การสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1. เพื่อศึกษาความคิดเห็นประชาชนต่อการสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ 2. เพื่อศึกษากิจกรรมการสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ และ3. เพื่อกำหนดแนวทางพัฒนาสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ดำเนินการตามระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธี โดยการวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการศึกษาวิจัยเชิงเอกสาร และการสัมภาษณ์เชิงลึก (In-depth interview) กับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ (Key Informant) จำนวน 25 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา และการสนทนากลุ่มเฉพาะ จำนวน 15 รูปหรือคน ด้วยการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา
ผลการวิจัยพบว่า
- ความคิดเห็นประชาชนต่อการสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ มีดังนี้ ประชาชนแสดงความคิดเห็นต่อการสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม ครูไม่สามารถควบคุมเชิงอำนาจกับเยาวชน เนื่องจากการสื่อสารเข้ามาสร้างการเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมเยาวชนรุ่นใหม่ ควรมีการจัดกิจกรรมติดตามวิเคราะห์ข่าวสารทางการเมืองที่สอดคล้องกับการเรียนรู้ประชาธิปไตยในโรงเรียน
- กิจกรรมการสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ ดังนี้ การจัดพื้นที่สำหรับติดตามข่าวสารทางการเมืองนำเสนอข่าวสารทางการเมืองตามความคิดของนักเรียน ครูรับฟัง แทนการชี้ผิดชี้ถูก จัดการเรียนการสอนตามสภาพจริง จัดพื้นที่ให้นักเรียนเรียนรู้วิธีการจัดชุมนุมทางการเมือง และเปิดใจรับฟังข่าวสารทางการเมืองที่มีความคิดแตกต่าง
- การกำหนดแนวทางพัฒนาสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยกับการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม อำเภอหนองกี่ จังหวัดบุรีรัมย์ นำสู่การปฏิบัติดังนี้ นักเรียนและครู ผู้ปกครองมีส่วนร่วมพัฒนาสร้างพื้นที่เรียนรู้ประชาธิปไตยให้เด็กนักเรียน เปิดใจรับพฤติกรรมมการเรียนรู้ การแสดงออกทางการเมืองใหม่ในโรงเรียนมัธยม เพราะนักเรียนติดตามข่าวสารทางการเมืองผ่านช่องทางการสื่อสารด้วยตนเอง
Article Details
เอกสารอ้างอิง
ธณพร โปมินและอุทัย กมลศิลป์. (2565). อริยสัจ 4 : พุทธวิธีเสริมสร้างการเรียนรู้โดยการแสวงหาความรู้ด้วยตนเอง. วารสารบัณฑิตสาเกตปริทรรศน์. 7 (1) 1-10.
ธำรงเกียรติ อุทัยสาง. (2565). กาลมสูตรกับทางรอดของสังคมไทยในยุคออนไลน์. วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์. 7 (2), 269-278.
ประชาไทยฺ. ผอ.โรงเรียนเรียกผู้ปกครองนักเรียนพบ หลังไปทำร่วมชุมนุมและวิจารณ์ท่าที่ ผอ.ในเฟซ. (ออนไลน์), แหล่งที่มา: https://prachatai.com/journal/2020/12/90739 (4 กรกฎาคม 2567).
พระมหาตะวัน พิมพ์ทอง และคณะ. (2565). การพัฒนาความสมานฉันท์ของประชาชน : ตามแนวทางอริยสัจ 4 วารสาร มจร อุบลปริทรรศน์. 7 (2) 209-196.
พิชญาภา ยวงสร้อย. (2562). อริยสัจกับการเรียนรู้ด้วยโครงงานในยุคดิจิทัล. วารสารบัณฑิตวิทยาลัย มหาวิทยาลัยรามคำแหง ฉบับเทคโนโลยีการศึกษา. 3(1) 1-15.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560. (6 เมษายน 2560). ราชกิจจานุเบกษา, เล่ม 134 ตอนที่ 40 ก.
วัลลภ รัฐฉัตรานนท์และรัตนาวดี ลำพาย. (2563). การมีส่วนร่วมทางการเมืองของเยาวชนไทย: มูลเหตุ รูปแบบ และผลที่เกิดขึ้นตามมา. วารสารรัฐศาสตร์ปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์. 7 (1) 1-18.
สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ชาติ, (2542) พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ.2542, กรุงเทพมหานคร : สำนักงานคณะกรรมการการประถมศึกษาแหง่ชาติ, 12.
องฺ.เอกก. (ไทย) 20/66/255-257 หมายถึง สุตตันตปิฎก อังคุตตรนิกาย เอกกนิบาต ภาษาไทย เล่ม 20 ข้อ 66 หน้า 255-257 ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2539
อภิ.วิ. (ไทย) 35/144/163 หมายถึง อภิธรรมปิฎก วิภังฺค ภาษาไทย เล่ม 35 ข้อ 114 หน้า 163 ฉบับมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย 2539
Cochran, W.G. (1953). Sampling Techniques. New York: John Wiley & Sons.