รูปแบบการเรียนรู้แบบกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียน เชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา
คำสำคัญ:
รูปแบบการเรียนรู้, กระบวนการคิดเชิงออกแบบ, ความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์, ผู้เรียนระดับอุดมศึกษาบทคัดย่อ
การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาข้อมูลเบื้องต้นเกี่ยวกับการพัฒนารูปแบบการเรียนรู้แบบกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของผู้เรียนระดับอุดมศึกษา 2) พัฒนารูปแบบการเรียนรู้ 3) ศึกษาผลการใช้รูปแบบการเรียนรู้ โดยมีกลุ่มเป้าหมายในการวิจัย ได้แก่ ผู้เรียนในระดับอุดมศึกษา ผู้เชี่ยวชาญ และเครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ 1) แบบสอบถาม 2) แบบสัมภาษณ์ 3) รูปแบบการเรียนรู้ 4) แบบประเมินรูปแบบ 5) แผนการจัดการเรียนรู้ตามรูปแบบ 6) แบบวัดความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ และ 7) แบบประเมินความพึงพอใจ ส่วนสถิติที่ใช้ในงานวิจัย ได้แก่ ค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ค่าเฉลี่ย ( ) และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) การทดสอบที (t-test for dependent Samples) ค่า PNImodified และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการวิจัย พบว่า 1) ผู้เรียนในระดับอุดมศึกษามีความต้องการจำเป็นในการพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์และการจัดการเรียนรู้เพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ 2) รูปแบบการเรียนรู้แบบกระบวนการคิดเชิงออกแบบเพื่อส่งเสริมความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ มีองค์ประกอบของรูปแบบที่สำคัญ ได้แก่ (1) หลักการ/แนวคิด 2) วัตถุประสงค์ 3) บทบาทของผู้สอนและผู้เรียน 4) ขั้นตอนในการจัดกิจกรรมการเรียนรู้ 5) การประเมินผลตามรูปแบบ โดยมีขั้นตอนของกระบวนการจัดการเรียนรู้ของรูปแบบ ประกอบด้วย 5 ขั้นตอนสำคัญ ได้แก่ (1) การทำความเข้าใจเชิงลึก (Empathize) (2) การตีความปัญหา (Define) (3) การระดมจินตนาการแบบไร้ขีดจำกัด (Ideate) (4) การสร้างต้นแบบ (Prototype) และ (5) การทดสอบและการประเมินผลต้นแบบ (Test) ผลการประเมินรูปแบบการเรียนรู้จากผู้เชี่ยวชาญ พบว่า มีความเหมาะสมในระดับมาก และจากการทดลองใช้กับผู้เรียน พบว่า ผู้เรียนมีความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์หลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และมีความพึงพอใจต่อการจัดการเรียนรู้อยู่ในระดับมาก
เอกสารอ้างอิง
กระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม. (2565). มาตรฐานการอุดมศึกษา พุทธศักราช 2565. สืบค้นเมื่อ 15 ธันวาคม 2564, จาก https://www.ops.go.th/th/ches-downloads/edu-Standard
กุลชาติ วัฒนกูล. (2563). การใช้กิจกรรมการเขียนเพื่อพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ของนักศึกษาปริญญาตรี. วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต, มหาวิทยาลัยศิลปากร.
สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน กระทรวงศึกษาธิการ. (2559). คู่มือบริหารจัดการเวลาเรียน “ลดเวลาเรียนเพิ่มเวลารู้” ปีการศึกษา 2559. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.
Cronbach, L. J. (1990). Essentials of psychological testing. 5thed. New York City: Harper & Row.
Deitte, L. A., & Omary, R. A. (2019). The power of design thinking in medical education. Academic Radiology, 26(10), 1417–1420.
Henriksen, D., Richardson, C., & Metha, R. (2017). Design thinking: A creative approach to educational problems of practice. Thinking Skills and Creativity, 26(1), 140-153.
Krippendorff, K. (2013). Content analysis: An introduction to its methodology. 3rded. California: CA Sage Publications.
Silberman, M. (2016). Active training: A handbook of techniques, designs, case examples, and tips. 4thed. Hoboken, New Jersey: Wiley.
Snedecor, G. W., & Cochran, W. G. (1989). Statistical methods. 8thed. United States: Iowa State University Press.
Trilling, B., & Fadel, C. (2009). 21st century skills: Learning for life in our times. San Francisco: Jossey-Bass.
ดาวน์โหลด
เผยแพร่แล้ว
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
ลิขสิทธิ์ (c) 2025 พัชรีภรณ์ บางเขียว

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
ผลงานที่ปรากฎในวารสารฉบับนี้เป็นลิขสิทธิ์เฉพาะส่วนบุคคลของผู้เขียนซึ่งต้องรับผิดชอบต่อผลทาง กฎหมายที่อาจเกิดขึ้นได้และไม่มีผลต่อกองบรรณาธิการ



