โครงการวิจัยผู้ฟังวิทยุชุมชน (ภาคประชาชน) ในเขตภาคเหนือ*

Main Article Content

เสริมศิริ นิลดำ

บทคัดย่อ

งานวิจัยนี้มุ่งศึกษาผู้ฟังของวิทยุชุมชน (ภาคประชาชน) ในเขตภาคเหนือ ซึ่งหมายถึง สถานีวิทยุกระจายเสียงของท้องถิ่นที่เกิดขึ้นตามเจตนารมณ์ของรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย ฉบับปี พ.ศ. 2540 ที่มุ่งเน้นให้คนในชุมชนเข้ามามีส่วนร่วมในขั้นตอนต่างๆเน้นการสอนเนื้อหาเกี่ยวกับชุมชนเพื่อประโยชน์ต่อชุมชนนั้นๆ โดยมีวัตถุประสงค์การวิจัย 4 ข้อได้แก่ (1) สำรวจลักษณะประชากร รูปแบบการเปิดรับและความพึงพอใจในการเปิดรับเนื้อหาจากสถานีวิทยุชุมชนของผู้ฟังในเขตภาคเหนือ (2) ศึกษาความรู้ความเข้าใจของผู้ฟังในเขตภาคเหนือที่มีต่อบทบาทหน้าที่ ปรัชญาและหลักการดำเนินงานและการดำรงอยู่ของสถานีวิทยุชุมชน (3) ศึกษาความตระหนักของผู้ฟังในเขตภาคเหนือที่มีต่อผลกระทบของวิทยุชุมชนในด้านวิถีชีวิต วัฒนธรรม การดำเนินชีวิต และ(4) ศึกษาการมีส่วนร่วมต่อกิจการวิทยุชุมชนของผู้ฟังในเขตภาคเหนือ ได้แก่ การก่อตั้งการดำเนินงาน การประเมินตรวจสอบเนื้อหาและประเด็นทางจริยธรรมต่อสถานีวิทยุชุมชนในพื้นที่ งานวิจัยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพ ได้แก่ การสำรวจการสนทนากลุ่ม การสัมภาษณ์เจาะลึก และการสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม ผลการวิจัยในด้านลักษณะประชากร รูปแบบการเปิดรับและความพึงพอใจในการเปิดรับเนื้อหาจากสถานีวิทยุชุมชนในเขตภาคเหนือ พบว่าผู้ฟังวิทยุภาคเหนือประชาชนส่วนใหญ่จะเป็นกลุ่มวัยกลางคนและผู้สูงอายุ โดยปริมาณการรับฟังรายการจากสถานีวิทยุชุมชนวันละประมาณ 1-3 ชั่วโมงและรับฟังประมาณ 1-3 วันต่อสัปดาห์ส่วนใหญ่จะเปิดฟังรายการวิทยุชุมชน ในช่วงเวลาตอนเช้าก่อนเที่ยงและก่อนค่ำในขณะทำกิจกรรมต่างๆ มีลักษณะการเปิดรับคือ เป็นการฟังแบบเป็นกลุ่มหรือฟังกันทั้งครอบครัว รับฟังสถานีใดสถานีหนึ่งเพียงสถานีเดียว ปัญหาสำคัญในการเปิดรับคือการรับฟังไม่ชัดเจนและมีคลื่นแทรกหรือคลื่นทับกัน ด้านเนื้อรายการที่เปิดรับ พบว่า ส่วนใหญ่ชอบฟังรายการแบบสาระบันเทิง ชอบลีลาการดำเนินรายการแบบพื้นบ้านหรือใช้ภาษาท้องถิ่นชอบรับฟังเพลงลูกทุ่งหรือเพลงพื้นบ้าน นิยมรับฟังข่าวสารที่ใกล้ตัวและมีความสัมพันธ์กับวิถีชีวิตของผู้ฟัง โดยมีความพึงพอใจที่ได้รับประโยชน์ด้านความเพลิดเพลินและผ่อนคลายความตึงเครียดมากที่สุดและการดำเนินงานของวิทยุชุมชนในระดับมาก