วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy <p><span style="font-weight: 400;"><strong>วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online)</strong> (เดิมคือ วารสารจิตวิทยาคลินิก, </span>ISSN<span style="font-weight: 400;">: 0125-1422)</span><span style="font-weight: 400;"> ตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ (มกราคม-เมษายน, พฤษภาคม-สิงหาคม, กันยายน-ธันวาคม) วารสารจิตวิทยาคลินิกไทยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการทางจิตวิทยาคลินิก จิตบำบัด การวัดการทดสอบทางจิตวิทยาที่มีองค์ความรู้ใหม่ๆและเกี่ยวข้องกับสหวิทยาการอื่นๆ เช่น จิตวิทยาสาขาอื่น ๆ จิตเวชศาสตร์ ประสาทจิตวิทยา นิติจิตวิทยา และศาสตร์อื่นๆที่ใกล้เคียงกัน </span><span style="font-weight: 400;">โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยา แพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพ คณาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการและนักวิจัย ซึ่งบทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ ต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ และผ่านการพิจารณาความถูกต้องทางวิชาการ (Peer reviewed) จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง 3 ท่าน โดยการประเมินเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความ (Double - blind peer review)</span></p> <p><strong>วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online)</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;"> ISSN : 2774-1087 (Online)</span></p> th-TH <p>เรื่องที่ลงตีพิมพ์ในวารสารจิตวิทยาคลินิกแล้วถือเป็นลิขสิทธิ์การเผยแพร่โดยวารสารจิตวิทยาคลินิกแต่เพียงผู้เดียว การตีพิมพ์หรือเผยแพร่ซ้ำในที่อื่นต้องได้รับอนุญาตจากกองบรรณาธิการวารสารฯ</p> wisessathorn@gmail.com (Manika Wisessathorn) wattana.ph@psu.ac.th (Wattana Prohmpetch) Wed, 11 Mar 2026 01:09:09 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 การใช้สมาร์ตโฟนกับปัญหาพัฒนาการของเด็กและวัยรุ่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/291481 <p>สมาร์ตโฟนได้เข้ามามีบทบาทสำคัญต่อการดำเนินชีวิตของคนทุกช่วงวัย ไม่ว่าจะเป็นเด็ก วัยรุ่น ผู้ใหญ่หรือ ผู้สูงอายุ ต่างก็ใช้สมาร์ตโฟนมาเป็นผู้ช่วยในการดำเนินชีวิตประจำวัน แต่อย่างไรก็ตามสำหรับเด็กและวัยรุ่นแล้วนั้น สมาร์ตโฟนไม่ได้นำมาซึ่งผลกระทบทางด้านดีเท่านั้น แต่ยังนำมาซึ่งผลกระทบทางด้านลบอีกมากมาย โดยเฉพาะอย่างยิ่งผลกระทบต่อปัญหาพัฒนาการในด้านต่าง ๆ ของเด็กและวัยรุ่น ไม่ว่าจะเป็นทางด้านร่างกาย เช่น ปัญหาพัฒนาการของกล้ามเนื้อมัดใหญ่และกล้ามเนื้อมัดเล็ก ด้านสติปัญญา เช่น ปัญหาสมาธิสั้น และปัญหาการทำงานของทักษะสมองส่วนหน้าที่ลดลง รวมถึงด้านอารมณ์และสังคม เช่น ปัญหาเรื่องการจัดการอารมณ์ไม่เหมาะสม หุนหันพลันแล่น ปัญหาสัมพันธภาพกับเพื่อนและคนรอบข้างบกพร่อง เป็นต้น ซึ่งพัฒนาการต่าง ๆ เหล่านี้ ถือเป็นรากฐานที่สำคัญของชีวิต ดังนั้น บทความนี้จึงเขียนขึ้นเพื่อนำเสนอข้อมูลที่สำคัญอีกด้านหนึ่งของปัญหาการใช้สมาร์ตโฟนที่มีผลต่อพัฒนาการดังกล่าว