แนวทางการเสริมพลังอำนาจสำหรับครูตามหลักพละ 5 กลุ่มโรงเรียนท่าจีน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2

Main Article Content

อัมพวัน ทรัพย์มาก

บทคัดย่อ

การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาสภาพการเสริมพลังอำนาจสำหรับครู กลุ่มโรงเรียนท่าจีน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 2) ศึกษาวิธีการเสริมพลังอำนาจสำหรับครูตามหลักพละ 5 และ 3) เสนอแนวทางการเสริมพลังอำนาจสำหรับครูตามหลักพละ 5 กลุ่มโรงเรียนท่าจีน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2 การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยแบบผสมวิธี (Mixed Methods Research) ประชากร ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูในกลุ่มโรงเรียนท่าจีน จำนวน 125 คน และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ จำนวน 7 รูป/คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ แบบสอบถามและแบบสัมภาษณ์เชิงลึก วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และการวิเคราะห์เนื้อหา


ผลการวิจัยพบว่า 1) สภาพการเสริมพลังอำนาจสำหรับครู กลุ่มโรงเรียนท่าจีน โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก (equation=4.08,S.D.=0.65) เมื่อพิจารณารายด้านพบว่า ทุกด้านอยู่ในระดับมาก โดยด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด ได้แก่
ด้านความสามารถในตนเอง (equation=4.21, S.D.=0.66) รองลงมาคือ ด้านความหมายของงานหรือเป้าหมายในชีวิต (equation=4.19, S.D.=0.62) ด้านโอกาสในการตัดสินใจ (equation=4.05, S.D.=0.67) ด้านการเข้าถึงทรัพยากรและข้อมูล (equation=4.01, S.D.=0.65) และด้านการมีส่วนร่วมและอิทธิพลต่อผลลัพธ์ (equation=3.94, S.D.=0.64) ตามลำดับ 2) วิธีการเสริมพลังอำนาจสำหรับครูตามหลักพละ 5 ประกอบด้วย ศรัทธาพละ วิริยะพละ สติพละ สมาธิพละ และปัญญาพละ ซึ่งมุ่งเสริมสร้างความเชื่อมั่น ความเพียร ความรอบคอบ ความมุ่งมั่น และการใช้ปัญญาในการปฏิบัติงานและการบริหารจัดการ 3) แนวทางการเสริมพลังอำนาจสำหรับครูตามหลักพละ 5 ประกอบด้วย การสร้างความเชื่อมั่นในศักยภาพของตนเอง การปลูกฝังอุดมการณ์วิชาชีพ การกระจายอำนาจและการตัดสินใจแบบมีส่วนร่วม การสร้างวัฒนธรรมองค์กรแห่งความร่วมมือ และการพัฒนาระบบการเข้าถึงทรัพยากรและข้อมูลอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม

Article Details

รูปแบบการอ้างอิง
ทรัพย์มาก อ. (2026). แนวทางการเสริมพลังอำนาจสำหรับครูตามหลักพละ 5 กลุ่มโรงเรียนท่าจีน สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาสุพรรณบุรี เขต 2. วารสารพุทธจิตวิทยา, 11(5), 1094–1105. สืบค้น จาก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/jbp/article/view/303263
ประเภทบทความ
บทความวิจัย

เอกสารอ้างอิง

ไพฑูรย์ สินลารัตน์. (2563). การศึกษาไทยในยุคพลิกผัน: แนวคิดและทางออก. (พิมพ์ครั้งที่ 2). กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

ธานินทร์ ศิลป์จารุ. (2563). การวิจัยและวิเคราะห์ข้อมูลทางสถิติด้วย SPSS และ AMOS. (พิมพ์ครั้งที่ 18). กรุงเทพฯ: หัตถการพิมพ์.

บุญชม ศรีสะอาด. (2560). การวิจัยเบื้องต้น. (พิมพ์ครั้งที่ 10). กรุงเทพฯ: สุวีริยาสาส์น.

พิชิต ฤทธิ์จารุวัฒน์. (2562). เทคนิคการสร้างเครื่องมือวิจัยทางการศึกษา. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

พระธรรมปิฎก (ป.อ. ปยุตฺโต). (2541). พุทธวิธีในการสอน (พิมพ์ครั้งที่ 9). กรุงเทพฯ: สหธรรมิก.

พระพรหมคุณาภรณ์ (ป.อ. ปยุตฺโต). (2554). พจนานุกรมพุทธศาสน์ ฉบับประมวลศัพท์. (พิมพ์ครั้งที่ 17). กรุงเทพฯ: พระพุทธศาสนาของธรรมสภา.

พระพรหมบัณฑิต (ประยูร ธมฺมจิตฺโต). (2562). การบริหารจัดการเชิงพุทธ. (พิมพ์ครั้งที่ 2). พระนครศรีอยุธยา: มหาจุฬาลงกรณราชวิทยาลัย.

วิจารณ์ พานิช. (2562). การสร้างการเรียนรู้สู่ยุคเปลี่ยนผ่าน. กรุงเทพฯ: มูลนิธิสยามกัมมาจล.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2562). พระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติ พ.ศ. 2542 และที่แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 4) พ.ศ. 2562. กรุงเทพฯ: สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา.

สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. (2564). แนวทางการจัดการเรียนรู้ฐานสมรรถนะสำหรับผู้เรียนระดับการศึกษาขั้นพื้นฐาน. กรุงเทพฯ: 21 เซ็นจูรี่.

สุมน อมรวิวัฒน์. (2533). การสอนโดยสร้างศรัทธาและโยนิโสมนสิการ. กรุงเทพฯ: จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย.

Creswell, J. W., & Creswell, J. D. (2018). Research design: Qualitative, quantitative, and mixed methods approaches. (5th ed.). Thousand Oaks, CA: SAGE Publications.

Krejcie, R. V., & Morgan, D. W. (1970). Determining sample size for research activities. Educational and Psychological Measurement, 30(3), 607-610.

Likert, R. (1932). A technique for the measurement of attitudes. Archives of Psychology, 140, 1-55.

Miles, M. B., Huberman, A. M., & Saldana, J. (2014). Qualitative data analysis: A methods sourcebook (3rd ed.). Thousand Oaks, CA: SAGE Publications.