การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์
บทคัดย่อ
บทความวิจัยเรื่อง “การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์” มีวัตถุประสงค์ 3 คือ 1) เพื่อศึกษางานสาธารณสงเคราะห์ในพระพุทธศาสนา 2) เพื่อศึกษาสภาพพื้นที่ต้นแบบงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์ และ 3) เพื่อการนำเสนอการพัฒนาพื้นที่ต้นแบบงานสาธารณสงเคราะห์ที่เหมาะสมของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์ การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลจการศึกษาเชิงเอกสารปฐมภูมิ คือ พระไตรปิฎก และทุติยภูมิงานเอกสารที่เกี่ยวข้อง รวมทั้งการสังเกต การสัมภาษณ์เชิงลึกกับกลุ่มผู้ให้ข้อมูลสำคัญ 4 กลุ่ม ได้แก่ 1) กลุ่มพระสังฆาธิการ 2) กลุ่มนักวิชาการด้านการจัดการเชิงพุทธ 3) กลุ่มผู้นำชุมชน และ 4) กลุ่มประชาชนทั่วไป รวม 48 รูป/คน และการสนทนากลุ่ม โดยใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจงแล้วนำเสนอเชิงพรรนณาวิเคราะห์
ผลการวิจัย พบว่า
1) งานสาธารณสงเคราะห์ในพระพุทธศาสนาจำเป็นต้องอาศัยหลักการบริหารวัดสมัยใหม่ควบคู่กับหลักธรรม ได้แก่ การสร้างค่านิยมร่วม การจัดโครงสร้างองค์กร การจัดระบบงาน การจัดกิจกรรมอย่างเป็นรูปธรรม และการพัฒนาบุคลากร โดยยึดหลัก “สะอาด สว่าง และสงบ” เป็นกรอบสำคัญในการจัดการพื้นที่วัดให้เอื้อต่อการเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้และการช่วยเหลือสังคมอย่างยั่งยืน
2) สภาพพื้นที่ต้นแบบงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์ จำนวน 5 แห่ง ได้แก่ วัดสว่างอารมณ์ วัดปทุมทอง วัดทุ่งไทรขะยูง วัดสีโควนาราม และวัดสุทธิธรรมาราม พบว่า พื้นที่ต้นแบบแต่ละแห่งมีบริบททางประวัติศาสตร์ ที่ตั้ง สภาพชุมชน และรูปแบบการดำเนินงานด้านสาธารณสงเคราะห์ที่แตกต่างกัน แต่มีจุดร่วมสำคัญคือการทำหน้าที่เป็นศูนย์กลางการช่วยเหลือประชาชนในระดับชุมชน
3) การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบงานสาธารณสงเคราะห์ที่เหมาะสมของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์ มี 5 ด้าน คือ เชิงนโยบาย เชิงโครงสร้างและการบริหาร เชิงบุคลากร เชิงบริการและกิจกรรม และสู่ความยั่งยืน การพัฒนาพื้นที่ต้นแบบงานสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์จังหวัดสุรินทร์จำเป็นต้องดำเนินการควบคู่กันทั้งในมิติด้านจิตใจ สังคม เศรษฐกิจ และสุขภาพ โดยยึดหลักพระพุทธศาสนาเป็นฐาน และใช้การมีส่วนร่วมของชุมชนเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อน เพื่อให้เกิดผลลัพธ์เชิงประจักษ์และสามารถขยายผลไปสู่พื้นที่อื่นได้อย่างยั่งยืน
Downloads
Article Details
รูปแบบการอ้างอิง
ประเภทบทความ
บทความวิจัย (Research Articles)
หมวดหมู่
Copyright & License
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารการบริหารการปกครองและนวัตกรรมท้องถิ่น

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
กรมการศาสนา. (2542). พระราชบัญญัติ กฎ ระเบียบ และคำสั่งของคณะสงฆ์. โรงพิมพ์การศาสนา.
ชำเรือง วุฒิจันทร์. (2541). การพัฒนากิจการคณะสงฆ์และการพระศาสนาเพื่อความมั่นคงแห่งชาติ. กรมการศาสนา.
พระครูพิศาลจารุวรรณ. (2565). การวิเคราะห์สาธารณสงเคราะห์ในคัมภีร์พระพุทธศาสนา. วารสารพุทธศาสน์สังคมร่วมสมัย, 1(1), 1–17.
พระปลัดพิพัฒน์พงษ์ ภทฺทวํโส. (2566). บทบาทพระสงฆ์กับการพัฒนาชุมชนในปัจจุบัน. วารสารพุทธนวัตกรรมและการจัดการ, 6(3), 237–251.
พินิจ ลาภธนานนท์ และคณะ. (2560). แนวคิดพุทธศาสนาเพื่อสังคม สังคหธุระ และสาธารณสงเคราะห์วิถีพุทธ. นิติธรรมการพิมพ์.
ไพบูลย์ เสียงก้อง. (2544). หลักการบริหารวัด. ใน วัดพัฒนา 44. โรงพิมพ์กรมการศาสนา.
มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. (2539). พระไตรปิฎกภาษาไทย ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย. โรงพิมพ์มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
สายชล ปัญญชิต, และณัชพล ศิริสวัสดิ์. (2566). หลักพุทธธรรมกับปฏิบัติการสาธารณสงเคราะห์ของกลุ่มกู้ภัยที่มีสถาบันพระพุทธศาสนาให้การสนับสนุนในพื้นที่ภาคเหนือของประเทศไทย. วารสารพุทธศาสนศึกษา จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, 30(2–3), 42–71.
สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ. (2564). คู่มือการดำเนินงานด้านการสาธารณสงเคราะห์ของคณะสงฆ์. สำนักงานพระพุทธศาสนาแห่งชาติ.
Juruan, T., & Boonyarattanasoontorn, J. (n.d.). The roles of Buddhist monks in promoting social welfare and social work in changing towards the era of digital society. Journal of MCU Buddhapanya Review, 8(4).
Nilkote, R., Watana, S., Suyajai, P., & Raksat, [initial unavailable]. (n.d.). An integration of the Buddha’s teaching with volunteer network’s community welfare of Wat Bang Chang Nuea, Sampran District, Nakhon Pathom Province, Thailand. Journal of Buddhist Anthropology, 10(1), 59–68.
Panyachit, S., & Sirisawad, N. (2025). The spirit of socially engaged Buddhism: Public welfare operations of rescue groups supported by Buddhist institutions in the northern region of Thailand. Journal of International Buddhist Studies, 16(2), 1–16.