของการบริหารแหล่งเรียนรู้ในในยุคโลกโกลาหล อันดับที่ 1 คือ ด้านบุคคล อันดับที่ 2 ด้านทรัพยากรธรรมชาติ อันดับที่ 3 ด้านเอกสารสิ่งพิมพ์เทคโนโลยี อันดับที่ 4 ด้านสถานที่ อันดับที่ 5 ด้านอาชีพ อันดับที่ 6 ด้านวัฒนธรรมประเพณีท้องถิ่น 2) วิธีบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคโลกโกลาหลตามหลักสัปปายะ 4 ของกลุ่มโรงเรียนนวพัฒน์ ประกอบด้วย (1) อาวาสสัปปายะ <br />จัดสภาพแวดล้อมและสื่อดิจิทัลให้พร้อมรองรับการเรียนรู้ทั้งออนไลน์และออฟไลน์ (2) ภัสสสัปปายะ ใช้เทคโนโลยีส่งเสริมการสื่อสารแบบสองทาง (3) โคจรสัปปายะ บูรณาการเครือข่ายการเรียนรู้ทั้งในโรงเรียน ชุมชน โลกเสมือน และผู้เชี่ยวชาญ (4) อิริยาปถสัปปายะ จัดกิจกรรมที่ตอบสนองความสนใจและความถนัด เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและเข้าใจเนื้อหาอย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) แนวทางการบริหารแหล่งเรียนรู้ในยุคโลกโกลาหลตามหลักสัปปายะ 4 ของกลุ่มโรงเรียนนวพัฒน์ ให้ความสำคัญกับ 3 ประเด็นหลัก ได้แก่ <br />(1) การจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเข้าถึงความรู้และปรับตัวอย่างรวดเร็ว (2) การส่งเสริมการสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจและพัฒนาทักษะการทำงานร่วมกัน (3) การจัดกิจกรรมการเรียนรู้ที่สอดคล้องกับหลักอิริยาปถสัปปายะ เพื่อสร้างความเข้าใจอย่างลึกซึ้ง พัฒนาทักษะ สร้างแรงจูงใจในการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง และส่งเสริมการเจริญปัญญาและคุณธรรมของผู้เรียน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300739
แนวทางการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพุทธธรรม กลุ่มโรงเรียนอนุบาลหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี
2026-06-29T13:56:03+07:00
อดิศักดิ์ พันธุ์เรณู
aon.panrenoo@gmail.com
พระครูภัทรธรรมคุณ
aon.panrenoo@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
aon.panrenoo@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียน 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพุทธธรรม และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักพุทธธรรม เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 148 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนในภาพรวมและรายด้านทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของกลุ่มโรงเรียนอนุบาลหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี มุ่งเน้นการแก้ไขปัญหาพฤติกรรมและวิชาการ ควบคู่ไปกับการส่งเสริมคุณธรรม จริยธรรม และสร้างความสัมพันธ์อันดีระหว่างครู นักเรียน และผู้ปกครอง เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาผู้เรียนอย่างรอบด้านและยั่งยืน และ 3) แนวทางการบริหารระบบการดูแลช่วยเหลือนักเรียนตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของกลุ่มโรงเรียนอนุบาลหนองขาหย่าง จังหวัดอุทัยธานี ประกอบด้วย (1) ทาน ให้ความช่วยเหลือทั้งด้านข้อมูล สิ่งของ และจิตใจ (2) ปิยวาจา ใช้การสื่อสารอย่างสร้างสรรค์และสุภาพ (3) อัตถจริยา ดำเนินการช่วยเหลืออย่างเป็นระบบและประสานงานกับทุกฝ่าย และ (4) สมานัตตตา ดูแลนักเรียนอย่างเท่าเทียมและไม่เลือกปฏิบัติ การบูรณาการหลักธรรมนี้ช่วยสร้างความไว้วางใจและความร่วมมือที่มีประสิทธิภาพในการดูแลผู้เรียน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/302578
แนวทางการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของโรงเรียนกลุ่มสหวิทยศึกษาลำพญา จังหวัดสระบุรี
2026-06-29T19:29:40+07:00
ปภาวดี ศรีสว่าง
papawadees.ps@gmail.com
สุทธิพงษ์ ศรีวิชัย
papawadees.ps@gmail.com
พระสุรชัย สุรชโย
papawadees.ps@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพงานประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 122 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ยและค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 6 คน วิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพงานประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัลในภาพรวมและรายด้านทั้ง 2 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 2 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการออกแบบเว็บไซต์ เน้นการคงจุดเด่นด้านความสวยงาม ควบคู่กับการปรับปรุงโครงสร้างให้ใช้งานง่าย จัดเมนูชัดเจน ใช้ภาษาสุภาพ และรองรับการเข้าถึงอย่างเท่าเทียม (2) ด้านคุณภาพของเนื้อหาบนเว็บไซต์ มุ่งบูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 ได้แก่ ทาน (ให้ข้อมูลที่เป็นประโยชน์) ปิยวาจา (สื่อสารเป็นมิตรเข้าใจง่าย) อัตถจริยา (เนื้อหานำไปแก้ปัญหาได้จริง) และสมานัตตตา (พัฒนาข้อมูลให้ครบถ้วนและทันสมัยอย่างสม่ำเสมอ) เพื่อสร้างความน่าเชื่อถือและเกิดประโยชน์สูงสุดแก่ผู้ใช้งาน และ 3) แนวทางการพัฒนางานประชาสัมพันธ์ยุคดิจิทัลตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 2 ด้าน โดยมีการบูรณาการหลักธรรม ดังนี้ (1) ด้านการออกแบบเว็บไซต์ เน้นการจัดหมวดหมู่ให้ค้นหาข้อมูลได้ง่าย (ทาน) ใช้ภาษาสุภาพและรูปแบบที่สบายตา (ปิยวาจา) รองรับการใช้งานทุกอุปกรณ์พร้อมระบบอำนวยความสะดวก (อัตถจริยา) และออกแบบให้ทุกคนเข้าถึงได้อย่างเท่าเทียม (สมานัตตตา) และ (2) ด้านคุณภาพของเนื้อหาบนเว็บไซต์ เน้นนำเสนอข้อมูลที่ถูกต้องและเป็นประโยชน์ (ทาน) สื่อสารด้วยภาษาและรูปแบบที่เข้าใจง่าย (ปิยวาจา) จัดทำเนื้อหาที่นำไปประยุกต์ใช้ได้จริง (อัตถจริยา) และอัปเดตข้อมูลให้ทันสมัยครอบคลุมทุกกลุ่มเป้าหมายอย่างสม่ำเสมอ (สมานัตตตา)</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300369
แนวทางการพัฒนาครูมืออาชีพด้านการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพรหมวิหาร 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนบ้านกุ่ม จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-06-23T22:26:49+07:00
ปิยวิชญ์ ศิลวัตร
Jameloverescue@gmail.com
พระครูกิตติญาณวิสิฐ
Jameloverescue@gmail.com
พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต
Jameloverescue@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษ ที่ 21 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาครูมืออาชีพด้านการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพรหมวิหาร 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาครูมืออาชีพด้านการจัดการเรียนการสอน.ในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพรหมวิหาร 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 50 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงบรรยาย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาครูมืออาชีพด้านการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย (1) การออกแบบหลักสูตรที่เท่าเทียมและเป็นธรรม (2) การประเมินผลตามหลักเมตตาเพื่อส่งเสริมการเติบโต (3) การใช้สื่อการสอนที่สอดคล้องกับศักยภาพผู้เรียน (4) การจัดการเรียนการสอนที่สร้างบรรยากาศอบอุ่นและทั่วถึง (5) การพัฒนาครูให้ยึดมั่นในหลักเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขา เพื่อดูแลช่วยเหลือผู้เรียนด้วยความเข้าใจ อันจะนำไปสู่การหล่อหลอมผู้เรียนให้เป็นทั้งคนเก่ง คนดี และมีความสุข และ 3) แนวทางการพัฒนาครูมืออาชีพด้านการจัดการเรียนการสอนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักพรหมวิหาร 4 ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการออกแบบหลักสูตร เน้นความเสมอภาคและรองรับความหลากหลาย (2) ด้านการวัดและประเมินผล เน้นส่งเสริมพัฒนาการอย่างเป็นกลาง (3) ด้านสื่อการสอน เน้นการเข้าถึงง่ายและเคารพความแตกต่าง (4) ด้านการจัดการเรียนการสอน เน้นความยืดหยุ่นตามศักยภาพผู้เรียน และ (5) ด้านครูผู้สอน เน้นการประยุกต์ใช้หลักพรหมวิหาร 4 เพื่อสร้างกระบวนการเรียนรู้ที่มีคุณภาพและยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301208
กระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี จังหวัดนนทบุรี
2026-06-25T23:03:21+07:00
พระวุฒิภัทร จิรวฑฺฒโน (สรรพยาศรี)
wutthipat.sanpayasi9@gmail.com
พระสุรชัย สุรชโย
wutthipat.sanpayasi9@gmail.com
สมศักดิ์ บุญปู่
