ความต้องการจำเป็นของผู้ปกครองในการตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้าศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนเรียนดารุลมูญาฮีดีนวิทยามูลนิธิ

Main Article Content

ฮาริช แหละตี
นวรัตน์ ไวชมพู

บทคัดย่อ

                 การวิจัยครั้งนี้ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณและวิธีวิจัยเชิงคุณภาพมีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาความต้องการจำเป็นของผู้ปกครองในการตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้าศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนดารุลมูญาฮีดีนวิทยามูลนิธิ 2) เพื่อศึกษาแนวทางการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษา: กรณีศึกษาโรงเรียนดารุลมูญาฮีดีนวิทยามูลนิธิ การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง คือ ผู้ปกครองของนักเรียนในโรงเรียนดารุลมูญาฮีดีนวิทยามูลนิธิ ปีการศึกษา 2567 จำนวน 248 คน เครื่องมือที่ใช้เป็นแบบสอบถาม สถิติที่ใช้ ได้แก่ ค่าความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์ดัชนีความต้องการจำเป็น การวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 5 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยการวิเคราะห์เนื้อหา


ผลการวิจัยพบว่า:


1) ความต้องการจำเป็นของผู้ปกครองในการตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้าศึกษาในโรงเรียนดารุลมูญาฮีดีนวิทยามูลนิธิ พบว่า ด้านลักษณะทางกายภาพ มีค่าสูงสุด (PNI Modified =0.53) รองลงมา ได้แก่ ด้านบุคลากรและด้านราคา (PNI Modified = 0.38) ด้านทำเลที่ตั้ง (PNI Modified = 0.35) ด้านกระบวนการ (PNI Modified = 0.34) ด้านการส่งเสริมการตลาด (PNI Modified = 0.49) และด้านผลิตภัณฑ์ (PNI Modified = 0.31) ตามลำดับ 2) แนวทางการพัฒนาปัจจัยการตัดสินใจของผู้ปกครองในการส่งบุตรหลานเข้าศึกษา ตามความต้องการจำเป็น 3 ลำดับแรก พบว่า (1) ด้านลักษณะทางกายภาพ ควรให้ความสำคัญกับสภาพแวดล้อมทางกายภาพที่ปลอดภัยและเอื้อต่อการเรียนรู้อย่างแท้จริง (2) ด้านราคา ให้ความสำคัญกับความชัดเจนของรายการค่าใช้จ่าย โรงเรียนจึงควรเน้นการสร้างความเข้าใจและความไว้วางใจผ่านการสื่อสารและการจัดการที่เป็นระบบ (3) ด้านบุคลากร โดยเน้นไปที่การเสริมทักษะของครูในด้านเฉพาะ เช่น การดูแลนักเรียนที่มีความต้องการพิเศษและตอบสนองต่อบริบทการศึกษาสมัยใหม่

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
แหละตี ฮ., & ไวชมพู น. (2026). ความต้องการจำเป็นของผู้ปกครองในการตัดสินใจส่งบุตรหลานเข้าศึกษา กรณีศึกษาโรงเรียนเรียนดารุลมูญาฮีดีนวิทยามูลนิธิ. บัณฑิตสาเกตปริทรรศน์, 11(1), 213–226. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/saketreview/article/view/289846
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ภาษาไทย

กระทรวงศึกษาธิการ. (2560). แผนการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2560–2579. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2564). รายงานผลการจัดการศึกษาของประเทศไทย ปีงบประมาณ พ.ศ. 2564. กรุงเทพฯ: สำนักนโยบายและแผนการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

ชนิภา ช่วยระดม. (2561). ปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่ส่งผลต่อการเลือกใช้บริการสั่งซื้ออาหารผ่านFoodpanda Application ในเขตกรุงเทพมหานคร. วารสารบริหารธุรกิจและสังคมศาสตร์มหาวิทยาลัยรามคำแหง, 1(2): 43-55.

ทวีศักดิ์ พัฒนสิน. (2561). การใช้กลยุทธ์ทางการตลาดในการเพิ่มจำนวนนักเรียนในโรงเรียนเอกชน. วารสารวิชาการบริหารการศึกษา, 5(1): 34–45.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่10). กรุงเทพ: สุวีริยาสาส์น.

ประยูร อิ่มสวาสดิ์. (2552). ลักษณะความเป็นองค์การแห งการเรียนรู้ของมหาวิทยาลัยบูรพา. ปริญญานิพนธ์ (การอุดมศึกษา). บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

วรรณา นภาลัย. (2563). การตลาดการศึกษาเชิงกลยุทธ์ในสถานศึกษาเอกชนสมัยใหม่. กรุงเทพฯ: สำนักพิมพ์สหวิทยาการ.

สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). รายงานสารสนเทศทางการศึกษาขั้นพื้นฐาน ปีการศึกษา 2563. กรุงเทพฯ: สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2563). รายงานการวิเคราะห์ระบบการศึกษากับการพัฒนาประเทศไทยในศตวรรษที่ 21. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

ภาษาอังกฤษ

Chuayratham C,. (2018). Marketing mix factors affecting the choice of food ordering services via the Foodpanda application in Bangkok. Journal of Business Administration andSocial Sciences, Ramkhamhaeng University, 1(2): 43-55.

Imsawat P,. (2009). Characteristics of the Learning Organization of Burapha University.Thesis. Ph.D. (Higher Education). Bangkok: Graduate School: Srinakharinwirot University.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3): 607–610.

Likert, R. (1967). “The Method of Constructing and Attitude Scale,” in Attitude Theory And Measurement.

Ministry of Education. (2017). National Education Plan 2017–2036. Bangkok: Office ofthe Secretary-General of the National Education Council.

Ministry of Education. (2021). Report on the results of education management in Thailand, fiscal year 2021. Bangkok: Office of Basic Education Policy and Planning.

Napalai W,. (2020). Strategic Educational Marketing in Modern Private Educational Institutions. Bangkok: Interdisciplinary Publishing.

Office of the Basic Education Commission. (2020). Basic Education Information ReportAcademic Year 2020. Bangkok: Office of the Basic Education Commission.

Office of the Secretary-General of the Education Council. (2020). Report on the Analysis of the Education System and Development Thailand in the 21stCentury. Bangkok: Office of the Secretary-General of the Education Council.

Phattanasin T,. (2018). Using marketing strategies to increase student enrollment in private schools. Journal of Educational Administration, 5(1): 34–45.

Srisat B,. (2017). Preliminary research. (10th ed.). Bangkok: Suwiriyasan.

Songkhla Provincial Private Education Office. (2024). Information on private schools in Songkhla Province, academic year 2024. Photocopied document.

Vaismoradi, M., Turunen, H., et al. (2013) Content Analysis and Thematic Analysis: Implications for Conducting a Qualitative Descriptive Study. Nursing & Health Sciences, 15: 398-405.

Worasiha E,. (2017). Teaching materials for CIM 1103: Marketing Principles. Bangkok: Suan Sunandha Rajabhat University.