https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/issue/feed วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) 2026-06-12T10:33:28+07:00 Manika Wisessathorn wisessathorn@gmail.com Open Journal Systems <p><span style="font-weight: 400;"><strong>วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online)</strong> (เดิมคือ วารสารจิตวิทยาคลินิก, </span>ISSN<span style="font-weight: 400;">: 0125-1422)</span><span style="font-weight: 400;"> ตีพิมพ์ปีละ 3 ฉบับ (มกราคม-เมษายน, พฤษภาคม-สิงหาคม, กันยายน-ธันวาคม) วารสารจิตวิทยาคลินิกไทยมีจุดประสงค์เพื่อส่งเสริมและเผยแพร่ผลงานวิชาการทางจิตวิทยาคลินิก จิตบำบัด การวัดการทดสอบทางจิตวิทยาที่มีองค์ความรู้ใหม่ๆและเกี่ยวข้องกับสหวิทยาการอื่นๆ เช่น จิตวิทยาสาขาอื่น ๆ จิตเวชศาสตร์ ประสาทจิตวิทยา นิติจิตวิทยา และศาสตร์อื่นๆที่ใกล้เคียงกัน </span><span style="font-weight: 400;">โดยมีกลุ่มเป้าหมายคือนักจิตวิทยาคลินิก นักจิตวิทยา แพทย์ พยาบาล สหวิชาชีพ คณาจารย์ นักศึกษา นักวิชาการและนักวิจัย ซึ่งบทความทุกเรื่องที่ได้รับการตีพิมพ์ ต้องได้รับความเห็นชอบจากกองบรรณาธิการ และผ่านการพิจารณาความถูกต้องทางวิชาการ (Peer reviewed) จากผู้ทรงคุณวุฒิ (Reviewer) ในสาขาวิชาที่เกี่ยวข้อง 3 ท่าน โดยการประเมินเป็นแบบปกปิดรายชื่อทั้งผู้ประเมินและผู้เขียนบทความ (Double - blind peer review)</span></p> <p><strong>วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online)</strong></p> <p><span style="font-weight: 400;"> ISSN : 2774-1087 (Online)</span></p> https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/292323 ความสุขและแนวทางการจัดการความเครียดของบุตรที่เป็นผู้ดูแลมารดาที่มีภาวะสมองเสื่อม: การศึกษาเชิงคุณภาพ 2025-08-21T11:06:59+07:00 ชนานันท์ ศรีสุนทรไท ch.srisoontornthai@gmail.com วสุธิดา ศิริฟองนุกูล ch.srisoontornthai@gmail.com ดารารัตน์ ศรีจันทร์ ch.srisoontornthai@gmail.com พนมพร พุ่มจันทร์ ch.srisoontornthai@gmail.com เอื้ออนุช ถนอมวงษ์ ch.srisoontornthai@gmail.com สุชาดา สกลกิจรุ่งโรจน์ ch.srisoontornthai@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาความสุขและแนวทางการจัดการความเครียดของบุตรที่เป็นผู้ดูแลมารดาที่มีภาวะสมองเสื่อม</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพเชิงพรรณนา (qualitative research) โดยใช้การสัมภาษณ์เชิงลึกและ การสังเกตแบบไม่มีส่วนร่วม เก็บข้อมูลจากบุตรที่เป็นผู้ดูแลมารดาที่เป็นโรคสมองเสื่อม จำนวน 7 คน</p> <p><strong>วิเคราะห์</strong> ข้อมูลแบบแก่นสาระ (thematic analysis) ตามวิธีของ Braun &amp; Clarke</p> <p><strong>ผล</strong> แบ่งเป็น 2 ส่วน ได้แก่ (1) ความสุขจากการดูแลมารดาที่มีภาวะสมองเสื่อม ได้แก่ (1.1) การตอบแทนพระคุณ (1.2) การได้เห็นมารดามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และ (1.3) การได้ใช้เวลาร่วมกัน และ (2) แนวทางในการจัดการกับความเครียดของผู้ดูแลมารดาที่มีภาวะสมองเสื่อม แบ่งเป็น 2 ประเด็นย่อย ได้แก่ (2.1) ได้รับการสนับสนุนจากผู้อื่น เช่น สมาชิกในครอบครัว ผู้ดูแล และสังคมรอบข้าง และ (2.2) การจัดการกับความเครียดด้วยตนเอง เช่น การเรียนรู้เกี่ยวกับโรคเพื่อความเข้าใจ การปรับตัว การผ่อนคลาย และการใช้ธรรมะ</p> <p><strong>สรุป</strong> ผลการศึกษานี้เป็นข้อมูลพื้นฐานในการเข้าใจความสุขจากการดูแลมารดาที่เป็นโรคสมองเสื่อม และการจัดการความเครียดของผู้ดูแล