การพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ของผู้บริหารสถานศึกษาโรงเรียนกลุ่มอำเภอเสนา จังหวัดพระนครศรีอยุธยา
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษา 2) เพื่อศึกษาวิธีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 และ 3) เพื่อเสนอแนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ของผู้บริหารสถานศึกษา เป็นการวิจัยแบบผสมวิธีโดยการวิจัยเชิงปริมาณใช้แบบสอบถามประชากรทั้งหมดในการวิจัยที่เป็นผู้บริหารสถานศึกษา ครู และบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 93 คน วิเคราะห์ข้อมูลการวิจัยด้วยสถิติพื้นฐาน คือ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิจัยเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ของผู้บริหารสถานศึกษาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 2) วิธีการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ของผู้บริหารสถานศึกษา ได้แก่ (1) อาวาสสัปปายะ การจัดสภาพแวดล้อมทางกายภาพของสถานที่ให้มีความสงบร่มรื่น สะอาด เป็นระเบียบเรียบร้อย และปราศจากสิ่งเร้ารบกวน (2) โคจรสัปปายะ การบริหารจัดการระบบการคมนาคมและเส้นทางให้มีความสะดวก ปลอดภัย และเอื้อต่อการเข้าถึงแหล่งเรียนรู้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ (3) ภัสสสัปปายะ การส่งเสริมบรรยากาศแห่งการเรียนรู้ผ่านการสื่อสารที่สร้างสรรค์ แลกเปลี่ยนองค์ความรู้ที่เป็นประโยชน์ต่อการพัฒนาตนเอง (4) ปุคคลสัปปายะ การส่งเสริมให้มีเครือข่ายบุคคลที่เกื้อกูลต่อการเรียนรู้โดยแวดล้อมด้วยกัลยาณมิตร (5) โภชนะสัปปายะ การอำนวยความสะดวกด้านโภชนาการที่ถูกสุขลักษณะ มีความเหมาะสมและเกื้อกูลต่อสุขภาวะทางร่างกาย (6) อุตุสัปปายะ การจัดการพื้นที่ให้มีสภาพอากาศที่เหมาะสมและไม่เป็นอุปสรรคต่อการเรียนรู้ (7) อิริยาปถสัปปายะ การจัดสรรพื้นที่ใช้สอยให้เอื้อต่อการปรับเปลี่ยนอิริยาบถได้อย่างเหมาะสมเพื่อลดความเหนื่อยล้าและส่งเสริมประสิทธิภาพการเรียนรู้ 3) แนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ของผู้บริหารสถานศึกษา ควรเน้นผู้เรียนเป็นสำคัญผ่านกระบวนการเรียนรู้เชิงรุกที่บูรณาการการปฏิบัติจริงเข้ากับประสบการณ์ชีวิตเพื่อพัฒนาผู้เรียนให้เกิดความสมดุลทั้งด้านกาย ใจ และปัญญา โดยการยกระดับแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 7 ประกอบด้วย (1) อาวาสสัปปายะ การบริหารจัดการระบบงานที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ (2) โคจรสัปปายะ การจัดโครงสร้างพื้นที่ให้สะดวกและปลอดภัย (3) ภัสสสัปปายะ การพัฒนาระบบการสื่อสารทางวิชาการอย่างมีเอกภาพ (4) ปุคคลสัปปายะ การพัฒนาบุคลากรให้เป็นผู้อำนวยความสะดวกในการเรียนรู้ (5) โภชนะสัปปายะ การจัดสรรทรัพยากรและสื่อการเรียนรู้อย่างเพียงพอ (6) อุตุสัปปายะ การสร้างบรรยากาศที่เกื้อหนุนต่อการเรียนรู้ และ (7) อิริยาปถสัปปายะ การจัดกิจกรรมที่สอดรับกับอิริยาบถเพื่อยกระดับการมีส่วนร่วม อันจะนำไปสู่การสร้างดุลยภาพระหว่างองค์ความรู้ คุณภาพชีวิต และคุณลักษณะอันพึงประสงค์ของผู้เรียน
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารฯ ได้กำหนดความซ้ำของผลงาน ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 25%
ในกรณีที่ บทความวิจัยมีกระบวนการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์จะต้องส่งหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มาประกอบการลงตีพิมพ์ด้วยจึงจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร
ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ โดยรวมทั้งทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์และวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2546). แนวทางการจัดกิจกรรมพัฒนาผู้เรียนตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2544. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
นริศรา ใจคง และสิริกานต์ แก้วคงทอง. (2568). นิเวศการเรียนรู้ เรื่องเก่าบนวิถีใหม่. แหล่งที่มา https://elibrary.ksp.or.th/index. สืบค้นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2568.
ปฏิญญา ไตรพรหม. (2552). การพัฒนาแนวทาการงส่งเสริมการใช้แหล่งเรียนรู้สำหรับสถานศึกษาขนาดเล็ก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาพระนครศรีอยุธยา เขต 2 กรณีศึกษา: โรงเรียนวัดทำใหม่ โรงเรียนวัดศรีภวังค์ และโรงเรียนวัดลาดระโหง. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏพระนครศรีอยุธยา.
พรรัตน์ จันทร์คำ. (2566). การพัฒนาระบบนิเวศการเรียนรู้เพื่อเสริมสร้างทักษะอาชีพในโรงเรียนราชประชานุเคราะห์ 22 จังหวัดแม่ฮ่องสอน. วารสารนวัตกรรมการจัดการศึกษาและการวิจัย, 5(4), 885-896.
พระพรหมคุณาภรณ์ (ป. อ. ปยุตฺโต). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. พิมพ์ครั้งที่ 35. กรุงเทพมหานคร: สนิทตันติวัฒน์พานิช.
พระมหาชวลิต โฆสชโว (โภควรา). (2564). แนวทางการพัฒนาแหล่งเรียนรู้ตามหลักพุทธบริหารการศึกษา สำหรับวัดในจังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
พระสมุห์วินิตย์ ถิรจิตฺโต (การะเกตุ). (2562). การบริหารแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา อำเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ. วิทยานิพนธ์พุทธศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
ศศิพัชร จำปา. (2559). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ประวัติศาสตร์ท้องถิ่น โดยใช้แหล่งเรียนรู้ทางประวัติศาสตร์เพื่อส่งเสริมกระบวนการคิดทางประวัติศาสตร์. ดุษฎีนิพนธ์ปรัชญาดุษฎีบัณฑิต. มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2568). ข้อเสนอระบบการเรียนรู้ที่ตอบสนองการเปลี่ยนแปลงของโลกอนาคตในปี 2040. แหล่งที่มา https://www.onec.go.th/th.php/book/ สืบค้นเมื่อ 7 พฤษภาคม 2568.
สุภาวดี ทองสัมฤทธิ์. (2561). การศึกษาการจัดสภาพแวดล้อมที่เอื้อต่อการเรียนรู้ในสถานศึกษาตามความคิดเห็นของครู สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุราษฎร์ธานี เขต 1. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏสุราษฎร์ธานี.
Likert, R. (1967). Management styles and the human component. New York: Amacom.
Robinson, S. G. (2025). Teacher Job Satisfaction and Levels of Clinical Supervision in Elementary Schools. From https://www.proquest.com/openview/2b15a969f1b15999 Retrieved March10, 2025.