แนวทางการยกระดับความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการจัดบริการสาธารณะระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาล ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการยกระดับความร่วมมือเพื่อ เพิ่มประสิทธิภาพในการจัดบริการสาธารณะระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาล ในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา และศึกษาแนวทางการยกระดับความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดบริการสาธารณะระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา โดยเป็นการวิจัยด้วยวิธีการเชิงคุณภาพ เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้เทคนิค การวิเคราะห์เชิงอุปนัย ผลการศึกษาพบว่าปัจจัย ที่ส่งผลต่อการยกระดับความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการจัดบริการสาธารณะระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา มี 7 ปัจจัย ได้แก่ (1) กฎหมายที่เกี่ยวข้อง (2) โครงสร้างภายในขององค์กร (3) ระบบเทคโนโลยีสารสนเทศ (4) กระบวนทัศน์ของผู้บริหารองค์กร (5) บุคลากรหรือผู้ปฏิบัติงานของเทศบาล (6) ประชาชนที่อาศัยอยู่ในพื้นที่ และ (7) ปัจจัยอื่นๆ เช่น การตรวจสอบของสำนักงานตรวจเงินแผ่นดิน, เรื่องงบประมาณ เป็นต้น ในส่วนของแนวทางการยกระดับความร่วมมือเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพ ในการจัดบริการสาธารณะระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นระดับเทศบาลในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ จังหวัดสงขลา พบว่า เทศบาลในพื้นที่อำเภอหาดใหญ่ควรมีการจัดทำเป็นวาระนครหาดใหญ่ เพื่อยกระดับความร่วมมือในการจัดบริการสาธารณะ โดยมีหน่วยงานราชการส่วนกลาง หน่วยงานราชการส่วนภูมิภาค หรือหน่วยงานราชการส่วนท้องถิ่น เช่น กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัด หรือองค์การบริหารส่วนจังหวัด มาเป็นหน่วยงานพี่เลี้ยงหรือ เป็นหน่วยงานกลาง เชื่อมประสานให้เกิดการยกระดับความร่วมมือ จากนั้น ตั้งเป็นคณะทำงานร่วมระหว่างเทศบาล เพื่อให้แต่ละเทศบาลได้มีเวทีแสดงความคิดเห็น พูดคุย และวางแผนการจัดบริการสาธารณะร่วมกัน และมีการทำข้อตกลงความร่วมมือระหว่างเทศบาลในสิ่งที่จะดำเนินการร่วมกัน ผ่านการประสานแผนปฏิบัติราชการภายในระหว่างเทศบาลในพื้นที่ที่ต้องการยกระดับความร่วมมือในการจัดบริการสาธารณะร่วมกัน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น. (2551). คู่มือความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: กรมส่งเสริมการปกครองส่วนท้องถิ่น.
ชนิตา รักษ์พลเมือง. (2558). รูปแบบความร่วมมือในการจัดการศึกษาขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. วารสารศรีนครินทรวิโรฒวิจัยและพัฒนา สาขามนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์, 7(13), 47-62.
ชาย โพธิสิตา. (2550). ศาสตร์และศิลป์แห่งการวิจัยเชิงคุณภาพ. กรุงเทพฯ: บริษัท อมรินทร์ พริ้นติ้งแอนด์พลับลิชชิ่ง จำกัด.
บุญส่ง ปัทมพงศ์พร. (2555). แนวทางพัฒนาเครือข่ายความร่วมมือในการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นในอำเภอแม่สอด จังหวัดตาก. รายงานสืบเนื่องจากการประชุมทางวิชาการของมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ ครั้งที่ 50 ระหว่างวันที่ 31 มกราคม – 2 กุมภาพันธ์ 2555.
พงศ์สัณห์ ศรีสมทรัพย์ และ ปิยะนุช เงินคล้าย. (2545). เอกสารประกอบการบรรยายวิชาองค์การและการจัดการ. กรุงเทพฯ: คณะรัฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
พนินท์ เครือไทย และ ชิชสาสุ์ ช่างเรียน. (2554). รายงานวิจัยฉบับสมบูรณ์ เรื่อง การประเมินประสิทธิภาพการให้บริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น กรณีศึกษา จังหวัดอุตรดิตถ์และจังหวัดพิษณุโลก. อุตรดิตถ์: คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏอุตรดิตถ์.
พระราชบัญญัติเทศบาล (ฉบับที่ 14) พ.ศ. 2562. (2562,15 เมษายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 136 ตอนที่ 50 ก. หน้า 164 – 176.
วุฒิสาร ตันไชย. (2559). รูปแบบและประเภทการจัดบริการสาธารณะขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.
สถาบันพระปกเกล้า. (2550). ความร่วมมือระหว่างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น: รูปแบบและ ความเป็นไปได้.กรุงเทพฯ: ส เจริญการพิมพ์.
สถาบันพระปกเกล้า. (2560). สถานการณ์การกระจายอำนาจ ปี 2560. กรุงเทพฯ: สถาบันพระปกเกล้า.
อลงกต สารกาล และ ศักดิ์สิทธิ์ ฆารเลิศ. (2561). แนวทางการสร้างองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เป็นเลิศด้านการเสริมสร้างเครือข่ายรัฐ เอกชน และประชาสังคม: กรณีศึกษาเทศบาลเมืองร้อยเอ็ด. วารสารรัฐศาสตร์และรัฐประศาสนศาสตร์, 9(1), 29-58.
Agranoff, R and McGuire, M. (2003). Collaborative Public Management: New Strategies for Local Governments. Washington DC: Georgetown University Press.
Creswell, J. W. (2014). Research design: A qualitative, quantitative, and mixed method approaches. Thousand Oaks: SAGE Publications.
Mattessich, P., Murray-Close, M. and Monsey, B. (2001). Collaboration: What Makes It Work?. Minnesota: Amherst H. Wilder Foundation.