โดยเฉาพะด้านหน้าที่และในฐานะเป็นเครื่องมือสื่อสารเชื่อมโยงความสัมพันธ์ของคนในท้องถิ่น รวมทั้งเป็นพื้นที่ในการเผยแพร่ผลงานของศิลปินพื้นบ้านและอนุรักษ์สืบทอดวัฒนธรรมของชุมชน สำหรับความรู้ความเข้าใจในหลักการดำเนินงานของวิทยุชุมชนอยู่ในระดับปานกลาง โดยเฉาพะด้านหลักการโฆษณาทางวิทยุชุมชน ส่วนความรู้ความเข้าใจของผู้ฟังเกี่ยวกับบทบาทของวิทยุชุมชนอยู่ในระดับมาก โดยเฉาพะหน้าที่ในการให้ทั้งสาระและความบันเทิง การรับแจ้งเรื่องราวร้องทุกข์ ปัญหาเกี่ยวกับคุณภาพชีวิตของชุมชน เป็นเครื่องมือสื่อสารทำให้เกิดเครือข่ายของชาวบ้าน สร้างแนวร่วมในการทำกิจกรรมของชุมชน ด้านความตระหนักของประชาชนต่อผลกระทบของวิทยุชุมชนด้านวิถีชีวิตวัฒนธรรม การดำเนินชีวิต ผลการศึกษาพบว่า ผู้ฟังมีความตระหนักถึงผลกระทบของวิทยุชุมชนอยู่ในระดับมาก โดยเฉาพะความตระหนักว่าวิทยุชุมชนทำให้สมาชิกในชุมชนสื่อสารกันมากขึ้น ช่วยผ่อนคลาย เป็นสื่อที่พึ่งพาได้ ช่วยสร้างสามัคคี ส่งเสริมจิตสำนึกสาธารณะและเป็นสื่อทางเลือกเพื่อการพัฒนาตนเองและพัฒนาชุมชน ผลการศึกษาการมีส่วนร่วมของประชาชนต่อกิจการวิทยุชุมชนในด้านการมีส่วนร่วมก่อตั้ง วางแผน และกำหนดนโยบายพบว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่ไม่มีส่วนร่วม ขณะที่ผู้ฟังส่วนน้อยที่มีส่วนร่วมจะช่วยในด้านการประชาสัมพันธ์และจัดหาเงินระดมทุน โดยเหตุผลที่เข้ามามีร่วมในการก่อตั้งเพราะต้องการแสดงบทบาทตนเองให้โดดเด่นในชุมชน และต้องการร้องเรียนเสนอปัญหาในชุมชน การมีส่วนร่วมในการดำเนินงานของสถานีวิทยุชุมชนพบว่า ส่วนใหญ่ไม่เคยรับรู้ในการเชิญชวนให้มีส่วนร่วมในกิจกรรมของสถานีวิทยุชุมชน สำหรับผู้ฟังที่เคยรับรู้ในการเชิญชวน จะพบการเชิญชวนให้ร่วมเสนอแนะข้อคิดเห็น / ติชม ผ่านทางจดหมายโทรศัพท์ รวมทั้งการขอเพลง และเชิญชวนให้ร่วมกันบริจาคเงินเพื่อกิจกรรมต่างๆ ด้านการมีส่วนร่วมของประชาชนในการการประเมินตรวจสอบเนื้อหาและประเด็นทางจริยธรรมพบว่า ผู้ฟังส่วนใหญ่เคยมีส่วนร่วมด้านการเป็นผู้ฟังความเหมาะสมและความถูกต้องของเนื้อหามากที่สุด รองลงมาคือ เป็นผู้เฝ้าฟังความโปร่งใส ความเป็นกลางความเป็นธรรมของเนื้อหา ส่วนผู้ฟังที่ไม่เคยมีส่วนร่วมให้เหตุผลว่าเป็นเพราะไม่มีความรู้ความเข้าใจในด้านการตรวจสอบและการประเมิน รวมทั้งที่คลื่นสัญญาณวิทยุไม่ชัดเจนทำให้การรับฟังลดน้อยลง จนไม่ทราบข่าวสารการเชิญให้มีส่วนร่วม ตลอดจนคนในชุมชนไม่มีส่วนร่วมในการก่อตั้งสถานีมาตั้งแต่แรก จึงทำให้ขาดความผูกพันกับสถานี

