https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MCUNK/issue/feed
วารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์
2026-06-09T13:53:14+07:00
paiwan purimart
paiwansweet085@gmail.com
Open Journal Systems
<p> วารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์เป็นวารสารวิชาการของมหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย วิทยาเขตนครราชสีมา มีวัตถุประสงค์เพื่อส่งเสริมและสนับสนุนให้คณาจารย์ นักวิชาการ นิสิต นักศึกษา และผู้สนใจทั่วไปได้มีโอกาสเผยแพร่ผลงานทางวิชาการและผลงานวิจัยทางสังคมศาสตร์และแขนงวิชาที่เกี่ยวข้อง อันได้แก่ พระพุทธศาสนา รัฐศาสตร์ รัฐประศาสนศาสตร์ นิติศาสตร์ การจัดการ สังคมวิทยา เศรษฐศาสตร์ พัฒนาสังคมและการศึกษา ตลอดจนบทวิเคราะห์ที่เสนอองค์ความรู้นวัตกรรม แนวทางแก้ปัญหาแก่สังคม แนวทางเสริมสร้างความมั่นคงและการอยู่ร่วมกันตามวิถีพุทธ</p>
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MCUNK/article/view/303104
บทบรรณาธิการ
2026-06-09T13:46:20+07:00
กุลพิสิฐ ขวาไทย
phee9494@gmail.com
<p>ด้วยวารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์ วิทยาเขตนครราชสีมาฉบับนี้เป็น <strong>ปีที่ 3 ฉบับที่ 1 มกราคม-มิถุนายน 2569</strong> มีคณาจารย์มหาวิทยาลัยจากสถาบันภายนอกได้นำเสนอผลงานทางวิชาการหลากหลายหัวข้อหลากหลายสาขาวิชา ทั้งนี้กองบรรณาธิการได้ส่งผลงานทางวิชาการเหล่านี้ไปให้กรรมการกลั่นกรองบทความทางวิชาการของแต่ละสาขาวิชาเป็นผู้อ่าน และมอบให้เจ้าของบทความนำไปปรับปรุงแก้ไขก่อนการตีพิมพ์แล้ว ด้วยความตั้งใจกองบรรณาธิการมีความประสงค์ทำวารสารเล่มนี้ให้สมบูรณ์ตามเกณฑ์ของศูนย์ดัชนีการอ้างอิงวารสารไทย (Thai Journal Citation Index Centre) ฉะนั้น ในวารสารฉบับนี้เน้น <br>คณะสงฆ์กับการพัฒนาประเทศไทย นำเสนอบทความวิชาการด้านวิจัย 3 เรื่อง และบทความวิชาการอันเป็นประโยชน์ต่อการบริการวิชาการทางพระพุทธศาสนาบูรณาการศาสตร์สมัยใหม่ พัฒนาจิตใจและสังคม 2 เรื่อง รวมเป็น 5 บทความ</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MCUNK/article/view/302282
แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตเชิงพุทธบูรณาการของประชาชน
2026-05-22T11:20:58+07:00
สุชาติ ไหมอ่อน
Suchatmaion@gmail.com
<p>แนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนโดยใช้อรรถธรรมในพระพุทธศาสนาเป็นแกนกลางในการบูรณาการอย่างเป็นองค์รวมครอบคลุม 4 มิติหลัก ผลการศึกษาและวิเคราะห์พฤติกรรมประชาชนชาวพุทธพบว่า การพัฒนาคุณภาพชีวิตมีประสิทธิภาพต้องอาศัยการเชื่อมโยงหลักพุทธธรรมเข้ากับบริบทการดำเนินชีวิต มิติด้านครอบครัว มุ่งเน้นการบูรณาการหลักฆราวาสธรรมเพื่อสร้างรากฐานความสัมพันธ์มั่นคงผ่านความซื่อสัตย์ การฝึกตน ความอดทน ความเสียสละประโยชน์ส่วนตนมิติด้านเศรษฐกิจ ประยุกต์ใช้หลักทิฏฐธัมมิกัตถะ เพื่อสร้างความมั่งคั่งอย่างสัมมาอาชีพ เน้นความขยันหมั่นเพียร การบริหารจัดการทรัพยากร การสร้างเครือข่ายกัลยาณมิตร การดำรงตนตามหลักทางสายกลาง มิติด้านสังคม บูรณาการหลักสังคหวัตถุ <br>เพื่อเสริมสร้างทุนทางสังคมผ่านการแบ่งปัน การสื่อสารเชิงสร้างสรรค์ การบำเพ็ญประโยชน์ การวางตนอย่างเสมอภาค มิติด้านจิตใจ ใช้หลักศีล 5 เป็นบรรทัดฐานในการควบคุมพฤติกรรมเพื่อสร้างความมั่นคงทางจริยธรรม และกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาปัญญาใฝ่เรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การพัฒนาในลักษณะบูรณาการเชิงระบบนี้ ย่อมส่งผลให้เกิดการเกื้อกูลกันในทุกมิติ นำไปสู่การยกระดับคุณภาพชีวิตให้เกิดภาวะสมดุลระหว่างวัตถุและจิตใจ อันเป็นรากฐานสำคัญในการขับเคลื่อนชุมชนประเทศชาติให้เกิดความเจริญรุ่งเรืองอย่างยั่งยืนในระยะยาว และแนวทางการพัฒนาคุณภาพชีวิตประชาชนควรดำเนินการลักษณะการนำหลักธรรมในพระพุทธศาสนาไปบูรณาการกับกิจกรรมในชีวิตประจำวัน แสดงถึงการพัฒนาชีวิต พัฒนาคุณภาพชีวิตแบบพุทธบูรณาการ</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MCUNK/article/view/302019
รูปแบบการบริหารกิจการคณะสงฆ์ที่ดีกับการใช้ AI
2026-05-22T10:25:11+07:00
พระปลัดมนู ฐานจาโร
joybenyajoy@gmail.com
