วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn <p>วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น จัดทำในรูปแบบวารสารวิชาการที่เผยแพร่เป็นราย 4 เดือน มีการเปิดรับบทความเพื่อเข้ารับการพิจารณา ได้แก่ บทความวิจัย (Research Article) บทความวิชาการ (Academic Article) บทความปริทรรศน์หรือบทวิจารณ์วรรณกรรม (Review Article) บทวิจารณ์หนังสือ (Book Review)</p> th-TH <p>บทความที่ได้รับการตีพิมพ์เป็นลิขสิทธิ์ของวารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น</p> Krisada.dba@gmail.com (ดร.กฤษดา เชียรวัฒนสุข) naruemon_j@rmutt.ac.th (ผศ. ดร.นฤมล จิตรเอื้อ) Wed, 17 Dec 2025 09:52:26 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 เมื่อหัวว่าง จึงสร้างสรรค์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/296810 <p>หนังสือ เมื่อหัวว่าง จึงสร้างสรรค์ โดย กวีวุฒิ เต็มภูวภัทร นำเสนอแนวคิดการสร้างนวัตกรรมในองค์กรและธุรกิจที่ไม่เน้นเพียงเทคโนโลยี แต่เริ่มต้นจากการเข้าใจมนุษย์และความต้องการที่แท้จริงของผู้ใช้งาน หนังสือแบ่งปันกลยุทธ์ในการฟังเสียงจากผู้ใช้งานและการปรับตัวในยุคดิจิทัล พร้อมวิเคราะห์แนวคิดธุรกิจและตัวอย่างที่เชื่อมโยงกับการสร้างนวัตกรรมในองค์กรต่าง ๆ ผ่านกรณีศึกษาและตัวอย่างจริงจากบริษัทชั้นนำระดับโลกและบุคคลที่เป็นผู้นำการเปลี่ยนแปลงในหลากหลายอุตสาหกรรม ผู้อ่านจะได้เรียนรู้ว่า การสร้างนวัตกรรมที่ยั่งยืนต้องมาจากการเข้าใจลึกซึ้งในสิ่งที่ลูกค้าต้องการ และการสร้างประสบการณ์ที่มีความหมาย หนังสือเล่มนี้ช่วยเสริมสร้างมุมมองใหม่ในการพัฒนาธุรกิจและผลิตภัณฑ์ที่ตอบโจทย์ทั้งในเชิงทฤษฎีและการปฏิบัติ พร้อมเปิดโอกาสให้ผู้อ่านได้เรียนรู้วิธีคิดและกลยุทธ์ที่สามารถนำไปใช้ได้จริงในโลกธุรกิจปัจจุบัน</p> สมิตรา รัศมี ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/296810 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 แนวทางการป้องกันและลดผลกระทบจากการตกเป็นผู้เสียหายจากเกมบล็อกเชน: กรณีศึกษา ผู้ให้ข้อมูลผ่านทาง Facebook https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/289569 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัจจัยและผลกระทบที่เกิดขึ้นกับผู้เสียหายจากการเล่นเกมบล็อกเชน (GameFi) เพื่อเสนอแนวทางป้องกันและแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้น โดยใช้วิธีการวิจัยเชิงคุณภาพ รวบรวมข้อมูลผ่านการสัมภาษณ์กึ่งมีโครงสร้างจากกลุ่มผู้เสียหาย จำนวน 15 ราย เจ้าหน้าที่ตำรวจที่เกี่ยวข้อง จำนวน 4 ราย และผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับเกมบล็อกเชน โดยมีประสบการณ์มากกกว่า 5 ปี จำนวน 2 ราย รวมทั้งสิ้น 21 ราย</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยสำคัญของการตกเป็นผู้เสียหาย ได้แก่ ปัจจัยด้านแรงจูงใจทางการเงิน ปัจจัยด้านความรู้และความเข้าใจ และปัจจัยด้านสื่อและการตลาด ซึ่งส่งผลกระทบกับผู้เสียหายที่เล่นเกมบล็อกเชน (GameFi) ทั้งในด้านการเงิน ที่สูญเสียทรัพย์สินจำนวนมาก ในด้านผลกระทบทางจิตใจและสังคม เช่น ผู้เสียหายเกิดความเครียดหรือซึมเศร้า อีกทั้งกระทบความสัมพันธ์กับคนรอบข้างไปด้วย และในด้านความเชื่อมั่นทางกฎหมาย ที่ผู้เสียหายไม่สามารถเรียกร้องความยุติธรรมได้โดยง่าย เนื่องจากมีข้อจำกัดของกฎหมายที่เกี่ยวข้องกับเทคโนโลยีใหม่ในการดำเนินคดีกับอาชญากร งานวิจัยนี้ได้เสนอแนวทางในการป้องกันและลดผลกระทบ โดยในระดับปฏิบัติการที่สามารถดำเนินการได้ด้วยการให้ความรู้แก่ประชาชนเกี่ยวกับความเสี่ยงและกลโกงต่าง