การบริหารแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาสสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการบริหารแหล่งเรียนรู้ของครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 2) ศึกษาวิธีการบริหารแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมของครูและบุคลากรทางการศึกษา โรงเรียนขยายโอกาส สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 และ 3) เสนอแนวทางการบริหารแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมให้เหมาะสมกับบริบทโรงเรียนขยายโอกาส การวิจัยเป็นแบบผสานวิธี ใช้วิธีการเชิงปริมาณร่วมกับเชิงคุณภาพกลุ่มตัวอย่างเชิงปริมาณ ได้แก่ ครูและบุคลากรทางการศึกษา จำนวน 309 คน เก็บข้อมูลด้วยแบบสอบถามและวิเคราะห์ด้วยค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน นอกจากนี้ ใช้แบบประเมินจากครูและบุคลากรของโรงเรียนขยายโอกาส จำนวน 30 คน เพื่อวิเคราะห์ความต้องการในการพัฒนา ส่วนการวิจัยเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์ผู้ทรงคุณวุฒิด้านการบริหารแหล่งเรียนรู้และด้านศาสนา จำนวน 9 รูป/คน และวิเคราะห์เชิงเนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า :
ครูและบุคลากรทางการศึกษาโรงเรียนขยายโอกาส สังกัด สำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาร้อยเอ็ด เขต 2 ได้มาจากประชากรทั้งหมดโดยกำหนดสุ่มตัวอย่างแบบง่าย (Simple random sampling) ด้วยการกำหนดขนาดของกลุ่มตัวอย่างด้วยตารางสำเร็จรูปของเครจซี่และมอร์แกน (Krejcie & Morgan) จำนวน 309 คน จากประชากรทั้งหมด 1,580 คน จาก 96 โรงเรียน 1) สภาพการบริหารแหล่งเรียนรู้ของโรงเรียนขยายโอกาสอยู่ในระดับที่สะท้อนให้เห็นถึงการดำเนินงานด้านนิเทศการศึกษา การพัฒนาหลักสูตร การพัฒนาสื่อนวัตกรรม การจัดแหล่งเรียนรู้ 2) วิธีการบริหารแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมประกอบด้วย การวัดผลและประเมินผลแหล่งเรียนรู้อย่างต่อเนื่อง การออกแบบและปรับปรุงแหล่งเรียนรู้ให้ส่งเสริมการเรียนรู้เชิงสร้างสรรค์ และการพัฒนาสื่อนวัตกรรมโดยอาศัยการมีส่วนร่วมและการออกแบบสื่อให้สอดคล้องกับยุคปัจจุบัน 3) แนวทางการบริหารแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายธรรมที่เสนอ ได้แก่ การวัดผลและประเมินผลแหล่งเรียนรู้อย่างเป็นระบบเพื่อสะท้อนคุณภาพการจัดการศึกษาสามารถนำไปใช้ประโยชน์ในระดับมาก
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เนื้อหาและข้อมูลในบทความที่ลงตีพิมพ์ในวารสารบัณฑิตสาเกตปริทรรศน์ ถือเป็นข้อคิดเห็นและความรับผิดชอบของผู้เขียนบทความโดยตรงซึ่งกองบรรณาธิการวารสาร ไม่จำเป็นต้องเห็นด้วย หรือร่วมรับผิดชอบใด ๆบทความ ข้อมูล เนื้อหา รูปภาพ ฯลฯ ที่ได้รับการตีพิมพ์ในวารสารบัณฑิตสาเกตปริทรรศน์ ถือเป็นลิขสิทธิ์ของวารสารบัณฑิตสาเกตปริทรรศน์ หากบุคคลหรือหน่วยงานใดต้องการนำทั้งหมดหรือส่วนหนึ่งส่วนใดไปเผยแพร่ต่อหรือเพื่อกระทำการใด ๆ จะต้องได้รับอนุญาตเป็นลายลักอักษรจากวารสารบัณฑิตสาเกตปริทรรศน์ ก่อนเท่านั้น
เอกสารอ้างอิง
ภาษาไทย
กระทรวงศึกษาธิการ. (2542). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ. พ.ศ. 2543 และที่แกไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) พ.ศ. 2545. กรุงเทพมหานคร: โรงพิมพ์คุรุสภาลาดพร้าว.
