https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/issue/feed
วารสารการเมือง การบริหาร และกฎหมาย
2025-12-15T13:34:41+07:00
รศ.ว่าที่เรือตรี ดร. เอกวิทย์ มณีธร
ekwmnt@yahoo.co.th
Open Journal Systems
<p><span style="display: inline !important; float: none; background-color: transparent; color: #000000; cursor: text; font-family: 'Noto Sans',Arial,Helvetica,sans-serif; font-size: 14px; font-style: normal; font-variant: normal; font-weight: 400; letter-spacing: normal; orphans: 2; text-align: left; text-decoration: none; text-indent: 0px; text-transform: none; -webkit-text-stroke-width: 0px; white-space: normal; word-spacing: 0px;"> วารสารการเมือง การปกครอง และกฎหมาย คณะรัฐศาสตร์และนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยบูรพา มีวัตถุประสงค์เพื่อ......................................................โดยจัดทำเป็นวารสารราย 4 เดือน เผยแพร่ปีละ ...........แก่คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต <br>นักศึกษา ทั้งจากภายในและภายนอกสถาบัน และปัจจุบันวารสารการเมือง การบริหาร และกฎหมาย อยู่ในฐานข้อมูลระดับชาติ (TCI) กลุ่มที่ 1 ขณะนี้ คุณสามารถใช้ระบบเพื่อดูบทความ (Full Paper) ผ่านทางเว็บไซต์นี้ หรือ www.polsci-law.buu.ac.th สำหรับข้อมูลเพิ่มเติมโทร 03-8102-369 ต่อ 115 อีเมล์: <span id="cloak90110"><a href="mailto:polscilawjournal@gmail.com">polscilawjournal@gmail.com</a></span> </span></p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/290219
ปัจจัยสำคัญแนวทางการปรับปรุงแผนการตลาดเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคภายใต้ ความหลากหลาย ความพึงพอใจ และสร้างแรงดึงดูดของผู้บริโภคสมาร์ทโฟน ในยุคดิจิทัล
2025-06-11T11:03:32+07:00
ปนิษญา นาคนาม
naknam_p@silpakorn.edu
<p> สถานการณ์ปัจจุบันสภาพการแข่งขันทางด้านการตลาดเริ่มมีความรุนแรงเพิ่มขึ้นอย่างทวีคูณ หลังจากการพัฒนาที่หลากหลายด้าน โดยการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีที่มีวัตถุประสงค์ในการพัฒนาเพื่อให้เกิดความก้าวหน้าในทุก ๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งในด้านการดำเนินชีวิตประจำวันในยุคดิจิทัล ที่จะต้องมีการปรับเปลี่ยนให้ตอบสนองต่อพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคที่มีความหลากหลาย ซึ่งลักษณะของพฤติกรรมของผู้บริโภคในปัจจุบันโดยเฉพาะในด้านการสื่อสารผ่านอุปกรณ์สมาร์ทโฟน ได้มีการอ้างอิงข้อมูลจากการรวบรวมสถิติการใช้งานสมาร์ทโฟนในช่วงปี 2025 จากข้อมูลพบว่า มีจำนวนผู้ใช้สมาร์ทโฟนทั่วโลกประมาณ 7.21 พันล้านคน หรือคิดเป็นร้อยละ 90 ของประชากรโลก (Kumar, 2025) สถิติดังกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นโดยชัดเจนว่าสมาร์ทโฟนเป็นส่วนสำคัญและความจำเป็นของวิถีชีวิตสมัยใหม่ เปลี่ยนแปลงวิธีการสื่อสาร การเข้าถึงข้อมูลและการโต้ตอบกับสภาพแวดล้อมในปัจจุบันได้อย่างสะดวกมากขึ้น เนื่องด้วยความต้องการของผู้บริโภคที่มีเพิ่มมากขึ้น ส่งผลทำให้ระบบตลาดของสมาร์ทโฟนมีอัตราการแข่งขันที่สูงมากยิ่งขึ้นเช่นเดียวกัน</p> <p><strong> </strong>ซึ่งแนวทางการพัฒนาและปรับแผนการตลาดเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคภายใต้ ความหลากหลาย ความพึงพอใจ และสร้างแรงดึงดูดของผู้บริโภคสมาร์ทโฟนในยุคดิจิทัลที่เหมาะสมมากที่สุดนั้น คือ การใช้ระบบเทคโนโลยีและนวัตกรรม รวมไปถึงกลยุทธ์ทางการตลาด หรือ Marketing Strategy เพื่อออกแบบกลยุทธ์ที่สามารถตอบสนองความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างแม่นยำและมีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้นโดยแนวทางที่มุ่งเน้นการบูรณาการเทคโนโลยีและนวัตกรรมเข้ากับกลยุทธ์การตลาด (Marketing Strategy) เพื่อให้สามารถตอบสนองต่อพฤติกรรมและความต้องการของผู้บริโภคได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยเฉพาะการสร้างการรับรู้แบรนด์ การส่งเสริมการตลาด ภาพลักษณ์องค์กร และกระบวนการตัดสินใจซื้อของผู้บริโภค อันเป็นองค์ประกอบสำคัญที่ส่งผลต่อความสามารถในการแข่งขันทางการตลาด ซึ่งข้อมูลเหล่านี้จะเป็นแนวทางในการปรับปรุงและพัฒนาสินค้าสมาร์ทโฟนต่าง ๆ ให้ตรงต่อความต้องการของผู้บริโภคมากขึ้น และเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดให้กับตลาดสมาร์ทโฟนเพิ่มขึ้น</p> <p> บทความนี้สามารถนำไปประยุกต์ใช้ได้กับ ผู้ประกอบการที่เกี่ยวข้องหรือผู้ที่จำหน่ายสมาร์ทโฟนแบรนด์ Apple ที่สามารถนำข้อมูลที่ได้จากบทความวิชาการนี้นำไปประยุกต์ใช้ในการวางแผนกลยุทธ์ต่าง ๆ ให้สอดคล้องต่อความต้องการของผู้บริโภคและเพิ่มความสามารถในการแข่งขันในด้านการสร้างข้อได้เปรียบเชิงกลยุทธ์ทางการตลาดได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นแนวทางในการวางแผนกลยุทธ์ของผู้ประกอบการในอุตสาหกรรม สมาร์ทโฟนได้ เพื่อยกระดับศักยภาพในการแข่งขันและเพิ่มส่วนแบ่งทางการตลาดได้อย่างยั่งยืน</p>
2025-08-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/284147
ปัญหาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางการแพทย์ก่อนฟ้องคดี ศึกษาเฉพาะกรณีโรงพยาบาลของมหาวิทยาลัยและสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ
2025-05-22T15:39:52+07:00
กิตติธัช หิรัญสาย
jobkitiano9@gmail.com
