การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะ ทางประวัติศาสตร์ สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชุมพร

Main Article Content

ชัยรัตน์ ตั๋นสกุล
นภาภรณ์ ธัญญา

บทคัดย่อ

บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาสภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ 2) เพื่อสร้างและตรวจสอบความเหมาะสมของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ 3) เพื่อทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ และ4) เพื่อประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ นักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 1 จำนวน 40 คน โรงเรียนสวนศรีวิทยา ได้มาโดยจากการสุ่มอย่างง่าย (Simple random sampling) เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ 1) คู่มือการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชุมพร 2) แผนการจัดการการเรียนรู้ 3) แบบทดสอบวัดผลการเรียนรู้ 4) แบบสอบถามความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชุมพร สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ค่าเฉลี่ย () ค่าส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน (S.D.) และการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis)


ผลการวิจัย พบว่า 1) สภาพปัญหาและความต้องการในการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ พบว่า มี 5 ด้าน 1) ความสำคัญในการจัดการเรียนรู้ 2) ปัญหาที่พบในการจัดการเรียนรู้ 3) แนวทางในการจัดการเรียนรู้ 4) การใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ และ 5) การวัดและการประเมินผล 2) รูปแบบการจัดการเรียนรู้ที่สร้างขึ้น มีชื่อว่า MSCCR Model มีค่าดัชนีความสอดคล้อง (IOC) ระหว่าง 0.75-1.00 มี  4 องค์ประกอบ คือ หลักการ วัตถุประสงค์ กระบวนการจัดการเรียนรู้ คือ ขั้นที่ 1 สร้างความสนใจ (Motivation: M)ขั้นที่ 2 สืบค้นรวบรวมข้อมูลหลักฐาน (Sourcing: S) ขั้นที่ 3 วิพากษ์ข้อมูลหลักฐาน (Collaboration: 1C) ขั้นที่ 4 เปรียบเทียบข้อมูลกับแหล่งข้อมูลอื่น (Contextualizing: 2C) และขั้นที่ 5 สะท้อนคิดและการแบ่งปัน (Reflection & Share: R) และปัจจัยสนับสนุนการจัดการเรียนรู้ ประกอบด้วย ระบบสังคม หลักการตอบสนอง และระบบสนับสนุน 3) ผลการทดลองใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า ผลการเรียนรู้รายวิชาเพิ่มเติม หลังสวนศึกษา (ส20201) หลังการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้สูงกว่าก่อนการใช้รูปแบบการจัดการเรียนรู้ อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 4) ผลประเมินประสิทธิผลของรูปแบบการจัดการเรียนรู้ พบว่า 4.1) ผลความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อรูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะทางประวัติศาสตร์ สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชุมพรในภาพรวมอยู่ในระดับ มากที่สุด 4.2) ผลการประเมินรูปแบบการจัดการเรียนรู้ การสนทนากลุ่ม (Focus Group Discussion) โดยผู้ทรงคุณวุฒิทางการศึกษาและภูมิปัญญาชาวบ้านในชุมชน พบว่าด้านหลักการ มีความเหมาะสมดี มีความเป็นไปได้ค่อนข้างสูง ในด้านกรอบแนวคิดทฤษฎีมีความครอบคลุม เหมาะสมและชัดเจนดี ด้านรูปแบบการจัดการเรียนรู้ MSCCR Model มีความเหมาะสมอย่างยิ่ง แสดงให้เห็นถึงการพัฒนาหลักสูตร/ปรับปรุงหลักสูตร มีความเหมาะสม มีแนวคิดทฤษฎีมารองรับในแต่ละขั้นตอน ด้านการวัดและประเมินผล มีความเหมาะสมดี

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ตั๋นสกุล ช., & ธัญญา น. (2025). การพัฒนารูปแบบการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้เป็นฐานร่วมกับทักษะ ทางประวัติศาสตร์ สำหรับโรงเรียนมัธยมศึกษาในจังหวัดชุมพร. วารสารพุทธจิตวิทยา, 10(4), 785–801. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/283755
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กรมวิชาการ. (2545). การวิจัยเพื่อพัฒนาการเรียนรู้ตามหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: ม.ป.พ.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2547). คู่มือการปฏิบัติงานคณะกรรมการสถานศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: คุรุสภาลาดพร้าว.

กระทรวงศึกษาธิการ. (2551). หลักสูตรแกนกลางการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551. กรุงเทพฯ: กระทรวงศึกษาธิการ.

กาญจนา คุณารักษ์. (2558). การออกแบบการเรียนการสอน= Instructional design. (พิมพ์ครั้งที่ 5) นครปฐม: มหาวิทยาลัยศิลปากร วิทยาเขตพระราชวังสนามจันทร์.

กาญจนา เอกะวิภาต. (2546). คลังนวัตกรรม-หนึ่งโรงเรียนหนึ่งนวัตกรรม. กรุงเทพฯ: ไทยวัฒนาพานิช.

ชัยวัฒน์ สุทธิรัตน์. (2557). การสอนซ่อมเสริม : เติมเต็มศักยภาพผู้เรียน. พิษณุโลก: คณะศึกษาศาสตร์ มหาวิทยาลัยนเรศวร.

ทิศนา แขมมณี. (2545). ศาสตร์การสอน : องค์ความรู้เพื่อการจัดกระบวนการเรียนรู้ที่มีประสิทธิภาพ. พิมพ์ครั้งที่ 2. กรุงเทพฯ: ด่านสุทธา.

