องค์ประกอบของประสิทธิผลการบริหารงานเพื่อแก้ไข บำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในกระบวนการยุติธรรม
คำสำคัญ:
ประสิทธิผลการบริหารงาน, บัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน, การกระทำความผิด, กระบวนการยุติธรรมบทคัดย่อ
การวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาองค์ประกอบของประสิทธิผลการบริหารงานเพื่อแก้ไข บำบัดฟื้นฟู เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในกระบวนการยุติธรรม 2) เพื่อตรวจสอบความกลมกลืนขององค์ประกอบของประสิทธิผลการบริหารงานเพื่อแก้ไข บำบัดฟื้นฟู เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในกระบวนการยุติธรรม 3) เพื่อศึกษาสภาพปัญหา อุปสรรคและแนวทางแก้ไขปัญหาการบริหารงานเพื่อแก้ไข บำบัดฟื้นฟู เด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในกระบวนการยุติธรรม โดยใช้วิธีวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed research methods) ในรูปแบบวิจัยแบบขั้นตอนเชิงอธิบาย (Explanatory sequential design) วิธีวิจัยเชิงปริมาณ (Quantitative research methods) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูล คือแบบสอบถาม ใช้วิธีการสุ่มตัวอย่างแบบกลุ่ม (Cluster sampling) ได้ขนาดตัวอย่างจำนวน 239 คน สถิติการวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงสำรวจ (Exploratory Factor Analysis : EFA) และการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (Confirmatory Factor Analysis : CFA ) และวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative research methods) เครื่องมือที่ใช้ คือแบบสัมภาษณ์ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informants) ใช้วิธีการเลือกแบบเจาะจง (Purposive sampling) จำนวน 10 คน เพื่อสัมภาษณ์และตรวจสอบแต่ละองค์ประกอบในประเด็นตามรูปแบบการประเมินผลของ Stufflebeam (1971) ผลการวิจัยพบว่า ประสิทธิผลการบริหารงานเพื่อแก้ไข บำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชนที่กระทำความผิดในกระบวนการยุติธรรม มี 8 องค์ประกอบ ดังนี้ 1) โครงสร้างองค์การ 2) เทคโนโลยีสารสนเทศ 3) วัฒนธรรมองค์การ 4) ภาวะผู้นำของผู้บริหาร 5) การติดต่อสื่อสาร 6) การบริหารเชิงกลยุทธ์ 7) ความผูกพันต่อองค์การ 8) สภาพแวดล้อมองค์การ โดยมีค่าดัชนีความกลมกลืนกับข้อมูลเชิงประจักษ์ นัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ 0.01 (ค่า 2 = 19.07, df = 15, 2/df = 1.27, p-value = 0.21, GFI = 0.98, AGFI = 0.95, RMR = 0.01, RMSEA = 0.03 และ CN = 372.61) สอดคล้องกับหลักความถูกต้องและครอบคลุม ความมีประโยชน์ ความเหมาะสม และความเป็นไปได้ในการนำไปใช้ ร้อยละ 80.00 ขึ้นไปในทุกประเด็น สำหรับสภาพปัญหาและอุปสรรคการบริหารงาน แนวทางแก้ไข พบว่ามีปัญหา 3 ด้านดังนี้ 1. ปัญหาด้านด้านบุคลากร แนวทางแก้ไขคือ ควรเพิ่มอัตรากำลังข้าราชการในตำแหน่งนักจิตวิทยา ควรผลักดันให้มีวิธีหรือระบบการคัดเลือกผู้พิพากษาเข้าดำรงตำแหน่งในศาลเยาวชนและครอบครัว โดยคำนึงถึงความรู้และความเชี่ยวชาญเฉพาะด้านที่เหมาะสม และควรมีคู่มือการปฏิบัติงานตลอดจนต้องเสริมสร้างความรู้ความเข้าใจแนวคิดที่เหมาะสมให้กับผู้ปฏิบัติงาน 2. ด้านเทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมือ แนวทางแก้ไขคือ ควรมีการตั้งงบประมาณเพิ่ม มากขึ้น ในส่วนของเทคโนโลยีสารสนเทศที่ใช้ในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ควรต้องมีการฝึกอบรมบุคลากรให้มีทักษะในการใช้เทคโนโลยีสารสนเทศและเครื่องมือใหม่ ๆ เพื่อใช้ในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน 3. ด้านประสานความร่วมมือ แนวทางแก้ไขคือ ควรส่งเสริมการสร้างเครือข่ายประสาน ความร่วมมือกับหน่วยงานอื่น ๆ เช่น โรงเรียน วัด สถานปฏิบัติธรรม ชุมชนที่มีส่วนร่วมในการดำเนินการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ด้วยการแลกเปลี่ยนความรู้หรือแนวทางในการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูเด็กและเยาวชน ต้องติดตามผลเด็กเยาวชนและผู้ปกครองหลังผ่านกระบวนการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูของศาลแล้ว ตลอดจนต้องประชาสัมพันธ์ให้ความรู้ ความเข้าใจกับครอบครัวหรือผู้ปกครอง และชุมชนที่เด็กและเยาวชนอาศัยอยู่
เอกสารอ้างอิง
พรไชย วงศ์เมธานุเคราะห์. (2551). แนวคิดการพัฒนาศาลเยาวชนและครอบครัว. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม.
