การพัฒนาความสามารถในการแต่งประโยคด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน และบอร์ดเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2

ผู้แต่ง

  • สุชาดา ขาเหล็ก Students, Curriculum and Instruction, Faculty of Education, Uttaradit Rajabhat University
  • วทัญญู ขลิบเงิน Lecture, Thai Language Department, Faculty of Education, Uttaradit Rajabhat University
  • พิชญา สกุลวิทย์ Lecture, Thai Language Department, Faculty of Education, Uttaradit Rajabhat University

คำสำคัญ:

ความสามารถในการแต่งประโยค, การจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐาน, บอร์ดเกม

บทคัดย่อ

          บทความวิจัยนี้ มีวัตถุประสงค์ ดังนี้ 1) เพื่อพัฒนาแผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการแต่งประโยคด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและบอร์ดเกม 2) เพื่อเปรียบเทียบความสามารถในการแต่งประโยคก่อนและหลังเรียนด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและบอร์ดเกมระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 3) เพื่อศึกษาความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการพัฒนาความสามารถการแต่งประโยคด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและบอร์ดเกม ประชากร คือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ปีการศึกษา 2568 กลุ่มเปือพระธาตุ-พระพุทธบาท จำนวน 80 คน ทั้งหมด 9 โรงเรียน งานวิจัยนี้ใช้รูปแบบการวิจัยแบบกลุ่มเดียว กลุ่มตัวอย่างคือ นักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 จำนวน 3 โรงเรียน ทั้งหมด 28 คน ได้มาจากการสุ่มแบบกลุ่ม โดยใช้โรงเรียนเป็นหน่วยสุ่ม เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย คือ แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการแต่งประโยค แบบทดสอบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนเรื่องการแต่งประโยคและแบบประเมินความพึงพอใจ สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูลคือ ค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานและการหาค่าที

           ผลการวิจัยพบว่า 1) แผนการจัดการเรียนรู้เรื่องการแต่งประโยคด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและบอร์ดเกม สำหรับนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 มีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด 2) การเปรียบเทียบความสามารถในการแต่งประโยคคะแนนเฉลี่ยหลังเรียนสูงกว่าก่อนเรียนอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 3) ระดับความพึงพอใจของนักเรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 2 ที่มีต่อการพัฒนาความสามารถการแต่งประโยคด้วยการจัดการเรียนรู้โดยใช้สมองเป็นฐานและบอร์ดเกมมีความเหมาะสมอยู่ในระดับมากที่สุด

ดาวน์โหลด

เผยแพร่แล้ว

2026-01-18

ฉบับ

ประเภทบทความ

บทความวิจัย (Research article)