ทิศนา แขมมณี. (2550). รูปแบบการเรียนการสอน: ทางเลือกที่หลากหลาย. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

นฤมล ตันธสุรเศรษฐ์. (2533). เอกสารการสอนชุดวิชาการพัฒนาและการใช้แหล่งวิทยาการในชุมชน เล่ม 1 หน่วยที่ 1-8. นนทบุรี: มหาวิทยาลัยสุโขทัยธรรมาธิราช.

เนาวรัตน์ ลิขิตวัฒนเศรษฐ์. (2544). แหล่งเรียนรู้ ในโรงเรียนสร้างเพื่อเด็กได้สร้างเพื่อใคร. วารสารวิชาการ, 4(12), 28.

บุญชม ศรีสะอาด. (2541). การพัฒนาการสอน. กรงเทพฯ: สุรีวิริยาสาสน์.

บุญชู ศรีเวียงยา. (2553). ผลการเรียนรู้และพัฒนาฐานข้อมูลแหล่งเรียนรู้ภูมิปัญญาท้องถิ่นด้านศิลปกรรม ตามแนวคอนสเตรัคติวิสต์ เรื่อง เครื่องจักสานพื้นบ้านอีสาน สถาบันศิลปะและวัฒนธรรมอีสาน มหาวิทยาลัยมหาสารคาม (วิทยานิพนธ์ปริญญามหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยมหาสารคาม.

ประจักษ์ บุญอารีย์. (2544). เฮือนอีสาน. อุบลราชธานี: สถาบันราชภัฏอุบลราชธานี.

ประทุม สอสะอาด. (2547) การพัฒนาความสามารถในการเขียนเชิงสร้างสรรค์ด้วยการจัดการเรียนรู้ โดยใช้แหล่งเรียนรู้ในชุมชน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต).มหาวิทยาลัยศิลปากร.

ปริยาภรณ์ ตั้งคุณานันต์. (2557). การจัดการห้องเรียนและแหล่งเรียนรู้. กรุงเทพฯ: มีน เซอร์วิส ซัพพลาย.

พวงรัตน์ ทวีรัตน์. (2543). วิธีการวิจัยทางพฤติกรรมศาสตร์และสังคมศาสตร์. (พิมพ์ครั้งที่ 7). กรุงเทพฯ: สำนักทดสอบทางการศึกษาและจิตวิทยา มหาวิทยาลัยศรีนครินทรวิโรฒ.

ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2555). ปรัชญาการศึกษาเบื้องต้น. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วิทย์ วิศทเวทย์. (2555). ปรัชญาการศึกษา. กรุงเทพฯ: โครงการเผยแพร่ผลงานวิชาการ คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

วินัย พงศ์ศรีเพียร. (2552). อาจารยบูชา. กรุงเทพฯ: ศักดิ์โสภา.

สำนักวิชาการและมาตรฐานการศึกษา สำนักงานคณะกรรมการการศึกษาขั้นพื้นฐาน. (2563). การพัฒนาทักษะชีวิตในระบบการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: คุรุสภา.

สุดใจ อ่อนฤาชา. (2545). สภาพปัจจุบัน ปัญหา และแนวทางการนำภูมิปัญญาท้องถิ่นไปใช้ในการจัดการเรียนการสอนและกิจกรรมเสริมหลักสูตร ในโรงเรียนมัธยมศึกษา สังกัดกรมสามัญศึกษา จังหวัดขอนแก่น : กรณีศึกษา สหวิทยาเขตภูเวียง (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยขอนแก่น.

อนงค์ศิริ วิชาลัย. (2552). แหล่งการเรียนรู้และภูมิปัญญาท้องถิ่น. เชียงใหม่: มหาวิทยาลัยราชภัฎเชียงใหม่.

Anderson, T. P. (1997). Using models of Instruction. In C. R. Dills and A.J. RomisZowski (eds.), Instructional development paradigms. Englewood Cliffs, NJ: Education Technology Publications.

Assessment Resource Center for History. (2013). Historical Thinking Skills Scoring Rubric.

Retrieved on October, 15, 2019, from http://www.umbc.edu/che/arch/rubric.php

Ausubel, D.P.(1963). The Psychology of Meaningful Verbal Learning: An Introduction to School Learning. New York: Grune & Stration.

Bandura, A. (1969). Principles of behavior modification. New York, NY: Holt, Rinehart & Winston.

David Lowenthal. (1998). The heritage crusade and the spoils of history. New York: Cambridge University.

Good, Carter V. (1973). Dictionary of Education. 3rd ed. New York: Mc.Graw -Hill Book.

Gunter, M.A. Estes, T.H. and Schwab, J. (1995). Instruction a Model Approach. Boston: Allyn & Bacon.

Joyce, B. R., & Calhoun, E. (1996). Creating Learning Experiences: The Role of Instructional Theory and Research. Alexandria, VA: Association for Supervision and Curriculum Development.

Joyce, B., & Weil, M. (2009). Model of teaching. 7th ed. Englewood Cliffs, NJ: Prentice – Hall.

Kemp, J. E., Morrison, G. R. & Ross, S. M. (1994). Designing effective instruction. Columbus, OH: Merrill.

Kruse, K. (2008). Instructional design. Retrieved March 14, 2008, from http://www. cognitivedesignsolutions.com/Instruction/LearningTheory.htm.

Maslow, A. H. (1970). Motivation and Personality. New York: Harper and Row.

Santrock, J. (2008). Educational Psychology. (3th ed.). New York: McGraw-Hill.

Saylor, J. G. (1981). Curriculum planning for better teaching and learning. (4 thed). Japan: Holt - Saunders International Edition.