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
นิลดำ เ. (2018). โครงการวิจัยผู้ฟังวิทยุชุมชน (ภาคประชาชน) ในเขตภาคเหนือ*. วารสารวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย, 7(2), 50–86. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jmscrru/article/view/127150
ประเภทบทความ
บทความวิจัย
ประวัติผู้แต่ง

เสริมศิริ นิลดำ

* บทความนี้เป็นส่วนหนึ่งของงานวิจัยเรื่อง “โครงการวิจัยผู้ฟังวิทยุชุมชน (ภาคประชาชน)” ได้รับงบประมาณอุดหนุนการวิจัยจากสำนักงานคณะกรรมการกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กทช.) ในปี พ.ศ. 2554 ** นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต (สาขานิเทศศาสตร์) จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย (2550) ปัจจุบันเป็นอาจารย์ประจำโปรแกรมวิชานิเทศศาสตร์ คณะวิทยาการจัดการ มหาวิทยาลัยราชภัฏเชียงราย

เอกสารอ้างอิง

ภาษาไทย
กาญจนา แก้วเทพ. (มปป.). คู่มือวิทยุชุมชน (FNS). เอกสารอัดสำเนา. กาญจนา แก้วเทพ. (2549).วิทยุชุมชน: คลื่นหนุนการสร้างพลังให้ท้องถิ่น. กรุงเทพฯ: สำนักงานกองทุนสนับสนุนการวิจัย (สกว.). ดนุชา สลีวงศ์. (2549). การศึกษาความคาดหวังและความพึงพอใจของผู้ฟังรายการวิทยุ ชุมชนมลนิธิบุญญาภรณ์ (F.M. 90.75 MHz.) วัดโสภณาราม อำเภอแม่ริม จังหวัด เชียงใหม่.วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัย ธรรมศาสตร์. บัวผิน โตทรัพย์. (2550). การใช้ประโยชน์และความพึงพอใจของผู้ที่มีต่อรายการวิทยุชุุมชน ชมรมเครดิตยูเนี่ยนภาคใต้ (เครือข่ายจังหวัดสุราษฎร์ธานี). วิทยานิพนธ์วารสาร ศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ปัฐยา เรืองเริงกุลฤทธิ์. (2546). พฤติกรรมการรับฟังรายการวิทยุชุุมชนของคนโคราชสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยจังหวัดนครราชสีมา. วิทยานิพนธ์ วารสาร ศาสตรมหาบัณฑิต (การบริหารสื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พัชรี กวางคีรี. (2551). วิทยุชุมชนกับการเสริมสร้างประสิทธิภาพของการสื่อสารเพื่อการ พัฒนาองค์กรชุมชน กรณีศึกษา : องค์กรชุมชนบ้านจำรุง หม่ที่ 7 ตำบลเนินฆ้อ อำเภอแกลง จังหวัดระยอง. วิทยานิพนธ์ พัฒนาชุมชนมหาบัณฑิต คณะ สังคมศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. พิรงรอง รามสูต. (2554). คู่มือจริยธรรมวิทยุุชุมชน. กรุงเทพฯ : สหพันธ์วิทยุชุมชน แห่งชาติ. ภริตพร สุขโกศล. (2547). กระบวนการสื่อสารเพื่อสร้างการมีส่วนร่วมในการดำเนินงาน ของวิทยุชุมชน อำเภอแจ้ห่ม จังหวัดลำปาง. วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตร มหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ยุบล เบ็ญจรงค์กิจ. (2542). การวิเคราะห์ผู้รับสาร. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. ลัดดา แคนบุญจันทร์. (2553). พฤติกรรมการรับฟังรายการข่าวสารความรู้การใช้ประโยชน์ และความพึงพอใจจากสถานีวิทยุกระจายเสียงแห่งประเทศไทยระบบเอฟ.เอ็ม. 101.75 MHz. ของประชาชนในจังหวัดบุรีรัมย์. วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตร มหา บัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์. ลีลาวดี วัชโรบล. (2548). การมีส่วนร่วมของประชาชนในวิทยุชุมชน: กรณีศึกษาวิทยุ ชุมชนคนเมืองปทุม ตำบลคลองสาม อำเภอคลองหลวง จังหวัดปทุมธานี. วิทยานิพนธ์นิเทศศาสตรมหาบัณฑิต (พัฒนาการ) มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์. วิทยุชุมชน: ก้าวเล็กๆที่ชัดเจนบนเส้นทางเสรีสื่อ. แหล่งที่มา: http://www.thaingo.org/ story3/news_radiocommun.htm [30 กันยายน 2548] วีรพงษ์ พลนิกรกิจ และนิภากร กำจร เมนุกูล. (2547). แนวทางการพัฒนาวิทยุชุมชนเพื่อตอบสนองความต้องการของชุมชนจังหวัดนครราชสีมา. วารสารนิเทศศาสตร์ คณะนิเทศศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ปี ที่ 22 ฉบับที่ 3 2547 ศิวพร ศรีสมัย. (2550). การเชื่อมโยงสื่อเพื่อลดช่องว่างทางดิจิตัล: การเชื่อมโยงสารสนเทศ จากสื่ออินเทอร์ เน็ตสู่วิทยุุชุมชน. วิทยานิพนธ์ นิเทศศาสตรดุษฎีบัณฑิต จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย. อนุตรา พรวดี. (2544). ความต้องการรายการวิทยุชุมชนของผู้ฟังในเขตปริมณฑลของกรุงเทพมหานคร. วิทยานิพนธ์ วารสารศาสตรมหาบัณฑิต (สื่อสารมวลชน) มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
ภาษาอังกฤษ
Atton, Chris. (2002). Alternative media. CA: Sage. Cochran, W. G. (1953). Sampling Techniques, 2nd Ed., New York: John Wiley and Sons, Inc.