การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2026.e289745คำสำคัญ:
การอ่านจับใจความ, การจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R, เทคนิคผังกราฟิก, วิจัยเชิงปฏิบัติการบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ปัญหาการอ่านจับใจความของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคุรุราษฎร์สามัคคี อำเภอเกษตรวิสัย จังหวัดร้อยเอ็ด สาเหตุสำคัญคือ ผู้เรียนขาดความสามารถด้านการอ่านมากที่สุด โดยเฉพาะการอ่านเพื่อจับใจความ ทำให้ไม่สามารถสรุปใจความได้ จึงนำการจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก มาจัดกิจกรรมการเรียนรู้ การพัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาความสามารถในการอ่านจับใจความ โดยใช้การจัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ให้ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75
ระเบียบวิธีการวิจัย: งานวิจัยนี้เป็นวิจัยเชิงปฏิบัติการ (Action research) ซึ่งผู้วิจัยได้ดำเนินการวิจัยตามแนวคิด Kurt Lewin ซึ่งประกอบด้วย 3 ขั้นตอน คือวางแผน ปฏิบัติการ ผลจากการปฏิบัติซึ่งนำไปสู่การ ค้นพบความจริง และสะท้อนผล ผู้วิจัยได้นำหลักการวิจัยเชิงปฏิบัติการมาใช้ในการจัดการเรียนการสอนมีขั้นตอนการปฏิบัติการจำนวน 3 วงรอบ กลุ่มเป้าหมาย ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนคุรุราษฎร์สามัคคี ภาคเรียนที่ 2 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 6 คน เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้จำนวน 9 แผน ผลหารประเมินความเหมาะสม 4.70-5.00 มีความเหมาะสมในระดับมากที่สุด 2) แบบวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ เป็นสถานการณ์ในแต่ละวงจร จำนวน 6 ข้อ ผลการประเมินค่า IOC อยู่ระหว่าง 0.50-1.00 ค่าความยากง่ายอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.73 ค่าอำนาจจำแนกอยู่ระหว่าง 0.20 - 0.80และค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.83 3) แบบสังเกตพฤติกรรมนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย หรือส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน
ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า การวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ ท้ายวงจรปฏิบัติการที่ 1-2 จากคะแนนเต็มรวม 30 ในวงจรปฏิบัติการที่ 1 และ 2 สรุปผลได้ดังนี้ คะแนนรวมเท่ากับ 116 และ 150 คะแนน ตามลำดับ คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 19.33 และ 25 คะแนน ตามลำดับ ส่วนเบียงเบนมาตรฐานกับ 2.16 และ 2.19 ตามลำดับ มีจำนวนผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์เท่ากับ 6 คน ตามลำดับ คิดเป็นร้อยละ 16.67 และ 100ตามลำดับ จะเห็นได้ว่าผู้เรียนมีพัฒนาการจากผลการวัดความสามารถในการอ่านจับใจความเพิ่มขึ้นในทุกวงจรปฏิบัติการ คะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.89 และจำนวนผู้เรียนที่ผ่านเกณฑ์ในวงจรปฏิบัติการที่ 2 ซึ่งมีค่าร้อยละเท่ากับ 100 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์ที่ผู้วิจัยกำหนด คือร้อยละ 75
สรุปผล: การวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ ของนักเรียนขั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้การ จัดการเรียนรู้แบบ SQ4R ร่วมกับเทคนิคผังกราฟิก ผู้วิจัยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงปฏิบัติการ พบว่า นักเรียนมีคะแนนการวัดความสามารถในการอ่านจับใจ สูงกว่าเกณฑ์ที่กำหนด กล่าวคือ นักเรียนมีคะแนนการวัดความสามารถในการอ่านจับใจความ ผ่านเกณฑ์ร้อยละ 75 ขึ้นไป โดยผ่านเกณฑ์การประเมินตั้งแต่วงจรปฏิบัติการที่ 2 ซึ่งมีจำนวน 6 คน คิดเป็นร้อยละ 100 คะแนนเฉลี่ยที่เพิ่มขึ้นร้อยละ 18.89 มีคะแนนอยู่ระหว่างร้อยละ 83.33 คิดเป็นร้อยละ 100
เอกสารอ้างอิง
กรมวิชาการ. (2545). แนวการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. โรงพิมพ์คุรุสภา.
ชัญญาภัค ศรีชนะ. (2567). การพัฒนาทักษะการเรียนรู้ด้วยแผนผังความคิดของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 2. มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
ฝ่ายวิชาการโรงเรียนคุรุราษฎร์สามัคคี. (2566). คู่มือการจัดการเรียนรู้แบบ Active Learning โดยใช้แผนผังความคิด. โรงเรียนคุรุราษฎร์สามัคคี.
พัฒนพงษ์ สีหานารินทร์. (2565). ผลของการใช้แผนผังความคิดต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาตอนต้น. มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
พิรุณเทพ เพชรบุรี. (2559). การใช้แผนผังความคิดเพื่อส่งเสริมการคิดวิเคราะห์ในวิชาสังคมศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏเพชรบุรี.
โรงเรียนคุรุราษฎร์สามัคคี. (2566). แบบบันทึกรายงานผลการพัฒนาคุณภาพผู้เรียน (ปพ.5) ปีการศึกษา 2566. โรงเรียนคุรุราษฎร์สามัคคี.
ศิริพร ลิมตระการ. (2543). แนวทางการเรียนการสอนเพื่อพัฒนาทักษะการคิดวิเคราะห์ของนักเรียนระดับประถมศึกษา. มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.
สมชาย หอมยก. (2550). จิตวิทยาการเรียนรู้. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
สุคนธ์ สินธิพานนท์. (2545). กลยุทธ์การเรียนรู้แบบผู้เรียนเป็นศูนย์กลาง. สำนักพิมพ์มหาวิทยาลัยศิลปากร.
อมรรัตน์ จิตตะกาล. (2565). การเรียนรู้เชิงรุกโดยใช้แผนผังความคิดในระดับมัธยมศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงใหม่.
Buzan, T. (2010). The Mind Map Book: Unlock your creativity, boost your memory, change your life. BBC Active.
Lewin, K. (1946). Action research and minority problems. Journal of Social Issues, 2(4), 34–46.
Pauk, W. (1984). How to study in college (3rd ed.). Houghton Mifflin.
Robinson, F. P. (1970). Effective study. Harper & Row.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





