ปัจจัยที่ส่งผลต่อการบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริตทางการเงิน ของมหาวิทยาลัยในจังหวัดเชียงใหม่
คำสำคัญ:
การทุจริต, บริหารความเสี่ยง, ความเสี่ยงทางการเงินบทคัดย่อ
บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อการกำกับดูแลและการประเมินความเสี่ยง 2) ศึกษาปัจจัยที่ส่งผลต่อกิจกรรมการควบคุมความเสี่ยง 3) นำเสนอแนวทางเสริมสร้างระบบบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริตทางการเงิน การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจ เก็บรวบรวมข้อมูลปฐมภูมิโดยใช้แบบสอบถามจากกลุ่มตัวอย่างมหาวิทยาลัย 4 แห่งในจังหวัดเชียงใหม่ 83 คน ซึ่งได้จากการสุ่มแบบเจาะจง สถิติที่ใช้คือ t-test, ANOVA และวิเคราะห์การถดถอยพหุคูณ
ผลการวิจัย พบว่า 1) ปัจจัยด้านการกำกับดูแลและการประเมินความเสี่ยง ด้านการประเมินความเสี่ยงและการตรวจสอบ (RI) มีนัยสำคัญสูงสุด (B = 0.517) ต่อการกำกับดูแลและการประเมินความเสี่ยงโดยรวม นอกจากนี้ ด้านการกำกับดูแลองค์กร (OM) ก็มีผลเชิงบวก ด้านวัฒนธรรมองค์กรและค่านิยม (CO) มีผลในทิศทางลบต่อการประเมินความเสี่ยง 2) อายุเป็นปัจจัยที่ส่งผลต่อการรับรู้การบริหารความเสี่ยงด้านการทุจริตอย่างมีนัยสำคัญ p = 0.0311 โดยปัจจัยอื่น ได้แก่ เพศ ประสบการณ์ทำงาน ตำแหน่งงาน และการเคยพบพฤติกรรมทุจริต ไม่ส่งผลต่อการรับรู้ระบบบริหารความเสี่ยงโดยรวม 3) แนวทางเสริมสร้างระบบบริหารความเสี่ยง ด้านการกำกับดูแลและวัฒนธรรมองค์กร มีค่าเฉลี่ยสูงสุด (x̄ = 4.214) ซึ่งควรธำรงรักษาไว้ ด้านที่ต้องเร่งปรับปรุงคือ ด้านเทคโนโลยี มีค่าเฉลี่ยต่ำที่สุด (x̄ = 3.855) และปัจจัยด้านการกำกับดูแลองค์กร (OM) มีอำนาจในการขับเคลื่อนสูงสุด (x̄ = 0.3998, p = 0.001) ดังนั้นการปรับปรุง OM, CO และ RI จะมีผลกระทบสูงที่สุดต่อการบริหารความเสี่ยงโดยรวม และพบว่ากลุ่มอายุน้อยกว่า 35 ปีมีการรับรู้ระบบบริหารความเสี่ยงสูงที่สุด
