การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งเลิศ

ผู้แต่ง

DOI:

https://doi.org/10.60027/iarj.2025.287428

คำสำคัญ:

การอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ, วิธีการสอนแบบโฟนิกส์

บทคัดย่อ

ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: ปัญหาการอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษสำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งเลิศ อำเภอเมยวดี จังหวัดร้อยเอ็ด สาเหตุสำคัญคือการขาดความเข้าใจในความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรและเสียง วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ จึงเป็นแนวทางการสอนที่สามารถช่วยส่งเสริมให้นักเรียนได้เรียนรู้การออกเสียงและสะกดคำได้อย่างเป็นระบบ การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) หาประสิทธิภาพของการจัดการเรียนรู้ให้มีประสิทธิภาพตามเกณฑ์ 75/75 2) เปรียบเทียบความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษกับเกณฑ์ร้อยละ 75 และ 3) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ก่อนเรียนและหลังเรียน

ระเบียบวิธีการวิจัย: การวิจัยครั้งนี้เป็นการทดลองเบื้องต้น (Pre-Experimental Designs) โดยใช้รูปแบบการทดลองแบบกลุ่มเดียวทดสอบก่อนเรียนและหลังเรียน (One-Group Pretest-Posttest Design) ได้มาโดยการสุ่มแบบกลุ่ม (Cluster Random Sampling) กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งเลิศ จำนวน 13 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ 2) แบบวัดความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ และ 3) แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการทดสอบค่าที

ผลการวิจัย: ผลการวิจัยพบว่า 1) การจัดการเรียนรู้มีประสิทธิภาพเท่ากับ 85.70/81.03 ซึ่งสูงกว่าเกณฑ์มาตรฐาน 75/75 2) ความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษ สูงกว่าเกณฑ์ร้อยละ 75 อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 3) ผลสัมฤทธิ์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

สรุปผล: การจัดการเรียนรู้ด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์สามารถพัฒนาการอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 ได้อย่างมีประสิทธิภาพ นักเรียนมีความเข้าใจชัดเจนมากขึ้นเกี่ยวกับความสัมพันธ์ระหว่างตัวอักษรและเสียง รวมถึงสามารถฝึกออกเสียงและสะกดคำได้ถูกต้องตามหลักการของโฟนิกส์ ผลการวิจัยครั้งนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้เป็นแนวทางในการจัดการเรียนการสอนภาษาอังกฤษในระดับชั้นอื่น ๆ โดยเฉพาะระดับชั้นอนุบาลและประถมศึกษาตอนต้นที่เป็นช่วงพัฒนาทักษะพื้นฐานทางภาษา นอกจากนี้ยังสามารถใช้เป็นข้อมูลประกอบในการพัฒนาและออกแบบหลักสูตรการสอนภาษาอังกฤษ โดยบูรณาการวิธีการสอนแบบโฟนิกส์เข้ากับกิจกรรมการเรียนรู้ที่หลากหลายและเหมาะสมกับบริบทของนักเรียน

เอกสารอ้างอิง

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). ตัวชี้วัดและสาระการเรียนรู้แกนกลาง กลุ่มสาระการเรียนรู้ภาษาต่างประเทศ ตามหลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: โรงพิมพ์ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.

เกียรติศักดิ์ กรุณา, สมบัติ คชสิทธิ์, & พิทักษ์ นิลนพคุณ. (2567). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษและผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนคำศัพท์ โดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับเทคนิคช่วยจำของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ฯ, 11(2), 577.

จุฑารัตน์ วิลัยรัตน์, & เตชาเมธ เพียรชนะ. (2565). การพัฒนาความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษโดยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ของนักเรียนระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วารสารครุศาสตร์ปริทรรศน์ฯ, 9(3), 502–513.

ซิลมีย์ มนูญดาหวี. (2566). การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงคำภาษาอังกฤษโดยใช้การจัดการเรียนการสอนแบบโฟนิกส์ (Phonics) ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6. สารนิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยหาดใหญ่.

ณัฐริกา พลพิทักษ์. (2566). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษโดยใช้การสอนแบบโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1. วารสารมหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม, 17(3), 39–48.

ถิรวัฒน์ ตันทนิส. (2555). การศึกษาปัญหาการออกเสียงภาษาอังกฤษ และกลวิธีการเรียนการออกเสียงภาษาอังกฤษของนักศึกษาสหวิทยาการ ชั้นปีที่ 3 มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. วารสารภาษาและภาษาศาสตร์, 13(1), 81–102.

เบญญาภา ธนกรธัญโชค. (2565). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 โดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับวิธีการเพื่อนช่วยเพื่อน โรงเรียนบ้านยาง จังหวัดอุตรดิตถ์. การค้นคว้าอิสระ กศ.ม. (ภาษาอังกฤษ), มหาวิทยาลัยนเรศวร.

ปิยพร เกื้ออนันต์. (2564). การพัฒนาความสามารถด้านการอ่านและเขียนคำศัพท์ภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์ร่วมกับการใช้สื่อประสม การเสริมแรง และเพื่อนช่วยเพื่อน. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยราชภัฏสกลนคร.

รัชดากาญจน์ ใยดี. (2565). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงคำศัพท์ภาษาอังกฤษโดยใช้แบบฝึกทักษะการอ่านออกเสียงแบบโฟนิกส์ของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4. การค้นคว้าอิสระปริญญาการศึกษามหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนเรศวร.

รัตตินันท์ ทูลศิริ, & นิธิดา อดิภัทรนันท์. (2565). การใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์เพื่อส่งเสริมความสามารถในการออกเสียงภาษาอังกฤษและความรู้คำศัพท์ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วารสารศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร, 22(4), 193.

โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งเลิศ. (2566). รายงานผลการประเมินตนเองของสถานศึกษา ประจำปีการศึกษา 2566. ร้อยเอ็ด: โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งเลิศ.

สิรินธร์ ณ วาโย. (2563). การศึกษาผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนวิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 3 โดยใช้วิธีการสอนแบบโฟนิกส์. สารนิพนธ์ปริญญาศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต, มหาวิทยาลัยนอร์ทกรุงเทพ.

อุษา อินทรณรงค์, & สิริรัตน์ นาคิน. (2565). การพัฒนาทักษะการอ่านออกเสียงภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 1 โดยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์. วารสารราชพฤกษ์, 20(3), 207–208.

Hornby, A. S. (2000). Oxford Advanced Learner's Current English. Oxford University Press.

Jones, S. A., & Deterding, D. (2007). Phonics and beginning reading: A practical guide for teachers in Southeast Asia. McGraw-Hill Education (Asia).

Morley, J. (1991). The pronunciation component in teaching English to speakers of other languages. TESOL Quarterly, 20(3), 481–520.

Paris, A. S. (2019). Phonic approach in teaching reading. International Journal of Multicultural and Multireligious Understanding, 6(3), 204–210.

Spafford, C. A., & Grosser, G. S. (2005). Dyslexia and reading difficulties: Research and resource guide for working with all struggling readers (2nd ed.). Pearson Education.

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-06-02

รูปแบบการอ้างอิง

รุ่งปาวรีย์ ก. ., & ประเสริฐสังข์ ป. . (2025). การพัฒนาความสามารถในการอ่านออกเสียงและสะกดคำศัพท์ภาษาอังกฤษด้วยวิธีการสอนแบบโฟนิกส์ สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 4 โรงเรียนชุมชนบ้านบุ่งเลิศ. Interdisciplinary Academic and Research Journal, 5(3), 1097–1108. https://doi.org/10.60027/iarj.2025.287428

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิชาการ