รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิตตามหลักไตรสิกขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อเสนอรูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิตตามหลักไตรสิกขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีพหุระยะ มี 4 ขั้นตอน คือ ขั้นตอนที่ 1 ศึกษาความต้องการจำเป็น โดยใช้แบบสอบถามกลุ่มตัวอย่าง คือ นิสิตคณะครุศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 331 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าดัชนีความต้องการจำเป็น ขั้นตอนที่ 2 พัฒนารูปแบบ โดยใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 15 รูป/คน และใช้แบบการสนทนากลุ่มผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 9 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา ขั้นตอนที่ 3 ทดลองใช้รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิตตามหลักไตรสิกขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 17 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินความพึงพอใจที่มีต่อรูปแบบ และการประชุมปฏิบัติการ เครื่องมือที่ใช้คือ แบบประเมินความคิดเห็นที่มีต่อรูปแบบ วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ขั้นตอนที่ 4 ประเมินรูปแบบ โดยใช้แบบประเมินตามมาตราฐานการประเมิน 3 ด้าน กลุ่มเป้าหมาย คือ ผู้บริหารและอาจารย์ มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย จำนวน 17 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าสถิติ คือ ค่าเฉลี่ย และค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัยพบว่า รูปแบบการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิตตามหลักไตรสิกขา มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย ประกอบด้วย 1) หลักการ 2) วัตถุประสงค์ 3) กลไกการพัฒนาคุณลักษณะที่พึงประสงค์ของนิสิต 4) วิธีการดำเนินงาน 5) แนวทางการประเมิน และ 6) เงื่อนไขความสำเร็จ มีผลการทดลองใช้ คือ ความพึงพอใจและความคิดเห็นต่อรูปแบบอยู่ในระดับมากที่สุด และมีผลการประเมินอยู่ในระดับมากที่สุด สรุปองค์ความรู้การวิจัยเป็น “TRIPLE-S”
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารฯ ได้กำหนดความซ้ำของผลงาน ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 25%
ในกรณีที่ บทความวิจัยมีกระบวนการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์จะต้องส่งหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มาประกอบการลงตีพิมพ์ด้วยจึงจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร
ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ โดยรวมทั้งทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์และวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
เอกสารอ้างอิง
พระเทพวิสุทธิกวี (พิจิตร จิตวัณโณ ป.ธ. 9). (2543). การพัฒนาจิตภาคที่หนึ่ง. กรุงเทพมหานคร: สภาการศึกษามหามกุฎราชวิทยาลัย มหาวิทยาลัยพระพุทธศาสนา.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2559). พุทธธรรม (ฉบับปรับขยาย). กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สหธรรมิก.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). (2562). สุขภาวะองค์รวมแนวพุทธ. พิมพ์ครั้งที่ 34. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์สหธรรมิก.
พัฒนา พรหมณี และคณะ. (2560). แนวคิดการสร้างและพัฒนารูปแบบเพื่อใช้ในการดำเนินงานด้านการสาธารณสุขสำหรับนักสาธารณสุข. วารสารวิชาการ สมาคมสถาบันอุดมศึกษาเอกชนแห่งประเทศไทย ฉบับวิทยาศาสตร์และเทคโนโลยี, 6(2), 128-135.
มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2568). พันธกิจของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. แหล่งที่มา https://www.mcu.ac.th /pages/philosophy-commitment-vision-mission#สืบค้นเมื่อ 30 กันยายน 2568.
ราชกิจจานุเบกษา. (2552). ประกาศกระทรวงศึกษาธิการ เรื่อง กรอบมาตรฐานคุณวุฒิระดับอุดมศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2552 เล่ม 126 ตอนพิเศษ 124 ง หน้า 17-19. (1 สิงหาคม 2552).
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาแห่งชาติ. (2552). ปฏิรูปการเรียนรู้ผู้เรียนสำคัญที่สุด. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์ดี.
สุวิมล ติรกานันท์. (2550). การสร้างเครื่องมือวัดตัวแปรในการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
Ivancevich, J. H. et al. (1989). Management: Principles and Functions. 4th ed. New York: Richard D. Irwin.
Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Likert, Rensis. (1967). The Method of Constructing and Attitude Scale. Reading in Attitude Theory and Measurement. Fishbein. Matin Ed. New York: Wiley & Son.
Strickland. (2025). ADDIE. From http://www.ed.isu.edu/addie/index.htm Retrieved October 21, 2025.