การส่งเสริมความเป็นนวัตกร โดยใช้การจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐานร่วมกับทักษะการทำงานร่วมกันบูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น เรื่องหอมฮักแชมพูใบย่านางสะปัน สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านสะปัน จังหวัดน่าน

ผู้แต่ง

  • นพรัตน์ เจริญศิลป์ Teacher, Department of Elementary Education, Pibulsongkram Rajabhat University
  • ดารารมณ์ ใจปิง Student, Department of Elementary Education, Pibulsongkram Rajabhat University
  • นงลักษณ์ ใจฉลาด Teacher, Department of Elementary Education, Pibulsongkram Rajabhat University
  • ธนนันท์ เจริญศิลป์ Teacher, Department of Elementary Education, Pibulsongkram Rajabhat University
  • วิภา ทองบุรี Teacher, Department of Elementary Education, Pibulsongkram Rajabhat University

คำสำคัญ:

นวัตกร, การจัดการเรียนรู้ชุมชนเป็นฐาน, หอมฮักแชมพูใบย่านางสะปัน

บทคัดย่อ

          บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อเปรียบเทียบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนของนักเรียนก่อนและหลังเรียน 2) เพื่อประเมินความเป็นนวัตกรหลังได้รับการจัดการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐาน 3) เพื่อเปรียบเทียบทักษะการทำงานร่วมกันของนักเรียน และ 4) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนที่มีต่อการจัดการเรียนรู้แบบชุมชนเป็นฐานร่วมกับทักษะการทำงานร่วมกัน รูปแบบวิจัยเป็นการวิจัยเชิงปริมาณ
ประชากรที่ใช้ในการวิจัยครั้งนี้ คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 5 โรงเรียนบ้านสะปัน จังหวัดน่าน ใช้วิธีการเลือกทั้งหมด จำนวน 15 คน เครื่องมือที่ใช้ได้แก่ 1) แผนการจัดการเรียนรู้ โดยใช้ชุมชนเป็นฐานร่วมกับทักษะการทำงานร่วมกันบูรณาการกับภูมิปัญญาท้องถิ่น หน่วยแชมพูกาแฟใบย่านาง เรื่อง หอมฮักแชมพูกาแฟใบย่านางสะปัน 2) แบบทดสอบผลสัมฤทธิ์ทางการเรียน 3) แบบประเมินความเป็นนวัตกร 4) แบบประเมินทักษะการทำงานร่วมกัน และ 5) แบบวัดความพึงพอใจของนักเรียน สถิติที่ใช้ในการวิจัย คือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และ t-test

          ผลการวิจัยพบว่า 1) ผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนหน่วยแชมพูกาแฟใบย่านาง มีคะแนนหลังเรียนสูงกว่า ก่อนเรียน 2) ความเป็นนวัตกรของนักเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก 3) ทักษะการทำงานร่วมกันของนักเรียน ในภาพรวมอยู่ในระดับมาก และ 4) ความพึงพอใจของนักเรียนในการจัดการเรียนรู้โดยใช้ชุมชนเป็นฐานร่วมกับทักษะการทำงานร่วมกันในภาพรวม อยู่ในระดับดีมาก  

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2025-06-17

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย (Research article)