แนวทางการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 กลุ่มโรงเรียนสีกุก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัจจุบันการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ของบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี โดยการวิจัยเชิงปริมาณด้วยการใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัย จำนวน 56 คน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการใช้แบบสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 ท่าน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษา กลุ่มโรงเรียนสีกุก โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) วิธีการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษา ตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 4 ด้าน ได้แก่ (1) การเข้าใจบทบาทหน้าที่และเป้าหมายของตนเอง (2) การขจัดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ด้วยความสุขุมและประนีประนอม (3) การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพ ชัดเจน และเปิดกว้าง (4) การเข้าใจและให้กำลังใจผู้อื่น ทั้งนี้ ได้บูรณาการหลักสังคหวัตถุ 4 เป็นหลักธรรมยึดเหนี่ยวน้ำใจ ผูกไมตรี และเอื้อเฟื้อเกื้อกูลกันในการปฏิบัติงาน และ 3) แนวทางการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ที่ดีของบุคลากรทางการศึกษาตามหลักสังคหวัตถุ 4 ประกอบด้วย 4 ประการ ได้แก่ (1) การเข้าใจตนเองทั้งด้านจิตใจและพฤติกรรม (2) การเข้าใจและยอมรับความแตกต่างของผู้อื่นโดยไม่ตัดสิน (3) การใช้การสื่อสารที่มีประสิทธิภาพเพื่อสร้างความร่วมมือในการทำงาน และ (4) การขจัดความขัดแย้งอย่างสร้างสรรค์ด้วยการให้อภัย ลดทิฐิ รับฟังความคิดเห็น และเน้นการประนีประนอมเพื่อความสงบสุขในองค์กร
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารฯ ได้กำหนดความซ้ำของผลงาน ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 25%
ในกรณีที่ บทความวิจัยมีกระบวนการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์จะต้องส่งหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มาประกอบการลงตีพิมพ์ด้วยจึงจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร
ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ โดยรวมทั้งทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์และวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542. .กรุงเทพมหานคร: กระทรวงศึกษาธิการ.
กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. พิมพ์ครั้งที่ 3.กรุงเทพมหานคร: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย..
ธีรวัชร แสงจง และคณะ. (2562). การศึกษามนุษยสัมพันธ์ของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาชุมพร เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยกรุงเทพธนบุรี.
บุญธิดา แก้วทอง. (2564). แนวทางการเสริมสร้างมนุษยสัมพันธ์ของบุคลากรตามหลักสังคหวัตถุ 4 ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนประถมศึกษา อำเภอตากฟ้าจังหวัดนครสวรรค์. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย.
แพรวรุ่ง ศรีประภา. (2567). แนวทางการสร้างมนุษยสัมพันธ์ในองค์กรตามหลักสาราณียธรรม 6 ของผู้บริหารสถานศึกษากลุ่มเครือข่ายส่งเสริมประสิทธิภาพ 4 จังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรราชวิทยาลัย.
รดาชม พรมนิวาส. (2561). รูปแบบภาวะผู้นำแห่งตนและทักษะมนุษยสัมพันธ์ของผู้นำที่ส่งผลต่อความเหนียวแน่นของทีมงาน. วิทยานิพนธ์บริหารธุรกิจมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชมงคลธัญบุรี.
ลักขณา กำแพงแก้ว. (2563). ความสัมพันธ์ระหว่างองค์ประกอบของการมีมนุษยสัมพันธ์ของบุคลากรในโรงเรียนประถมศึกษา. ดุษฎีนิพนธ์ครุศาสตรดุษฎีบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
อำนวย เดชชัยศรี และสุทธิพงษ์ ศรีวิชัย. (2560). ทักษะการบริหารมนุษยสัมพันธ์ตามแนวพุทธ. วารสารมหาจุฬาวิชาการ, 4(1), 49-64.