จันทรานี สงวนนาม. (2545). ทฤษฎีและแนวปฏิบัติในการบริหารสถานศึกษา. กรุงเทพมหานคร: บุ๊คพอยท์.
พระสมุห์วินิตย์ ถิรจิตฺโต (การะเกตุ). การบริหารแหล่งเรียนรู้ตามหลักสัปปายะ 4 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา อําเภอเมือง จังหวัดสมุทรปราการ. หลักสูตรปริญญาพุทธศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาพุทธบริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.
รัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2550”, ราชกิจจานุเบกษา, 124 สิงหาคม 2560.
เรณุมาศ ศรีสวัสดิ์. (2557). การบริหารแหล่งเรียนรู้ในศูนย์พัฒนาเด็กเล็ก ในสังกัดองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น จังหวัดอ่างทอง. วิทยานิพนธ์ปริญญาครุศาสตรมหาบัณฑิต. มหาวิทยาลัยราชภัฏเทพสตรี.
สิริยุพา ศกุนตะเสถียร. (2545). บริหารการใช้แหล่งเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 ของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนครปฐม. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
_______ . (2542). การบริหารการใช้แหล่งเรียนรู้ตามพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติของโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดนครปฐม.
วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต สาขาวิชาบริหารการศึกษา. บัณฑิตวิทยาลัย: มหาวิทยาลัยราชภัฏนครปฐม.
อัษราวุฒิ จันทะแสง, “การบริหารแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนของผู้บริหารในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต ๓๒”, วารสารครุศาสตร์วิชาการ, ปีที่ ๕ เล่มที่ ๑ (มกราคม ๒๕๕๗): ๔๕-๖๐.
อัษราวุฒิ จันทะแสง. (2557). การบริหารแหล่งเรียนรู้ในโรงเรียนของผู้บริหารในสถานศึกษาสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 32. วิทยานิพนธ์ครุศาสตรมหาบัณฑิต การบริหารการศึกษา. มหาวิทยาลัยราชภัฏบุรีรัมย์.
ภาษาอังกฤษ
Atsarawut Chanthasaeng. (2014). Learning Resource Management in Schools by Administrators in Educational Institutions under the Office of Secondary Educational Service Area 32. Master's Thesis in Educational Administration. Buriram Rajabhat University.
Atsarawut Chanthasaeng. (2014). Learning Resource Management in Schools by Administrators under the Office of Secondary Educational Service Area 32. Master's Thesis in Educational Administration. Buriram Rajabhat University.
Chantaranee Sanguannam. (2002). Theory and Practice in Educational Administration. Bangkok: Bookpoint.
Ministry of Education. (2542). National Education Act B.E. 2543 and amendments (No. 2) B.E. 2545. Bangkok: Kurusapha Ladprao Printing House.
Phra Samuh Winya Thirachitto (Karaket). The Management of Learning Resources Based on the Four Principles of Sappaya (Conditions for Well-being) in Secondary Schools in Mueang District, Samut Prakan Province. Master of Buddhist Studies in Buddhist Educational Administration. Graduate School. Mahachulalongkornrajavidyalaya University.
Renumas Srisawat. (2014). Learning Resource Management in Early Childhood Development Centers under Local Administrative Organizations Ang Thong Province. Master's Thesis in Education. Thepsatri Rajabhat University.
Siriyupha Sakuntasathien. (2002). The Management of Learning Resource Utilization According to the National Education Act B.E. 2542 in Secondary Schools under the Department of General Education, Nakhon Pathom Province. Master's Thesis in Educational Administration. Graduate School: Nakhon Pathom Rajabhat University.
_________. (2000). The Management of Learning Resource Utilization According to the National Education Act in Secondary Schools under the Department of General Education, Nakhon Pathom Province. Master's Thesis in Educational Administration. Graduate School: Nakhon Pathom Rajabhat University.