การวิเคราะห์พยานหลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในคดีข่มขืนกระทำชำเรา

พลอยพยัพ ศรียอดโชติวัต

ผู้แต่ง

  • Ployayap Sriyotchotiwat Royal Thai Police

คำสำคัญ:

นิติวิทยาศาสตร์ , ข่มขืนกระทำชำเรา , พยานหลักฐาน

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์แผนประทุษกรรมและพยานหลักฐานและปัญหาในด้าน         นิติวิทยาศาสตร์ในคดีข่มขืนกระทำชำเราเป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยการสัมภาษณ์พนักงานสอบสวน และสำนวนคดีข่มขืนกระทำชำเราที่ตัดสินแล้วเพื่อนำข้อมูลมาวิเคราะห์ ผลการวิจัยพบว่า แผนประทุษกรรมของผู้กระทำผิดคดีข่มขืนกระทำชำเรา มี 3 รูปแบบ คือ 1) สิ่งเร้าหรือสิ่งกระตุ้นภายนอก ได้แก่ การเสพติดสุรา การคบเพื่อน และการยั่วยุของเหยื่อ ภายในคือการเป็นโรคจิตเวชและขาดจิตสำนึกที่ดี 2) มีโอกาสเหมาะสมในการกระทำผิด 3) สิ่งแวดล้อมที่เหมาะสม รวมถึงพยานหลักฐานในคดีข่มขืนกระทำชำเราจะมีลักษณะที่คล้ายคลึงกัน ดังนี้ การตรวจสภาพร่างกายของผู้เสียหาย การตรวจพิสูจน์สารคัดหลั่ง การตรวจพิสูจน์เอกลักษณ์บุคคล การตรวจพยานแวดล้อม และพยานบุคคล สำหรับปัญหาอุปสรรคในการรวบรวมพยานหลักฐาน คือ พยานหลักฐานต่างๆ ที่จะนำไปสู่การจับกุมผู้กระทำผิดถูกทำลายไปตามเวลา และเสื่อมสภาพไม่สามารถตรวจพยานหลักฐานได้เนื่องจากผู้เสียหายเกรงกลัวผู้กระทำผิดเพราะโดนข่มขู่   หรือผู้กระทำผิดมีอิทธิพลต่อผู้เสียหาย ทำให้ผู้เสียหายไม่แจ้งความและปล่อยไว้เป็นระยะเวลานาน

เอกสารอ้างอิง

กองปราบปราม กองบัญชาการสอบสวนกลาง. (2555). 4dimensions-5 เทคนิคของคนร้าย. เข้าถึงเมื่อ 15 สิงหาคม 2560. จาก, http://www.ดีดี-นิติธรรม-การ์ด.com/imag/4dimensions-2.pdf.

จุฑารัตน์ เอื้ออำนวย. (2544). ทำไมต้องข่มขืน.วารสารสังคมศาสตร์ ปีที่ 32 ฉบับที่ 2 กรกฎาคม – ธันวาคม 2544.

เปมิกา สนิทพจน์. (2566). หลักการทางนิติวิทยาศาสตร์. กรุงเทพฯ : Graphic Site มหาวิทยาลัยสวนดุสิต.

พงศ์พัฒน์ ฉายาพันธุ์. (2537). ความรู้เบื้องต้นการสอบสวนอาชญากรรม. กรุงเทพมหานคร : ศิลป์สยามการพิมพ์.

สฤษดิ์ สืบพงษ์ศิริ. (2560). แผนประทุษกรรมกับลายเซ็นอาชญากรรมของคนร้าย : ความเหมือนที่แตกต่าง. วารสารวิชาการอาชญาวิทยาและนิติวิทยาศาสตร์ โรงเรียนนายร้อยตำรวจ. ปีที่ 3 ฉบับที่ 2 เดือนกรกฎาคม – ธันวาคม 2560.

สันติ์ สุขวัจน์. (2550). นิติวิทยาศาสตร์. นครปฐม: โรงเรียนนายร้อยตำรวจ.

อินเนส ไบรอัน. (2547). ผ่าสมองคนต้องฆ่า ภาคแรก. แปลมาจาก Profiling of a Criminal Mind. กรุงเทพฯ: เนชั่นบุ๊คส์.

Dan Robb. (2015). Why do certain thieves/criminals intentionally leave some sort of mark or signature behind at the crime scene?. Retrieved August 10,2017, https://www.quora.com /Why-do-certain-thieves-criminals-intentionally-leave-some-sort- of-mark-or-signature-behind-at-the-crime-scene/answer/Dan-Robb-2.

David Webb. (2012). Profiling Methodology. Retrieved August 10,2017, from http://www.all-about-forensic-psychology.com/psychological-profiling.html.

Hobson, C. B. (1991). Fire Investigation a new concept. Illnois: Charles C. Tomas Publisher.

Jennifer Chase. (2011). Offender’s Signature vs. Modus Operandi. Retrieved August 10,2017, from https://authorjenniferchase.com/2011/06/22/offender%E2%80%99s-signature-vs- modus-operandi.

Karpman Benjamin. (1962). The Sexual Offender and his Offences: Etiology, pathology, psychodynamics and treatment. New York: Julian Press.

Richard Walker. (1996). The Effect of Social Disclosure on the Intensity of Affect Provoked by Autobiographical Memories.

Vernon J.Geberth. (1995). The “Signature” Aspect in Criminal Investigation. Retrieved August 10,2017, from http://www.practicalhomicide.com/articles/signature.htm.

ไฟล์ประกอบ

เผยแพร่แล้ว

2023-06-24

รูปแบบการอ้างอิง

Sriyotchotiwat, P. (2023). การวิเคราะห์พยานหลักฐานด้านนิติวิทยาศาสตร์ในคดีข่มขืนกระทำชำเรา: พลอยพยัพ ศรียอดโชติวัต. วารสารกฎหมายและการเมืองการปกครอง, 1(1). สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/JPG/article/view/266942