ๆ ที่เกิดขึ้นบ่อยครั้ง รวมถึงการสร้างระบบแจ้งเตือน และช่องทางร้องทุกข์ออนไลน์ที่เข้าถึงง่ายและรวดเร็ว นอกจากนี้ในระดับนโยบาย ควรมีการออกแบบและบังคับใช้กฎระเบียบจากภาครัฐที่มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น เช่น จัดตั้งหน่วยงานเฉพาะด้าน GameFi ปรับปรุงหรือยกร่างกฎหมายหรือระเบียบเฉพาะเกี่ยวกับ GameFi รวมถึงกำหนดให้มีระบบทะเบียนเกมบล็อกเชน (GameFi Registry System) เพื่อสร้างระบบที่ปลอดภัยและลดโอกาสในการตกเป็นผู้เสียหายในอนาคต</p> จุฑาทิพย์ จารึกเรียบ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/289569 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 ปัจจัยที่มีผลต่อการเลือกใช้สถานีบริการน้ำมันของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/290999 <p>การศึกษาวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์ 1) เพื่อศึกษาข้อมูลปัจจัยส่วนบุคคลที่มีผลต่อการเลือกใช้สถานีบริการน้ำมันของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา และ 2) เพื่อศึกษาข้อมูลปัจจัยส่วนประสมการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้สถานีบริการน้ำมันของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทรา เป็นงานวิจัยเชิงปริมาณ กำหนดกลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน ใช้แบบสอบถามเป็นเครื่องมือในการเก็บข้อมูล โดยมีค่าความเชื่อมั่นที่ 0.95 สถิติที่ใช้วิเคราะห์คือ ค่าความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า ปัจจัยส่วนบุคคลผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่เป็นเพศชาย จำนวน 203 คน คิดเป็นร้อยละ 50.75 ส่วนใหญ่อายุ 21-30 ปี จำนวน 199 คน คิดเป็นร้อยละ 49.75 ส่วนใหญ่ ระดับการศึกษาต่ำกว่าปริญญาตรี จำนวน 169 คน คิดเป็นร้อยละ 42.25 ส่วนใหญ่ อาชีพพนักงานเอกชน/ลูกจ้าง จำนวน 181 คน คิดเป็นร้อยละ 42.25 และ รายได้เฉลี่ยต่อเดือนส่วนใหญ่ 15,001 – 20,000 บาท คิดเป็นร้อยละ 41.75 ส่วนปัจจัยด้านพฤติกรรมของผู้ตอบแบบสอบถามส่วนใหญ่ พบว่า สถานีบริการน้ำมันที่นิยมใช้บริการปตท. จำนวน 154 คน คิดเป็นร้อยละ 38.50 ประเภทน้ำมันที่เติมจากสถานีบริการแก๊สโซฮอล์ 91 จำนวน 92 คน คิดเป็นร้อยละ 8.00 ประเภทของยานพาหนะที่ใช้บริการรถยนต์นั่งส่วนบุคคล (เก๋ง) จำนวน 169 คน คิดเป็นร้อยละ 42.30 ธุรกิจเสริมภายในสถานีบริการน้ำมันที่ใช้บริการร้านสะดวกซื้อ จำนวน 167 คน คิดเป็นร้อยละ 41.80 ตามลำดับ และ สุดท้ายภาพรวมปัจจัยส่วนประสมทางการตลาดที่มีผลต่อการเลือกใช้สถานีบริการน้ำมันของผู้บริโภคในจังหวัดฉะเชิงเทราส่วนใหญ่ให้ความคิดเห็นในระดับมาก (Mean=4.03, SD.=0.71) โดยให้ความคิดเห็นในระดับมากทุกด้านเรียงลำดับจากมากที่สุดไปลำดับน้อยที่สุด ดังนี้ ด้านส่งเสริมการตลาด (Mean=4.36, SD.=0.62) ด้านราคา (Mean=4.24, SD.=0.67) ด้านผลิตภัณฑ์ (Mean=4.21, SD.=0.64) ด้านลักษณะทางกายภาพ (Mean=4.17, SD.=0.65) ด้านช่องทางการจัดจำหน่าย (Mean=3.89, SD.=0.76) ด้านบุคลากร(Mean=3.81, SD.=0.73) ด้านกระบวนการ (Mean=3.51, SD.=0.91) ตามลำดับ</p> ณัฐกาญจน์ สุวรรณธารา, ศศิธร ง้วนพันธ์, ทรงศักดิ์ วิจัยธรรมฤทธิ์, ธารกมล ฐานะชาลา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/290999 Wed, 17 Dec 2025 00:00:00 +0700 พฤติกรรมไซเบอร์โลฟฟิงกับพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกรุงเทพมหานคร : การศึกษาเชิงวิเคราะห์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/296265 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาอิทธิพลของพฤติกรรมไซเบอร์โลฟฟิงที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีของพนักงานเจเนอเรชัน Z ในกรุงเทพมหานคร โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงปริมาณ ประชากรที่ใช้ในการวิจัยคือ พนักงานเจเนอเรชัน Z ซึ่งเป็นผู้ที่เกิดระหว่างปี ค.