wutthipat.sanpayasi9@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันของภาวะผู้นำของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี 2) เพื่อศึกษากระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำโดยใช้หลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา 3) เพื่อเสนอกระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำโดยใช้หลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี จังหวัดนนทบุรี เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธีโดยวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 60 รูป ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการบริหารสำนักเรียนพระปริยัติธรรมของโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี ในภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) กระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษา เน้นการใช้เครื่องมือประเมินที่หลากหลายและเปิดโอกาสให้บุคลากรมีส่วนร่วมกำหนดเกณฑ์ เพื่อสร้างความโปร่งใสและยุติธรรม การบูรณาการหลักธรรมดังกล่าวช่วยสร้างขวัญกำลังใจ ความเมตตา และความเอาใจใส่ต่อผู้ใต้บังคับบัญชา ซึ่งจะส่งผลดีต่อการพัฒนาศักยภาพและยกระดับประสิทธิภาพในการปฏิบัติงาน และ 3) กระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำตามหลักพรหมวิหารธรรมของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกบาลี จังหวัดนนทบุรี ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการบริหาร มอบหมายงานตามความสามารถและเปิดรับฟังความคิดเห็น (2) ด้านการปฏิบัติงาน บริหารจัดการทรัพยากรและนโยบายเพื่อพัฒนาศักยภาพผู้เรียนและบุคลากร (3) ด้านวิสัยทัศน์ ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิตให้สอดรับกับสังคม (4) ด้านทักษะสื่อสาร สื่อสารอย่างชัดเจน สร้างแรงบันดาลใจ และนำเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้ และ (5) ด้านความฉลาดทางอารมณ์ มีสติควบคุมอารมณ์ และมีความเห็นอกเห็นใจเพื่อสร้างบรรยากาศการทำงานและความสัมพันธ์ที่ดี</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300915
การพัฒนาสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูตามหลักสาราณิยธรรม กลุ่มโรงเรียนบ้านลาดหาดทราย จังหวัดเพชรบุรี
2026-06-24T22:55:16+07:00
วัชรินทร์ เรืองแสงอร่าม
watcharin.pond29@gmail.com
พระศรีวัชรสารบัณฑิต
watcharin.pond29@gmail.com
สุทธิพงษ์ ศรีวิชัย
watcharin.pond29@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสมรรถนะการทำงานของครู 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูตามหลักสาราณิยธรรม และ 3) เพื่อประเมินการพัฒนาสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูตามหลักสาราณิยธรรม เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ระหว่างการวิจัยเชิงปริมาณและเชิงคุณภาพ ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 84 คน และกลุ่มเป้าหมาย จำนวน 25 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สมรรถนะการทำงานของครูในภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูตามหลักสาราณิยธรรม กลุ่มโรงเรียนบ้านลาดหาดทราย จังหวัดเพชรบุรี ประกอบด้วย 5 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการให้ความร่วมมือ เน้นการช่วยเหลือ แบ่งปัน และสื่อสารเชิงบวกเพื่อประโยชน์ของผู้เรียน (2) ด้านการเสริมแรงให้กำลังใจ เน้นการชื่นชมเพื่อนร่วมงานอย่างจริงใจเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ (3) ด้านการปรับตัว เน้นสร้างพื้นที่ปลอดภัยเพื่อช่วยเหลือกันรับมือกับการเปลี่ยนแปลง (4) ด้านการแสดงบทบาทผู้นำหรือผู้ตาม เน้นความยืดหยุ่นในบทบาทควบคู่กับความรับผิดชอบในหน้าที่ (5) ด้านการมีส่วนร่วมเพื่อพัฒนาองค์กร เน้นการร่วมวางแผนและปฏิบัติงานตามวิสัยทัศน์เพื่อสร้างความสำเร็จและความเป็นเจ้าของร่วมกัน และ 3) ผลประเมินการพัฒนาสมรรถนะการทำงานเป็นทีมของครูตามหลักสาราณิยธรรมในภาพรวมมีความเป็นประโยชน์ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/295436
หลักสูตรพัฒนาการบริการของเบย์โฮสต์ บริษัท เดอะ กอล์ฟ 123 จำกัด
2026-06-13T14:09:20+07:00
สุธาสินี พงเกษ
suthasiniphongket@gmail.com
ชุติเนตร บัวเผื่อน
suthasiniphongket@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ความสำคัญของบทบาทพนักงานในตำแหน่งเบย์โฮสต์ และเพื่อออกแบบหลักสูตรพัฒนาการบริการของพนักงานตำแหน่งเบย์โฮสต์ ระดับปฏิบัติงานแผนก Food and Beverage ของบริษัท เดอะ กอล์ฟ 123 จำกัด เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพอาศัยกรอบการออกแบบการเรียนรู้ตามขั้นตอนการวิเคราะห์และการออกแบบ ของแบบจำลอง ADDIE เก็บข้อมูลด้วยการสนทนากลุ่มกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 9 คน ได้แก่ ผู้บริหารระดับกลาง 1 คน ผู้จัดการฝ่ายปฏิบัติการ 1 คน ผู้จัดการฝ่ายอาหารและเครื่องดื่ม 1 คน ผู้ช่วยผู้จัดการฝ่ายบุคคล 1 คน และพนักงานเบย์โฮสต์ที่ได้รับคำชมต่อเนื่อง 5 คน จากนั้นนำผลการวิเคราะห์จากระยะแรกมาออกแบบโครงร่างหลักสูตร และทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยข้อมูลปฐมภูมิจากการสนทนากลุ่มโดยใช้คำถามหลัก 4 ประเด็นเป็นกรอบการเก็บข้อมูล</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) โครงสร้างหลักสูตรที่พัฒนาขึ้นประกอบด้วยสองแกนสาระสำคัญ ได้แก่ 1) การพัฒนาบุคลิกภาพเพื่อสร้างความประทับใจแรกและการบริการที่เป็นเลิศ และ 2) การมีส่วนร่วมและการสร้างความสัมพันธ์อย่างยั่งยืน 2) การจัดการเรียนรู้ด้วยบทบาทสมมติควบคู่กรณีศึกษาเหมาะสมต่อการพัฒนาสมรรถนะการสื่อสารและการบริการของพนักงานเบย์โฮสต์ โดยการฝึกในสถานการณ์จำลองที่ใกล้เคียงงานจริง เช่น การชวนสนทนา การตั้งคำถามปลายเปิด การแนะนำกิจกรรมและเมนู ช่วยให้ผู้เรียนกล้าสื่อสารมากขึ้น เห็นทางเลือกของหัวข้อการสนทนาที่เหมาะสมตามบริบทลูกค้า และได้รับข้อเสนอแนะเชิงปฏิบัติการแบบทันที ส่งผลให้ทักษะถูกถ่ายโอนไปใช้หน้างานได้จริง คุณภาพปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าดีขึ้น และประสบการณ์บริการมีความต่อเนื่องยิ่งขึ้น 3) การวัดและประเมินผลการเรียนรู้ โดยใช้แบบประเมินความพึงพอใจในการจัดอบรม แบบประเมินเชิงพฤติกรรมหลังอบรม เกณฑ์ผ่านมากกว่าร้อยละ 80 แบบประเมินพฤติกรรมหลังอบรม 1 เดือน เกณฑ์ผ่านมากกว่าร้อยละ 80 ทั้งนี้ ได้ตรวจสอบความตรงเชิงเนื้อหาโดยผู้ทรงคุณวุฒิ 3 ท่าน ผลตรวจสอบค่าดัชนีความสอดคล้อง ซึ่งได้ค่าระหว่าง 0.67 - 1.00 แสดงว่าผู้เชี่ยวชาญมีความเห็นว่าหลักสูตร มีสาระสำคัญสอดคล้องตามวัตถุประสงค์ของการวิจัยสามารถนำไปใช้ได้</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/302582
แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักพุทธวิธีการสอนของครูโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
2026-06-29T18:45:23+07:00
เจนจิรา กว้างนอก
kanamayi@gmail.com
พระครูวิรุฬห์สุตคุณ
kanamayi@gmail.com
อินถา ศิริวรรณ
kanamayi@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนการสอน 2) เพื่อศึกษาวิธีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักพุทธวิธีการสอน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักพุทธวิธีการสอน เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัย จำนวน 132 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนการสอนในภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักพุทธวิธีการสอน ได้แก่ (1) การวัดและประเมินผล เน้นใช้ระบบดิจิทัลเพื่อการประเมินที่โปร่งใส ยุติธรรม และสะท้อนผลได้ตรงจุด (2) กระบวนการเรียนรู้ เน้นถ่ายทอดเนื้อหาให้แจ่มแจ้งและกระตุ้นการค้นคว้า (3) หลักสูตร เน้นออกแบบเนื้อหาให้ทันสมัยและส่งเสริมความคิดสร้างสรรค์ (4) สื่อการสอน เน้นประยุกต์ใช้สื่อที่เข้าใจง่ายและสร้างแรงบันดาลใจ (5) กิจกรรมการเรียนรู้ เน้นจัดกิจกรรมที่ส่งเสริมความกล้าแสดงออกและการมีส่วนร่วม โดยทุกด้านมุ่งบูรณาการหลักพุทธวิธีการสอนเพื่อสร้างบรรยากาศการเรียนรู้ที่ชัดเจน สร้างแรงจูงใจ เสริมความมั่นใจ และสนุกสนานร่าเริง และ 3) แนวทางการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีดิจิทัลเพื่อการจัดการเรียนการสอนตามหลักพุทธวิธีการสอน ประกอบด้วย (1) การวัดและประเมินผล อธิบายเกณฑ์และผลลัพธ์ให้ชัดเจน (สันทัสสนา) เชื่อมโยงกับชีวิตจริงเพื่อกระตุ้นการพัฒนา (สมาทปนา) ประเมินความพยายามเพื่อสร้างความมั่นใจ (สมุตเตชนา) และสะท้อนผลเชิงบวกเพื่อลดความกดดัน (สัมปหังสนา) (2) กระบวนการเรียนรู้ ใช้สื่อสาธิตให้เห็นภาพแจ่มแจ้ง (สันทัสสนา) เชื่อมโยงบทเรียนกับประสบการณ์ (สมาทปนา) ท้าทายให้กล้าคิดกล้าทำ (สมุตเตชนา) และสร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน (สัมปหังสนา) และ (3) หลักสูตร กำหนดโครงสร้างเป้าหมายชัดเจน (สันทัสสนา) จัดเนื้อหาตอบโจทย์สังคม (สมาทปนา) ส่งเสริมการเรียนรู้ที่ทันสมัยและสร้างสรรค์ (สมุตเตชนา) และยืดหยุ่นผ่านกิจกรรมที่สร้างความสุข (สัมปหังสนา)</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300372
แนวทางการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมปชัญญะ กลุ่มโรงเรียนบูรพาบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-06-23T21:18:06+07:00
อรัญญา ภูนาแก้ว
arunyajsr@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
arunyajsr@gmail.com
วารี โศกเตี้ย
