สถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่น : ความสืบเนื่องและความเปลี่ยนแปลง
คำสำคัญ:
สถาบันจักรพรรดิญี่ปุ่น, ความสืบเนื่อง, ความเปลี่ยนแปลง, Japanese Emperor System, Continuity, Transformationบทคัดย่อ
บทความเรื่องนี้มีจุดประสงค์ที่จะศึกษาความสืบเนื่องและการเปลี่ยนแปลงของสถาบันจักรพรรดิ ญี่ปุ่นตั้งแต่สมัยโบราณจนถึงปัจจุบัน สถาบันจักรพรรดิเป็นสถาบันการปกครองที่สำคัญและ สูงสุดในประวัติศาสตร์ของประเทศญี่ปุ่น การเปลี่ยนแปลงต่างๆ ของสถาบันนี้มีผลโดยตรง การเมืองและสังคม ในอดีตตามเทพนิยายจักรพรรดิมีฐานะเป็นเทพ (Divine Emperor) สืบ เชื้อสายมาจากเทพีแห่งดวงอาทิตย์ และเป็นผู้ปกครองประเทศญี่ปุ่น จักรพรรดิทุกพระองค์สืบ เชื้อสายต่อกันมา ในสมัยเมจิ (ค.ศ 1868-1912) ความสำคัญของจักรพรรดิถูกเน้นทำให้เป็น สถาบัน และใช้ต่อมาจนกระทั่งสงครามโลกครั้งที่สอง หลังสงครามโลกครั้งที่สอง ฐานะของ จักรพรรดิได้เปลี่ยนเป็นสัญลักษณ์ของประเทศ จักรพรรดิที่ทรงมีฐานะเป็นมนุษย์ (Human Emperor) จักรพรรดิมวลชน (Monarchy of the Masses) และเป็นจักรพรรดิของปวงชน (Mass Emperor) ในที่สุด
Japanese Emperor System: The Continuity and Transformation
Surangsri Tonsiengsom
Former Associate Professor, Department of History, Chulalongkorn University
This paper aims to study the continuity and transformation of Japanese emperor system from the ancient time to nowadays. From ancient literatures Japanese emperors were inheritors of the Sun Goddess who built Japanese archipelago and sent her grandson, Emperor Jimmu to govern these islands. According to this legend, Japanese emperors are “divine emperors”. In Meiji period (1868-1912) in order to stabilize the country, the Meiji leaders established the emperor system. The power and importance of the emperor strongly emphasized in Meiji constitution, ideology, education etc. However, after the Second World War the emperor system was abolished. The emperor is only the symbol of the nation and his status has changed from “divine emperor” to “human emperor” and “mass emperor” respectively.
ดาวน์โหลด
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
การป้องกันปัญหาด้านลิขสิทธิ์และการคัดลอกผลงาน
ผู้เขียนบทความมีหน้าที่ในการขออนุญาตใช้วัสดุที่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้เขียนบทความมีความรับผิดชอบที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายในการคัดลอกและทำสำเนาวัสดุที่มีลิขสิทธิ์อย่างเคร่งครัด การคัดลอกข้อความและการกล่าวพาดพิงถึงเนื้อหาจากวัสดุตีพิมพ์อื่น ต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มากำกับและระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจนในส่วนบรรณานุกรม การคัดลอกข้อความหรือเนื้อหาจากแหล่งอื่นโดยไม่มีการอ้างอิงถือเป็นการละเมิดจริยธรรมทางวิชาการที่ร้ายแรง และเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีใด ๆ เกิดขึ้น ผู้เขียนบทความมีความรับผิดชอบทางกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว