การพัฒนาความตระหนักรู้ในตนเอง โดยใช้การจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e291639คำสำคัญ:
การจัดการเรียนรู้จริยศิลป์, ความตระหนักรู้ในตนเอง, วิชาทัศนศิลป์, Mobile-assisted Language Learningบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: กิจกรรมการเรียนรู้ที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการตระหนักรู้ของผู้เรียนในช่วงวัยรุ่น ให้ผู้เรียนเป็นบุคคลที่มีคุณภาพทั้งด้านร่างกาย จิตใจ สติปัญญา โดยใช้กระบวนการสร้างงานทัศนศิลป์ควบคู่กับการเจริญสติ เพื่อพัฒนาสติและความรู้เท่าทันอารมณ์ของผู้เรียน ดังนั้นงานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาและพัฒนาความตระหนักรู้ในตนเอง โดยใช้การจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 2) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 จากการจัดการเรียนรู้ในวิชาทัศนศิลป์ โดยใช้การจัดการเรียนรู้จริยศิลป์
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างในการวิจัยคือ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3/1 โรงเรียนวัดลานบุญ กรุงเทพมหานคร จำนวน 30 คน ได้โดยการสุ่มแบบเจาะจง (Purposive sampling) โดยใช้การคัดเลือกห้องเรียนจากคะแนนแบบประเมินพฤติกรรมเด็ก (SDQ) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบวัดความตระหนักรู้ในตนเอง แบบสังเกตพฤติกรรม แบบสะท้อนตนเอง แบบประเมินความพึงพอใจ แผนกิจกรรมการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ผู้วิจัยได้พัฒนาขึ้น
ผลการวิจัย: 1) แผนกิจกรรมการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ มีความเหมาะสมระดับมากที่สุด (\bar{x}= 4.81 , S.D. = 0.06) ภาพรวมมีความเหมาะสมระดับมากที่สุด 2) ผลการศึกษาเปรียบเทียบความตระหนักรู้ในตนเองการปฏิบัติกิจกรรมการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ มีคะแนนเฉลี่ยก่อนการปฏิบัติกิจกรรมเท่ากับ 135.60 (S.D. = 21.06) และคะแนนเฉลี่ยหลังการปฏิบัติกิจกรรมเท่ากับ 156.70 (S.D. = 16.60) และเมื่อเปรียบเทียบระหว่างคะแนนก่อนและหลังเรียน พบว่าหลังเรียนของผู้เรียนสูงกว่าก่อนเรียนในกิจกรรมการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ 3) ความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ มีความพึงพอใจในระดับมากที่สุด (\bar{x}= 4.68 , S.D. = 0.32)
สรุปผล: 1) แผนกิจกรรมการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เป็นกิจกรรมการเรียนรู้ผ่านการสร้างสรรค์งานทัศนศิลป์เข้ากับการภาวนา มุ่งเน้นให้ผู้เรียนได้ฝึกฝนเรียนรู้สภาวะอารมณ์ความคิดภายในระหว่างกายกับใจของตนเอง มากกว่าการมุ่งเน้นให้ชิ้นงานสำเร็จอย่างสมบูรณ์ ผ่านกิจกรรมการเรียนรู้ให้ผู้เรียน มีสติอยู่กับตนเองสังเกตอาการ ทั้งก่อนสร้างสรรค์ ขณะสร้างสรรค์และหลังการสร้างสรรค์ผลงานตามลำดับขั้นของความสามารถในการตระหนักในตนเอง 2) ผลการใช้การจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ เพื่อพัฒนาความตระหนักรู้ในตนเอง สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 ก่อนและหลังการปฏิบัติกิจกรรมพบว่า หลังเรียนมีคะแนนสูงขึ้นกว่าก่อนเรียน ซึ่งการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์เป็นกิจกรรมที่มีประสิทธิภาพสามารถพัฒนาส่งเสริมให้ผู้เรียนเกิดความตระหนักรู้ในตนเองได้ ทั้งในด้านอารมณ์ การประเมินตนเอง และความมั่นใจในตนเอง 3) ผลประเมินความพึงพอใจของผู้เรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ในวิชาทัศนศิลป์ โดยรวมมีความพึงพอใจอยู่ในระดับมากที่สุด ที่สุด ซึ่งการจัดการเรียนรู้จริยศิลป์ ช่วยกระตุ้นผู้เรียนให้จุดประกายจินตนาการและเกิดความคิดสร้างสรรค์ ได้แสดงความคิดเห็นอย่างอิสระ สามารถเข้าถึงและรับรู้อารมณ์ของตนเองได้ โดยเฉพาะการสะท้อนสภาวะของตนเองผ่านผลงานศิลปะ ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมายของการพัฒนาความตระหนักรู้ในตนเอง สามารถเชื่อมโยงความรู้ นำทักษะการจัดการอารมณ์ไปใช้ในชีวิตประจำวันได้ ส่งผลให้ผู้เรียนมีความพอใจต่อการจัดการเรียนรู้ รวมทั้งมีเจคติที่ดีต่อวิชาทัศนศิลป์
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2553). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 (พิมพ์ครั้งที่ 3). กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
จิรัฐกาล พงศ์ภคเธียร. (2550). การวิจัยและพัฒนาจิตตปัญญาศึกษาในอุดมศึกษาไทย (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย, คณะครุศาสตร์, ภาควิชานโยบายการจัดการและความเป็นผู้นำทางการศึกษา, สาขาวิชาพัฒนศึกษา).