ซึ่งสามารถเป็นแนวทางให้บุตรที่จะต้องดูแลมารดาสามารถมีคุณภาพชีวิตที่ดีและเป็นข้อมูลให้กับบุตรที่ดูแลมารดาที่มีภาวะสมองเสื่อมได้นำไปปรับใช้ในการดูแล</p> 2026-06-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/293915 บทบาทการเป็นตัวแปรส่งผ่านของความสามารถในการปรับตัวที่มีต่อความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการบริหารเวลาและความวิตกกังวลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย 2025-09-26T14:37:21+07:00 สร้อยสุดา อิ่มอรุณรักษ์ soisuda@gmail.com ธนยศ สุมาลย์โรจน์ thanayot.sum@mahidol.edu ศศะ อัคคะเดชอนันต์ petorsasa@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> เพื่อศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการบริหารเวลา ความสามารถในการปรับตัวและความวิตกกังวล และเพื่อศึกษาบทบาทตัวแปรส่งผ่านของความสามารถในการปรับตัวในความสัมพันธ์ระหว่างความสามารถในการบริหารเวลาและความวิตกกังวลของนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงปริมาณแบบสำรวจภาคตัดขวาง กลุ่มตัวอย่างประกอบด้วยนักศึกษาระดับปริญญาตรีในประเทศไทย อายุ 18-25 ปี จำนวน 206 คน การเก็บข้อมูลใช้แบบสอบถามออนไลน์ รูปแบบมาตราส่วนประมาณค่า จำนวน 102 ข้อ ประกอบด้วย แบบสอบถามวัดความสามารถในการบริหารเวลา ความสามารถในการปรับตัว และความวิตกกังวล (generalized anxiety disorder-7) สถิติที่ใช้ในการวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การวิเคราะห์สถิติเชิงพรรณนา การวิเคราะห์สหสัมพันธ์ และการวิเคราะห์ตัวแปรส่งผ่านด้วย PROCESS Macro ในโปรแกรม SPSS</p> <p><strong>ผล</strong> ความสามารถในการบริหารเวลามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสามารถในการปรับตัวอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (rS = 0.79, <em>p </em>&lt; 0.001) และพบว่าความสามารถในการบริหารเวลามีอิทธิพลทางอ้อมที่ส่งผลผ่านความสามารถในการปรับตัวไปยังความวิตกกังวลอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ (Effect = -0.042, SE = 0.022, 95% CI [-0.088, -0.001]) ในลักษณะ indirect-only mediation</p> <p><strong>สรุป</strong> ผลการศึกษา พบว่าความสามารถในการบริหารเวลามีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความสามารถในการปรับตัว และความสามารถในการปรับตัวยังทำหน้าที่เป็นตัวแปรส่งผ่านที่ส่งผลทางอ้อมไปยังความวิตกกังวลซึ่งสามารถลดระดับความวิตกกังวลของนักศึกษา</p> 2026-06-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/294131 การดูแลจิตใจตนเองและความคาดหวังต่อแหล่งสนับสนุนของนักศึกษาพยาบาล ชั้นปีที่ 1 2025-11-25T12:52:24+07:00 ชญาณิน สลีมิน wachira.s@psu.ac.th ปรีนาภา ชูรัตน์ preenapa.c@psu.ac.th บุญโรม สุวรรณพาหุ sbunrome@hotmail.com พิเชษฐ์ สุวรรณจินดา pichet.su@psu.ac.th <p>การเปลี่ยนผ่านจากมัธยมศึกษาสู่การเรียนพยาบาลเป็นช่วงเวลาสำคัญที่นักศึกษาชั้นปีที่ 1 มักเผชิญความเครียดและแรงกดดัน ดังนั้นการดูแลจิตใจตนเองจึงเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยส่งเสริมความมั่นคงทางอารมณ์และการเรียนรู้เชิงวิชาชีพ</p> <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> (1) ศึกษาระดับการดูแลจิตใจตนเองและระดับความคาดหวังต่อแหล่งสนับสนุนของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 (2) ศึกษาปัจจัยภายในและภายนอกที่ส่งผลต่อการดูแลจิตใจตนเอง (3) ศึกษาความสัมพันธ์ระหว่างพฤติกรรมการดูแลจิตใจกับความคาดหวังต่อแหล่งสนับสนุน