การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ตามรูปแบบบูรณาการของเมอร์ด็อด
DOI:
https://doi.org/10.60027/iarj.2025.282280คำสำคัญ:
ความสามารถในการอ่าน, รูปแบบบูรณาการของเมอร์ด็อดบทคัดย่อ
ภูมิหลังและวัตถุประสงค์: การศึกษาเกี่ยวกับวิธีการสอนอ่านแบบใหม่ๆ เป็นสิ่งจำเป็นเพื่อหาแนวทางแก้ไขปัญหาและการพัฒนาระดับความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของผู้เรียน จึงนำวิธีสอนอ่านแบบบูรณาการของเมอร์ด็อค (MIA) มาพัฒนาความสามารถด้านการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนให้สูงขึ้นเนื่องจากเป็นวิธีที่เน้นกระบวนการคิด การแก้ปัญหา โดยการบูรณาการทักษะต่างๆ เพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง ดังนั้นการวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ในการอ่านภาษาอังกฤษก่อนเรียนและหลังเรียน และ (2) เพื่อศึกษาประสิทธิภาพของวิธีการสอนอ่านแบบ MIA ของนักเรียนระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม)
ระเบียบวิธีการวิจัย: กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้คือ นักเรียนที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับมัธยมศึกษาปีที่ 1 โรงเรียนสาธิตมหาวิทยาลัยรามคำแหง (ฝ่ายมัธยม) จำนวน 30 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้แบบ MIA 2) แบบทดสอบวัดความสามารถทางการอ่านภาษาอังกฤษ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าสถิติทดสอบทีแบบ Paired sample
ผลการวิจัย: (1) คะแนนที่ได้จากการทดสอบความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปี 1 ที่เป็นกลุ่มตัวอย่าง ก่อนเรียนมีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 14.37 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.14 คิดเป็นร้อยละ 47.90 ในขณะที่คะแนนการทดสอบหลังเรียน มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 21.17 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.16 คิดเป็นร้อยละ 70.60 ซึ่งปรากฏว่าคะแนนการทดสอบหลังเรียนสูงกว่าคะแนนก่อนเรียน (2) ประสิทธิภาพการจัดการเรียนรู้ โดยใช้สูตร E1/E2 การจัดการเรียนรู้ในการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีสอนการอ่านภาษาอังกฤษแบบ MIA ของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ผลการวิจัยพบว่า มีประสิทธิภาพ (E1/E2) เท่ากับ 70.14/70.60 ซึ่งเป็นไปตามเกณฑ์ที่กำหนดไว้ 70/70 (3) การเปรียบเทียบโดยใช้วิธีสอนการอ่านภาษาอังกฤษแบบ MIA ก่อนเรียนและหลังเรียน พบว่า นักเรียนมีความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้การสอนแบบ MIA หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 โดยก่อนเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 14.37 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 5.23 และหลังเรียนได้คะแนนเฉลี่ยเท่ากับ 21.17 ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานเท่ากับ 4.23
สรุปผล: การศึกษาแสดงให้เห็นการพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษของนักเรียนระดับชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 ที่เพิ่มมากขึ้นเมื่อใช้วิธีการสอนอ่านแบบ MIA แสดงว่าวิธีการนี้ช่วยกระตุ้นให้ผู้เรียนเกิดการพัฒนาความคิด และได้ฝึกทักษะด้านต่างๆ เช่น ทักษะการฟัง การพูด และการเขียนไปพร้อมๆ กัน
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2557). นโยบายการปฏิรูปการเรียนการสอนภาษาอังกฤษ. Retrieved on 21 April 2023, From http://old.drs.ac.th/ext/tch_data/tch_02.pdf
กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐานพุทธศักราช 2551 ฉบับปรับปรุง (2560).กรุงเทพฯ: ชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย.
โกวิทย์ โชติพินิจ. (2561). การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้การสอนอ่านแบบ MIA สำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการเรียนการสอน : มหาวิทยาลัยราชภัฏมหาสารคาม.
จันทิมา มะเกลี้ยง. (2560). รูปแบบการสอนอ่านภาษาอังกฤษโดยใช้วิธีบูรณาการของเมอร์ด็อคร่วมกับเทคนิคห้องเรียนกลับทางสาหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2. วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต สาขาวิชาการจัดการนวัตกรรมเพื่อการพัฒนา : มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช.
ธนพงศ์ ทิพย์ธานี. (2564). การพัฒนาแบบฝึกทักษะการอ่านเพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีการสอนแบบบูรณาการของเมอร์ด็อคสำหรับนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. ปริญญานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาภาษาอังกฤษ : มหาวิทยาลัยนเรศวร.
วราภรณ์ พูลสวัสดิ์. (2564). การจัดการเรียนรู้แบบ MIA เพื่อพัฒนาความสามารถในการอ่านเพื่อความเข้าใจและการคิดวิเคราะห์วิชาภาษาอังกฤษของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนสาธิต “พิบูลบำเพ็ญ” มหาวิทยาลัยบูรพา. วิทยานิพนธ์การศึกษามหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน : มหาวิทยาลัยบูรพา.
แวววัน มนูธาราม. (2564). การพัฒนาความสามารถในการอ่านภาษาอังกฤษเพื่อความเข้าใจโดยใช้วิธีการสอนอ่านของเมอร์ด็อก (MIA) ร่วมกับเทคนิคหมวก 6 ใบ ของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1. วิทยานิพนธ์ศึกษา-ศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาหลักสูตรและการสอน : มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สำนักวิทยบริการและเทคโนโลยีสารสนเทศ. (2566). อ่านให้เป็น เห็นคุณค่า สื่อสารอย่างมีประสิทธิภาพแน่นอน. Retrieved on 11 June 2023 From http://dept.npru.ac.th/edu2/data/files/20191107142514 _ 20160828203725_PR%20arit%20reading.pdf
Bartelletete, L. (1991). Teacher development through reflective teaching from second language teacher education. New York: Cambridge University.
Carr, E. M. (1983). The Effect of Inference Training on Children's Comprehension of Expository Text. Journal of Reading, 15(3), 1-18.
Miller, W. (1990). Reading comprehension activities kit. The United States in America: The Center for Applied Research in Education.
Murdoch, G. S. (1986). A More Integrated Approach to the Teaching of Reading. English Teaching Forum, 34(1), 9-15.
Pierce, W. (2004). Metacognition: Study Strategies, Monitoring and Motivation. Retrieved April 11, 2023, from: http://academic.pg.cc.md.us /~wpeirce /MCCCTR/ metacognition.htm.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 Interdisciplinary Academic and Research Journal

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ลิขสิทธิ์ในบทความใดๆ ใน Interdisciplinary Academic and Research Journal ยังคงเป็นของผู้เขียนภายใต้ ภายใต้ Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License การอนุญาตให้ใช้ข้อความ เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ของสิ่งพิมพ์ ผู้ใช้ใดๆ เพื่ออ่าน ดาวน์โหลด คัดลอก แจกจ่าย พิมพ์ ค้นหา หรือลิงก์ไปยังบทความฉบับเต็ม รวบรวมข้อมูลเพื่อจัดทำดัชนี ส่งต่อเป็นข้อมูลไปยังซอฟต์แวร์ หรือใช้เพื่อวัตถุประสงค์ทางกฎหมายอื่นใด แต่ห้ามนำไปใช้ในเชิงพาณิชย์หรือด้วยเจตนาที่จะเป็นประโยชน์ต่อธุรกิจใดๆ