arunyajsr@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมปชัญญะ และ 3) เพื่อศึกษาแนวทางการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมปชัญญะ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 115 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัญหาการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมปชัญญะของกลุ่มโรงเรียนบูรพาบางปะอิน ประกอบด้วย (1) ด้านมาตรการป้องกัน (รู้ตัวในสิ่งที่มีประโยชน์) เน้นวิเคราะห์ปัญหาอย่างมีสติและจัดระบบรักษาความปลอดภัย เช่น กล้องวงจรปิด ระบบแจ้งเหตุ และเวรยาม (2) ด้านมาตรการปลูกฝัง (รู้ตัวว่ามีความสบาย) เน้นสร้างสภาพแวดล้อมที่ปลอดภัย จัดอบรมความรู้เรื่องภัย และส่งเสริมคุณธรรม (3) ด้านมาตรการปราบปราม (รู้ตัวกับสถานที่เดินทาง) เน้นส่งเสริมการมีสติในการเดินทาง จัดทำแผนความปลอดภัย มีระบบติดตามนักเรียน และสร้างเครือข่ายความร่วมมือกับผู้ปกครองและชุมชน และ 3) แนวทางการบริหารความปลอดภัยในสถานศึกษาตามหลักสัมปชัญญะ กลุ่มโรงเรียนบูรพาบางปะอิน ประกอบด้วย (1) ด้านมาตรการป้องกัน (รู้ตัวในสิ่งที่มีประโยชน์) เน้นวิเคราะห์ข้อมูลสถิติ ติดตั้งกล้องวงจรปิด จัดเวรยาม และกำหนดบทลงโทษที่ชัดเจน (2) ด้านมาตรการปลูกฝัง (รู้ตัวว่ามีความสบาย) เน้นสร้างสภาพแวดล้อมที่มั่นคง จัดอบรม และส่งเสริมคุณธรรมเพื่อความปลอดภัย และ (3) ด้านมาตรการป้องกันความไม่ปลอดภัย (รู้ตัวกับสถานที่เดินทางไป) เน้นส่งเสริมสติในการเดินทาง ทำแผนเส้นทางปลอดภัย มีระบบติดตาม และสร้างเครือข่ายร่วมกับผู้ปกครองและชุมชน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301247
แนวทางการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 กลุ่มโรงเรียนสีกุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2
2026-06-26T00:24:19+07:00
เสาวลักษณ์ โตทองหลาง
analog.wit@mcu.ac.th
ประวิทย์ ชัยสุข
analog.wit@mcu.ac.th
พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฒโน
analog.wit@mcu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ของบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 56 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษา กลุ่มโรงเรียนสีกุก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) วิธีการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษา ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) การเข้าใจบทบาทหน้าที่และเป้าหมายของตนเอง (2) การขจัดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ด้วยความสุขุมและประนีประนอม (3) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ชัดเจน และเปิดกว้าง (4) การเข้าใจและให้กำลังใจผู้อื่น ทั้งนี้ ได้บูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมยึดเหนี่ยวน้ำใจ ผูกไมตรี และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันในการปฏิบัติงาน และ 3) แนวทางการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่ (1) การเข้าใจตนเองทั้งด้านจิตใจและพฤติกรรม (2) การเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นโดยไม่ตัดสิน (3) การใช้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความร่วมมือในการทำงาน และ (4) การขจัดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ด้วยการให้อภัย ลดทิฐิ รับฟังความคิดเห็น และเน้นการประนีประนอมเพื่อความสงบสุขในองค์กร</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298490
แนวทางการส่งเสริมทักษะอาชีพของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 ในโรงเรียนเขตคุณภาพศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี
2026-06-23T19:26:44+07:00
นพเก้า ต้นแพง
ost95.95june@gmail.com
สิน งามประโคน
ost95.95june@gmail.com
ประวิทย์ ชัยสุข
ost95.95june@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมทักษะอาชีพของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 2) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมทักษะอาชีพของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมทักษะอาชีพของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในกาวิจัย จำนวน 25 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมทักษะอาชีพของผู้เรียนในศตวรรษที่ 21 ในภาพรวมและรายด้านทั้ง 7 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมทักษะอาชีพตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในเขตคุณภาพศรีมโหสถ จังหวัดปราจีนบุรี เป็นการบูรณาการหลักธรรม (ฉันทะ วิริยะ จิตตะ วิมังสา) เข้ากับวงจรคุณภาพ (PDCA) โดยมุ่งเน้นการสร้างเครือข่ายชุมชน การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การพัฒนาหลักสูตรท้องถิ่น การประเมินผลด้วยแฟ้มสะสมงาน และการใช้เทคโนโลยีสนับสนุน ทั้งนี้ เพื่อพัฒนาทักษะอาชีพและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนอย่างเป็นรูปธรรม และ 3) แนวทางการส่งเสริมทักษะอาชีพในศตวรรษที่ 21 ตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในเขตคุณภาพศรีมโหสถ เน้นการบูรณาการหลักพุทธธรรมในการจัดการเรียนการสอนและการบริหารจัดการ เพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เพียบพร้อมด้วยความรู้ ทักษะ และคุณธรรม ทั้งยังสามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางเชิงนโยบายเพื่อการยกระดับคุณภาพสถานศึกษาในเขตพื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300917
แนวทางพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธลีลาการสอน ของครูโรงเรียนประถมศึกษากลุ่มศรีเมืองระยอง จังหวัดระยอง
2026-06-29T14:48:37+07:00
พระวีระพงษ์ ถาวรธมฺโม (ร่มเย็น)
weerapongromyen@gmail.com
พระครูภัทรธรรมคุณ
weerapongromyen@gmail.com
พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต
weerapongromyen@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาความต้องการจำเป็นทักษะด้านการสื่อสารในยุคดิจิทัล 2) ศึกษาวิธีพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธลีลาการสอน 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาทักษะด้านการสื่อสารในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธลีลาการสอน เป็นงานวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัย จำนวน 251 วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าความถี่ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นของทักษะด้านการสื่อสารในยุคดิจิทัลของครู อันดับที่ 1 ด้านทักษะการเขียน รองลงมา ด้านทักษะการอ่าน ด้านทักษะการพูด ด้านทักษะการฟัง ตามลำดับ 2) วิธีพัฒนาทักษะการสื่อสารในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธลีลาการสอนเป็นการบูรณาการสื่อดั้งเดิมและสื่อดิจิทัลเข้ากับหลักพุทธลีลา 4 ประการ ได้แก่ (1) สันทัสสนา (อธิบายแจ่มแจ้งชัดเจน) (2) สมาทปนา (ชักชวนให้ปฏิบัติ) (3) สมุตเตชนา (เร้าพลังให้กำลังใจ) (4) สัมปหังสนา (สร้างบรรยากาศร่าเริง) โดยครูทำหน้าที่เป็นแบบอย่างในการสื่อสารที่เข้าใจง่าย สร้างสรรค์ และมีเมตตา ซึ่งแนวทางนี้ช่วยพัฒนาทั้งองค์ความรู้ ทักษะดิจิทัล ทักษะชีวิต และจิตสำนึกรับผิดชอบต่อสังคมของผู้เรียนได้อย่างรอบด้าน และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะการสื่อสารในยุคดิจิทัลตามหลักพุทธลีลาการสอนของครูประถมศึกษากลุ่มศรีเมืองระยอง ครอบคลุม 4 ทักษะ (ฟัง อ่าน พูด เขียน) โดยบูรณาการดังนี้ (1) สันทัสสนา ใช้ภาษาที่กระชับและสื่อมัลติมีเดียเพื่ออธิบายเนื้อหาให้ชัดเจน (2) สมาทปนา จัดกิจกรรมเชิงรุกผ่านเครื่องมือดิจิทัลเพื่อกระตุ้นให้ผู้เรียนกล้าสื่อสารและลงมือปฏิบัติ (3) สมุตเตชนา เสริมแรงเชิงบวกด้วยคำชมและรางวัลออนไลน์เพื่อสร้างขวัญกำลังใจ และ (4) สัมปหังสนา สร้างบรรยากาศที่สนุกสนานและผ่อนคลายผ่านเกมและสื่อโต้ตอบ เพื่อให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมและกล้าแสดงออกอย่างสร้างสรรค์</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/296683
APPROACHES OF ACADEMIC ADMINISTRATION TO ENHANCE EMPLOYMENT SKILLS OF FOURTH-YEAR ACCOUNTING STUDENTS AT CHUXIONG NORMAL UNIVERSITY
2026-06-13T13:06:33+07:00
Zhang Ying
wannapa.p@dru.ac.th
Wannapa Phopli
wannapa.p@dru.ac.th
<p>This study pursued two aims: 1) to identify the problems and needs of fourth-year accounting students, instructors and administrators at Chuxiong Normal University regarding employability-related practical skills, and 2) to propose an academic administration approach for enhancing the practical skills of accounting students. A stratified random sample of 88 students and 31 teachers and administrators was drawn using the Krejcie–Morgan formula. Data were collected through two questionnaires and an online focus-group discussion. These two tools covered several teaching mechanisms such as the use of a five-point Likert scale. Expert scoring confirmed content validity and internal consistency by Cronbach's alpha. Descriptive statistics (frequencies, percentages, means and standard deviations) were used to interpret responses against pre-defined benchmark ranges.</p> <p>Results showed that: Excessive exam-oriented curriculum design and over-reliance on summative assessment were rated as high-level problems. Students also reported outdated content and limited practical application. The proposed approaches included: <br />1) curriculum reform with increased practical credits and the use of real cases; 2) teaching innovations that shifted toward case-based and project-based learning; 3) stronger practice support through expanded internships and updated digital laboratories; 4) assessment reform that emphasized hands-on performance and problem-solving skills; 5) faculty development focused on industry-related certifications; and 6) deeper school–enterprise collaboration.</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/302610
แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร
2026-06-26T22:30:50+07:00
สาวิตรี ศรีจันทร์กลัด
wisawitree606044@gmail.com
เผด็จ จงสกุลศิริ
wisawitree606044@gmail.com
ยุทธวีร์ แก้วทองใหญ่
wisawitree606044@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัย จำนวน 132 คน สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ตามหลักทุติยปาปณิกสูตร มี 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านจักขุมา พัฒนาวิสัยทัศน์และการคิดวิเคราะห์ด้วยเครื่องมือ SWOT และหลักโยนิโสมนสิการ (2) ด้านวิธุโร พัฒนาทักษะการบริหาร จัดบุคลากรให้เหมาะสมกับงานอย่างโปร่งใส และ (3) ด้านนิสสยสัมปันโน สร้างมนุษยสัมพันธ์และเครือข่ายความร่วมมือผ่านกระบวนการชุมชนแห่งการเรียนรู้ทางวิชาชีพ (PLC) และ 3) แนวทางการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงวิสัยทัศน์ตามหลักทุติยปาปณิกสูตรของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตหลักสี่ กรุงเทพมหานคร คือ รูปแบบ C-V-N Model ประกอบด้วย (1) C - Chakkhuma เน้นการแปลงวิสัยทัศน์สู่การปฏิบัติผ่านโครงการเชิงกลยุทธ์ (2) V - Vidhuro เน้นการบริหารทรัพยากรบุคคลและนวัตกรรมเพื่อความคล่องตัวขององค์กร และ (3) N - Nissayasampanno เน้นสร้างความผูกพันในองค์กรและประสานภาคีเครือข่ายชุมชน ซึ่งโมเดลนี้จะช่วยเพิ่มสมรรถนะผู้บริหารในการขับเคลื่อนการศึกษาให้เกิดผลสัมฤทธิ์อย่างยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300469
แนวทางการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสัปปายะ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนศรีทักษิณ สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 1
2026-06-29T21:24:52+07:00
สุธาทิพย์ ทองทิพย์
muay.suta@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
muay.suta@gmail.com
อรุณรัตน์ วิไลรัตนกุล
muay.suta@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสัปปายะ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสัปปายะ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 54 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพปัจจุบันการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนในศตวรรษที่ 21 ตามหลักสัปปายะ 4 ประกอบด้วย (1) ด้านสังคมและปฏิสัมพันธ์ เน้นสร้างบรรยากาศแห่งความไว้วางใจและส่งเสริมความร่วมมือระหว่างโรงเรียนและผู้ปกครอง (2) ด้านวิชาการและสื่อการเรียนรู้เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญ ใช้สื่อหลากหลายเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์และให้ข้อมูลป้อนกลับเชิงบวก (3) ด้านการบูรณาการหลักสัปปายะ 4 เน้นจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ทั้งทางกายภาพและจิตใจ ได้แก่ สถานที่ อาหาร กัลยาณมิตร และอิริยาบถ เพื่อส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนอย่างสมบูรณ์แบบ และ 3) แนวทางการจัดบรรยากาศการเรียนรู้ในชั้นเรียนศตวรรษที่ 21 ตามหลักสัปปายะ 4 ประกอบด้วย (1) ด้านสภาพแวดล้อมทางจิตวิทยาและความรู้สึกปลอดภัย (บุคคลสัปปายะ) เน้นสร้างความสัมพันธ์แบบกัลยาณมิตร สื่อสารเชิงบวก และยอมรับความแตกต่าง (2) ด้านสภาพแวดล้อมทางกายภาพ (อาวาสสัปปายะและโภชนสัปปายะ) เน้นจัดพื้นที่เรียนรู้ให้เหมาะสมเพื่อส่งเสริมสมาธิ ควบคู่กับการดูแลโภชนาการ และ (3) ด้านสภาพแวดล้อมทางวิชาการและสื่อการเรียนรู้ (ธรรมสัปปายะ) เน้นถ่ายทอดความรู้คู่คุณธรรมและใช้สื่อหลากหลายเพื่อกระตุ้นการคิดวิเคราะห์ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งสู่การพัฒนาคุณภาพการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301362
แนวทางการพัฒนามนุษย์สัมพันธ์ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของครูกลุ่มโรงเรียนวชิรปราการ จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-06-26T01:47:56+07:00
ธีระยุทธ เมืองรามัญ
kanchanapig@gmail.com
สิน งามประโคน
kanchanapig@gmail.com
ทองดี ศรีตระการ
kanchanapig@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนามนุษย์สัมพันธ์ของครู 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนามนุษย์สัมพันธ์ตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนามนุษย์สัมพันธ์ตามหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 108 คน สถิติวิเคราะห์ข้อมูลการวิจัย คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนามนุษย์สัมพันธ์ของครูในภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนามนุษย์สัมพันธ์ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ดังนี้ (1) ด้านการเข้าใจตนเอง (ตระหนักในอารมณ์และทัศนคติของตน) ควรเริ่มต้นจากการสำรวจทัศนคติของตนเองเพื่อปฏิบัติต่อนักเรียนทุกคนอย่างยุติธรรมและใช้การสื่อสารเชิงบวกที่สร้างสรรค์เพื่อลดความขัดแย้ง (2) ด้านการเข้าใจผู้อื่น (รับฟังและเห็นอกเห็นใจ) ควรแสดงความใส่ใจโดยการจดจำชื่อนักเรียน รับฟังปัญหาและความคิดเห็นจากทั้งนักเรียน เพื่อนร่วมงานและผู้ปกครองด้วยความเห็นอกเห็นใจและให้เกียรติในความแตกต่างของแต่ละบุคคล (3) ด้านการเข้าใจสภาพแวดล้อมที่ดี (สร้างบรรยากาศที่เอื้อต่อการเรียนรู้) ควรสร้างบรรยากาศในห้องเรียนที่ปลอดภัยและเป็นกันเอง และมีส่วนร่วมในกิจกรรมของโรงเรียนเพื่อสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ดีและความสามัคคีและ (4) ด้านความไว้วางใจ (สร้างความน่าเชื่อถือและความสัมพันธ์ที่มั่นคง) ควรสร้างความน่าเชื่อถือผ่านการสื่อสารกับผู้ปกครองอย่างสม่ำเสมอ การให้ความช่วยเหลือเพื่อนร่วมงานและการเป็นที่พึ่งที่ปลอดภัยให้นักเรียนสามารถปรึกษาปัญหาได้ และ 3) แนวทางการพัฒนามนุษย์สัมพันธ์ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย (1) ด้านการเข้าใจตนเอง (ปิยวาจา) เน้นการสื่อสารเชิงบวกและให้กำลังใจผู้อื่น (2) ด้านการเข้าใจผู้อื่น (อัตถจริยา) เน้นการช่วยเหลือและทำประโยชน์เพื่อส่วนรวม (3) ด้านการเข้าใจสภาพแวดล้อมที่ดี (ทาน) เน้นการแบ่งปันความรู้และน้ำใจเพื่อสร้างองค์กรที่เอื้อเฟื้อ และ (4) ด้านความไว้วางใจ (สมานัตตตา) เน้นการปฏิบัติตนอย่างเสมอภาคและให้เกียรติกันอย่างเสมอต้นเสมอปลาย เพื่อสร้างความสัมพันธ์ที่ยั่งยืน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298837
แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามหลักพุทธลีลาการสอนของครู กลุ่มโรงเรียนเจ้าพระยา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
2026-06-24T00:11:39+07:00
วราภรณ์ จันลา
waraporn359@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
waraporn359@gmail.com
อรุณรัตน์ วิไลรัตนกุล
waraporn359@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของครู 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามหลักพุทธลีลาการสอนของครู และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามหลักพุทธลีลาการสอนของครู เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรในการวิจัยทั้งหมด จำนวน 91 คน ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าเฉลี่ย ค่าร้อยละ ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา<br />ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษของครูกลุ่มโรงเรียนเจ้าพระยาในภาพรวมและรายด้านทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามหลักพุทธลีลาการสอนของครูกลุ่มโรงเรียนเจ้าพระยา มี 4 แนวทาง ได้แก่ (1) แจ่มแจ้ง อธิบายเนื้อหาให้ชัดเจนด้วยสื่อประกอบ (2) จูงใจ กระตุ้นความสนใจผู้เรียนด้วยเกมและเพลง (3) แกล้วกล้า ส่งเสริมความมั่นใจในการใช้ภาษาผ่านกิจกรรม Role-play (4) ร่าเริง ให้คำชมเชยและสร้างบรรยากาศการเรียนที่สนุกสนาน ซึ่งวิธีการดังกล่าวจะช่วยยกระดับทักษะภาษาอังกฤษของผู้เรียนได้อย่างมีประสิทธิภาพ และ 3) แนวทางการพัฒนาการจัดการเรียนรู้ภาษาอังกฤษตามหลักพุทธลีลาการสอนของครูกลุ่มโรงเรียนเจ้าพระยา ประกอบด้วย (1) แจ่มแจ้ง อธิบายเนื้อหาชัดเจนโดยใช้สื่อที่เข้าใจง่ายและเชื่อมโยงกับชีวิตจริง (2) จูงใจ กระตุ้นความสนใจด้วยกิจกรรมเชิงโต้ตอบและคำถามท้าทาย (3) แกล้วกล้า ส่งเสริมความมั่นใจและกล้าแสดงออกในการสื่อสารผ่านการปฏิบัติจริง และ (4) ร่าเริง สร้างบรรยากาศที่สนุกสนาน ให้คำชมเชยและกำลังใจเพื่อให้ผู้เรียนมีความสุขในการเรียนรู้</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300977
แนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจในการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตร กลุ่มโรงเรียนบึงสัมพันธ์ อำเภอหนองเสือ จังหวัดปทุมธานี