<p>การบริหารกิจการคณะสงฆ์ยุคปัจจุบันอาศัยการบูรณาการเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) เข้ามาสนับสนุนภารกิจทั้งหกด้านอย่างเป็นระบบ เพื่อยกระดับประสิทธิภาพในการจัดการ ควบคู่กับการธำรงรักษาหลักพระธรรมวินัยให้มั่นคงและทันสมัยสอดคล้องกับบริบทสังคมร่วมสมัย ในด้านการปกครอง มุ่งเน้นการนำระบบ AI Governance มาใช้ตรวจสอบ วิเคราะห์ เชื่อมโยงข้อมูลเกี่ยวข้องกับพระธรรมวินัยและกฎหมายคณะสงฆ์อย่างเป็นองค์รวม โดยอาศัยฐานข้อมูลอัจฉริยะในการคัดกรองตรวจสอบสถานะพระสังฆาธิการ ตลอดจนสนับสนุนกระบวนการตัดสินใจขององค์กรปกครองคณะสงฆ์ให้มีความแม่นยำ โปร่งใส ตรวจสอบได้มากยิ่งขึ้น ด้านศาสนศึกษา เทคโนโลยี Adaptive Learning AI มีบทบาทในการพัฒนาระบบการเรียนรู้เฉพาะบุคคลสำหรับพระภิกษุสามเณรและพุทธศาสนิกชน สามารถออกแบบแผนการเรียนรู้เหมาะสมศักยภาพผู้เรียนแต่ละราย ช่วยจัดทำแผนการสอนอัตโนมัติ วิเคราะห์ภาระงานบุคลากรทางการศึกษา ประเมินผลสัมฤทธิ์ทางการศึกษาอย่างเป็นระบบ ในด้านการเผยแผ่ การประยุกต์ใช้ AI วิเคราะห์ข้อมูลขนาดใหญ่ช่วยให้เข้าใจพฤติกรรมผู้รับฟังธรรมได้อย่างลึกซึ้งมากขึ้น นอกจากนี้ การพัฒนา AI Chatbots ยังช่วยตอบคำถามธรรมะเบื้องต้นได้ตลอดเวลา ขณะเครื่องมือสร้างสื่อมัลติมีเดียอัจฉริยะสามารถผลิตเนื้อหาคำสอนในรูปแบบหลากหลาย ทั้งด้านภาษาและสื่อ ทำให้การเผยแผ่พระพุทธศาสนาเข้าถึงสาธารณชนได้กว้างขางและมีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ด้านสาธารณูปการ การนำแนวคิด Smart Temple มาใช้ช่วยยกระดับการบริหารจัดการพื้นที่วัดให้มีความเป็นระเบียบเหมาะสมต่อการใช้งาน อาศัยระบบเซนเซอร์อัจฉริยะเพื่อการอนุรักษ์พลังงาน ระบบรักษาความปลอดภัยด้วย AI รวมถึงการใช้ภาพถ่ายดาวเทียมหรือโดรนในการวางผังพื้นที่วัด เพื่อให้สามารถรองรับกิจกรรมทางศาสนาและการสงเคราะห์ประชาชนได้อย่างมีประสิทธิภาพ</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MCUNK/article/view/302401
การบริหารจัดการโครงการปฏิบัติธรรมของพระสังฆาธิการ ในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา
2026-05-22T12:08:52+07:00
พระศุภโชค สิริมงฺคโล
suphachok09061971@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1. เพื่อศึกษาการบริหารจัดการโครงการปฏิบัติธรรมของพระสังฆา<br>ธิการในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา 2. เพื่อเปรียบเทียบการบริหารจัดการโครงการปฏิบัติธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3. เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะในการบริหารจัดการโครงการปฏิบัติธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี วิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้เข้าร่วมโครงการปฏิบัติธรรมของสำนักปฏิบัติธรรมในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 316 รูปหรือคน สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า การบริหารจัดการโครงการปฏิบัติธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน อยู่ในระดับมากทุกด้าน <br>การเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการบริหารจัดการโครงการปฏิบัติธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ผู้ตอบแบบสอบถามที่มีเพศ อายุ ระดับการศึกษา วุฒิการศึกษาทางธรรม สถานภาพ อาชีพ แตกต่างกันมีความคิดเห็นเกี่ยวกับการบริหารจัดการโครงการปฏิบัติธรรมของพระสังฆาธิการในอำเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา ไม่แตกต่างกัน ปัญหาและอุปสรรค เช่น ด้านอาคารสถานที่ ที่พักและห้องน้ำไม่เพียงพอ วิทยากรมีน้อยเกินไป การบรรยายและการทำกิจกรรมใช้เวลานานเกินไป ด้านการบริหารจัดการ ขาดการประชาสัมพันธ์เกี่ยวกับโครงการปฏิบัติธรรม ควรเพิ่มจำนวนวิทยากรให้มากขึ้น ควรจัดกิจกรรมเสริมระหว่างการบรรยาย</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MCUNK/article/view/302329
การพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาในเพื่อพัฒนาศาสนทายาท ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา
2026-05-22T11:25:40+07:00
สัญญา สดประเสริฐ