<p> บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาถึงปัญหากรณีพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 ไม่บังคับใช้กรณีโรงพยาบาลของสถาบันอุดมศึกษาภาครัฐ ซึ่งไม่สอดคล้องกับเจตนารมย์ตามที่ปรากฏในถ้อยคำของหมายเหตุท้ายพระราชบัญญัติว่าด้วยการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 จะเห็นได้ว่า กฎหมายดังกล่าวมีวัตถุประสงค์ที่เป็นกฎหมายกลางสำหรับการดำเนินกระบวนการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท โดยมีหน่วยงานของรัฐและศูนย์ไกล่เกลี่ยข้อพิพาทภาคประชาชนเป็นกลไกเชิงพื้นที่ได้รับการกระจายอำนาจและภารกิจในดำเนินการตามวัตถุประสงค์ของกฎหมายดังกล่าว แต่ทว่า กรณีข้อพิพาททางการแพทย์ที่เกิดขึ้นในโรงพยาบาลของสถาบันอุมดมศึกษาหรือมหาวิทยาลัยภายใต้กำกับดูแลของรัฐ กลับมิได้ถูกนิยามให้เป็น “หน่วยงานของรัฐ” ตามพระราชบัญญัติการไกล่เกลี่ยข้อพิพาท พ.ศ. 2562 จึงทำให้สถาบันอุดมศึกษาไม่สามารถกำหนดหลักเกณฑ์การระงับข้อพิพาทให้สามารถมีผลทางกฎหมายดังเช่น หน่วยงานรัฐอื่นได้</p>
2025-10-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/293974
การตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนขององค์กรกับการเปลี่ยนผ่านเชิงกระบวนทัศน์ทางกฎหมาย: ผลกระทบต่อความรับผิดของภาคธุรกิจในห่วงโซ่อุปทานโลก
2025-10-02T15:50:37+07:00
ศุภกัญญา แข็งแรง
supakanya.khangrang@gmail.com
ธรรมศักดิ์ เสนามิตร
supakanya.khangrang@gmail.com
<p> ระเบียบว่าด้วยการตรวจสอบสถานะด้านความยั่งยืนขององค์กร (Corporate Sustainability Due Diligence Directive - CSDDD) ของสหภาพยุโรป มิได้เป็นเพียงการเพิ่มภาระผูกพันทางกฎหมายแก่ภาคธุรกิจ แต่ถือเป็นการปฏิวัติเชิงกระบวนทัศน์ (Paradigm Shift) ที่ท้าทายหลักการพื้นฐานของกฎหมายธุรกิจ กฎหมายระหว่างประเทศ และธรรมาภิบาลโลกอย่างที่ไม่เคยมีมาก่อน บทความนี้มุ่งวิเคราะห์ ความท้าทายและผลกระทบทางกฎหมายอันซับซ้อนที่เกิดจาก CSDDD ในเชิงลึก โดยจะเริ่มต้นจากการสำรวจรากฐานและวิวัฒนาการทางกฎหมายที่ปูทางโดยคำพิพากษาสำคัญในสหราชอาณาจักรและกฎหมาย Loi de Vigilance ของฝรั่งเศส ซึ่งนำไปสู่การบังคับใช้กฎหมายนอกอาณาเขต (Extraterritoriality) ซึ่งอาศัยอำนาจทางเศรษฐกิจของตลาดยุโรป หรือที่เรียกว่า "The Brussels Effect" เป็นเครื่องมือในการกำกับดูแลกิจกรรมทางธุรกิจทั่วโลก จากนั้นจะเจาะลึกถึงหลักการสำคัญของระเบียบฯ คือหน้าที่ในการตรวจสอบสถานะ (Due Diligence) ตามมาตรา 5 - 11 พร้อมทั้งวิเคราะห์อุปสรรคเชิงปฏิบัติในการนำหลักการเหล่านี้ไปใช้ในห่วงโซ่อุปทานที่ซับซ้อน นอกจากนี้ บทความจะวิเคราะห์ปัญหาเชิงนิติศาสตร์ที่สำคัญ ได้แก่ <br />การเปลี่ยนแปลงหน้าที่ของกรรมการบริษัท (Directors' Duties) จากกระบวนทัศน์ "ทุนนิยมเพื่อผู้ถือหุ้น" (Shareholder Capitalism) ของมิลตัน ฟรีดแมน ไปสู่ "ทุนนิยมเพื่อผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย" (Stakeholder Capitalism) และปัญหาความขัดกันแห่งกฎหมาย (Conflict of Laws) ที่อาจเกิดขึ้นเมื่อข้อกำหนดของ CSDDD สวนทางกับกฎหมายท้องถิ่นในประเทศที่สาม ประเด็นสำคัญที่สุดคือการวิเคราะห์กลไกความรับผิดทางแพ่ง (Civil Liability) ตามมาตรา 29 ซึ่งเปิดช่องให้ผู้เสียหายจากทั่วทุกมุมโลกสามารถฟ้องร้องบริษัทแม่ในศาลยุโรปได้โดยตรง อันนำมาซึ่งความท้าทายมหาศาลในเรื่องภาระการพิสูจน์ (Burden of Proof) ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุ (Causation) และการเลือกใช้กฎหมาย (Choice of Law) ในการดำเนินคดี<br />ข้ามพรมแดน สุดท้าย บทความจะสรุปว่า CSDDD ไม่ได้สร้างเพียงกฎเกณฑ์ แต่กำลังก่อร่าง "ระบบนิเวศทางกฎหมาย" (Legal Ecosystem) ด้านความรับผิดชอบและการเยียวยาขึ้นใหม่ ซึ่งจะนำไปสู่การตีความ <br />การถกเถียง และการดำเนินคดีทางนิติศาสตร์ที่จะเปลี่ยนโฉมหน้าความรับผิดชอบของบริษัทข้ามชาติไปอย่างสิ้นเชิง</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/277647
Perception and Reality: Key Factors Influencing Politician Image
2024-06-17T11:24:17+07:00
Watcharachai Naklamai
s65563825010@ssru.ac.th
Kulachai Kulachai
waiphot.ku@ssru.ac.th
<p> บทความวิชาการนี้เป็นการสังเคราะห์วรรณกรรมที่เกี่ยวข้องกับปัจจัยซึ่งมีอิทธิพลต่อภาพลักษณ์ของนักการเมือง โดยบูรณาการงานวิจัยทางด้านรัฐศาสตร์ จิตวิทยา และสื่อสารมวลชน บทความนี้ให้ความสำคัญกับการประเมินผลกระทบของคุณลักษณะส่วนบุคคล การนำเสนอของสื่อ ผลการดำเนินการทางการเมือง การมีปฏิสัมพันธ์กับสาธารณชน และบริบททางวัฒนธรรม ต่อภาพลักษณ์ของนักการเมือง ซึ่งผลการวิเคราะห์ พบว่า ภาพลักษณ์ของนักการเมืองเป็นปัจจัยที่มีความสำคัญเกินกว่าผลลัพธ์ทางนโยบาย โดยภาพลักษณ์ของนักการเมืองได้รับอิทธิพลเป็นอย่างมากจากการนำเสนอของสื่อและความสอดคล้องกับบรรทัดฐานทางวัฒนธรรม อิทธิพลของแพลตฟอร์มสื่อดิจิทัลที่เพิ่มขึ้น ได้เปลี่ยนแปลงการจัดการภาพลักษณ์แบบดั้งเดิม ทำให้นักการเมืองจำเป็นที่จะต้องปรับกลยุทธ์เพื่อรักษาภาพลักษณ์ของตนเอง ดังนั้น การทำความเข้าใจถึงปัจจัยที่ซับซ้อนและเชื่อมโยงกันเหล่านี้มีความสำคัญอย่างยิ่งต่อการบริหารจัดการภาพลักษณ์ของนักการเมืองต่อสาธารณะได้อย่างมีประสิทธิภาพในสภาพแวดล้อมทางการเมืองสมัยใหม่ และนักวางแผนกลยุทธ์และนักสื่อสารทางการเมือง สามารถนำไปปฏิบัติได้จริงในการสร้างภาพลักษณ์ที่ดีของนักการเมืองต่อสาธารณชน</p>
2025-07-18T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/286255
การจัดการองค์การยุคใหม่และการบริหารเงินหมุนเวียน ที่ส่งผลต่อโอกาสในการสร้างรายได้ธุรกิจการแปรรูปขยะรีไซเคิล
2025-03-12T09:34:54+07:00
ปิยเมธ โอภาสกิจ
arphorn.kur@krirk.ac.th
