ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียนสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาเชียงราย เขต 4

ผู้แต่ง

  • เจนจิรา ระเรือง Master of Educational Administration, Graduate School, Chiang Rai College
  • เชิดศักดิ์ ศุภโสภณ Lecturer of Chiangrai College
  • วีรพันธุ์ ศิริฤทธิ์ Lecturer of Chiangrai College

คำสำคัญ:

ภาวะผู้นำดิจิทัล, ผู้บริหารสถานศึกษา, ประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ

บทคัดย่อ

          บทความวิจัย นี้มีวัตถุประสงค์ 1) ศึกษาระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา 2) ศึกษาระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ 3) ศึกษาภาวะผู้นําดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการโรงเรียน การวิจัยครั้งนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย ได้แก่ ผู้บริหารสถานศึกษาและครูผู้สอน จำนวน 297 คน เก็บรวบรวมข้อมูลโดยใช้แบบสอบถาม สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน การวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณโดยวิธี Stepwise

           ผลการวิจัยพบว่า

           1) ระดับภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษา โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก ( = 4.39) พิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการมีวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล ( = 4.43) รองลงมาคือ ด้านการสื่อสารดิจิทัล ( =4.41) ด้านการเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัล ( =4.39) และต่ำสุดด้านการสร้างวัฒนธรรมการเรียนรู้ดิจิทัล ( =4.33) ตามลำดับ

           2) ระดับประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการ โดยภาพรวมอยู่ในระดับมากที่สุด ( =4.58) พิจารณารายด้านพบว่า ด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านการพัฒนาหลักสูตร ( =4.72) รองลงมาคือ ด้านการพัฒนากระบวนการเรียนรู้ ( =4.64) ด้านการนิเทศการศึกษา ( =4.62) ด้านการพัฒนาและใช้สื่อเทคโนโลยีเพื่อการศึกษา ( =4.60) ด้านการวัดผลและการประเมินผลทางการศึกษา ( =4.59) และต่ำสุดด้านการประกันคุณภาพการศึกษา (  =4.32)

           3) ภาวะผู้นำดิจิทัลของผู้บริหารสถานศึกษาที่ส่งผลต่อประสิทธิผลการบริหารงานวิชาการของโรงเรียน ได้แก่ การสื่อสารดิจิทัล การมีวิสัยทัศน์ด้านดิจิทัล และการเป็นมืออาชีพด้านดิจิทัล มีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05

                 = 3.257 ​+ .183( ) + .063( ) + .040( )

                = .411( ) ​+ .179( ) ​+ .105( )

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-05-24

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย (Research article)