2026-06-29T15:41:06+07:00
จินดารัตน์ หนุนทรัพย์
jindarat.160640@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
jindarat.160640@gmail.com
พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต
jindarat.160640@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตร และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตร เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเขิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 126 คน ใช้สถิติวิเคราะห์ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัลในภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตร กลุ่มโรงเรียนบึงสัมพันธ์ ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน (หลักน่ายกย่อง) ส่งเสริมการใช้เทคโนโลยีและพัฒนาทักษะการสอน (2) ด้านการยอมรับนับถือ (หลักน่ารักและน่าเคารพ) สร้างบรรยากาศเชิงบวกและยกย่องผลงานผ่านสื่อดิจิทัล (3) ด้านความก้าวหน้า (หลักแถลงเรื่องลึกล้ำได้) ส่งเสริมการสร้างผลงานคุณภาพภายใต้การประเมินที่โปร่งใส และ (4) ด้านความรับผิดชอบ (หลักไม่ชักนำในอฐาน) ปลูกฝังจริยธรรมดิจิทัล การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบต่อผู้เรียน และ 3) แนวทางการส่งเสริมแรงจูงใจการปฏิบัติงานของครูในยุคดิจิทัลตามหลักกัลยาณมิตร กลุ่มโรงเรียนบึงสัมพันธ์ ประกอบด้วย (1) ด้านความสำเร็จในการปฏิบัติงาน (หลักน่ายกย่อง) ผู้บริหารควรส่งเสริมการอบรมทักษะดิจิทัลอย่างต่อเนื่อง (2) ด้านการยอมรับนับถือ (หลักน่ารักและน่าเคารพ) สร้างบรรยากาศที่ดี ยกย่องผลงานผ่านสื่อดิจิทัล และสื่อสารอย่างสร้างสรรค์ (3) ด้านความก้าวหน้า (หลักแถลงเรื่องลึกล้ำได้) สนับสนุนการพัฒนาตนเองและจัดระบบประเมินที่โปร่งใส และ (4) ด้านความรับผิดชอบ (หลักไม่ชักนำในอฐาน) ปลูกฝังจริยธรรมทางเทคโนโลยี การทำงานเป็นทีม และความรับผิดชอบต่อผู้เรียน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/297753
รูปแบบการพัฒนาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา
2026-06-17T08:15:41+07:00
น้ำอ้อย สุนทรพฤกษ์
numaoy086@gmail.com
พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน
numaoy086@gmail.com
บุญเชิด ชำนิศาสตร์
numaoy086@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ โดยดำเนินการวิจัยแบ่งเป็น 4 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาความต้องการความจำเป็นการพัฒนาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 165 คน และวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น ระยะที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 17 รูป/คน และการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ระยะที่ 3 ตรวจสอบรูปแบบ โดยการจัดประชุมเชิงปฏิบัติการผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 26 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และระยะที่ 4 ประเมินรูปแบบ โดยมีกลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้บริหารสถานศึกษา 165 คน ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยามี 6 องค์ประกอบ ได้แก่ 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) ระบบและกลไก 4) วิธีการดำเนินงาน การศึกษาและทำความเข้าใจความเป็นผู้บริหารมืออาชีพ 6 ประการ โดยการบูรณาการความเป็นผู้บริหารมืออาชีพตามหลักวุฒิธรรม 4 ผ่านพุทธวิธีการพัฒนาความเป็นผู้บริหารมืออาชีพตามหลักวุฒิธรรม 4 สำหรับผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา จำนวน 6 โครงการ 5) แนวทางการประเมิน 6) เงื่อนไขความสำเร็จ และผลการประเมินรูปแบบโดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปองค์ความรู้การวิจัยเป็น “TVMCPE+V”</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/302636
แนวทางการเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้เรียนตามหลักศีล 5 ของโรงเรียนในกลุ่มบึงสัมพันธ์ จังหวัดปทุมธานี
2026-06-27T07:37:31+07:00
ปรียานุช หมวกสังข์
preyanud.m@gmail.com
บุญเชิด ชำนิศาสตร์
preyanud.m@gmail.com
พระสุรชัย สุรชโย
preyanud.m@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้เรียน 2) เพื่อศึกษาวิธีการเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้เรียนตามหลักศีล 5 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้เรียนตามหลักศีล 5 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 108 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้เรียนในภาพรวมและรายด้านทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมากที่สุด 2) วิธีการเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้เรียนตามหลักศีล 5 ของโรงเรียนในกลุ่มบึงสัมพันธ์ จังหวัดปทุมธานี ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการป้องกัน เน้นจัดทำคู่มือ แผนเผชิญเหตุ ประเมินความเสี่ยง และจัดสภาพแวดล้อมให้ปลอดภัย (2) ด้านการปราบปราม เน้นกำหนดแนวทางระงับเหตุ ตรวจสอบจุดเสี่ยง และบูรณาการความร่วมมือกับหน่วยงานเครือข่ายเพื่อช่วยเหลือและส่งต่อ และ (3) ด้านการปลูกฝัง เน้นสร้างความตระหนักรู้ สอดแทรกความรู้ด้านความปลอดภัย และส่งเสริมการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในการดำเนินงานอย่างเป็นระบบ และ 3) แนวทางการเสริมสร้างความปลอดภัยของผู้เรียนตามหลักศีล 5 โรงเรียนในกลุ่มบึงสัมพันธ์ จังหวัดปทุมธานี มุ่งบูรณาการ 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการป้องกัน เน้นจัดระบบโครงสร้างพื้นฐานและเทคโนโลยีเพื่อลดความเสี่ยงทางกายภาพ (2) ด้านการปลูกฝัง เน้นสร้างจิตสำนึกและทักษะชีวิตให้ผู้เรียนมีความเมตตา ซื่อสัตย์ และมีสติยับยั้งชั่งใจ และ (3) ด้านการปราบปราม เน้นบังคับใช้กฎระเบียบและกฎหมายอย่างเคร่งครัดเพื่อระงับเหตุรุนแรงและยาเสพติด อันจะนำไปสู่การสร้างสถานศึกษาให้เป็นพื้นที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างยั่งยืน</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300714
พลวัตรประชากรและบ้านเรือนนัยต่อการคลังท้องถิ่น
2026-06-17T23:44:44+07:00
พิชิต รัชตพิบุลภพ
pichit.ra@go.buu.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาดัชนีประชากร ดัชนีบ้านเรือนและเพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างดัชนีประชากร ดัชนีบ้านเรือนที่มีผลต่อฐานะการคลังขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ จากเก็บรวบรวมข้อมูลจากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นประเภทเทศบาลใน 3 จังหวัดภาคตะวันออก ได้แก่ จังหวัดชลบุรี 32 แห่ง จังหวัดระยอง 22 แห่ง และจังหวัดฉะเชิงเทรา 26 แห่ง รวมทั้งสิ้น 80 แห่ง สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ ได้แก่ การหาค่าความถี่ การวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน และการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลการศึกษาดัชนีประชากรและดัชนีบ้านเรือนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยองโดยเฉลี่ย ปี พ.ศ. 2566 พบว่า จังหวัดฉะเชิงเทรามีประชากรประมาณ 6,037 คน บ้านเรือน 3,778 หลัง รายได้รวม 80.64 ล้านบาท รายได้จัดเก็บเอง 11.58 ล้านบาท ดัชนีประชากร 100.27 ดัชนีบ้านเรือน 135.04 ส่วนจังหวัดชลบุรีมีประชากรประมาณ 27,164 คน บ้านเรือน 18,203 หลัง รายได้รวม 319<strong>.</strong>43 ล้านบาท รายได้จัดเก็บเอง 58.48 ล้านบาท ดัชนีประชากร 112.02 ดัชนีบ้านเรือน 142.44 และ จังหวัดระยองมีประชากรประมาณ 16,289 คน บ้านเรือน 11,394 หลัง รายได้รวม 204.47 ล้านบาทรายได้จัดเก็บเอง 43.69 ล้านบาท ดัชนีประชากร 110.13 ดัชนีบ้านเรือน 141.98 2) การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ระหว่างดัชนีประชากร ดัชนีบ้านเรือน และรายได้จัดเก็บเองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรี และระยอง พบว่า ดัชนีประชากรและดัชนีบ้านเรือนมีความสัมพันธ์เชิงเส้นตรงในระดับสูงมาก (r = 0.9734) จึงใช้ตัวแปรดัชนีบ้านเรือนเพียงตัวแปรเดียวในการวิเคราะห์สมการถดถอย ด้วยตัวแปรบ้านเรือนถูกนำมาใช้ในการคำนวณรายได้จัดเก็บเองขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นตามพระราชบัญญัติภาษีทิ่ดินและสิ่งปลูกสร้าง พ<strong>.</strong>ศ<strong>. </strong>2562 ส่วนผลการวิเคราะห์ดัชนีบ้านเรือนต่อรายได้จัดเก็บเองต่อประชากร ในจังหวัดฉะเชิงเทรา ชลบุรีและระยอง พบว่า การเพิ่มขึ้นของดัชนีบ้านเรือน 1 หน่วย ส่งผลให้รายได้จัดเก็บเองต่อประชากรเพิ่มขึ้น 29 บาท 41.94 บาท และ 249.68 บาทตามลำดับ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301417
แนวทางการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 โรงเรียนสหวิทยาเขตปทุมเบญจา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี
2026-06-29T17:42:05+07:00
พชร อินทร์อักษร
patchara091239@gmail.com
พระครูกิตติญาณวิสิฐ
patchara091239@gmail.com
พระครูภาวนาวุฒิบัณฑิต
