ปัจจัยที่มีความสัมพันธ์ต่อพฤติกรรมในการออกกำลังกายของนักศึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี
Main Article Content
บทคัดย่อ
การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพฤติกรรมการออกกำลังกายของนักศึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี 2) เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัย และความต้องการออกกำลังกายของนักศึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานี กลุ่มตัวอย่างเป็นนักศึกษาและบุคลากร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ วิทยาเขตสุราษฎร์ธานีจำนวน 360 คน กำหนดขนาดตัวอย่างโดยวิธีการของของทาโร ยามาเน่ (Yamane) เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บข้อมูลเป็นแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน ได้ค่า IOC เท่ากับ 0.95 และมีค่าความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 สถิติวิเคราะห์ค่าสัมประสิทธิ์สหสัมพันธ์เพียร์สัน (Pearson’s correlation coefficient; r) และศึกษาความต้องการออกกำลังกายของนักศึกษาและบุคลากร โดยใช้วิธีการสนทนากลุ่ม วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้การวิเคราะห์เนื้อหา
ผลการวิจัยพบว่า 1) พฤติกรรมการออกกำลังกายของของนักศึกษาและบุคลากรส่วนใหญ่ด้านความรู้ในระดับปานกลางด้านเจตคติอยู่ในระดับดีและการปฏิบัติตนในการออกกำลังกายอยู่ในระดับปานกลาง นอกจากนี้ยังพบว่า กลุ่มตัวอย่างมีความรู้ในการออกกำลังกายแตกต่างกันแต่มีเจตคติและการปฏิบัติตนในการออกกำลังกายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และค่าเฉลี่ยในด้านความรู้ เจตคติ และการปฏิบัติตนในการออกกำลังกายไม่แตกต่างกันอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และ 2) ปัจจัยนำไม่สัมพันธ์กับพฤติกรรมการออกกำลังกาย แต่ปัจจัยเอื้อมีความสัมพันธ์เชิงบวกในระดับต่ำกับพฤติกรรมการออกกำลังกายและส่วนปัจจัยเสริมแรงมีความสัมพันธ์เชิงบวก ในระดับปานกลางกับพฤติกรรมการออกกำลังกาย อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ .01
Article Details

อนุญาตภายใต้เงื่อนไข Creative Commons Attribution-NonCommercial-NoDerivatives 4.0 International License.
เอกสารอ้างอิง
ดรัญชนก พันธ์สุมา และ พงษ์สิทธิ์ บุญรักษา. (2564). ความรู้ ทัศนคติ และพฤติกรรมการป้องกันโรคโควิด 19 ของประชาชนในตำบลปรุใหญ่ อำเภอเมือง จังหวัดนครราชสีมา. ศรีนครินทร์เวชสาร, 36(5), 599-603.
นันทิชา ไกรสินธุ์ และคณะ. (2564). ความสัมพันธ์ ระหว่างความรู้ในการออกกำลังกายกับพฤติกรรมในการออกกำลังกายของครูในสังกัดองค์การ บริหารส่วนจังหวัดปทุมธานี. วารสารนาคบุตรปริทรรศน์ มหาวิทยาลัยราชภัฏนครศรีธรรมราช, 13(1), 114.
สุเทพ ภิญโญสวัสดิ์สกุล. (2560). พฤติกรรมการออกกำลังกายของครูพลศึกษาในโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษามัธยมศึกษา เขต 39 (วิทยานิพนธ์ศึกษาศาสตรมหาบัณฑิต). มหาวิทยาลัยรามคำแหง.
แผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ ฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566—2570). (2565 1 พฤศจิกายน). ราชกิจจานุเบกษา. เล่ม 139 ตอนพิเศษ 258 ง, หน้า 1.
ชยานนท์ อวิคุณประเสริฐ และคณะ. (2564). การศึกษาทัศนคติของนักศึกษาในการออกกำลังกายและความวิตกกังวลเกี่ยวกับรูปร่างในช่วงการแพร่ระบาดของไวรัสโควิด-19 ในเขตภาคตะวันออกเฉียงเหนือตอนบน.วารสารศิลปศาสตร์และวิทยาการจัดการ, 8(2), 101–113.
Blood, S. K. (2005). Body work: The social construction of women’s body image. London, England: Routledge.
Dyrstad, S.M., et al. (2006). Physical Fitness and Physical Training during Norwegian Military Service. Military Medicine, 17(1), 736-741.
Ornnapa, T., & Ruekchai, Y. (2019). Exercise Behavior of Kasetsart University’s student in Chalermphrakiat Sakon Nakhon Province Campus. Journal of Education, Prince of Songkla University, Pattani Campus, 30(1), 38-53.
Napradit, P. and Pantaewan, P. (2009). Physical Fitness and Anthropometric Characteristics of Royal Thai Army Personnel. Journal of the Medical Association of Thailand, 92(1),16-21.