เพื่อให้พ่อแม่ผู้ปกครองตระหนักรู้ข้อมูลอย่างรอบด้าน และจะได้นำไปใช้ในการดูแลบุตรหลานเกี่ยวกับการใช้สมาร์ตโฟนได้อย่างเหมาะสมต่อไป</p> สุภาวดี เจริญวานิช, ปรียาภรณ์ ประยงค์กุล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/291481 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ความพึงพอใจทางเพศจากสิ่งเฉพาะ: การทำความเข้าใจความหลากหลายของรสนิยมทางเพศที่แสดงออกผ่านพฤติกรรมเฉพาะในบริบทสุขภาพจิต https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/291683 <p>ในปัจจุบัน ความหลากหลายทางเพศเป็นประเด็นที่ได้รับการยอมรับมากขึ้นทั้งในระดับสังคมและกฎหมาย โดยเฉพาะในประเทศไทยที่มีความเปลี่ยนแปลงด้านนโยบายและทัศนคติต่อบุคคลที่มีความหลากหลายทางเพศ อย่างไรก็ตาม ประเด็นเกี่ยวกับรสนิยมทางเพศที่มีความลึกซึ้ง เช่น ความพึงพอใจทางเพศจากสิ่งเฉพาะ (sexual fetishism) ซึ่งเป็นรสนิยมทางเพศแบบหนึ่งที่สามารถพบได้ในทุกเพศสภาพ แต่ยังขาดการทำความเข้าใจอย่างรอบด้าน ทั้งนี้ ความพึงพอใจทางเพศจากสิ่งเฉพาะอาจเป็นเพียงรสนิยมทางเพศอย่างหนึ่งหรือในบางกรณีอาจจัดอยู่ในกลุ่มอาการความผิดปกติทางจิตเวช การขาดความเข้าใจที่เกิดขึ้นนำไปสู่การตีตรา เลือกปฏิบัติ และเหมารวมว่าความพึงพอใจทางเพศจากสิ่งเฉพาะในทุกรูปแบบเป็นความผิดปกติทางจิตเวช นำไปสู่ผลกระทบทางสุขภาพจิตและคุณภาพชีวิตในระยะยาว</p> <p> </p> <p>บทความฟื้นฟูวิชาการฉบับนี้จึงมีวัตถุประสงค์เพื่อทบทวนและนำเสนอองค์ความรู้เกี่ยวกับความพึงพอใจทางเพศจากสิ่งเฉพาะ ทั้งในด้านความหมาย ประเภท ความแตกต่างจากภาวะความผิดปกติทางจิตเวช ความเกี่ยวข้องกับสุขภาพจิต และบทบาทของนักจิตวิทยาในการทำความเข้าใจและให้การดูแลอย่างเหมาะสม เพื่อส่งเสริมความเข้าใจที่ถูกต้องในสังคม ลดการตีตรา และเพิ่มการยอมรับต่อรสนิยมทางเพศในมิติที่ลึกซึ้งยิ่งขึ้น อันจะเป็นประโยชน์ต่อวิชาชีพ นักวิชาการ และผู้ที่เกี่ยวข้องกับการดูแลสุขภาพจิต เพื่อที่จะสามารถให้การดูแลสุขภาพจิตของบุคคลในกลุ่มนี้อย่างเหมาะสมและครอบคลุม</p> ธนวัฒน์ สุวรรณ มณี ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/291683 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ประสิทธิภาพของโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกที่มีต่อความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/289518 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อทดสอบประสิทธิผลของโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกต่อความสามารถในการ<br />ฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยที่มีระดับคะแนนความวิตกกังวลตามเกณฑ์แปลผลตามมาตรวัด DASS-42 มิติ<br />ย่อยความวิตกกังวลอยู่ในระดับปานกลางขึ้นไป</p> <p><br /><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> การวิจัยครั้งนี้มีผู้เข้าร่วมเป็นนิสิตนักศึกษามหาวิทยาลัยไทย ที่กำลังศึกษาอยู่ในระดับปริญญา<br />บัณฑิต อายุระหว่าง 18-25 ปี และมีค่าคะแนนความวิตกกังวลอยู่ในระดับตั้งแต่ปานกลางขึ้นไปจำนวน 40 คน แบ่ง<br />ออกเป็น 3 กลุ่ม คือ กลุ่มทดลอง-1 11 คน กลุ่มทดลอง-2 14 คน และกลุ่มควบคุม 15 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัย<br />ประกอบด้วย (1) โปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก (2) มาตรวัดมิติย่อยความวิตกกังวลจาก The<br />Depression, Anxiety, and Stress Scale หรือ DASS-42 และ (3) แบบวัดความสามารถในการฟื้นพลัง the Connor-Davidson Resilience Scale หรือ CD-RISC-25 โดยดำเนินการเก็บข้อมูล 3 ระยะ คือ ระยะก่อนการทดลอง ระยะหลังการทดลอง และระยะติดตามผล 2 สัปดาห์ภายหลังการทดลอง โดยใช้สถิติการวิเคราะห์ความแปรปรวนพหุนามแบบวัดซ้ำ (Repeated measures MANOVA) และระหว่างกลุ่ม (Between group MANOVA)</p> <p><br /><strong>ผลการศึกษา</strong> พบว่า ภายหลังการเข้าร่วมโปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึก กลุ่มทดลอง-1 มีคะแนน<br />ความสามารถในการฟื้นพลังเพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ V = .607, F(4,34) = 13.140, p &lt; .001 กลุ่มทดลอง-1 ยังมีความสามารถในการฟื้นพลังสูงกว่ากลุ่มทดลอง-2 และกลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ p &lt; .001</p> <p><br /><strong>สรุป</strong> โปรแกรมการเขียนสะท้อนความคิดความรู้สึกสามารถเพิ่มระดับความสามารถในการฟื้นพลังในนิสิตนักศึกษา<br />ที่มีความวิตกกังวลในระดับปานกลางได้</p> ณัชพล ศิริชัยนฤมิตร, ณัฐสุดา เต้พันธ์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/289518 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของคู่มือและบทเรียนอิเล็กทรอนิกส์เรื่องการสนทนาเพื่อวางแผนดูแลล่วงหน้าต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการทำการวางแผนดูแลล่วงหน้าของแพทย์ประจำบ้าน: การศึกษานำร่อง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/290617 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> (1) เพื่อประเมินประสิทธิผลของคู่มือสนทนาการวางแผนดูแลล่วงหน้า (ACP-CG) ต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการทำการวางแผนดูแลล่วงหน้า (ACP) (2) เพื่อประเมินประสิทธิผลของคู่มือ ACP-CG บทเรียนอิเล็กทรอนิกส์เรื่องการสนทนาเพื่อวางแผนดูแลล่วงหน้า (ACP e-Learning) ต่อการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการทำ ACP (3) เพื่อเปรียบเทียบการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการทำ ACP ระหว่างกลุ่มที่ใช้คู่มือ ACP-CG กับกลุ่มที่ใช้คู่มือ ACP-CG ร่วมกับ ACP e-Learning (4) เพื่อวิเคราะห์อุปสรรคและข้อเสนอแนะสำหรับการวางแผนและพัฒนางานวิจัยการวางแผนดูแลล่วงหน้า</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> เป็นการวิจัยกึ่งทดลองแบบมีกลุ่มเปรียบเทียบที่มีการวัดผลก่อนหลัง กลุ่มตัวอย่างเป็นแพทย์ประจำบ้านอายุรศาสตร์ 13 คน โดยเลือกตัวอย่างแบบเจาะจง แบ่งเป็นกลุ่มทดลอง-1 ที่ได้รับคู่มือ 8 คน กลุ่มทดลอง-2 ที่ได้รับคู่มือร่วมกับ e-Learning 5 คน หลังการทดลองมีผู้ให้ข้อมูลเชิงคุณภาพ 15 คน เลือกตัวอย่างแบบเจาะจง เครื่องมือที่ใช้ ได้แก่ (1) คู่มือ ACP-CG (2) ACP e-Learning (3) แบบวัดการรับรู้สมรรถนะแห่งตนเกี่ยวกับการวางแผนดูแลล่วงหน้าฉบับภาษาไทย (ACP-SE-Thai) (Cronbach's α = 0.928) และ (4) แบบบันทึกการสัมภาษณ์ วิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ Wilcoxon signed-rank test และ Mann-Whitney U test และการวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>ผล</strong> (1) คู่มือ ACP-CG ช่วยให้การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการทำ ACP ในกลุ่มทดลอง-1 สูงขึ้น (p &lt; 0.05) (2) คู่มือ ACPCG ร่วมกับ ACP e-Learning ช่วยให้การรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการทำ ACP ในกลุ่มทดลอง-1 สูงขึ้น (p &lt; 0.05) (3) กลุ่มทดลอง-1 และกลุ่มทดลอง-2 มีการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการทำ ACP ทั้งก่อนการทดลองและติดตามผล 6 เดือนไม่แตกต่างกัน (4) การวางแผนและพัฒนางานวิจัยในการทำ ACP ได้แก่ การปรับปรุงเครื่องมือวิจัย การติดตามผู้เข้าร่วมวิจัย และการจัดกิจกรรมอภิปรายกลุ่มเรื่องการทำ ACP</p> <p> </p> <p><strong>สรุป </strong>การศึกษานำร่องนี้มีข้อจำกัดในการขยายผลการศึกษาและการยืนยันประสิทธิผลของคู่มือ ACP-CG และ ACP e-Learning แต่ก็ทำให้ได้เครื่องมือต้นแบบที่ช่วยเพิ่มการรับรู้สมรรถนะแห่งตนในการทำ ACP ให้กับแพทย์ประจำบ้านที่ยังไม่มั่นใจในการทำ ACP ได้ และยังได้แบบวัด ACP-SE ฉบับภาษาไทย (ACP-SE-Thai) ที่มีค่าความเชื่อมั่นสูงมากอีกด้วย</p> ภิญโญ ศรีวีระชัย, เกษรี ปันลี้, บุณฑริกา สุวรรณวิบูลย์, อังคณา อภิชาติวรกิจ, บงกช ประกิตติกุล, ประถมาภรณ์ จันทร์ทอง, วีรพงศ์ เฉลิมรุ่งโรจน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/290617 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 ผลของโปรแกรมกลุ่มเสริมทักษะด้านการอ่านคำโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบพหุสัมผัสต่อความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/291346 <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>การวิจัยกึ่งทดลองครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและศึกษาผลของโปรแกรมกลุ่มเสริมทักษะด้านการอ่านคำโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบพหุสัมผัสต่อความสามารถในการอ่านคำของนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ โรงเรียนประถมศึกษาแห่งหนึ่งในจังหวัดสงขลา</p> <p><strong> </strong></p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> กลุ่มเป้าหมายเป็นนักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้จากการวินิจฉัยของแพทย์และกำลังศึกษาอยู่ชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6 การศึกษาแบบเรียนรวม (inclusive education) ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2567 มีสมัครใจเข้าร่วมการศึกษาครั้งนี้จำนวน 12 คน โดยถูกสุ่มแบ่งเป็นกลุ่มทดลองเข้าโปรแกรมเสริมทักษะด้านการอ่านคำ 6 คนและกลุ่มควบคุม 6 คน เครื่องมือในการวิจัยครั้งนี้ ได้แก่ แบบวัดผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนฉบับภาษาไทย โดยมีค่าสัมประสิทธิ์ความเชื่อมั่นเท่ากับ 0.97 และโปรแกรมกลุ่มเสริมทักษะด้านการอ่านโดยใช้แนวคิดการเรียนรู้แบบพหุสัมผัส โดยมีค่าดัชนีความสอดคล้องจากผู้เชี่ยวชาญ 3 ท่านเท่ากับ 0.81 การวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้สถิติ the