ความต้องการจำเป็นการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนพหุวัฒนธรรม จังหวัดปทุมธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนพหุวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ โดยมีประชากรที่เป็นผู้บริหาร และครูในโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนพหุวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี ปีการศึกษา 2567 จำนวน 1,120 คน และกำหนดกลุ่มตัวอย่าง จำนวน 291 คน คนด้วยการเปิดตารางขนาดกลุ่มตัวอย่างของ Krejcie and Morgan และทำการวิเคราะห์ข้อมูลมูลด้วยสถิติพื้นฐาน ได้แก่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และค่าความต้องการจำเป็น
ผลการวิจัยพบว่า สภาพที่สภาพที่เป็นจริงการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนพหุวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก สภาพที่ควรจะเป็นการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนพหุวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี โดยภาพรวมมีค่าเฉลี่ยอยู่ในระดับมาก เมื่อเรียงลำดับตามความสำคัญของความต้องการจำเป็นการบริหารสถานศึกษาของโรงเรียนที่ตั้งอยู่ในชุมชนพหุวัฒนธรรมจังหวัดปทุมธานี โดยระบุความต้องการจำเป็นที่มีความสำคัญมากที่สุด และมีความเร่งด่วนที่ต้องได้รับการพัฒนาก่อน พบว่ากลุ่มตัวอย่างมีความต้องการจำเป็นทุกขั้นตอน PNImodified อยู่ระหว่าง 0.142-0.200 โดยภาพรวม ค่าดัชนี PNImodified ในที่นี้ คือ 0.164 และพบว่า อันดับ 1 คือ การบริหารงบประมาณ อันดับ 2 คือ การบริหารทั่วไป อันดับ 3 คือ การบริหารงานบุคคล และอันดับ 4 คือ การบริหารวิชาการ
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
บทความที่ส่งมาขอรับการตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ จะต้องไม่เคยตีพิมพ์หรืออยู่ระหว่างการพิจารณาจากผู้ทรงคุณวุฒิเพื่อตีพิมพ์ในวารสารอื่น รวมทั้งผู้เขียนจะต้องคำนึงถึงจริยธรรมการวิจัย ไม่ละเมิดหรือคัดลอกผลงานของผู้อื่นมาเป็นของตนเอง ซึ่งทางวารสารฯ ได้กำหนดความซ้ำของผลงาน ด้วยโปรแกรม CopyCat เว็บ Thaijo ในระดับ ไม่เกิน 25%
ในกรณีที่ บทความวิจัยมีกระบวนการวิจัยเกี่ยวข้องกับมนุษย์ ผู้นิพนธ์จะต้องส่งหลักฐานการรับรองจริยธรรมการวิจัยในมนุษย์มาประกอบการลงตีพิมพ์ด้วยจึงจะได้รับการพิจารณาลงตีพิมพ์ในวารสาร
ผู้เขียนบทความจะต้องปฏิบัติตามหลักเกณฑ์การเสนอบทความเพื่อตีพิมพ์ในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ รวมทั้งระบบการอ้างอิงต้องเป็นไปตามหลักเกณฑ์ของวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ โดยรวมทั้งทัศนะและความคิดเห็นที่ปรากฏในบทความในวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์ ถือเป็นความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความนั้น และไม่ถือเป็นทัศนะและความรับผิดชอบของกองบรรณาธิการวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์และวารสารบวรสหการศึกษาและมนุษยสังคมศาสตร์
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงศึกษาธิการ. (2549). แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 10. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
ไข่มุก อุทยานวลี และคณะ. (2554). ประมวลองค์ความรู้ในพหุวัฒนธรรมศึกษา. วารสารศาสตร์มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ปัตตานี, 18(2), 1-13.
จิรภรณ์ มั่นเศรษฐวิทย์. (2546). การพัฒนารูปแบบการสอนเพื่อเสริมสร้างพหุปัญญาให้กับเด็กวัยอนุบาลในสามจังหวดชายแดนภาคใต้ตามแนวคิดพหุวัฒนธรรม. ยะลา: สถาบันราชภัฏยะลา.
ฐิติมดี อาพัทธนานนท์. (2551). พหุวัฒนธรรมศึกษาในมุมมองของนักวิชาการชาวอเมริกันและข้อคิดต่อสังคมไทย. วารสารครุศาสตร์, 36(2), 128-134.
ธีระ รุณเจริญ. (2550). ความเป็นมืออาชีพในการจัดการและบริหารการศึกษาในยุคปฏิรูปการศึกษา. กรุงเทพมหานคร: ข้าวฟ้าง.
สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาปทุมธานี เขต 1 และเขต 2. (2567). ข้อมูลด้านบุคลากร. แหล่งที่มา https://bigdata.sesalop.go.th/index.php สืบค้นเมื่อ 12 พฤศจิกายน 2567.
สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2560). รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560. แหล่งที่มา http://www.mua.go.th/users/hecommission/doc/law/Constitution 2560.pdf สืบค้นเมื่อ 10 ธันวาคม 2567.
สุวิมล ติรกานันท์. (2550). การสร้างเครื่องมือวัดตัวแปรในการวิจัยทางสังคมศาสตร์: แนวทางสู่การปฏิบัติ. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์จุฬาลงกรณมหาวิทยาลัย.
สุวิมล ว่องวาณิช. (2558). การวิจัยประเมินความต้องการจำเป็น. พิมพ์ครั้งที่ 3 ฉบับปรับปรุง. กรุงเทพมหานคร: สำนักพิมพ์แห่งจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อนันต์ ทิพรัตน์ และคณะ. (2543). การศึกษาหลากหลายวัฒนธรรมสำหรับประเทศไทย Multicultural education for Thailand. วารสารสงขลานครินทร์, 6(2), 178-183.
Arifin Maksum and Nina Nurhasanah. (2025). Challenges and Strategies in Implementing Multicultural Education in Socioeconomically Diverse Elementary Classrooms. Journal Pendidikan Administrasi Perkantoran, 13(1), 427-439.
Krejcie, R. V. and Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607–610.
Likert, Rensis. (1967). The Method of Constructing and Attitude Scale. Reading in Attitude Theory and Measurement. Fishbeic. Matin Ed. New York: Wiley & Son.