วารสารการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal
<p>The <em>Journal of Public and Private Management</em> publishes peer-reviewed (double blinded) (3 reviewers) scholarly articles and book/article reviews on public-private management. The journal is produced by the Graduate School of Public Administration, National Institute of Development Administration (GSPA-NIDA). The Journal is bi-annual (June and December) and published article in English and Thai. The Thai Journal Citation Index Centre (TCI) rank the <em>Journal of Public and Private Management</em> tier 2. The <em>Journal of Public and Private Management </em>is also listed in the ASEAN Citation Index (ACI).</p>GSPA Journalth-THวารสารการจัดการภาครัฐและภาคเอกชน3057-112Xแนวทางการส่งเสริมการเสียภาษีสรรพสามิต: กรณีศึกษาพื้นที่หาดใหญ่ จังหวัดสงขลา
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal/article/view/287606
<p>งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาอุปสรรคในการเสียภาษีและแนวทางการส่งเสริมการเสียภาษีสรรพสามิตของสรรพสามิตพื้นที่สงขลา สาขาหาดใหญ่ การศึกษาครั้งนี้เป็นการศึกษาวิจัยเชิงคุณภาพ โดยใช้วิธีการศึกษาค้นคว้าและรวบรวมข้อมูลจากเอกสารที่เกี่ยวข้อง และเก็บข้อมูลจากการสัมภาษณ์กลุ่มตัวอย่าง คือ กลุ่มผู้เกี่ยวข้องกับการจัดเก็บภาษีและเสียภาษีสรรพสามิตของสรรพสามิตพื้นที่สงขลาสาขาหาดใหญ่ </p> <p>ผลการศึกษา สามารถแบ่งได้เป็น 5 ด้าน พบว่า 1. ด้านความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิต ผู้ประกอบการแต่ละคนมีความรู้ความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีสรรพสามิตที่แตกต่างกัน ผู้ประกอบการบางรายไม่สามารถเข้าถึงชุดข้อมูลมีความเข้าใจผิดว่าสินค้าของตนเองนั้นไม่ต้องเสียภาษีสรรพสามิต แต่โดยทั่วไปแล้วเข้าใจว่าเป็นภาษีเกี่ยวกับสินค้าฟุ่มเฟือยที่ไม่ได้มีความจำเป็นมาก 2. ด้านความสำคัญในการจัดเก็บภาษี ภาษีสรรพสามิตมีความสำคัญในการจัดเก็บ เนื่องจากมีการนำรายได้ส่วนนี้ส่งให้กับรัฐ เพื่อเป็นงบประมาณแผ่นดินที่รัฐจะนำมาพัฒนาคุณภาพชีวิตของประชาชนในประเทศในมิติการศึกษา มิติของการพัฒนาชุมชน และมิติของสาธารณสุข ภาษีสรรพสามิตจำเป็นต่อการจัดเก็บและควบคุมไม่ควรปล่อยให้เป็นเสรีกับสินค้าบางประเภท ภาษีสรรพสามิตไม่ได้เป็นแค่การจัดเก็บรายได้และจัดสรรงบประมาณแผ่นดินแต่ยังเป็นเครื่องมือสำคัญในการควบคุมพฤติกรรมของผู้บริโภค ซึ่งทั้งหมดนี้ล้วนมีส่วนสำคัญในการพัฒนาประเทศ 3. ด้านปัญหาและอุปสรรคในการเสียภาษีและจัดเก็บภาษี คือ ระยะทางในการเดินทางมายังสำนักงาน การเข้าไม่ถึงชุดข้อมูลที่มากพอของผู้ประกอบการเป็นภาระทางการเงินที่สำคัญสำหรับผู้ประกอบการ โดยเฉพาะธุรกิจขนาดเล็กและกลางซึ่งภาษีค่อนข้างสูง อีกทั้งวิธีการชำระภาษีมีความซับซ้อน เข้าใจยาก กอปรกับปัญหาอุปสรรคในการจัดเก็บภาษีสรรพสามิต คือ ผู้ประกอบการบางรายตั้งใจหลีกเลี่ยงภาษี หรือแจ้งรายรับต่ำกว่าที่ตัวเองได้รับจริง 4. ด้านข่าวสารการประชาสัมพันธ์ของสรรพสามิต ข่าวสารและการประชาสัมพันธ์ของสรรพสามิต มีน้อยมาก ไม่ค่อยเข้าถึงผู้ประกอบการ ความหลากหลายของกลุ่มผู้ประกอบการนั้นทำให้แต่ละกลุ่มอาจมีช่องทางการเข้าถึงข้อมูลที่แตกต่าง บางคนอาจรู้สึกว่าการสอบถามเจ้าหน้าที่เพียงพอแล้ว หรืออาจคิดว่าการเพิ่มข่าวสารประชาสัมพันธ์ผ่านสื่อต่าง ๆ นั้นสามารถเพิ่มมิติการรับรู้ข่าวสารและความเข้าใจเกี่ยวกับภาษีที่ถูกต้องมากขึ้น ซึ่งอาจจะเข้าใจง่ายกว่าการทำความเข้าใจกฎหมาย 5. ด้านการพัฒนาแนวทางการส่งเสริมการเสียภาษีสรรพสามิต