ศ. 1995–2006 (พ.ศ. 2538–2549) กลุ่มตัวอย่างจำนวน 400 คน เครื่องมือที่ใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลคือแบบสอบถาม ซึ่งผ่านการตรวจสอบความเชื่อมั่นของเครื่องมือ โดยมีค่าสัมประสิทธิ์แอลฟาของครอนบาคเท่ากับ 0.80 แสดงให้เห็นว่าเครื่องมือมีความเชื่อมั่นอยู่ในระดับดี การวิเคราะห์ข้อมูลใช้สถิติเชิงพรรณนาและการวิเคราะห์ถดถอยเชิงเส้นอย่างง่าย เพื่อทดสอบอิทธิพลของพฤติกรรมไซเบอร์โลฟฟิงที่มีต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การ ผลการวิจัยพบว่า พฤติกรรมไซเบอร์โลฟฟิงมีอิทธิพลเชิงบวกต่อพฤติกรรมการเป็นสมาชิกที่ดีขององค์การอย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ โดยสมการถดถอยคือ Y’ = 41.21 + 5.78X ซึ่งสะท้อนให้เห็นว่าการเพิ่มขึ้นของพฤติกรรมไซเบอร์โลฟฟิงสามารถอธิบายการเปลี่ยนแปลงของพฤติกรรมพลเมืองที่ดีในองค์การได้</p> <p> </p> ธีร์ธนิกษ์ ศิริโวหาร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/296265 Tue, 23 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาสมรรถนะบุคลากรในอุตสาหกรรมการสื่อสารด้วย KAPSPoB Model https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/289484 <p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ ศึกษาความต้องการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรขององค์กรธุรกิจทั่วโลกตามกรอบแนวคิด KAPSPoB ทั้ง 6 ด้าน และสร้างรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรในอุตสาหกรรมการสื่อสารของ เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ผ่านการวิเคราะห์เอกสาร และการสังเคราะห์งานวิจัย โดยใช้ข้อมูลจากรายงาน World Economic Forum 2025 และวรรณกรรมที่เกี่ยวข้อง</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า ความต้องการสมรรถนะบุคลากรในยุค AI Transformation จำแนกตามกรอบ KAPSPoB ประกอบด้วย 1) ความรู้: มุ่งเน้นความรู้คู่ขนาน (Twin Transition) ระหว่างเทคโนโลยีขั้นสูงและความยั่งยืน 2) ทัศนคติ: เน้นความยืดหยุ่น (Resilience) และกรอบความคิดแบบเติบโต (Growth Mindset) 3) การปฏิบัติ: เน้นการทำงานร่วมกับ AI (AI-Augmented Practice) 4) ทักษะ: ทักษะการคิดเชิงวิเคราะห์มีความสำคัญสูงสุด 5) ศักยภาพ: เน้นความสามารถในการโยกย้ายและปรับเปลี่ยนหน้าที่ (Redeployment) และ 6) พฤติกรรม: มุ่งเน้นการยอมรับความหลากหลาย (DEI) และสุขภาวะ ทั้งนี้ ผู้วิจัยได้นำเสนอรูปแบบการพัฒนาสมรรถนะบุคลากรในอุตสาหกรรมสื่อ โดยแบ่งเป็น 3 ระดับ ได้แก่ 1) ระดับผู้นำ เน้นบทบาทผู้นำการเปลี่ยนแปลงเชิงกลยุทธ์และจริยธรรม 2) ระดับสร้างสรรค์และปฏิบัติการ เน้นบทบาทผู้เล่าเรื่องด้วยนวัตกรรมและผู้ตรวจสอบความถูกต้อง และ 3) ระดับผู้ใช้งานทั่วไป เน้นบทบาทผู้สนับสนุนการดำเนินงานด้วยเทคโนโลยี โดยกระบวนการพัฒนาใช้โมเดลการเรียนรู้ 70:20:10 ที่ให้ความสำคัญกับการเรียนรู้ผ่านประสบการณ์จริงร้อยละ 70 เพื่อให้เกิดการเปลี่ยนแปลงสมรรถนะอย่างยั่งยืนและทันต่อพลวัตของอุตสาหกรรม</p> ธิติพัฒน์ เอี่ยมนิรันดร์; วิสุทธิ์ ขันศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/289484 Wed, 24 Dec 2025 00:00:00 +0700 การพัฒนาแบบทดสอบและเกณฑ์ปกติสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ สำหรับนิสิตมหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/294236 <p>การวิจัยครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) พัฒนาแบบทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ 2) สร้างเกณฑ์ปกติสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ และ 3) ประเมินสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพของนิสิต มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน โดยดำเนินการวิจัยตามแนวทางการวิจัยและพัฒนา แบ่งเป็น 4 ระยะ กลุ่มตัวอย่างคือ นิสิตระดับปริญญาตรี มหาวิทยาลัยเกษตรศาสตร์ วิทยาเขตกำแพงแสน ปีการศึกษา 2567 อายุระหว่าง 18-22 ปี จำนวน 2,454 คน (ชาย 1,180 คน หญิง 1,274 คน) ที่ได้จากการสุ่มแบบชั้นภูมิ เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยคือ แบบทดสอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ 6 รายการ ได้แก่ แรงเหยียดขาลุกนั่ง 1 นาที ดันพื้น 1 นาที ยืนยกเข่าขึ้นลง 3 นาที นั่งงอตัวไปข้างหน้า และดัชนีมวลกาย วิเคราะห์ข้อมูลด้วยค่าเฉลี่ย ส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐาน และคะแนนที (T- score)</p> <p>ผลการวิจัยพบว่า 1) แบบทดสอบมีความสอดคล้องกับองค์ประกอบสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพ มีค่าความเที่ยงตรง ค่าความเชื่อมั่น และค่าความเป็นปรนัยอยู่ในระดับดีถึงดีมาก 2) เกณฑ์ปกติสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพพัฒนาแยกตามเพศ โดยใช้คะแนนที แบ่งเป็น 5 ระดับ ได้แก่ ดีมาก ดี ปานกลาง พอใช้ และปรับปรุง และ 3) การประเมินสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพเปรียบเทียบกับเกณฑ์แยกตามเพศ พบว่า ความแข็งแรงของกล้ามเนื้อนิสิตชายอยู่ในระดับปรับปรุง ส่วนนิสิตหญิงอยู่ในระดับพอใช้ ความอดทนของกล้ามเนื้อ (ลุกนั่ง 1 นาที) และความอดทนของระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจ นิสิตชายและหญิงอยู่ในระดับพอใช้ ความอดทนของกล้ามเนื้อ (ดันพื้น 1 นาที) และความอ่อนตัวของนิสิตชายและหญิงอยู่ในระดับปานกลาง ส่วนองค์ประกอบของร่างกายอยู่ในระดับสมส่วนทั้งสองเพศ และเมื่อพิจารณาแยกตามคณะ พบว่า นิสิตชายและหญิงส่วนใหญ่ ความแข็งแรงของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับปรับปรุงถึงพอใช้ ความอดทนของกล้ามเนื้ออยู่ในระดับพอใช้ถึงปานกลาง ความอดทนระบบไหลเวียนโลหิตและการหายใจอยู่ในระดับปรับปรุงถึงปานกลาง ความอ่อนตัวอยู่ในระดับพอใช้ถึงปานกลาง และองค์ประกอบของร่างกายอยู่ในระดับสมส่วน ยกเว้นบางคณะอยู่ในระดับท้วม โดยสรุปแบบทดสอบและเกณฑ์ปกติสมรรถภาพทางกายเพื่อสุขภาพที่พัฒนาขึ้นสามารถใช้จำแนกระดับสมรรถภาพทางกายได้อย่างมีประสิทธิภาพ และเป็นประโยชน์ต่อการส่งเสริมสุขภาพในระดับมหาวิทยาลัย</p> ภาสพงศ์ ภิรมย์คำ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/294236 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ORGANIZATIONAL CHALLENGES AND CAPABILITIES IN ENHANCING PRODUCTION EFFICIENCY: A CASE STUDY OF THAILAND'S CONTRACT MANUFACTURING INDUSTRY https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/290501 <p>This article examines organizational challenges and capabilities in enhancing production efficiency within Thailand’s contract manufacturing industry, using a case study research design focused on contract manufacturers in the electronics and automotive sectors. It also analyzes the role of government policies, particularly