โชคชัย ตักโพธิ์. (2553). ศิลปะภาวนา, หลอมรวมการเรียนรู้เพื่อความเป็นไทย เล่ม 4: ศิลปเพื่อการพัฒนาชีวิต. กรุงเทพฯ: บริษัท แปลน พริ้นท์ติ้ง จำกัด.
ทัศนีย์ สุริยะไชย. (2554). ความสัมพันธ์ระหว่างการตระหนักรู้ในตนเองกับการร่วมรู้สึกในวัยรุ่น (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ).
ประเวศ วะสี. (2555). จิตตภาวนากับการเปลี่ยนแปลงขั้นพื้นฐาน (Meditation and transformation). นครปฐม: ศูนย์จิตตปัญญาศึกษา มหาวิทยาลัยมหิดล.
ผ่อง เซ่งกิ่ง. (2551). จริยศิลป์ เมื่อศิลปะกับภาวนาเป็นเรื่องเดียวกัน. กรุงเทพฯ: สถาบันอาศรมศิลป์.
ผ่องพรรณ เกิดพิทักษ์. (2545). คุณลักษณะที่เกี่ยวข้องกับ E.Q. ใน รวมบทความทางวิชาการ E.Q. จากแนวคิดสู่การปฏิบัติ (Vol. 2). กรุงเทพฯ: เดสก์ท็อป.
มนัส บุญประกอบ. (2545). อีคิวกับภาวะผู้นำในบางประเด็น (พิมพ์ครั้งที่ 4). กรุงเทพฯ: เดสก์ท็อป.
มหาวิทยาลัยราชภัฏวไลยอลงกรณ์. (2557). คู่มือการจัดระบบการเรียนการสอนที่ยึดผู้เรียนเป็นศูนย์กลางการเรียนรู้. อยุธยา: เทียนวัฒนาพริ้นท์ติ้ง.
วรรณิศา ปลอดโปร่ง. (2555). ผลการใช้ชุดกิจกรรมแนะแนวเพื่อพัฒนาการตระหนักรู้ในตนเองในการเลือกแผนการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ ปทุมวัน (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช, นนทบุรี).
วราภรณ์ ศรีวิโรจน์. (2558). เอกสารประกอบรายวิชา 1026302 การจัดการเรียนรู้และการจัดการชั้นเรียน. http://edu.rajabhat.edu/e-media/07.pdf
วัฒนา หงสกุล. (2561). การจัดการเรียนรู้เชิงรุกในยุคไทยแลนด์ 4.0. ใน การประชุมวิชาการเสนอผลงานวิจัยระดับชาติ ครั้งที่ 1.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2553). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด.
Amelia, D. P., & Harahap, A. (2021). Application of Interactive Multimedia-Based Mathematics Learning Media to Increase Students’ Interest in Learning. Budapest International Research and Critics Institute (BIRCI-Journal): Humanities and Social Sciences, 4(2), 3153–3161.
Anisimova, E. (2021). Collaborative tools for teamwork in the digital age. Journal of Educational Technology & Society, 24(3), 277–289.
Goleman, D. (1995). Emotional intelligence: Why it can matter more than IQ for character, health and lifelong achievement. London, England: Bantam Books.
Goleman, D. (1998). Working with emotional intelligence. New York, NY: Bantam Books.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