Wilcoxon method-pairs signed-ranks test และ Mann-Whitney U test</p> <p> </p> <p><strong>ผลการศึกษา </strong>พบว่าหลังกลุ่มทดลองเข้าร่วมโปรแกรมสามารถอ่านคำได้มากกว่าก่อนเข้าร่วมโปรแกรมอย่างมีนัยสำคัญที่ระดับ 0.05 และกลุ่มทดลองหลังเข้าร่วมโปรแกรมสามารถอ่านคำได้มากกว่ากลุ่มควบคุมอย่างมีนัยสาคัญที่ระดับ 0.01</p> <p> </p> <p><strong>สรุป </strong>ผลของโปรแกรมกลุ่มเสริมทักษะด้านการอ่านคำนี้สามารถช่วยให้นักเรียนที่มีความบกพร่องทางการเรียนรู้ได้อ่านคำได้มากขึ้น อย่างไรก็ตามโปรแกรมยังต้องได้รับการศึกษาเพิ่มเติมต่อไป</p> อริษา เบ็ญอะดรัม, วัฒนะ พรหมเพชร ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/291346 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบสอบถามความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลในกลุ่ม นักศึกษามหาวิทยาลัย ฉบับภาษาไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/291151 <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> การศึกษาครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อพัฒนาและตรวจสอบคุณภาพของแบบสอบถามความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลฉบับภาษาไทยในกลุ่มนักศึกษามหาวิทยาลัย</p> <p> </p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ </strong>การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มประชากรคือ นิสิตระดับปริญญาตรีจำนวน 13,616 คน อายุระหว่าง 18-23 ปี ที่กำลังศึกษาอยู่ในมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตศรีราชา จำนวน 528 คน แบบสอบถามต้นฉบับพัฒนาโดย Novák (2017) มีจำนวน 30 ข้อ ทั้งข้อคำถามเชิงบวกและเชิงลบ การพัฒนา ICQThai เริ่มจากการทบทวนวรรณกรรมและคัดเลือกข้อคำถามที่สอดคล้องกับบริบททางวัฒนธรรมไทย โดยแนวคิดหลัก ได้แก่ ทฤษฎีความเชื่อมั่นในความสามารถของตนเองของ Bandura (1977, 1982) ทฤษฎีความวิตกกังวลทางสังคมของ Leary และ Kowalski (1995) และแนวคิดเรื่องความสามารถทางสังคมและความกล้าแสดงออกของ Anderson-Butcher et al. (2016) แบบสอบถามฉบับภาษาไทยได้รับการปรับโครงสร้างให้มี 3 มิติหลัก โดยยังคงข้อคำถามเชิงบวกและเชิงลบไว้ การวิเคราะห์ข้อมูลใช้โมเดลสมการโครงสร้าง (SEM) ร่วมกับการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (CFA) เพื่อประเมินความตรงเชิงโครงสร้างและความเชื่อมั่นของเครื่องมือ</p> <p> </p> <p><strong>ผลการศึกษา</strong> แบบจำลองมีความสอดคล้องที่ดีระหว่างโมเดลกับข้อมูลเชิงประจักษ์ โดยมีค่า χ²/df = 1.666, RMSEA = 0.045 และ CFI = 0.989 ซึ่งอยู่ในเกณฑ์ที่ยอมรับได้ ค่าความเชื่อมั่นเชิงโครงสร้าง (ρc = 0.878) และค่าความแปรปรวนเฉลี่ยที่สกัดได้ (ρv = 0.554) ยืนยันถึงความตรงเชิงบรรจบและความสอดคล้องภายในของแบบสอบถามอยู่ในระดับดี</p> <p> </p> <p><strong>สรุป</strong> แบบสอบถามความเชื่อมั่นในความสัมพันธ์ระหว่างบุคคลฉบับภาษาไทย มีประสิทธิภาพและเหมาะสมกับการใช้งานในบริบททางวัฒนธรรมไทย</p> ชาญวิทย์ อินทรักษ์, ดลภา พศกชาติ, มนัสสิริ คงรัศมี, ณัฐศิษฐ์ สุวรรณวัฒน์ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/291151 Wed, 11 Mar 2026 00:00:00 +0700