ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยา ของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย

Main Article Content

ธนศวรรณ ยิ่งยง
วริทธิ์ตา จารุจินดา
สิริวัฒน์ ศรีเครือดง
เมธาวี อุดมธรรมานุภาพ
สุวัฒสัน รักขันโท

บทคัดย่อ

การวิจัยกึ่งทดลองนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษา 1) เพื่อศึกษาแนวคิดทฤษฎีการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย 2) เพื่อพัฒนาโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย และ 3) เพื่อการศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย โดยสัมภาษณ์เชิงลึกผู้ทรงคุณวุฒิ 7 รูป/คน วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เพื่อสร้างโปรแกรม และทำการทดลองใช้โปรแกรมกับบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย 24 คน แบ่งออกเป็นกลุ่มทดลองและกลุ่ม ควบคุม กลุ่มละ 12 คน กลุ่มทดลองได้รับโปรแกรมฯ ที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น ใช้เวลา 16 ชั่วโมง ทำการวัดความสุขบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย ในระยะก่อนทดลอง หลังทดลอง และระยะติดตามผล 4 สัปดาห์ ด้วยแบบวัดความสุขที่ผู้วิจัยพัฒนาขึ้น มีค่าความเชื่อมั่น 0.928 วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ One-way ANOVA  และ สถิติ Repeated measures analysis of variance ผลการวิจัย สรุปดังนี้


1) แนวคิดทฤษฎีการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย คือ หลักอิทธิบาท 4 บูรณาการกับทุนทางจิตวิทยาเชิงบวก เป็นแนวทางในการพัฒนาความสุขขจาการทำงาน 5 ประการได้แก่ ความรักศรัทธาในวิชาชีพ การที่ผู้ป่วยมีความสุข สุขจากทำความดีสร้างกุศล สุขจากสมาธิ และ สุขจากเกิดปัญญาเข้าใจความจริง


2) การพัฒนาโปรแกรมการสงเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทยมีกระบวนการปรึกษา 4 ขั้นตอน คือ ขั้นเริ่มตน ขั้นดำเนินการกิจกรรม ขั้นวิเคราะห ขั้นสรุป และใช 10 กิจกรรม


3) ผลการศึกษาผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยาของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย พบว่า ภายหลังการทดลอง คะแนนเฉลี่ยระดับความสุขระหว่างการทดลอง หลังการทดลอง และระยะติดตามผลสูงกว่าก่อนการทดลอง อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05


องค์ความรู้ที่ได้ คือ Bodhisattva's Heart Model  บุคลากรทางการแพทย์แผนไทยมีคุณลักษณะจิตวิญญาณเป็นแพทย์แผนไทยที่ดี 3 ประการ ได้แก่ มีหัวใจแห่ง ความกรุณา มีความเข้าใจทุกข์

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ยิ่งยง ธ. ., จารุจินดา ว., ศรีเครือดง ส., อุดมธรรมานุภาพ เ., & รักขันโท ส. . (2025). ผลของโปรแกรมการส่งเสริมความสุขตามแนวพุทธจิตวิทยา ของบุคลากรทางการแพทย์แผนไทย. วารสารพุทธจิตวิทยา, 10(6), 1085–1096. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/273020
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

กนกวรรณ ใสยจิตต์ และคณะ. (2564). แนวทางการศึกษาแพทย์แผนไทยให้ได้รับการยอมรับ (ประกาศนียบัตรธรรมาภิบาลของผู้บริหารระดับกลาง). นนทบุรี: สถาบันพระปกเกล้า.

กรกนก อุ่นจิตร และคณะ. (2564). ความตั้งใจคงอยู่ในองค์การของบุคลากรสายงานหลักกรมการแพทย์แผนไทยและการแพทย์ทางเลือก กระทรวงสาธารณสุข. วารสารสาธารณสุขศาสตร์, 48(3), 308–318.

ชนกนาฏ ยิ่งอุปการ, & จิตตินันท์ บุญสถิรกุล. (2018). ผลของกิจกรรมแนะแนวตามหลักอิทธิบาท 4 ต่อการเพิ่มความคิดเชิงบวกและความสามารถในการฟันฝ่าอุปสรรคของนักเรียนชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 2 โรงเรียนจรัสพิชากร จังหวัดนครศรีธรรมราช. วารสารวิทยบริการ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์, 29(2), 76–85.

ชยพล มั่นจิต. (2563). โปรแกรมพุทธจิตวิทยาการสร้างเสริมความสุขการคิดบวกบุคลากรสายอาชีพช่าง (วิทยานิพนธ์ปริญญาดุษฎีบัณฑิต). มหาวิทยาลัยมหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

ธนวรรณ ตั้งเจริญกิจสกุล, & ณกมล จันทร์สม. (2557). ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสุขในการทำงานของบุคลากรการประปานครหลวงสายงานบริการ. วารสารการเงิน การลงทุน การตลาด และการบริหารธุรกิจ, 4(2), 696–708.

ธนศวรรณ ยิ่งยง, & สุวัฒสัน รักขันโท. (2565). การใช้ตำรับยาแพทย์แผนไทยร่วมกับหลักพุทธจิตวิทยาเพื่อรักษาผู้ติดเชื้อไวรัสโคโรนา (โควิด-19). วารสารราชภัฏเพชรบูรณ์สาร, 19(2), 399–412.

วิธัญญา วัณโณ. (2019). การประเมินความต้องการจำเป็นเกี่ยวกับทุนจิตวิทยาเชิงบวกทางวิชาการของนิสิตนักศึกษาไทย. วารสารมนุษยศาสตร์ปริทรรศน์, 40(2), 74–83.

Hills, P., & Argyle, M. (2002). The Oxford Happiness Questionnaire: A compact scale for the measurement of psychological well-being. Personality and Individual Differences, 33(7), 1073–1082.

Pryce-Jones, J., & Lutterbie, S. (2010). Why leveraging the science of happiness at work matters: The happy and productive employee. Assessment and Development Matters, 2(4), 6–9.

Seligman, M. E. P., Ernst, R. M., Gillham, J., Reivich, K., & Linkins, M. (2009). Positive education: Positive psychology and classroom interventions. Oxford Review of Education, 35(3), 293–311.