patchara091239@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัย จำนวน 152 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยใช้สถิติเชิงพรรณนา คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าความต้องการจำเป็น และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นในการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัล อันดับที่ 1 คือ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยีดิจิทัล อันดับที่ 2 สมรรถนะ ทักษะ การใช้เทคโนโลยี อันดับที่ 3 การเสริมสร้างเจตคติที่ดีของบุคลากรเกี่ยวกับการใช้เทคโนโลยี อันดับที่ 4 ความรู้ ความเข้าใจ ในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล 2) วิธีการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 ประกอบด้วย (1) ด้านการแลกเปลี่ยนเรียนรู้โดยใช้เทคโนโลยี เน้นการใช้สื่อออนไลน์เพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลอย่างโปร่งใส (2) ด้านสมรรถนะและทักษะการใช้เทคโนโลยี สนับสนุนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีในการประเมินผลอย่างตรงไปตรงมา (3) ด้านการเสริมสร้างเจตคติที่ดี มุ่งเน้นการสร้างทัศนคติเชิงบวกและการปรับตัวรับเทคโนโลยี และ (4) ด้านความรู้ความเข้าใจในเทคโนโลยีดิจิทัล ส่งเสริมให้บุคลากรรู้จักประเมินศักยภาพตนเองและมีวินัยในการเรียนรู้พัฒนาตนเองอย่างสม่ำเสมอ และ 3) แนวทางการพัฒนาบุคลากรยุคดิจิทัลตามหลักฆราวาสธรรม 4 ของโรงเรียนสหวิทยาเขตปทุมเบญจา ประกอบด้วย (1) สัจจะ นำเทคโนโลยีมาใช้เพื่อความโปร่งใส ถูกต้อง และตรวจสอบได้ (2) ทมะ พัฒนาทักษะดิจิทัลด้วยการฝึกฝนอย่างต่อเนื่องควบคู่กับการมีวินัย (3) ขันติ มีเจตคติเชิงบวกและอดทนต่ออุปสรรคในการประยุกต์ใช้เทคโนโลยี และ (4) จาคะ เสียสละความรู้และเวลาเพื่อเกื้อกูลเพื่อนร่วมงาน อันนำไปสู่วัฒนธรรมการเรียนรู้และการแบ่งปันที่ยั่งยืนในองค์กร</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299374
การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3
2026-06-13T13:45:46+07:00
สายพิน กองกระโทก
saiphin1117@hotmail.com
เมตตา สารมานิตย์
saiphin1117@hotmail.com
พีระ รัตนวิจิตร
saiphin1117@hotmail.com
นัทกาญจน์ รัตนวิจิตร
saiphin1117@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อสร้างและตรวจสอบคุณภาพร่างการจัดการเรียนรู้เพื่อพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรูhคณิตศาสตร์ของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 และ 2) เพื่อศึกษาผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปฏิบัติการ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ ผู้เชี่ยวชาญ และครูต้นแบบกลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ จำนวน 5 คน และผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3/5 โรงเรียนโชคชัยพรหมบุตรบริหาร สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษานครราชสีมา เขต 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 26 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ แบบบันทึกประชุมสัมมนาวิชาการ แบบตรวจสอบคุณภาพด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และประโยชน์ แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน และแบบประเมินความพึงพอใจ ทำการวิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ประกอบด้วย ขั้นที่ 1 ทบทวนความรู้ ขั้นที่ 2 กระตุ้นความสนใจ ขั้นที่ 3 สำรวจความรู้ ขั้นที่ 4 กระจายความรู้ ขั้นที่ 5 แสดงความรู้ และขั้นที่ 6 เสริมแรงให้รางวัล และเอกสารประกอบ ได้แก่ ชุดพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 6 ขั้น และคู่มือการใช้ชุดพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 6 ขั้น โดยผลการตรวจสอบด้านความถูกต้อง ด้านความเหมาะสม ด้านความเป็นไปได้ในทางปฏิบัติ และด้านประโยชน์ อยู่ในระดับผ่านเกณฑ์ทุกรายการ 2) ผลการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุดพัฒนาทักษะการแก้โจทย์ปัญหาทางคณิตศาสตร์ 6 ขั้น กลุ่มสาระการเรียนรู้คณิตศาสตร์ของผู้เรียน ชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 ผู้เรียนมีผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนร้อยละ 85.77 และความพึงพอใจของผู้เรียนโดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301152
แนวทางการส่งเสริมการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักปธาน 4 ของนักเรียนกลุ่มโรงเรียนแม่น้ำน้อย สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2
2026-06-29T16:42:01+07:00
จารุวรรณ ประมวลสุข
jaruwan081999@outlook.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการส่งเสริมการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีการส่งเสริมการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักปธาน 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการส่งเสริมการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักปธาน 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 55 คน ใช้สถิติวิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการส่งเสริมการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลของนักเรียนในภาพรวมและทุกด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการส่งเสริมการรักษาความปลอดภัยของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักปธาน 4 ของนักเรียน ประกอบด้วย 2 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านสุขภาพอนามัย เน้นการลดพฤติกรรมเสี่ยงและส่งเสริมพฤติกรรมสุขภาพที่ดีอย่างต่อเนื่อง และ (2) ด้านสัตว์มีพิษ เน้นใช้เทคโนโลยีในการให้ความรู้ ลดความเสี่ยงจากสิ่งแวดล้อม และสร้างระบบความปลอดภัยที่ยั่งยืน ซึ่งแนวทางนี้จะช่วยส่งเสริมให้นักเรียนมีสุขภาพแข็งแรง รู้เท่าทันเทคโนโลยี และสามารถรับมือกับอันตรายจากสัตว์มีพิษได้อย่างปลอดภัย และ 3) แนวทางการส่งเสริมความปลอดภัยของสถานศึกษาในยุคดิจิทัลตามหลักปธาน 4 ประกอบด้วย (1) ด้านสุขภาพและสังคม เน้นใช้เทคโนโลยีให้ความรู้ (สังวรปธาน) ลดพฤติกรรมเสี่ยง (ปหานปธาน) ส่งเสริมสุขภาพ (ภาวนาปธาน) และรักษาพฤติกรรมที่ดี (อนุรักขนาปธาน) และ (2) ด้านอุบัติเหตุและสัตว์มีพิษ เน้นเฝ้าระวังพื้นที่เสี่ยง (สังวรปธาน) กำจัดแหล่งอาศัยสัตว์มีพิษ (ปหานปธาน) ให้ความรู้เชิงป้องกันผ่านสื่อดิจิทัล (ภาวนาปธาน) และรักษาระบบความปลอดภัยอย่างต่อเนื่อง (อนุรักขนาปธาน) ซึ่งแนวทางนี้ช่วยเสริมสร้างทักษะให้นักเรียนสามารถดูแลสุขภาพและป้องกันตนเองจากภัยอันตรายในยุคดิจิทัลได้อย่างปลอดภัย</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298212
ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู ในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดอุทัยธานี
2026-06-13T13:37:59+07:00
จิราภา กาฬษร
jirapakarasorn2536@gmail.com
วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์
jirapakarasorn2536@gmail.com
<p>บทความวิจัยครั้งนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู และ 3) ศึกษาภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครู เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างเป็นครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดอุทัยธานี จำนวน 242 คน ได้มาจากการสุ่มแบบชั้นภูมิ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์แบบเพียร์สัน และการวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดอุทัยธานี ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดอุทัยธานี ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ ด้านการพัฒนาครู ด้านการพัฒนาหลักสูตร ด้านการนิเทศการศึกษา และด้านการส่งเสริมบรรยากาศทางวิชาการ ส่งผลต่อการจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดอุทัยธานี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 มีค่าสัมประสิทธิ์การถดถอยพหุคูณในรูปแบบคะแนน (β) เท่ากับ .643 .566 .259 .047 ตามลำดับ โดยภาวะผู้นำทางวิชาการของผู้บริหารสถานศึกษาทั้ง 4 ด้าน สามารถร่วมกันพยากรณ์การจัดการเรียนรู้เชิงรุกของครูในโรงเรียนมัธยมศึกษาจังหวัดอุทัยธานี ได้ร้อยละ 83.50 (R<sup>2</sup> = .835)</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/303159
แนวทางการส่งเสริมความมีวินัยของครูในยุคพลิกผันตามหลักไตรสิกขา กลุ่มโรงเรียน บ้านหมอบูรพา จังหวัดสระบุรี
2026-06-28T19:43:49+07:00
ฉัตรชัย สงค์ประเสริฐ
songprasert2@gmail.com
พระสุรชัย สุรชโย
songprasert2@gmail.com
บุญเชิด ชำนิศาสตร์