และ (4) รวบรวมข้อเสนอแนะในการออกแบบกิจกรรมส่งเสริมการดูแลจิตใจตนเองของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> การวิจัยแบบผสานวิธีชนิดขนาน กลุ่มตัวอย่างคือ นักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 ปีการศึกษา 2567 จำนวน 150 คน คัดเลือกโดยการรับสมัครและสมัครใจ ใช้แบบสอบถามเกี่ยวกับการดูแลจิตใจตนเองและความคาดหวังต่อแหล่งสนับสนุน (ค่าความเชื่อมั่น .75 และ .90) วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณด้วยสถิติเชิงพรรณนาและสหสัมพันธ์เพียร์สัน และวิเคราะห์ข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการวิเคราะห์เนื้อหา เก็บข้อมูลผ่านแบบสอบถามออนไลน์ระหว่างเดือนมิถุนายน-สิงหาคม 2568</p> <p><strong>ผล</strong> นักศึกษาดูแลจิตใจตนเองในระดับสูง (M = 4.05, SD = 0.82) และคาดหวังต่อการสนับสนุนจากครอบครัวในระดับสูงที่สุด (M = 4.57, SD = 0.71) ปัจจัยภายนอกที่สนับสนุนการดูแลจิตใจ ได้แก่ ครอบครัว (88%) และเพื่อน (77.3%) ส่วนปัจจัยภายในคือการควบคุมอารมณ์ตนเอง (87.3%) พฤติกรรมการดูแลจิตใจตนเองมีความสัมพันธ์เชิงบวกกับความคาดหวังต่อการสนับสนุนจากอาจารย์และเจ้าหน้าที่ เพื่อน ครอบครัว และสถาบัน (<em>p </em>&lt; .01) ข้อมูลเชิงคุณภาพสะท้อนความต้องการกิจกรรมส่งเสริมความสัมพันธ์และการสนับสนุนทางสังคม กิจกรรมสร้างสรรค์และพัฒนาตนเอง กิจกรรมเพื่อสุขภาวะและความผ่อนคลาย และการให้คำปรึกษาออนไลน์</p> <p><strong>สรุป </strong>จากผลการวิจัยนำไปสู่การสร้างองค์ความรู้เกี่ยวกับพฤติกรรมและปัจจัยที่ส่งผลต่อการดูแลจิตใจของนักศึกษาพยาบาลชั้นปีที่ 1 สามารถนำไปใช้เป็นแนวทางในการออกแบบกิจกรรมและกำหนดนโยบายสนับสนุนสุขภาพจิตในระดับอุดมศึกษาได้อย่างเหมาะสมและตรงกับบริบท</p> 2026-06-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/292084 การพัฒนาต่อยอดแบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเองให้เป็นฉบับรูปภาพ สำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6 2025-11-25T12:57:37+07:00 ปาริฉัตร ล้ำผาสุกจิต patcharin.ser@mahidol.ac.th พัชรินทร์ เสรี patcharin.ser@mahidol.ac.th ชาญวิทย์ พรนภดล cp3008@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์</strong> (1) เพื่อพัฒนาแบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเองฉบับรูปภาพสำหรับนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6 และ (2) เพื่อศึกษาคุณสมบัติทางจิตวิทยา (psychometric properties) ของแบบวัดที่พัฒนาขึ้น ได้แก่ ความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา ความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้าง ความเชื่อมั่นและค่าอำนาจจำแนก</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ</strong> กลุ่มตัวอย่างเป็นนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6 จำนวน 507 คน จากโรงเรียนสังกัดกรุงเทพมหานคร กลุ่มเขตกรุงธนใต้ ภาคเรียนที่ 1 ปีการศึกษา 2565 โดย สุ่มตัวอย่างแบบหลายขั้นตอน (multi-stage sampling) เครื่องมือวิจัยคือแบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเองฉบับรูปภาพ จำนวน 17 ข้อ ครอบคลุม 3 องค์ประกอบ ได้แก่ ความพึงพอใจในตนเอง (self-satisfaction) ความสามารถและความสำเร็จ (ability and achievement) และความเชื่อในคุณค่าแห่งตน (self-worth) ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหา (content validity index: CVI) โดยผู้เชี่ยวชาญ 5 ท่าน ตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงโครงสร้างด้วยการวิเคราะห์องค์ประกอบเชิงยืนยัน (confirmatory factor analysis: CFA) และตรวจสอบความเชื่อมั่นด้วยค่า Cronbach’s alpha และค่า corrected item-total correlation</p> <p><strong>ผล</strong> ผลการตรวจสอบความเที่ยงตรงเชิงเนื้อหาพบว่า ค่า I-CVI อยู่ระหว่าง 0.80-1.00 และค่า S-CVI เท่ากับ 0.91 ค่า Cronbach’s alpha ของแบบวัดทั้งฉบับเท่ากับ 0.91 ขณะที่ค่า corrected item-total correlation ของแต่ละข้อมีค่ามากกว่า 0.30 ผลการวิเคราะห์ CFA พบว่าโมเดลมีความสอดคล้องกับข้อมูลเชิงประจักษ์ (χ² = 108.39, df = 89, <em>p </em>= 0.079, GFI = 0.98, AGFI = 0.96, RMSEA = 0.021, SRMR = 0.026, CFI = 1.00)</p> <p><strong>สรุป</strong> แบบวัดการเห็นคุณค่าในตนเองฉบับรูปภาพที่พัฒนาขึ้นมีคุณสมบัติทางจิตวิทยาการวัด อยู่ในเกณฑ์ดี เหมาะสมสำหรับใช้ประเมินระดับการเห็นคุณค่าในตนเองของนักเรียนในระดับชั้นประถมศึกษาปีที่ 2-6</p> 2026-06-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/tci-thaijclinicpsy/article/view/294217 การพัฒนาเกณฑ์มาตรฐานการประเมินปัญหาพฤติกรรมเด็กและวัยรุ่นให้เหมาะสมกับบริบทไทย: การจัดทำเกณฑ์ปกติ ชุดแบบสำรวจพฤติกรรมเด็ก อายุ 6-18 ปี 2025-10-17T09:05:30+07:00 รัตนศักดิ์ สันติธาดากุล santitadakul@gmail.com วิมลวรรณ ปัญญาว่อง santitadakul@gmail.com สิริจันทร์ เดชปัญญาวัฒน์ santitadakul@gmail.com <p><strong>วัตถุประสงค์ </strong>เพื่อจัดทำเกณฑ์ปกติแบบสำรวจพฤติกรรมเด็ก (Thai youth checklist) ทั้ง 3 ฉบับ คือ ฉบับผู้ปกครอง ฉบับครู และฉบับเด็กและวัยรุ่น</p> <p><strong>วัสดุและวิธีการ </strong>การศึกษาคุณสมบัติการวัดทางจิตวิทยา โดยการหาค่าพิสัย (range) ของระดับพฤติกรรมและปรับเป็นคะแนนมาตรฐานที (T-score) กลุ่มตัวอย่าง คือ เด็กและวัยรุ่น อายุระหว่าง 6-11 ปี จำนวน 780 ราย และอายุระหว่าง 12-18 ปี จำนวน 910 ราย รวมทั้งสิ้น 1,690 ราย</p> <p><strong>ผล</strong> พบว่า จุดตัดคะแนนกลุ่มผิดปกติฉบับผู้ปกครอง กลุ่มอายุ 6-11 ปี เพศชาย มีจุดตัดคะแนนที่ 100 สูงกว่าเพศหญิงที่มีจุดตัดคะแนนที่ 88 กลุ่มอายุ 12-18 ปี เพศชาย มีจุดตัดคะแนนที่ 93 ต่ำกว่าเพศหญิงที่มีจุดตัดคะแนนที่ 109 จุดตัดคะแนนกลุ่มผิดปกติฉบับครู กลุ่มอายุ 6-11 ปี เพศชาย มีจุดตัดคะแนนที่ 95 สูงกว่าเพศหญิงที่มีจุดตัดคะแนนที่ 67 กลุ่มอายุ 12-18 ปี เพศชาย มีจุดตัดคะแนนที่ 86 สูงกว่า เพศหญิง ที่มีจุดตัดคะแนนที่ 68 ส่วนจุดตัดคะแนนกลุ่มผิดปกติฉบับเด็กและวัยรุ่นอายุ 12-18 ปี เพศชายมีจุดตัด มีจุดตัดคะแนนที่ 134 ต่ำกว่าเพศหญิง มีจุดตัดคะแนนที่ 138 เมื่อปรับเป็นคะแนนมาตรฐานที (T-score) พบว่าทั้ง 2 กลุ่มอายุ ในกลุ่มผิดปกติ (clinical) มีคะแนน &gt; 70.00 กลุ่มมีปัญหาปานกลาง (moderate) มีคะแนนระหว่าง 65.01-70.00 กลุ่มมีปัญหาเล็กน้อย (mild) มีคะแนนระหว่าง 60.01-65.00 ส่วนกลุ่มปกติ (normal) มีคะแนนระหว่าง 0-60</p> <p><strong>สรุป</strong> แบบสำรวจพฤติกรรมเด็กทั้ง 3 ฉบับ ในภาษาไทยมีประโยชน์ในการประเมินและการสัมภาษณ์เชิงคลินิก เพื่อบอกลักษณะหรือสาเหตุที่มาของพฤติกรรมที่ผิดปกติ มีเกณฑ์ปกติเป็นช่วงคะแนน และคะแนนมาตรฐานทีเช่นเดียวกับฉบับภาษาต่างประเทศ สามารถนำไปใช้แปลความหมายของปัญหาพฤติกรรมเป็น 4 ระดับ เพื่อประเมินและติดตามปัญหาพฤติกรรมของเด็กและวัยรุ่นในชุมชน หรือหน่วยบริการสุขภาพในบริบทประเทศไทยได้มีคุณภาพมากขึ้น</p> 2026-06-12T00:00:00+07:00 ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารจิตวิทยาคลินิกไทย (Online)