<p> งานวิจัยนี้เป็นรูปแบบงานวิจัยเชิงปริมาณ มีวัตถุประสงค์การวิจัย เพื่อศึกษาระดับการบริหารเงินทุนหมุนเวียนและโอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจแปรรูปขยะรีไซเคิล เพื่อเปรียบเทียบโอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจแปรรูปขยะรีไซเคิล จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลของผู้ตอบแบบสอบถาม เพื่อศึกษาการบริหารเงินทุนหมุนเวียนส่งผลต่อโอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจแปรรูปขยะรีไซเคิล และเพื่อศึกษาการจัดการองค์การยุคใหม่ส่งผลต่อโอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจแปรรูปขยะรีไซเคิล ในกลุ่มตัวอย่าง ผู้ประกอบการลงทะเบียนการแปรรูปขยะรีไซเคิลในประเทศไทยขนาดกลุ่มตัวอย่าง เท่ากับ 354 คน วิเคราะห์ข้อมูล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยสถิติ ค่าร้อยละค่าเปอร์เซนต์ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และสถิติ Multiple Regression Analysis ผลการวิจัยพบว่า เพศชาย เพศหญิง มีจำนวนแตกต่างกันมีโอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจแปรรูปขยะรีไซเคิล แตกต่างกัน จึงยอมรับสมมุติฐาน รายได้เฉลี่ยต่อเดือน แตกต่างกัน มีโอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจแปรรูปขยะรีไซเคิล แตกต่างกันจึงยอมรับสมมุติฐาน และประสบการณ์การทำธุรกิจแตกต่างกัน โอกาสในการสร้างรายได้ของธุรกิจแปรรูปขยะรีไซเคิล แตกต่างกันจึงปฏิเสธสมมุติฐานการบริหารเงินทุนหมุนเวียนที่ดีจะมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจแปรรูปขยะรีไซเคิลและการจัดการองค์การยุคใหม่ที่ดีจะมีโอกาสในการสร้างรายได้เพิ่มขึ้นจากธุรกิจแปรรูปขยะ รีไซเคิล</p>
2025-08-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/289963
บทบาทของข้อมูลทางบัญชีในการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว
2025-05-31T14:47:41+07:00
พรทิพย์ จตุพรมงคลชัย
japornthip@gmail.com
กนกอร เนตรชู
japornthip@gmail.com
ปวีณา สปิลเลอร์
japornthip@gmail.com
ธีระ กุลสวัสดิ์
japornthip@gmail.com
ธัญพิชชา สามารถ
japornthip@gmail.com
ภัสนันท์ พ่วงเถื่อน
japornthip@gmail.com
<p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาบทบาทของข้อมูลทางบัญชีในการประเมินความคุ้มค่าของการลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยว โดยใช้กรณีศึกษาโครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยว<br />แห่งหนึ่งในภาคอีสานตอนบน เป็นตัวอย่างเชิงประยุกต์ ซึ่งมีข้อมูลทางการเงินและการลงทุนที่ครบถ้วน ผลการวิจัยพบว่าข้อมูลทางบัญชี เช่น งบกำไรขาดทุน งบกระแสเงินสดและงบดุล มีบทบาทสำคัญใน<br />การสนับสนุนการตัดสินใจลงทุน โดยเฉพาะเมื่อนำมาใช้ร่วมกับเครื่องมือการวิเคราะห์ทางการเงิน เช่น อัตราผลตอบแทนภายใน (IRR) มูลค่าปัจจุบันสุทธิ (NPV) จุดคุ้มทุน (BEP) ระยะเวลาคืนทุน (Payback Period) และอัตราส่วนทางการเงินอื่น ๆ ซึ่งช่วยให้เข้าใจถึงความเที่ยงตรงทางการเงินของโครงการ ทั้งในสถานการณ์ปกติและสถานการณ์ความไว (Sensitivity Analysis) โดยใช้ข้อมูลทุติยภูมิจากจากเอกสาร Feasibility Study โครงการพัฒนาพื้นที่เพื่อการท่องเที่ยวแห่งหนึ่งในภาคอีสานตอนบน</p> <p> นอกจากนี้งานวิจัยยังเสนอกรอบแนวคิดในการใช้ข้อมูลทางการเงินและบัญชีในการประเมินผลตอบแทนและผลกระทบทางเศรษฐกิจของโครงการอย่างยั่งยืน โดยเน้นการวางแผนเชิงกลยุทธ์ที่มีข้อมูลเป็นฐาน ซึ่งสามารถนำไปประยุกต์ใช้กับโครงการพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานด้านการท่องเที่ยวอื่น ๆ ได้ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการบริหารจัดการทรัพยากรและลดความเสี่ยงทางการเงินรวมถึงส่งเสริมการมีส่วนร่วมของชุมชนอย่างแท้จริง ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของการพัฒนาท้องถิ่นที่ยั่งยืนในประเทศไทย</p>
2025-08-05T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/289301
การเปรียบเทียบนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับ: มุมมองอาชญาวิทยาระหว่างไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น
2025-06-18T22:10:54+07:00
ณัฐวุฒิ ปัญจชัย
6481003624@student.chula.ac.th
สุมนทิพย์ จิตสว่าง
6481003624@student.chula.ac.th
<p>บทความวิจัยนี้ศึกษาการเปรียบเทียบนโยบายและการบังคับใช้กฎหมายเมาแล้วขับใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย อังกฤษ และญี่ปุ่น โดยใช้กรอบแนวคิดด้านอาชญาวิทยา ได้แก่ ทฤษฎีบรรทัดฐานทางสังคม ทฤษฎียับยั้ง ทฤษฎีฟื้นฟู และแนวคิดความยุติธรรมเชิงกระบวนการ การวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบเชิงคุณภาพจากข้อมูลเอกสารทุติยภูมิในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา ผลการศึกษาพบว่า ญี่ปุ่นเน้นการควบคุมทางสังคมและการลงโทษที่ครอบคลุมทุกฝ่าย อังกฤษใช้ระบบลงโทษแบบมีเงื่อนไขและฟื้นฟูควบคู่กับการป้องปราม ขณะที่ไทยยังขาดความสม่ำเสมอในการบังคับใช้และมาตรการฟื้นฟูเชิงพฤติกรรม นอกจากนี้ยังพบว่าระบบกฎหมายแบบ Civil Law ในไทยและญี่ปุ่นมีผลต่อการกำหนดบทลงโทษที่ตายตัว ในขณะที่ Common Law ของอังกฤษเปิดให้ใช้ดุลพินิจมากกว่า บทความเสนอให้ประเทศไทยออกแบบโปรแกรมบำบัดพฤติกรรมเมาแล้วขับบูรณาการเทคโนโลยีกับระบบแต้มใบขับขี่ และสร้างกลไกชุมชนร่วมป้องกันความผิดซ้ำ เพื่อลดอัตราการกระทำผิดและยกระดับความปลอดภัยบนท้องถนน</p>
2025-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/290086
การใช้ประโยชน์จากปัญญาประดิษฐ์เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงานของรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์: การวิเคราะห์ที่เน้นนโยบายโดยมุ่งเน้นที่ประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ
2025-06-02T13:26:39+07:00
ณัฐกริช เปาอินทร์
miggenterprise@gmail.com
ดนุวัศ สาคริก
danuvas.nida@gmail.com