songprasert2@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการพัฒนาส่งเสริมความมีวินัยของครูในยุคพลิกผัน 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาส่งเสริมความมีวินัยของครูในยุคพลิกผันตามหลักไตรสิกขา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาส่งเสริมความมีวินัยของครูในยุคพลิกผันตามหลักไตรสิกขา กลุ่มโรงเรียนบ้านหมอบูรพา จังหวัดสระบุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 110 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการหาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ค่าดัชนีความต้องการจำเป็น และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ความต้องการจำเป็นการพัฒนาส่งเสริมความมีวินัยของครูในยุคพลิกผัน อันดับที่ 1 คือ ระเบียบวินัยส่วนตัว อันดับที่ 2 ระเบียบวินัยทางสังคม อันดับที่ 3 ระเบียบวินัยในหน้าที่ <br />2) วิธีการพัฒนาส่งเสริมความมีวินัยของครูในยุคพลิกผันตามหลักไตรสิกขา มี 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านระเบียบวินัยส่วนตัว ประพฤติตนตามจรรยาบรรณและมีวินัยในโลกดิจิทัล (2) ด้านระเบียบวินัยทางสังคม พัฒนาวุฒิภาวะทางอารมณ์และสติเพื่อประสิทธิภาพในการทำงาน และ (3) ด้านระเบียบวินัยในหน้าที่ พัฒนาสติปัญญาและการเรียนรู้อย่างต่อเนื่องเพื่อเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง 3) แนวทางการพัฒนาส่งเสริมความมีวินัยของครูในยุคพลิกผันตามหลักไตรสิกขา กลุ่มโรงเรียนบ้านหมอบูรพา จังหวัดสระบุรี ประกอบด้วย (1) อธิสีลสิกขา พัฒนาความประพฤติ วินัยพื้นฐาน และจรรยาบรรณวิชาชีพ (2) อธิจิตตสิกขา พัฒนาความเข้มแข็งทางจิตใจและวุฒิภาวะทางอารมณ์เพื่อป้องกันภาวะหมดไฟ และ (3) อธิปัญญาสิกขา ส่งเสริมการเรียนรู้ตลอดชีวิต ทักษะการคิดวิเคราะห์ และการนำความรู้ไปใช้จริงผ่าน PLC และการวิจัยในชั้นเรียน เพื่อก้าวสู่การเป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300841
แนวทางพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนบาลีในยุคดิจิทัลตามหลักสุจิปุลิ ของโรงเรียนพระปริยัติธรรมวัดพระธรรมกาย สำนักเรียนคณะจังหวัดปทุมธานี
2026-06-23T20:32:56+07:00
พระปลัดดนัยภัทร อธิจิตฺโต (เดชวัชระ)
pdanaipat@gmail.com
ประวิทย์ ชัยสุข
pdanaipat@gmail.com
พระมหาญาณวัฒน์ ฐิตวฑฺฒโน
pdanaipat@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนบาลีในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองตามหลักสุจิปุลิของนักเรียนบาลีในยุคดิจิทัล และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนบาลีในยุคดิจิทัลตามหลักสุจิปุลิ เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างในการวิจัย จำนวน 322 รูป วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 11 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนบาลีในยุคดิจิทัลในภาพรวมและรายด้านทั้ง 5 ด้านอยู่ในระดับปานกลาง 2) วิธีการพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองตามหลักสุจิปุลิของนักเรียนบาลีในยุคดิจิทัล ประกอบด้วยการให้ผู้เรียนตั้งเกณฑ์ประเมินตนเองด้านการท่องจำและการแปล ควบคู่กับการผสมผสานวิธีเรียนแบบดั้งเดิมเข้ากับเทคโนโลยีดิจิทัล ทั้งนี้ เพื่อรับมือกับความท้าทายด้านการคัดกรองข้อมูลและการคิดวิเคราะห์ สถานศึกษาควรสนับสนุนแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและน่าเชื่อถือ พร้อมทั้งจัดกิจกรรมที่เน้นการลงมือปฏิบัติจริง (Active Learning) เช่น การใช้เกมหรือการปฏิบัติภาคสนาม ซึ่งเป็นรูปแบบที่สอดคล้องและส่งเสริมการเรียนรู้ของผู้เรียนกลุ่มนี้ได้ดีที่สุด และ 3) แนวทางพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยตนเองของนักเรียนบาลีในยุคดิจิทัลตามหลักสุจิปุลิ ประกอบด้วย (1) ส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกันผ่านการซักถาม ติวกลุ่ม และตรวจสอบความเข้าใจด้วยสื่อออนไลน์ (2) จัดกิจกรรมอภิปรายเพื่อฝึกการคิดวิเคราะห์โดยใช้สื่อดิจิทัลสนับสนุน (3) จัดทำฐานข้อมูลกลางที่เชื่อถือได้พร้อมฝึกทักษะการรู้เท่าทันสื่อ (4) จัดอบรมการใช้เทคโนโลยีควบคู่กับการฝึกบริหารเวลาและจัดลำดับความสำคัญ เพื่อการเรียนรู้ด้วยตนเองอย่างมีประสิทธิภาพสูงสุด</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301485
แนวทางพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล กลุ่มโรงเรียนบูรพาบางปะอิน จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
2026-06-26T21:15:20+07:00
เด่น โคตรสิงห์
tottot2531@gmail.com
สุทิศ สวัสดี
tottot2531@gmail.com
อรุณรัตน์ วิไลรัตนกุล
tottot2531@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 150 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติบรรยาย ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนสำหรับครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัลในภาพรวมและรายด้านทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ครอบคลุม 3 ด้าน (สภาพการทำวิจัย กระบวนการ และความต้องการพัฒนา) โดยบูรณาการดังนี้ (1) ทุกข์ ปัญหาครูขาดทักษะและความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (2) สมุทัย สาเหตุจากการขาดการอบรม การนิเทศ และเครื่องมือที่เหมาะสม (3) นิโรธ เป้าหมายการส่งเสริมให้ครูใช้เทคโนโลยีเชื่อมโยงกับการแก้ปัญหาผู้เรียน (4) มรรค แนวทางปฏิบัติผ่านการจัดอบรมเชิงปฏิบัติการและจัดทำคู่มือการวิจัยที่ใช้งานง่ายเพื่อพัฒนาศักยภาพครูอย่างเป็นรูปธรรม และ 3) แนวทางการพัฒนางานวิจัยในชั้นเรียนตามหลักอริยสัจ 4 สำหรับครูประถมศึกษาในยุคดิจิทัล ประกอบด้วย (1) ทุกข์ (ปัญหา) ครูขาดทักษะและความมั่นใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล ทำให้งานวิจัยไม่ตอบโจทย์ปัญหาของผู้เรียนยุคใหม่ (2) สมุทัย (สาเหตุ) ขาดการอบรมเชิงปฏิบัติการ ขาดการนิเทศ ขาดแบบฟอร์มที่ชัดเจน และขาดการสนับสนุนจากผู้บริหารและเครือข่าย (3) นิโรธ (เป้าหมาย) ครูสามารถใช้เครื่องมือดิจิทัลในการทำวิจัยได้อย่างเป็นระบบและมั่นใจ เพื่อยกระดับการจัดการเรียนการสอนได้จริง และ (4) มรรค (แนวทางปฏิบัติ) จัดอบรมการใช้สื่อดิจิทัล พัฒนาแพลตฟอร์มและแบบฟอร์มวิจัยที่ใช้งานง่าย สร้างเครือข่ายครูวิจัย (PLC) สนับสนุนงบประมาณจากผู้บริหาร และส่งเสริมให้ผู้เรียนมีส่วนร่วมในกระบวนการวิจัย</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/299922
กลยุทธ์การโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาโลกยุคพลิกผันตามหลักภาวนา 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา
2026-06-17T23:36:32+07:00
ปิยนันท์ แววนิลานนท์
krootik@hotmail.com
ระวิง เรืองสังข์
krootik@hotmail.com
ณัชชา อมราภรณ์
krootik@hotmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอกลยุทธ์การโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาโลกยุคพลิกผันตามหลักภาวนา 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ ประกอบด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างเป็นผู้บริหารสถานศึกษา ข้าราชการครูและบุคลากรทางการศึกษา 2 กลุ่ม คือ 1) ใช้ศึกษาสภาพการโค้ช จำนวน 386 คน 2) ใช้ประเมินกลยุทธ์ฯ จำนวน 390 คน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามโดยวิเคราะห์ทางสถิติด้วยการหาค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น และการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 10 คน การจัดสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 คน และทดลองใช้ในโรงเรียน 1 โรงเรียน เครื่องมือการวิจัย ได้แก่ แบบศึกษาเอกสาร แบบสัมภาษณ์ แบบสนทนากลุ่ม และคู่มือการใช้กลยุทธ์ฯ</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า กลยุทธ์การโค้ชของผู้บริหารสถานศึกษาโลกยุคพลิกผันตามหลักภาวนา 4 สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา 6 ส่วน คือ 1) วิสัยทัศน์ 2) พันธกิจ 3) เป้าประสงค์ 4) กลยุทธ์ มี 4 กลยุทธ์ คือ กลยุทธ์ที่ 1 กลยุทธ์การพัฒนาสมรรถนะเชิงพฤติกรรมและเตรียมความพร้อม (กายภาวนา) กลยุทธ์ที่ 2 กลยุทธ์การเสริมสร้างวินัย จรรยาบรรณมุ่งเน้นหลักธรรมาภิบาล (ศีลภาวนา) กลยุทธ์ที่ 3 กลยุทธ์การเสริมสร้างความเข้มแข็งทางจิตใจ ขับเคลื่อนเชิงสร้างสรรค์ (จิตภาวนา) และกลยุทธ์ที่ 4 กลยุทธ์การพัฒนาทักษะสะท้อนคิดและปัญญาแห่งการเปลี่ยนแปลง (ปัญญาภาวนา) 5) การขับเคลื่อนกลยุทธ์สู่การปฏิบัติ และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ และองค์ความรู้ที่ได้คือ PMDL Strategy</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/301169
แนวทางการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารตามหลักสาราณียธรรม 6 กลุ่มโรงเรียนสหวิหารแดง จังหวัดสระบุรี
2026-06-25T00:03:57+07:00
นาวิน ตรีวุฒิ
surachaihongtrakool@gmail.com
บุญเชิด ชำนิศาสตร์
surachaihongtrakool@gmail.com
พระศรีวัชรสารบัณฑิต
surachaihongtrakool@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารโรงเรียน 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารตามหลักสาราณียธรรม และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารตามหลักสาราณียธรรม เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างการวิจัย จำนวน 108 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน คือ าค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารโรงเรียนในภาพรวมและรายด้านทั้ง 4 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารตามหลักสาราณียธรรม ประกอบด้วย 3 ด้าน ได้แก่ (1) ด้านการแบ่งหน้าที่และการทำงาน เน้นการมอบหมายงานตามความถนัดเพื่อการทำงานร่วมกันอย่างมีทิศทาง (2) ด้านการสร้างความไว้วางใจและความเชื่อมั่น เน้นความซื่อสัตย์ โปร่งใส รับฟังและให้เกียรติกัน (3) ด้านการกำหนดเป้าหมายที่ชัดเจน เน้นส่งเสริมให้สมาชิกทุกคนมีส่วนร่วมในการสร้างและขับเคลื่อนเป้าหมายร่วมกัน และ 3) แนวทางการพัฒนาการทำงานเป็นทีมของผู้บริหารตามหลักสาราณียธรรม 6 ประกอบด้วย (1) ด้านการแบ่งหน้าที่และการทำงาน เน้นมอบหมายงานตามความถนัด โดยใช้หลักเมตตากายกรรม วจีกรรม สาธารณโภคี สีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา เพื่อการสื่อสารและสร้างเป้าหมายร่วมที่ชัดเจน (2) ด้านการสร้างความไว้วางใจ ใช้หลักเมตตา 3 ประการ สาธารณโภคี และสีลสามัญญตา เพื่อบริหารงานอย่างโปร่งใสและเป็นแบบอย่างที่ดี และ (3) ด้านการกำหนดเป้าหมาย เน้นให้ทีมมีส่วนร่วมผ่านหลักเมตตา 3 ประการ สาธารณโภคี สีลสามัญญตา และทิฏฐิสามัญญตา เพื่อแบ่งปันข้อมูลและสร้างทิศทางการทำงานที่ทุกคนยอมรับร่วมกัน</p>