sanya.mcu@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาการพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เพื่อพัฒนาศาสนทายาท ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา 2) เพื่อเปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาเพื่อพัฒนาศาสนทายาท ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา โดยจำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคล 3) เพื่อศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เพื่อพัฒนาศาสนทายาท ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี วิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสงฆ์ในเขตการปกครองคณะสงฆ์อําเภอเมืองนครราชสีมา จังหวัดนครราชสีมา จำนวน 349 รูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาเพื่อพัฒนาศาสนทายาท ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 4.08 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาเพื่อพัฒนาศาสนทายาท ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา พระสงฆ์ที่มีอายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสามัญ วุฒิการศึกษานักธรรม วุฒิการศึกษาเปรียญธรรม ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษาเพื่อพัฒนาศาสนทายาท ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย ข้อเสนอแนะต่อการพัฒนาโรงเรียนพระปริยัติธรรมแผนกสามัญศึกษา เพื่อพัฒนาศาสนทายาท ในอำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา คณะสงฆ์ควรดำเนินนโยบายเชิงรุกสร้างศาสนทายาทเพิ่มจำนวนพระสงฆ์ สามเณรเข้าเรียนเพื่อพัฒนาศาสนทายาท สนับสนุนงบประมาณการศึกษา พัฒนาวัดเป็นส่วนหนึ่งเรียนรู้ประยุกต์กิจกรรมพัฒนาวัด</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/MCUNK/article/view/300905
ศึกษาการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาประยุกต์ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์ จังหวัดสระบุรี
2026-05-14T10:07:25+07:00
พระครูวิจิตรธรรมวิภัช
wichitthammaphiphat@gmail.com
<p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาประยุกต์ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี 2) เพื่อเปรียบเทียบการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาประยุกต์ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี และ 3) ศึกษาปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาประยุกต์ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี วิจัยเชิงปริมาณ ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บรวบรวมข้อมูล กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ พระสงฆ์ในจังหวัดสระบุรี จำนวน 216 รูป สถิติที่ใช้วิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ทดสอบสมมติฐานโดยการทดสอบค่าที ค่าเอฟ วิเคราะห์ความแปรปรวนทางเดียว การวิจัยเชิงคุณภาพ ใช้วิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกกับผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 9 รูปหรือคน วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหาเชิงพรรณนา</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) การนำหลักพรหมวิหารธรรมมาประยุกต์ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก ค่าเฉลี่ย 3.80 2) เปรียบเทียบความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาประยุกต์ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี พระสงฆ์ที่มีอายุ พรรษา วุฒิการศึกษาสามัญ วุฒิการศึกษานักธรรม วุฒิการศึกษาเปรียญธรรม ต่างกัน มีความคิดเห็นต่อการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาประยุกต์ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี ไม่แตกต่างกัน จึงปฏิเสธสมมติฐานการวิจัย 3.ปัญหา อุปสรรค และข้อเสนอแนะการนำหลักพรหมวิหารธรรมมาประยุกต์ใช้ในการปกครองคณะสงฆ์จังหวัดสระบุรี ปัญหาด้านความเข้าใจในหลักธรรม การบริหารจัดการ และความขัดแย้งภายในองค์กรคณะสงฆ์ ควรฝึกอบรมให้พระสงฆ์สามารถนำหลักเมตตา กรุณา มุทิตา และอุเบกขาไปใช้ในการบริหารและการอยู่ร่วมกันได้อย่างเหมาะสม</p>
2026-06-09T00:00:00+07:00
ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสาร มจร. นม. สังคมศาสตร์ ปริทรรศน์