อิทธิพลทางการเมืองกับการแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ ในกระบวนการสอบสวน ในตำรวจภูธรจังหวัดหนึ่ง ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 4
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ (1)เพื่อศึกษารูปแบบและวิธีการที่การเมืองเข้ามาแทรกแซงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจกรณีการสอบสวนในคดีอาญา (2)เพื่อศึกษาปัจจัยที่ทำให้เกิดรูปแบบและวิธีการที่ทำให้การเมืองเข้ามาแทรกแซงกระบวนการยุติธรรมในชั้นสอบสวน และ (3)เพื่อศึกษาหาแนวทางการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไขในการป้องกันการแทรกแซงการปฏิบัติงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการศึกษาครั้งนี้ ได้มาโดยวิธีเลือกแบบเจาะจง จำนวน 30 คน ประกอบด้วย (1) พนักงานสอบสวนทั้งระดับบริหาร และระดับปฏิบัติการ ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 15 คน (2)เจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานด้านการสอบสวน ในสังกัดตำรวจภูธรภาค 4 จำนวน 15 คน และคดีอาญา จำนวน 5 คดี ผู้ให้ข้อมูลโดยการเลือกแบบเจาะจง (Purposive Sampling) เครื่องมือที่ใช้เป็นการสัมภาษณ์เชิงลึก ผลการวิจัยพบว่า (1) รูปแบบการใช้อำนาจ และอิทธิพลทางการเมือง ที่เข้ามาแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ตำรวจที่ปฏิบัติงานด้านการสอบสวนนั้น ดำเนินการผ่านสายงานการบังคับบัญชาโดยตรง ตลอดทั้งผ่านการติดต่อสื่อสาร ตลอดทั้งการอาศัยช่องว่างทางกฎหมาย ลักษณะของคดีส่วนใหญ่จะเป็นคดีของคนใกล้ตัวหรือประชาชนที่ได้รับความเดือดร้อนแล้ว อาจใช้อำนาจโดยตรงหรือผ่านมาทางผู้บังคับบัญชา หรือพวกพ้อง กดดัน ร้องขอ พนักงานสอบสวนให้ทำสำนวน หรือไกล่เกลี่ย ให้เข้ากับฝ่ายนักการเมืองนั้น (2) ปัจจัยและความมุ่งหวังของผู้มีอำนาจและอิทธิพลทางการเมือง เข้ามาแทรกแซงการทำงานของพนักงานสอบสวนนั้น เพื่อให้ผลของคดีเป็นไปตามความต้องการของผู้มีอิทธิพลทางการเมือง และเป็นการสร้างฐานอำนาจบารมีของผู้อิทธิพลทางการเมืองให้ดำรงอยู่อย่างต่อเนื่องและตลอดไป ผู้มีอิทธิพลทางการเมืองสามารถให้คุณให้โทษแก่เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ทั้งโดยตรง และโดยทางอ้อม มีอำนาจในการแต่งตั้งโยกย้าย หรือเลื่อนตำแหน่งที่สูงขึ้นของเจ้าหน้าที่ตำรวจ (3)แนวคิดในการพัฒนาและปรับปรุงแก้ไข ในการป้องกันการถูกแทรกแซงการทำงานของเจ้าหน้าที่ของเจ้าหน้าที่ตำรวจจากผู้มีอิทธิพลทางการเมืองนั้น ควรปฏิรูปเชิงโครงสร้าง ออกเป็นส่วน โดยแยกเป็นส่วนกลาง ที่มีอำนาจการสอบสวน จับกุมทั่วประเทศ ส่วนท้องถิ่น ขึ้นตรงต่อผู้ว่าราชการจังหวัด ด้านบุคลากรที่ปฏิบัติงานในกระบวนการสอบสวนบุคลากรไม่เพียงพอไม่ว่าจะเป็นพนักงานสอบสวน ผู้ช่วยพนักงานสอบสวน และเจ้าหน้าที่ด้านการสอบสวนและคดี บุคลากรขาดองค์ความรู้ด้านกฎหมายและการสอบสวน จะต้องมีการอบรมเพื่อเสริมความชำนาญและแม่นยำในการปฏิบัติงาน
Article Details
เอกสารอ้างอิง
จักรพงษ์ วิวัฒน์วานิช, พ.ต.อ. (2553). หลักและทฤษฎีการสอบสวน. กรุงเทพ : สำนักพิมพ์พิมพ์อักษร.
ธวัชชัย คำแหงพล. (2545). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อพฤติกรรมการทำงานด้านการสืบสวนจับกุมคดีจำหน่าย ยาบ้าของเจ้าหน้าที่ตำรวจสังกัดกองกำกับการสืบสวนสอบสวนตำรวจนครบาล 1-9. การศึกษาค้นคว้าอิสระ, ร.ม.บูรพา : มหาวิทยาลัยบูรพา.
ธีรยุทธ บุญมี. (2540). ปรัชญาแห่งการปฎิรูปการเมือง. กรุงเทพฯ: วัลยา.
นรวิชญ์ แสงทัพ.ร.ต.ท. (2552). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานด้านการสืบสวนของเจ้าหน้าที่สถานีตำรวจภูธรกุฉินารายณ์ อำเภอกุฉินารายณ์ จังหวัดกาฬสินธุ์. การศึกษาค้นคว้าอิสระ รปม. มหาสารคาม : มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.
นิธิ เอียวศรีวงศ์. (2547). ของฟรีและธรรมชาติมนุษย์. มติชนรายสัปดาห์. 12 พฤศจิกายน 2547.
เมษายน 2550.
________. (2549). ทางตันของระบอบเลือกตั้ง. มติชนรายวัน. 29 มีนาคม 2549
ปนัดดา ชำนาญสุข. (2556). ตำรวจกับนักการเมือง? : โลกตำรวจ. คม ชัด ลึก ออนไลน์. สืบค้นจาก http://www.komchadluek.net/news/scoop/150580.
สุรชัย ไวยวรรณจิตร และคณะ. (2560). การปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมชุมชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนใต้. วารสารการเมืองการปกครอง, 7 (2), 195-210.
สุวัณชัย ใจหาญ. (2522). คำอธิบายประมวลกฎหมายวิธีพิจารณาความอาญาเล่ม 1. กรุงเทพฯ: พระนคร.
อคิน รพีพัฒน์. (2523).โครงสร้างสังคมไทยและปัญหาเกี่ยวกับเกษตรกรในการพัฒนา. ก้าวต่อไปของสังคมไทย. เสน่ห์ จามริก บรรณาธิการ. 171-175. กรุงเทพ : เจริญผลการพิมพ์.
________. (2525). ยุทธศาสตร์ในการพัฒนาชนบท: ประสบการณ์ของประเทศไทย. กรุงเทพฯ: มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์.
อดุลย์ คันทะเรศร์. (2542). การเมืองในกระบวนการจัดทำงบประมาณในองค์การบริหารส่วนตำบล. วิทยานิพนธ์ ร.ม. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยเชียงใหม่.
อมรา พงศาพิชญ์ และ ปรีชา คุวินทร์พันธุ์. (2543). ระบบอุปถัมภ์. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ : สำนักพิมพ์จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.
อำนาจ ฉิมมา. (2545). ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการปฏิบัติงานของข้าราชการตำรวจชั้นประทวนในจังหวัดร้อยเอ็ด. วิทยานิพนธ์ ศศ.ม. มหาสารคาม: สถาบันราชภัฏมหาสารคาม.