พระราชบัญญัติศาลเยาวชนและครอบครัวและวิธีพิจารณาคดีเยาวชนและครอบครัว พ.ศ. 2553. (2553, 22 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. หน้า 12-73.
พิรุณ เรืองไพศาล. (2558). การพัฒนารูปแบบการบริหารโรงเรียนคาทอลิกที่มีประสิทธิผล. ปรัชญาการศึกษาดุษฎีบัณฑิต, สาขาวิชาการบริหารและพัฒนาการศึกษา, มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
วัจนาถ วังตาล. (2553). บทบาทของศาลเยาวชนและครอบครัวกับการแก้ไขบำบัดฟื้นฟูจำเลยในคดีอาญา. กรุงเทพฯ: สถาบันพัฒนาข้าราชการฝ่ายตุลาการศาลยุติธรรม.
ศิริวรรณ เสรีรัตน์ และคณะ. (2546). การบริหารเชิงกลยุทธ์และกรณีศึกษา. กรุงเทพ: บริษัทธรรมสาร จำกัด.
สมหมาย เทียนสมใจ. (2556). รูปแบบการบริหารงานที่มีประสิทธิผลของสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษา. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต สาขาการบริหารการศึกษา, บัณฑิตวิทยาลัย, มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สุภมาส อังศุโชติ, สมถวิล วิจิตรวรรณา และรัชนีกูล ภิญโญภานุวัฒน์. (2557). สถิติวิเคราะห์สำหรับการวิจัยทางสังคมศาสตร์และพฤติกรรมศาสตร์:เทคนิคการใช้โปรแกรม LISREL (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: เจริญดีมั่นคงการพิมพ์.
เอมอร พลวัฒนกุล. (2557). องค์ประกอบประสิทธิผลองค์การจัดเก็บภาษีกรมสรรพากรในประเทศไทย. วารสารวิทยาลัยพาณิชยศาสตร์บูรพาปริทัศน์, 9(2), 97-109.
Creswell, J. W. (2013). Research Design: Qualitative, Quantitative, and Mixed Methods Approaches. (2nd ed.). Thousand Oaks, CA: Sage publications.
Denhardt, J, V., & Denhardt, R. B. (2007). The New Public Service. New York: M.E. Sharpe, Inc.
Gibson, J. L. (2000). Organizations:Behavior Structure Process (10th ed.). Boston: McGraw - Hill.
Hair, et al. (2014). Multivariate data analysis: a global perspective (7th ed.). Upper Saddle River: Prentice-Hall.
Joreskog, K. G., & Sorbom, D. (1996). LISREL8: User’s Reference Guide. Chicago: Scientific Software International.
Steers, R. M. (1977). Organizationl Effectiveness: A Behavioral View. Santa Monica, Califonia: Good Year Publishing Company.
Stufflebeam, D. L. (1971). Educational Evaluation and Decision Making Itasca. Illinois: Peacock.