2026-07-01T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298243
ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี
2026-06-13T13:17:42+07:00
ปิยวัฒน์ ฤทธิ์มาก
tom_517@pk.ac.th
วิสุทธิ์ วิจิตรพัชราภรณ์
wisutwichit1112@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาระดับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 3) เพื่อศึกษาภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ครู ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี จำนวน 320 คน ได้มาจากการสุ่มอย่างง่าย ตามสัดส่วนประชากรครูแต่ละโรงเรียน เครื่องมือเก็บรวบรวมข้อมูล คือ แบบสอบถาม มีค่าความเชื่อมั่นที่ .973 นำผลที่ได้จากการตอแบบสอบถาม มาวิเคราะห์โดยใช้ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติเชิงอนุมานด้วยการวิเคราะห์ถดถอยพหุคูณแบบขั้นตอน</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา ในภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก 2) ระดับสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ภาพรวมและรายด้านอยู่ในระดับมาก และ 3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ในสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษานนทบุรี สามารถพยากรณ์ตัวแปรสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 ได้ร้อยละ 42.80 โดยภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อสมรรถนะครูในศตวรรษที่ 21 พยากรณ์ได้ 2 ด้าน คือ ด้านสมรรถนะดิจิทัล และด้านการสื่อสารดิจิทัล ตามลำดับ</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/303160
แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ส่งเสริมสุขภาวะครูตามหลักสัปปายะ 4 กลุ่มโรงเรียนวีรชน อำเภอค่ายบางระจัน จังหวัดสิงห์บุรี
2026-06-24T00:32:48+07:00
จันนะพา คำภูนิจ
janpa2304@gmail.com
พระครูภัทรธรรมคุณ
janpa2304@gmail.com
วารี โศกเตี้ย
janpa2304@gmail.com
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อเพื่อศึกษาสภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาวะของครูกลุ่มโรงเรียนวีรชน 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ส่งเสริมสุขภาวะของครูตามหลักสัปปายะ 4 กลุ่มโรงเรียนวีรชน และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานที่ส่งเสริมสุขภาวะจองครูตามหลักสัปปายะ 4 กลุ่มโรงเรียนวีรชน จังหวัดสิงห์บุรี เป็นการวิจัยแบบผสานวิธี โดยใช้แบบสอบถามประชากรการวิจัย จำนวน 82 คน จากนั้นนำข้อมูลใช้หาค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์เนื้อหาจากการสัมภาษณ์</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพแวดล้อมการทำงานที่ส่งเสริมสุขภาวะของครูกลุ่มโรงเรียนวีรชน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานตามหลักสัปปายะ 4 ได้แก่ (1) ด้านกาย จัดสถานที่ให้สะอาด โปร่ง และมีโภชนาการที่ดี (2) ด้านสังคม สร้างบรรยากาศที่อบอุ่น เกื้อกูล และส่งเสริมการเรียนรู้ร่วมกัน (3) ด้านจิตใจ จัดพื้นที่สงบและส่งเสริมกิจกรรมทางจิตวิญญาณเพื่อสร้างขวัญกำลังใจ (4) ด้านการเรียนรู้ จัดหาแหล่งเรียนรู้ที่หลากหลายและส่งเสริมการแลกเปลี่ยนความรู้ควบคู่กับหลักธรรม 3) แนวทางการพัฒนาสภาพแวดล้อมการปฏิบัติงานตามหลักสัปปายะ 4 ได้แก่ (1) ด้านกาย ปรับปรุงสถานที่ให้ถูกสุขลักษณะและมีโภชนาการที่ดี (2) ด้านสังคม สร้างวัฒนธรรมองค์กรที่อบอุ่นและสนับสนุนความสัมพันธ์อันดี (3) ด้านจิตใจ จัดพื้นที่สงบและกิจกรรมทางจิตวิญญาณเพื่อเสริมสร้างจิตใจ (4) ด้านการเรียนรู้ พัฒนาแหล่งเรียนรู้และเวทีแลกเปลี่ยนความรู้โดยบูรณาการหลักธรรม ซึ่งแนวทางดังกล่าวจะช่วยส่งเสริมสุขภาวะแบบองค์รวมและเตรียมความพร้อมให้ครูสามารถพัฒนาตนเองได้อย่างต่อเนื่อง</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/300888
แนวทางพัฒนาทักษะการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษาปทุมธานี
2026-06-29T10:44:03+07:00
จุฑารัตน์ สุขทอง
mm007ok@thk.ac.th
พระครูภัทรธรรมคุณ
mm007ok@thk.ac.th
วารี โศกเตี้ย
mm007ok@thk.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันทักษะการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัล โรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา 2) เพื่อศึกษาวิธีพัฒนาทักษะการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา และ 3) เพื่อเสนอแนวทางพัฒนาทักษะ การบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 โรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่างที่เป็นครูโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษา จำนวน 152 คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติเชิงพรรณนา ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1). สภาพปัจจุบันทักษะการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลโรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา โดยภาพรวมและรายด้านทั้ง 3 ด้านอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาทักษะการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา ประกอบด้วย (1) ฉันทะ ใฝ่เรียนรู้และพึงพอใจในการใช้เทคโนโลยีดิจิทัล (2) วิริยะ เพียรพยายามฝึกฝนและปรับตัวรับการเปลี่ยนแปลง (3) จิตตะ เอาใจใส่และมุ่งมั่นประยุกต์ใช้เครื่องมือดิจิทัล (4) วิมังสา หมั่นทบทวนและปรับปรุงการทำงานอย่างสม่ำเสมอ และ 3) แนวทางการพัฒนาทักษะการบริหารงานวิชาการยุคดิจิทัลตามหลักอิทธิบาท 4 ของโรงเรียนในสหวิทยาเขตปทุมเบญจา ประกอบด้วยผู้บริหารควรสร้างฉันทะและวิริยะเพื่อส่งเสริมให้ครูใช้เทคโนโลยีในการจัดการเรียนการสอน ส่วนครูควรใช้จิตตะในการออกแบบการเรียนรู้และพัฒนาผู้เรียนอย่างใส่ใจ และทั้งสองฝ่ายควรใช้หลักวิมังสานำมาบูรณาการร่วมกันเพื่อวิเคราะห์และปรับปรุงกระบวนการทำงานอย่างเป็นระบบให้ก้าวทันยุคดิจิทัล</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JOB_EHS/article/view/298463
จากฐานการเรียนรู้ปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงสู่การปลูกฝังคุณลักษณะของผู้เรียนยุคดิจิทัล กรณีศึกษา โรงเรียนบ้านดู่(สหราษฎร์พัฒนาคาร) จังหวัดเชียงราย
2026-06-13T13:58:48+07:00
ชนาพร ยอดทองเลิศ
chanaporn.apple@gmail.com
ธิดาวัลย์ อุ่นกอง
chanaporn.apple@gmail.com
<p>บทความนี้นำเสนอแนวทางการปลูกฝังคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียนยุคดิจิทัลผ่านฐานการเรียนรู้ตามหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียง กรณีศึกษาโรงเรียนบ้านดู่ (สหราษฎร์พัฒนาคาร) ซึ่งเป็นโรงเรียนขยายโอกาสทางการศึกษาที่จัดการเรียนการสอนตั้งแต่ระดับปฐมวัยถึงมัธยมศึกษาตอนต้น มีผู้เรียนที่มีความหลากหลายทางชาติพันธุ์ ภาษา และวัฒนธรรม บริบทดังกล่าวสะท้อนความท้าทายในการจัดการศึกษาที่มุ่งสร้างโอกาสและความเสมอภาคทางการศึกษา การศึกษาครั้งนี้ใช้วิธีการวิเคราะห์เอกสารและสังเคราะห์แนวปฏิบัติของสถานศึกษาในการออกแบบฐานการเรียนรู้จำนวน 9 ฐาน ได้แก่ ฐานไข่ไก่ ฐานสักทอง ฐานเห็ดนางฟ้าภูฐาน ฐานไส้เดือน ฐานปลาน้ำจืด ฐานผักสวนครัว ฐานผักไฮโดรโปนิกส์ ฐานไก่ดำ และฐานขยะสร้างอาชีพ ครอบคลุมองค์ความรู้ด้านเกษตรกรรม ปศุสัตว์ และสิ่งแวดล้อม เปิดโอกาสให้ผู้เรียนสร้างความรู้จากประสบการณ์ตรงและนำไปประยุกต์ใช้ในชีวิตประจำวัน</p> <p>กระบวนการดำเนินงานใช้หลักการบริหารเชิงระบบตามวงจร PDCA ตั้งแต่การวิเคราะห์บริบทสถานศึกษา การพัฒนาฐานการเรียนรู้ การจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning การประเมินผลตามสภาพจริง จนถึงการนำผลมาปรับปรุงพัฒนาอย่างต่อเนื่อง โดยมุ่งปลูกฝังคุณลักษณะผู้เรียนยุคดิจิทัล 5 ด้าน ได้แก่ 1) ทักษะชีวิตและการปรับตัว 2) การวางแผนและตัดสินใจอย่างมีเหตุผล 3) ความรับผิดชอบต่อส่วนรวมและจิตสาธารณะ 4) การสื่อสาร การทำงานร่วมกัน และการรู้เท่าทันดิจิทัล และ 5) การใช้ทรัพยากรอย่างคุ้มค่าและการดำเนินชีวิตอย่างพอเพียง เหตุนั้น การบูรณาการหลักปรัชญาของเศรษฐกิจพอเพียงเข้ากับการจัดการเรียนรู้เชิงประสบการณ์สามารถปลูกฝังคุณลักษณะของผู้เรียนยุคดิจิทัลได้ อันเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการดำเนินชีวิตอย่างสมดุลและยั่งยืนท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี เศรษฐกิจ และสังคมในยุคดิจิทัล</p>
2026-06-30T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์