How Thai Philosophy is Possible?
คำสำคัญ:
Thai philosophy, metaphilosophy, culture, critical thinking, condition of possibility, ปรัชญาไทย, ปรัชญาของปรัชญา, วัฒนธรรม, ความคิดเชิงวิจารณ์, เงื่อนไขของความเป็นไปได้บทคัดย่อ
This paper attempts to clarify and answer the question how Thai philosophy is possible. The reason why this question arises is due to the way "Thai philosophy" is being taught in many universities in the country. Basically such way is that the thoughts and beliefs of Thai people are simply described. Philosophy, however, is different from descriptive and explanatory disciplines such as area studies or sociology in that the former is normative. There is a tendency that regards activities such as Thai philosophy as a merely descriptive discipline. I would like to combat this tendency. I argue, then, that Thai philosophy is indeed possible, asking the same type of question as Kant did when he was engaged in the transcendental project. As Kant emphasizes the role of critical thought and asking deep, foundational questions, Thai philosophy is possible in the same way.
ปรัชญาไทยเป็นไปได้อย่างไร?
โสรัจจ์ หงศ์ลดารมภ์
รองศาสตราจารย์ประจำภาควิชาปรัชญา คณะอักษรศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
บทความนี้มุ่งตอบคำถามว่าปรัชญาไทยเป็นไปได้อย่างไร รวมทั้งทำคำถามนี้ให้กระจ่างมากยิ่งขึ้น เหตุผลที่ว่าทำไมต้องถามคำถามนี้ก็มาจากวิธีการสอน "ปรัชญาไทย" เท่าที่เป็นอยู่ในมหาวิทยาลัยของไทย วิธีการนี้ได้แก่การบรรยายลักษณะความคิดกับความเชื่อของคนไทยเท่านั้น อย่างไรก็ตาม ปรัชญาแตกต่างจากศาสตร์ที่เน้นการบรรยายกับ การอธิบายเช่นภูมิภาคศึกษาหรือสังคมวิทยาตรงที่ว่าปรัชญามีลักษณะเป็นศาสตร์ เชิงปทัสฐาน มีแนวโน้มที่จะมองกิจกรรมเช่นปรัชญาไทยว่าเป็นเพียงการบรรยายหรืออธิบายเช่นนี้เท่านั้น ข้าพเจ้าอยากจะต่อต้านแนวโน้มนี้ และเสนอเหตุผลว่าปรัชญาไทยเป็นไปได้จริงๆ ซึ่งมาจากการถามคำถามแบบเดียวกับที่คานท์ถามในโครงการเรื่องการหาความเป็นไปได้ในรากฐานของความรู้ เนื่องจากคานท์เน้นหนักที่บทบาทของความคิดเชิงวิจารณ์และการถามคำถามลึกๆเกี่ยวกับรากฐานของสิ่งต่างๆ ปรัชญาไทย จึงเป็นไปได้ในแง่นี้
ดาวน์โหลด
รูปแบบการอ้างอิง
ฉบับ
ประเภทบทความ
สัญญาอนุญาต
การป้องกันปัญหาด้านลิขสิทธิ์และการคัดลอกผลงาน
ผู้เขียนบทความมีหน้าที่ในการขออนุญาตใช้วัสดุที่มีลิขสิทธิ์คุ้มครองจากเจ้าของลิขสิทธิ์ ผู้เขียนบทความมีความรับผิดชอบที่จะต้องปฏิบัติตามกฎหมายในการคัดลอกและทำสำเนาวัสดุที่มีลิขสิทธิ์อย่างเคร่งครัด การคัดลอกข้อความและการกล่าวพาดพิงถึงเนื้อหาจากวัสดุตีพิมพ์อื่น ต้องมีการอ้างอิงแหล่งที่มากำกับและระบุแหล่งที่มาให้ชัดเจนในส่วนบรรณานุกรม การคัดลอกข้อความหรือเนื้อหาจากแหล่งอื่นโดยไม่มีการอ้างอิงถือเป็นการละเมิดจริยธรรมทางวิชาการที่ร้ายแรง และเข้าข่ายการละเมิดลิขสิทธิ์ตามพระราชบัญญัติลิขสิทธิ์ พ.ศ. 2537 หากมีการฟ้องร้องดำเนินคดีใด ๆ เกิดขึ้น ผู้เขียนบทความมีความรับผิดชอบทางกฎหมายแต่เพียงผู้เดียว