the Thailand 4.0 policy framework and the EEC initiative. The findings reveal that Thailand’s contract manufacturing industry faces several critical challenges, including risks from heavy dependence on major customers and an imbalanced customer portfolio, the complexity of managing diverse and stringent quality standards, limited production line flexibility, difficulties integrating advanced technologies to meet the heterogeneous requirements of multiple clients, and constraints related to workforce skills and adaptive capabilities. The study further indicates that developing organizational capabilities across multiple dimensions – such as strategic customer portfolio management, flexible manufacturing processes, adaptive quality management systems, transformational leadership, and an organizational culture that promotes continuous learning and innovation – can significantly enhance production efficiency and competitiveness. Evidence from the case study of Delta Electronics (Thailand) Public Company Limited shows that sustained investment in digital infrastructure, continuous workforce upskilling, and collaborative innovation with customers play a crucial role in strengthening organizational resilience and achieving long-term competitive sustainability.</p> Thamonwan Waengwan, Boontharika Wongvanich ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/290501 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700 ความแตกต่างเชิงรุ่นและแรงจูงใจในการทำงานของบุคลากร: บทวิเคราะห์เชิงการบริหารทรัพยากรมนุษย์ในบริบทสถาบันการศึกษาเอกชน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/296264 <p>บทความนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อนำเสนอการวิเคราะห์ความแตกต่างเชิงรุ่นและแรงจูงใจในการทำงานในบริบทสถาบันการศึกษาเอกชน ด้วยการทบทวนและสังเคราะห์วรรณกรรมถึงความแตกต่างเชิงรุ่นระหว่างเจเนอเรชัน Y และเจเนอเรชัน Z ส่งผลให้สถาบันการศึกษาเอกชนต้องปรับกลยุทธ์ทางการบริหารทรัพยากรมนุษย์ เพื่อตอบสนองต่อค่านิยมและแรงจูงใจที่หลากหลายมากขึ้น โดยกลุ่มเจเนอเรชัน Y ต้องการโอกาสเติบโต ความก้าวหน้าในสายงาน และการได้รับการยอมรับ ขณะที่โครงสร้างองค์กรแบบอาวุโสยังคงเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการกระตุ้นแรงจูงใจสำหรับกลุ่มเจเนอเรชันดังกล่าว ส่วนเจเนอเรชัน Z มุ่งเน้นความยืดหยุ่น ความโปร่งใส การมีคุณภาพชีวิตและการใช้เทคโนโลยีในการทำงาน สำหรับแนวโน้มไม่ทุ่มเทงานเกินความจำเป็นยิ่งสะท้อนว่าระบบแรงจูงใจแบบเดิมไม่สอดคล้องกับวัฒนธรรมองค์กรของคนรุ่นใหม่ สถาบันการศึกษาเอกชนจึงจำเป็นต้องพัฒนาระบบสื่อสารภายในที่ชัดเจน และกำหนดเส้นทางอาชีพที่โปร่งใสเป็นธรรมรวมทั้งการสร้างวัฒนธรรมองค์กรที่ยืดหยุ่น เปิดรับการเรียนรู้ และส่งเสริมสุขภาวะเป็นปัจจัยสำคัญต่อการรักษาบุคลากรเพื่อนำมาปรับใช้ให้เข้ากับความแตกต่างเชิงรุ่นจึงเป็นเงื่อนไขสำคัญต่อความสามารถในการแข่งขันและความยั่งยืนของสถาบันการศึกษาเอกชน</p> ธนัตถ์นนท์ ธฤตธนภัทร, อุทัยรัตน์ เมืองแสน, ศิริพัฒน์ กล่ำกลิ่น ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารวิชาการสังคมศาสตร์เครือข่ายวิจัยประชาชื่น https://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/prn/article/view/296264 Thu, 25 Dec 2025 00:00:00 +0700