<p> การศึกษานี้เจาะลึกศักยภาพของปัญญาประดิษฐ์ (AI) ในการปรับปรุงผลิตภาพภายใต้โครงการรัฐบาลอิเล็กทรอนิกส์ของประเทศไทย โดยเน้นการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายภาครัฐ งานวิจัยนี้ใช้ระเบียบวิธีศึกษาเชิงคุณภาพและมุ่งเน้นนโยบาย เพื่อศึกษากลยุทธ์ด้านปัญญาประดิษฐ์และรัฐบาลดิจิทัลของประเทศไทย เพื่อคาดการณ์ผลผลิตที่เพิ่มขึ้นและระบุความท้าทายที่สำคัญในการดำเนินงาน โดยวางแนวทางของประเทศไทยในบริบทระหว่างประเทศ เปรียบเทียบกับสิงคโปร์และเอสโตเนีย ซึ่งเป็นสองประเทศที่ บูรณาการปัญญาประดิษฐ์เข้ากับการบริหารราชการแผ่นดินได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยมุ่งเน้นไปที่ปัจจัยต่าง ๆ เช่น โครงสร้างพื้นฐานทางเทคโนโลยี ขีดความสามารถขององค์กร และปัจจัยที่เอื้อต่อกฎระเบียบและสภาพแวดล้อม ผลการศึกษาชี้ให้เห็นว่าปัญญาประดิษฐ์สามารถเปลี่ยนแปลงประสิทธิภาพการดำเนินงาน ความรับผิดชอบ และความโปร่งใสในการใช้จ่ายภาครัฐของประเทศไทยได้ อย่างไรก็ตาม การตระหนักถึงประโยชน์เหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยการแก้ไขปัญหาสำคัญ ๆ ซึ่งรวมถึงโครงสร้างพื้นฐานทางเทคนิค การขาดแคลนทักษะแรงงาน และกรอบการกำกับดูแลข้อมูลที่ครอบคลุม</p>
2025-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/290295
ปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายเกี่ยวกับการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ ประเภทการเผาถ่าน และการสะสมถ่าน
2025-08-01T16:07:05+07:00
มิรันตี สมหารวงศ์
mintmiranmm@gmail.com
<p> วิทยานิพนธ์ฉบับนี้มุ่งศึกษาปัญหาและอุปสรรคทางกฎหมายในการควบคุมกิจการที่เป็นอันตรายต่อสุขภาพ โดยเฉพาะกิจกรรมการเผาถ่านและการสะสมถ่าน ผ่านการวิเคราะห์บทบัญญัติของพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 3) พ.ศ. 2560 รวมทั้งกฎกระทรวงและประกาศกระทรวงสาธารณสุขที่เกี่ยวข้อง เพื่อประเมินความเหมาะสมของแนวทางการบังคับใช้กฎหมายในระดับท้องถิ่น พร้อมเสนอแนวทางการปรับปรุงให้สอดคล้องกับหลักนิติธรรม หลักความเสมอภาค และหลักการบริหารกิจการบ้านเมืองที่ดี</p> <p> จากการศึกษาพบว่า กฎหมายในปัจจุบันยังขาดการจำแนกประเภทของกิจกรรมการเผาถ่านและการสะสมถ่านตามวัตถุประสงค์ของกิจการอย่างชัดเจน ส่งผลให้การบังคับใช้กฎหมายไม่สามารถแยกแยะระหว่างกิจกรรมเพื่อยังชีพกับกิจกรรมเชิงอุตสาหกรรมหรือเชิงพาณิชย์ได้อย่างเหมาะสม นำไปสู่ปัญหาการใช้ดุลพินิจที่ไม่เท่าเทียมและขัดต่อหลักความเสมอภาค นอกจากนี้ การกำหนดโทษในรูปแบบการเปรียบเทียบปรับตามมาตรา 85 ยังมิได้คำนึงถึงเจตนาและบริบทของผู้กระทำความผิด ส่งผลให้ประชาชนในระดับครัวเรือนต้องรับโทษในระดับเดียวกับผู้ประกอบกิจการเชิงพาณิชย์ ทั้งที่ผลกระทบมีความแตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญ</p> <p> อีกทั้ง โครงสร้างของคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับตามกฎหมายดังกล่าวจำกัดอยู่เฉพาะเจ้าหน้าที่ของรัฐเท่านั้น โดยไม่ได้เปิดโอกาสให้ผู้ทรงคุณวุฒิหรือผู้เชี่ยวชาญเฉพาะด้านเข้ามามีส่วนร่วม ซึ่งเป็นข้อจำกัดต่อการพิจารณาอย่างรอบด้านและลึกซึ้งในเชิงวิชาการ</p> <p> จากการศึกษานี้ ข้อเสนอแนะคือ ควรกำหนดนิยามและจำแนกประเภทของกิจกรรมการเผาถ่านและการสะสมถ่านให้ชัดเจนในทางกฎหมาย โดยเฉพาะกิจกรรมที่ดำเนินการเพื่อยังชีพไม่ใช่เพื่อการค้า พร้อมทั้งเสนอให้ปรับปรุงมาตรา 73 และมาตรา 85 แห่งพระราชบัญญัติการสาธารณสุข พ.ศ. 2535 ให้สอดคล้องกับหลักความเสมอภาคและบริบทของสังคมท้องถิ่น นอกจากนี้ ควรเพิ่มเติมโครงสร้างคณะกรรมการเปรียบเทียบปรับให้มีผู้ทรงคุณวุฒิจากสาขาด้านสิ่งแวดล้อม เศรษฐศาสตร์ หรือสาธารณสุขเข้าร่วมด้วย เพื่อให้กระบวนการบังคับใช้กฎหมายมีความเป็นธรรม โปร่งใส และมีประสิทธิภาพในการคุ้มครองสุขภาพของประชาชนอย่างยั่งยืน</p>
2025-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/285634
การไม่ได้รับการพิจารณาในวาระนโยบายของร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... : การวิเคราะห์เชิงแนวคิดพหุกระแสและพันธมิตรสนับสนุนนโยบาย
2025-05-22T13:41:33+07:00
ปิยากร หวังมหาพร
piyakorn.wh@spu.ac.th
<p><strong> </strong>การไม่ได้รับการพิจารณาในวาระนโยบายของร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... : การวิเคราะห์เชิงแนวคิดพหุกระแสและพันธมิตรสนับสนุนนโยบาย เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพโดยการวิจัยเอกสาร ระหว่างปี พ.ศ. 2551 - 2567 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิเคราะห์ผ่านแนวคิดพหุกระแส ได้แก่ กระแสนโยบาย กระแสปัญหา และ กระแสการเมือง บูรณาการกับแนวคิดพันธมิตรสนับสนุนนโยบายที่มุ่งเน้นบทบาทของพันธมิตรสนับสนุนนโยบายซึ่งมีความเชื่อร่วมกัน การวิจัยครั้งนี้วิเคราะห์ข้อมูลโดยการตีความจากเอกสาร </p> <p> ผลการวิจัยพบว่า ร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. ....ไม่สามารถเข้าสู่วาระการพิจารณาของรัฐบาลได้เนื่องจากกระแสการเมือง เนื่องจากรัฐบาลไม่มีนโยบายเกี่ยวกับรัฐสวัสดิการรวมทั้งรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทยให้อำนาจแก่นายกรัฐมนตรีตัดสินใจรับหรือไม่รับร่างกฎหมายเกี่ยวกับการเงิน ด้วยเหตุนี้ร่างพระราชบัญญัติบำนาญแห่งชาติ พ.ศ. .... จึงไม่ได้รับการรับรองจากนายกรัฐมนตรีและตกไป แม้ว่าผู้ประกอบการนโยบาย เช่น ภาคประชาชน พรรคการเมือง นักวิชาการ คณะกรรมาธิการ การสวัสดิการสังคม สภาผู้แทนราษฎรซึ่งมีความเชื่อร่วมกันเกี่ยวกับสวัสดิการพื้นฐานแก่ผู้สูงอายุหลังเกษียณได้ใช้ความพยายามในการผลักดันร่างกฎหมายฉบับดังกล่าว แต่ก็ยังไม่ประสบความสำเร็จ</p>
2025-10-15T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/293651
การวิเคราะห์นโยบายการส่งเสริมเครดิตคาร์บอนเพื่อพัฒนาความยั่งยืนชุมชนประเทศไทย
2025-09-18T13:47:31+07:00
อดิศร วังมูล
adisorn.wangmoon@hotmail.com
อนุรัตน์ อนันทนาธร
anurat@go.buu.ac.th
<p> บทความวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ (1) เพื่อวิเคราะห์นโยบายของรัฐบาลในการส่งเสริมการจัดการเครดิตคาร์บอนเพื่อความยั่งยืนของชุมชน (2) เพื่อวิเคราะห์กระบวนการนำนโยบายไปปฏิบัติ และ (3) เพื่อศึกษาปัญหาและข้อจำกัดของนโยบายดังกล่าว โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) ผ่านการศึกษาเอกสารที่เกี่ยวข้อง การสัมภาษณ์เชิงลึก และการสัมภาษณ์กลุ่มแบบออนไลน์จากกลุ่มผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ ผู้กำหนดนโยบายระดับชาติ ผู้ปฏิบัติในระดับพื้นที่ ผู้นำองค์กรชุมชน ภาคประชาสังคม ผู้เชี่ยวชาญด้านการจัดการเครดิตคาร์บอน สมาชิกชุมชน และภาคเอกชนที่เกี่ยวข้อง</p> <p> ผลการศึกษา พบว่า นโยบายการส่งเสริมเครดิตคาร์บอนเพื่อเศรษฐกิจชุมชนมีเป้าหมายเพื่อจูงใจให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก โดยยึดหลักเศรษฐศาสตร์สิ่งแวดล้อมและใช้กลไกตลาดควบคู่กับการมีส่วนร่วมของประชาชน จุดเน้นสำคัญของนโยบาย ได้แก่ (1) การส่งเสริมให้ชุมชนสร้างเครดิตคาร์บอนผ่านกิจกรรม เช่น การปลูกป่า เพื่อนำไปจำหน่ายในตลาดคาร์บอนเพื่อสร้างรายได้ (2) การเปิดโอกาสให้ภาคเอกชน ภาคประชาชน และภาคประชาสังคมเข้าร่วมในกิจกรรมลดคาร์บอน (3) การเสริมสร้างบทบาทของชุมชนในการบริหารจัดการและรับประโยชน์จากโครงการ (4) การใช้กลไกตลาดคาร์บอนในการอนุรักษ์ทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม และ (5) การเชื่อมโยงนโยบายกับเป้าหมายการพัฒนาอย่างยั่งยืน (Sustainable Development Goals: SDGs)</p> <p> อย่างไรก็ตาม การดำเนินนโยบายยังเผชิญกับข้อจำกัดสำคัญ ได้แก่ ความซับซ้อนของกระบวนการและเนื้อหาทางเทคนิคที่ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทางซึ่งมีค่าใช้จ่ายสูง ความไม่ชัดเจนของกฎหมายและระเบียบปฏิบัติ ความเข้าใจที่จำกัดของเจ้าหน้าที่และชุมชนในกระบวนการดำเนินงาน และระบบผลตอบแทนที่ยังไม่สามารถจูงใจให้สมาชิกชุมชนมีส่วนร่วมอย่างจริงจัง ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของชุมชน</p>
2025-10-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/285051
การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี
2025-05-14T09:27:13+07:00
อารญา สุขหอม
arayasook24@gmail.com
จรัสพล ชนะสิทธิ์
Jaraspol_26@hotmail.com
อาภาภรณ์ สุขหอม
aiam2524@gmail.com
<p> การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมในการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นและชุมชนในพื้นที่ต้นน้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) เพื่อดำเนินมาตรการกระตุ้นจิตสำนึกด้านการมีส่วนร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำของชุมชนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต้นน้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี และ (2) เพื่อเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำอย่างยั่งยืนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต้นน้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงปฏิบัติการแบบมีส่วนร่วม (Participatory Action Research: PAR) ประชากรวิจัยประกอบด้วย (1) กลุ่มผู้บริหารและบุคลากรขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น 10 แห่ง และ (2) กลุ่มประชาชน และเยาวชนในพื้นที่ขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นทั้ง 10 แห่ง โดยใช้กระบวนการกลุ่มในการดำเนินมาตรการกระตุ้นจิตสำนึก และเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชน รวมทั้งการเก็บรวบรวมข้อมูล การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการจำแนกประเภทข้อมูล และการเปรียบเทียบข้อมูล</p> <p> ผลการศึกษาพบว่า (1) มาตรการกระตุ้นจิตสํานึกด้านการมีส่วนร่วมฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำของชุมชนให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต้นน้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบไปด้วย 6ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 มาตรการการสร้างแกนนำการฟื้นฟูและอนุรักษ์แหล่งน้ำ ขั้นตอนที่ 2 มาตรการการสร้างความเข้าใจกับประชาชนในชุมชน ขั้นตอนที่ 3 มาตรการกระตุ้นและสร้างแรงจูงใจให้เกิดการยอมรับ ขั้นตอนที่ 4 มาตรการกระตุ้นให้เกิดการขับเคลื่อนและขยายผล ขั้นตอนที่ 5 มาตรการการตอกย้ำให้เกิดความต่อเนื่องในการดำเนินงาน และขั้นตอนที่ 6 มาตรการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำเพื่อประโยชน์สูงสุดของชุมชน (2) การเสริมสร้างการมีส่วนร่วมของชุมชนในการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำอย่างยั่งยืน ให้แก่องค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในพื้นที่ต้นน้ำแม่กลอง จังหวัดกาญจนบุรี ประกอบด้วย 4 ขั้นตอน ดังนี้ ขั้นตอนที่ 1 การมีส่วนร่วมในการวิเคราะห์ศักยภาพแหล่งน้ำ ขั้นตอนที่ 2 การมีส่วนร่วมในการเลือกโครงการ/ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำ ขั้นตอนที่ 3 การมีส่วนร่วมในการดำเนินโครงการ/ กิจกรรมพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำ และขั้นตอนที่ 4 การมีส่วนร่วมรับผลประโยชน์จากการพัฒนาศักยภาพแหล่งน้ำ</p>
2025-10-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/289095
พฤติกรรมการใช้โซเชียลมีเดียของเยาวชนไทยที่เป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลีกับการมีส่วนร่วมทางการเมืองในระบอบประชาธิปไตย
2025-09-03T14:08:43+07:00
พัณณ์อร เภาเจริญ
phanorn.po@go.buu.ac.th
<p> การเคลื่อนไหวทางการเมืองที่เกิดขึ้นในช่วงปี พ.ศ. 2563 เห็นถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทยที่เป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลี และเห็นถึงอิทธิพลของโซเชียลมีเดีย (social media) ที่ถูกใช้เป็นเครื่องมือในการแสดงออกทางการเมือง ซึ่งการร่วมกันทำกิจกรรมทางการเมืองถือเป็นพฤติกรรมที่ผิดแบบแผนปฏิบัติของกลุ่มแฟนดอมที่มักจะทำกิจกรรมเพื่อสนับสนุนชื่อเสียงและความสำเร็จของศิลปินตนเอง จากการศึกษาทำให้พบว่า โซเชียลมีเดียส่งอิทธิพลค่อนข้างมากทั้งต่อความสนใจในเรื่องการเมืองและพฤติกรรมการแสดงออกถึงการมีส่วนร่วมทางการเมือง ทั้งนี้ จากการที่เยาวชนไทยมีการเข้าถึงอินเตอร์เน็ตและมีความสามารถในการใช้งานโซเชียลมีเดียได้อย่างคล่องแคล่ว โดยเฉพาะกลุ่มที่เป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลีมักจะเข้าใช้งานโซเชียลมีเดียเพื่อพูดคุย แลกเปลี่ยนข้อมูลและความรู้สึกที่ต่างมีให้กับศิลปินที่ชื่นชอบด้วยกันเป็นประจำอยู่แล้ว จึงทำให้เกิดความสนใจในเรื่องการเมืองในช่วงเวลาที่มีการเคลื่อนไหวทางการเมืองได้ไม่ยาก นอกจากนี้ ยังได้มีการใช้ประโยชน์จากโซเชียลมีเดียเพื่อแสดงออกทางการเมือง ซึ่งปรากฏออกมาทั้งในรูปของปัจเจกและในรูปของกลุ่มแฟนคลับ แต่อย่างไรก็ดี แม้การแสดงออกทางการเมืองของเยาวชนไทยที่เป็นแฟนคลับศิลปินเกาหลีนี้จะไม่สามารถสร้างการเปลี่ยนแปลงของโครงสร้างการเมืองและสังคมในระยะยาวได้ แต่สิ่งนี้ก็สะท้อนให้เห็นถึงการมีส่วนร่วมทางการเมืองของประชาชน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยสร้างความเข้มแข็งให้กับระบอบประชาธิปไตย</p>
2025-10-29T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/287930
ความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อสำนักช่างในองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี
2025-07-09T10:46:53+07:00
มนทิรา พุทธมิลินประทีป
monthira2325@gmail.com
จิรายุทธ์ สีม่วง
Jirayoot@go.buu.ac.th
ภารดี ปลื้มโกศล
paradee9@go.buu.ac.th
สรชัย ศรีนิศานต์สกุล
saurachai@gmail.com
โชติสา ขาวสนิท
shotisa@go.buu.ac.th
<p> การศึกษาเรื่อง ความพึงพอใจของผู้รับบริการที่มีต่อสำนักช่างในองค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับความพึงพอใจ และเพื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการจากสำนักช่าง ดังนั้น การวิจัยในครั้งนี้จึงมุ่งเน้นศึกษาความพึงพอใจของผู้รับบริการจากสำนักช่าง องค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี เพื่อให้เกิดการปรับปรุงคุณภาพบริการอย่างยั่งยืน และตอบสนองต่อความต้องการของประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคคล ได้แก่ เพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส และรายได้เฉลี่ยต่อเดือน ประชากรที่ใช้ศึกษา ได้แก่ ข้าราชการ ประชาชน ลูกจ้างประจำ และพนักงานจ้างขององค์การบริหารส่วนจังหวัดชลบุรี โดยกำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวนทั้งสิ้น 297 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูล คือ แบบบสอบถาม ผลการศึกษาพบว่า ระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการจากสำนักช่าง ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาตามรายด้านพบว่า มีค่าคะแนนเฉลี่ยอยู่ในระดับมากทุกด้าน เมื่อเรียงลำดับค่าเฉลี่ยจากมากไปหาน้อย ด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านเจ้าหน้าที่ผู้ให้บริการ รองลงมาคือ ขั้นตอนการให้บริการ ความรวดเร็วในการให้บริการ และด้านที่มีค่าคะแนนเฉลี่ยเป็นลำดับสุดท้าย คือ ด้านสิ่งอำนวยความสะดวกในการให้บริการตามลำดับ ผลการเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจของผู้รับบริการจากสำนักช่างโดยการทดสอบสมมติฐานพบว่า ผู้รับบริการที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา สถานภาพการสมรส และรายได้เฉลี่ยต่อเดือนแตกต่างกัน มีความพึงพอใจต่อสำนักช่างไม่เเตกต่างกันที่ระดับที่ .05 จึงไม่เป็นไปตามสมมติฐานที่ตั้งไว้</p>
2025-11-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/294182
อิทธิพลความพึงพอใจเป็นตัวแปรคันกลางที่เชื่อมโยงคุณภาพการบริการ สู่การตัดสินใจซื้อเครื่องมือผ่าตัดหัวใจและทรวงอกของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในกรุงเทพมหานคร
2025-10-02T15:17:51+07:00
ธนัตถ์สิษฐ์ เกตุอินทร์
spysales2018@gmail.com
สุมาลี รามนัฏ
sumalee.sau@gmail.com
<p> บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาระดับความพึงพอใจของแพทย์ คุณภาพการบริการ และการตัดสินใจซื้อ (2) ศึกษาความพึงพอใจของแพทย์เป็นตัวแปรคั่นกลางที่เชื่อมโยงคุณภาพ การบริการสู่การตัดสินใจซื้อการวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยใช้แบบสอบถามจากศัลยแพทย์ผ่าตัดหัวใจและทรวงอกของโรงพยาบาลรัฐและเอกชนในกรุงเทพมหานคร จำนวน 200 คน โดยแนวคิดของ Hair et al., (2006) ด้วยวิธีการสุ่มตัวอย่างแบบง่ายมีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) อยู่ระหว่าง 0.67 - 1.00 ค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.891 สถิติที่ใช้ประกอบด้วย ด้วยค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์สมการโครงสร้าง (Structural Equation Modeling) ด้วยโปรแกรม PLS<br /> ผลการวิจัยพบว่าศัลยแพทย์ หัวใจและทรวงอก ส่วนใหญ่เป็นเพศชาย มีอายุระหว่าง 35 - 40 ปี มีประสบการณ์ในการทำงาน 5 - 10 ปี และส่วนใหญ่ ปฏิบัติงานในโรงพยาบาลรัฐบาล ด้านระดับความคิดเห็น คุณภาพการบริการ ความพึงพอใจ และการตัดสินใจซื้อมีค่ารวมอยู่ในระดับมาก โดยคุณภาพการบริการมีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.315 ความพึงพอใจ มีค่าเฉลี่ยรวมเท่ากับ 4.130 และการตัดสินใจซื้อมีค่ารวมเท่ากับ 4.170 และคุณภาพการบริการมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.727 ความพึงพอใจมีค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.771 และการตัดสินใจซื้อมีค่า ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน เท่ากับ 0.768 ปัจจัยที่มีอิทธิพลทางตรงต่อการตัดสินใจซื้อ (DM) คุณภาพการบริการ (SQ) เท่ากับ 0.282 ความพึงพอใจ(SQ) เท่ากับ 0657 และคุณภาพการบริการ (SQ) ยังมีอิทธิพลทางตรงเชิงบวกต่อความพึงพอใจ(CS) เท่ากับ 0.917 และคุณภาพการบริการ (SQ) ยังมีอิทธิพลทางอ้อมต่อการตัดสินใจซื้อ (DM) เท่ากับ 0.603<br /> ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย และการปฏิบัติการควรยกระดับมาตรฐานคุณภาพการบริการและระบบประเมินความพึงพอใจของบุคลากร เพื่อนำมาใช้เป็นข้อมูลในการพัฒนาทักษะการบริการและการสื่อสารของบุคลากรให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น รวมถึงขยายการศึกษาวิจัยในสาขาแพทย์ด้านอื่น ๆ เพื่อสร้างองค์ความรู้และนโยบายด้านคุณภาพบริการทางการแพทย์ในอนาคต</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/294439
รูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก
2025-10-28T08:47:10+07:00
น้ำฝน พิทักษ์โรจนกุล
65810085@go.buu.ac.th
สุเมธ งามกนก
sumetn@go.buu.ac.th
สมพงษ์ ปั้นหุ่น
sompong11@gmail.com
<p> การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาองค์ประกอบและตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 2) พัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก 3) ประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา สังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก ใช้ระเบียบวิธิวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) แบ่งการวิจัยออกเป็น 3 ระยะ คือ ระยะที่ 1 ศึกษาองค์ประกอบและ<br />ตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพเป็นการสังเคราะห์เอกสารและ งานวิจัยที่เกี่ยวข้อง และจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิ จำนวน 5 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยการสังเคราะห์เนื้อหา เพื่อใช้กำหนดเป็นกรอบแนวคิดการวิจัย ระยะที่ 2 การพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้ข้อมูลจากระยะที่ 1 มาวิเคราะห์จัดลำดับและน้ำหนักความสำคัญขององค์ประกอบและตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา โดยใช้เทคนิคกระบวนการลำดับชั้นเชิงวิเคราะห์ (AHP) จากผู้เชี่ยวชาญ จำนวน 7 คน โดยการเลือกแบบเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยการหาค่าดัชนีฉันทามติ และค่าอัตราส่วนความสอดคล้อง และสรุปผลการจัดลำดับ จากนั้นนำข้อมูลมากำหนดแนวทางการพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา และจัดทำเครื่องมือการวิจัยโดยสร้างเป็นแบบสอบถาม และระยะที่ 3 การประเมินรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 4 ด้าน ได้แก่ ด้านความถูกต้อง ความเหมาะสม ความเป็นไปได้ และความเป็นประโยชน์ของรูปแบบ ด้วยแบบสอบถาม จากกลุ่มตัวอย่างที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา จำนวน 400 คน โดยใช้วิธีการกำหนดสัดส่วนและการสุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณโดยใช้สถิติค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน<br /> ผลการวิจัย พบว่า 1) องค์ประกอบและตัวบ่งชี้ภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามี 4 องค์ประกอบ ดังนี้ การมีวิสัยทัศน์เชิงนวัตกรรม การทำงานเป็นทีมและมีส่วนร่วม การมีความคิดสร้างสรรค์เชิงนวัตกรรม และการสร้างองค์กรแห่งนวัตกรรม 2) ผลการพัฒนารูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา แบ่งออกเป็น 6 ส่วน คือ หลักการ วัตถุประสงค์ องค์ประกอบภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษา วิธีการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมกระบวนการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรม และเงื่อนไขความสำเร็จ และ 3) ผลการตรวจอบรูปแบบการพัฒนาภาวะผู้นำเชิงนวัตกรรมของผู้บริหารสถานศึกษามีความถูกต้อง มีความเหมาะสม มีความเป็นประโยชน์อยู่ในระดับมากที่สุด และมีความเป็นไปได้อยู่ในระดับมาก</p>
2025-12-24T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/294231
ปัญหาทางกฎหมายในการแบ่งแยกที่ดินจัดซื้อที่บุคคลได้รับสิทธิโดยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม
2025-12-15T13:34:41+07:00
พงศกร จิตติวรรณ
pongsakorn.ji@go.buu.ac.th
<p> การปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมเป็นกลไกสำคัญของรัฐในการสร้างความเป็นธรรมในการกระจายการถือครองที่ดินและสร้างความมั่นคงให้แก่เกษตรกรรายย่อย โดยเฉพาะในกรณีที่รัฐดำเนินการจัดซื้อที่ดินจากเอกชนเพื่อนำมาจัดสรรโดยให้สิทธิการเช่าซื้อ ซึ่งจะนำไปสู่การที่เกษตรกรจะได้มีกรรมสิทธิ์ในที่ดินเป็นของตนเอง อย่างไรก็ตาม ในทางข้อเท็จจริงพบว่า มีปัญหาทางกฎหมายในการบริหารจัดการที่ดินจัดซื้อที่อาจไม่สอดคล้องกับเจตนารมณ์ของการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมบางประการ<br /> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาลักษณะของการแบ่งแยกที่ดินจัดซื้อภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม (2) วิเคราะห์ผลกระทบของการแบ่งแยกที่ดินจัดซื้อต่อโครงสร้างการถือครองที่ดินในเชิงกฎหมายและนโยบาย และ (3) เสนอแนะแนวทางการปรับปรุงกฎหมายหรือแนวปฏิบัติเพื่อป้องกันผลกระทบที่เกิดขึ้น โดยใช้วิธีวิจัยเอกสารจากแหล่งข้อมูลปฐมภูมิ และทุติยภูมิ <br />แล้วนำข้อมูลมาวิเคราะห์ปัญหาในประเด็นที่นำเสนอในเชิงเปรียบเทียบระหว่างหลักกฎหมายกับข้อเท็จจริง อันจะนำไปสู่การสรุปและการอภิปรายผลของงานวิจัย รวมถึงการเสนอแนะแนวทางในการปรับปรุงแก้ไขกฎหมายให้มีประสิทธิภาพมากยิ่งขึ้น ตลอดจนนำเสนอองค์ความรู้ใหม่ที่ได้จากงานวิจัย<br /> ผลการวิจัยพบว่า การแบ่งแยกที่ดินจัดซื้อภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดิน เพื่อเกษตรกรรมแบ่งได้ 3 ประการสำคัญ ประการแรก การแบ่งแยกที่ดินระหว่างสัญญาเช่าซื้อ ระเบียบคณะกรรมการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2564 เปิดช่องให้เกษตรกรโอนสิทธิการเช่าซื้อไปยังคู่สมรส บุตร หรือเครือญาติ ซึ่งหากโอนสิทธิให้แก่ผู้รับโอนเกินกว่าหนึ่งราย ย่อมทำให้ที่ดินถูกแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยลงไปจากเดิมอาจส่งผลให้ที่ดินมีขนาดเล็กเกินไป ไม่เพียงพอแก่การครองชีพ และอาจถือได้ว่าเป็นการขัดต่อเจตนารมณ์ของมาตรา 39 ซึ่งเป็นกฎหมายแม่บทที่มุ่งรักษาขนาดของเนื้อที่ในการถือครองที่ดินให้เพียงพอแก่การครองชีพ ประการที่สอง การแบ่งแยกที่ดินหลังจากเกษตรกรได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินแล้ว ย่อมถูกห้ามมิให้แบ่งแยกโดยเด็ดขาดตามมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ซึ่งถือเป็นข้อจำกัดสิทธิของเจ้าของที่ดิน การทำนิติกรรมแบ่งแยกที่ดินหลังจากที่ได้กรรมสิทธิ์จาก ส.ป.ก. แล้ว จึงเป็นนิติกรรมที่มีวัตถุประสงค์ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย และประการสุดท้าย การแบ่งแยกที่ดินตามข้อยกเว้นของมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ได้แก่ การตกทอดทางมรดกแก่ทายาทโดยธรรม การโอนหรือแบ่งแยกไปยังสถาบันเกษตรกร การโอนหรือแบ่งแยกไปยัง ส.ป.ก. โดยต้องดำเนินการตามกฎกระทรวงที่ออกตามความในบทบัญญัติมาตราดังกล่าว ซึ่งอาจเกิดกรณีที่ดินที่ถูกห้ามมิให้แบ่งแยกไว้แล้ว กลับถูกแบ่งแยกเป็นแปลงย่อยลงไปจากเดิมได้อีก ผลการวิจัยชี้ชัดว่า การแบ่งแยกที่ดินจัดซื้อภายใต้กฎหมายว่าด้วยการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรมสามารถทำได้ในระหว่างสัญญาเช่าซื้อ <br />แต่เมื่อเกษตรกรได้กรรมสิทธิ์ในที่ดินจาก ส.ป.ก. แล้วย่อมถูกห้ามมิให้แบ่งแยกโดยเด็ดขาด อย่างไรก็ตาม เมื่อเกิดกรณีตามข้อยกเว้นทั้ง 3 กรณีตามบทบัญญัติมาตรา 39 แห่งพระราชบัญญัติการปฏิรูปที่ดินเพื่อเกษตรกรรม พ.ศ. 2518 ที่ดินที่ได้ถูกห้ามแบ่งแยกไว้แล้ว อาจกลับมาถูกแบ่งแยกได้อีก</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/295408
การพัฒนาโมเดลการยกระดับครัวเรือนยากจนสร้างโอกาสในการยกระดับฐานะทางสังคม (Social Mobility) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง
2025-12-09T09:15:59+07:00
วิศท์ เศรษฐกร
w.sattakorn@gmail.com
Worraya Jatupatrangsee
j.worraya@gmail.com
วรรักษ์ หน่อสีดา
w.sattakorn@gmail.com
<p> การพัฒนาโมเดลการยกระดับครัวเรือนยากจนสร้างโอกาสในการยกระดับฐานะทางสังคม (Social Mobility) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาโมเดลการยกระดับครัวเรือนยากจนสร้างโอกาสในการยกระดับฐานะทางสังคม (Social Mobility) อำเภอเมืองลำปาง จังหวัดลำปาง เป็นงานวิจัยเชิงคุณภาพ โดยมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ นักวิจัยในโครงการ และตัวแทนผู้มีส่วนได้ส่วนเสียของโครงการจำนวน 3 ตำบล ได้แก่ ตำบลบ่อแฮ้ว ตำบลพิชัย และตำบลบ้านเสด็จ ตำบลละ 5 คน โดยเก็บรวบรวมข้อมูลจากการประชุมกลุ่มย่อย การสัมภาษณ์แบบเจาะลึกรายบุคคล วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อนำเสนอข้อมูลตามวัตถุประสงค์ จากผลการศึกษาพบว่า การพัฒนาและยกระดับครัวเรือนยากจนสร้างโอกาสในการยกระดับฐานะทางสังคม (Social Mobility) ดำเนินการใน 2 กระบวนการหลัก ได้แก่ การถ่ายทอดนวัตกรรมที่สำคัญและเหมาะสมกับกิจกรรมผ่านกระบวนการแลกเปลี่ยนเรียนรู้ร่วมกันกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย โดยเป็นการถ่ายถอดนวัตกรรมผ่านผู้เชี่ยวชาญ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้จากภาคีเครือข่าย เพื่อให้สามารถพัฒนานวัตกรรมที่เหมาะสมให้กับกลุ่มเป้าหมายได้อย่างเหมาะสม กระบวนการที่สอง ได้แก่ การแลกเปลี่ยนเรียนรู้ของกลุ่มเป้าหมาย และผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย ภาคีเครือข่ายที่ร่วมบูรณาการทำงานในพื้นที่ ที่มุ่งเน้นการทำงานร่วมกันและมีส่วนร่วมของกลุ่มเป้าหมายเพื่อให้เกิดองค์ความรู้ที่พัฒนาไปพร้อมกันทั้งกลุ่มเป้าหมาย ภาคีเครือข่าย และทีมวิจัย ผลที่เกิดขึ้นจากการพัฒนายกระดับครัวเรือนกลุ่มเป้าหมาย พบว่า ในพื้นที่เป้าหมายในทั้ง 3 ตำบล จากการดำเนินการสามารถพัฒนานวัตกรรมใหม่ในพื้นที่ ได้แก่ การปรับใช้นวัตกรรมองค์ความรู้อย่างเหมาะสมและสามารถยกระดับครัวเรือนเป้าหมายในพื้นที่ได้ รวมถึงการสร้างนวัตกรรมทางสังคมใหม่ ที่ช่วยให้การส่งเสริมกลุ่มเป้าหมายมีประสิทธิภาพในการดำเนินการมากขึ้น </p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/polscilaw_journal/article/view/295925
จาก ‘ความลับ’ สู่ ‘ความโปร่งใส’: ปัจจัยขับเคลื่อนและอุปสรรคของการเป็นรัฐบาลเปิดในยุคดิจิทัล
2025-11-27T10:54:28+07:00
ไอริน โรจน์รักษ์
irin.rrk@gmail.com
ธัญพิชชา สามารถ
thanpitcha.sa@buu.ac.th
<p><strong> </strong>การเปลี่ยนแปลงจากรัฐบาลแบบดั้งเดิมที่มีลักษณะจำกัดการเปิดเผยข้อมูลไปสู่รัฐบาลเปิดที่เน้นความโปร่งใสและการมีส่วนร่วมของประชาชนเป็นประเด็นสำคัญในการพัฒนาระบบราชการสมัยใหม่ งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยขับเคลื่อนและอุปสรรคของการเป็นรัฐบาลเปิดในบริบทของเทคโนโลยีดิจิทัล โดยใช้กรอบแนวคิดการปฏิรูประบบราชการและทฤษฎีนวัตกรรมภาครัฐ ร่วมกับแนวคิดการมีส่วนร่วมของประชาชนและธรรมาภิบาล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาเอกสาร การสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้บริหารระดับสูงในหน่วยงานภาครัฐ นักวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์ และตัวแทนภาคประชาสังคม การสนทนากลุ่มย่อยกับข้าราชการและประชาชนผู้ใช้บริการภาครัฐ รวม 45 คน และการวิเคราะห์กรณีศึกษาจากหน่วยงานภาครัฐที่มีการนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ในการเปิดเผยข้อมูลและสร้างการมีส่วนร่วม ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยขับเคลื่อนหลักของการเป็นรัฐบาลเปิดในยุคดิจิทัลประกอบด้วย 5 ปัจจัย และอุปสรรคสำคัญมี 4 ประการ การศึกษายังพบว่า ความสำเร็จของการเป็นรัฐบาลเปิดต้องอาศัยการบูรณาการระหว่างการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การพัฒนาบุคลากร และการสร้างวัฒนธรรมใหม่ที่เน้นความโปร่งใสและความรับผิดชอบ</p>
2025-12-26T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2025