การประสานความร่วมมือระหว่างภาครัฐ หัวหน้าชุมชน และผู้ประกอบการ ให้เจ้าหน้าที่ลงไปให้ชุดข้อมูลที่ถูกต้อง เพื่อดำเนินการไปตามขั้นตอนอย่างถูกกฎหมายพร้อมส่งเสริมให้ผู้ประกอบการมีความรู้ความเข้าใจในการเสียภาษีเพิ่มมากขึ้น ในส่วนของการนำเทคโนโลยีมาใช้ในการเก็บรวบรวมข้อมูลด้วยการสร้างแอพพลิเคชั่นเพื่ออำนวยความสะดวกทั้งต่อเจ้าหน้าที่และผู้ประกอบการ ซึ่งประหยัดเวลาในการเดินทางของผู้ประกอบการ อีกทั้งเจ้าหน้าที่ยังสามารถตรวจสอบได้ เพื่อจะได้ไปรับผิดชอบงานในส่วนอื่น ๆ ต่อไป ความสะดวกสบายในเรื่องเทคโนโลยีจะช่วยสนับสนุนให้ผู้ประกอบการเสียภาษีสรรพสามิตอย่างถูกต้องมากยิ่งขึ้น</p>สุทธิชัย รักจันทร์วิลาวัณย์ มะดอลอปัฐมพงศ์ รัตนโกศัย
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-182026-06-1833111610.14456/ppm.2026.1การสังเคราะห์งานวิจัยด้านการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในประเทศไทย: มิตินักท่องเที่ยว
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal/article/view/288819
<p>การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์ เพื่อสืบค้น ทบทวนวรรณกรรม และสังเคราะห์บทความวิจัยและวิชาการที่เกี่ยวข้องกับการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในประเทศไทย ด้านมิตินักท่องเที่ยว และเพื่อนำเสนอข้อเสนอเชิงนโยบายด้านการพัฒนาการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ และพัฒนางานวิจัยภายใต้กรอบการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนของประเทศไทย ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Method Research) ด้วยการสังเคราะห์งานวิจัย (Research Synthesis) ในการศึกษา ประชากรของการศึกษา คือ บทความวิชาการและวิจัยที่ตีพิมพ์และเผยแพร่ผ่านฐานข้อมูล ThaiJO และวารสารนานาชาติที่น่าเชื่อถือที่ศึกษาการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบในประเทศไทย และมิตินักท่องเที่ยว ใช้เครื่องมือสกัดข้อมูล (Data Extraction Tool) และ Article Analysis Tool ในการศึกษา สังเคราะห์ข้อมูลด้วยวิธีวิเคราะห์เนื้อหา และสถิติตเชิงพรรณนาอย่างง่าย</p> <p>ผลการศึกษา พบว่า มีบทความวิชาการและวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การสังเคราะห์จำนวน 8 บทความ ส่วนใหญ่เป็นบทความที่ใช้วิธีวิจัยเชิงปริมาณในการศึกษาและวิเคราะห์ข้อมูลด้วย Structural Equation Modelling เป็นหลัก เป็นการศึกษาเชิงการตลาดและพฤติกรรมนักท่องเที่ยวเป็นส่วนใหญ่ อย่างไรก็ดี บทความวิชาการและวิจัยที่ผ่านเกณฑ์การสังเคราะห์มุ่งเน้นที่การทดสอบกรอบแนวคิดและตัวแปรที่ส่งผลต่อการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบ สำหรับข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ควรกำหนดนโยบายด้านการท่องเที่ยวอย่างรับผิดชอบเป็นแนวปฏิบัติการท่องเที่ยวที่ทุกภาคส่วนที่เกี่ยวข้องกับอุตสาหกรรมการท่องเที่ยวของประเทศต้องนำไปปรับใช้</p>ธนวรรณ วรสิงห์รักพงษ์ แสนศรี
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-052026-06-05331173210.14456/ppm.2026.2การสนับสนุนทางสังคมต่อการปฏิบัติงานเฝ้าระวัง และควบคุมการแพร่ระบาด โรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอเมืองขอนแก่น
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal/article/view/289021
<p>งานวิจัยเรื่องนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาการสนับสนุนทางสังคมต่อการปฏิบัติงาน ปัญหา และอุปสรรคในการปฏิบัติงานเฝ้าระวัง ป้องกัน และควบคุมการแพร่ระบาดโรคติดเชื้อไวรัสโคโรนา 2019 (COVID-19) ของอาสาสมัครสาธารณสุขประจำหมู่บ้าน (อสม.) อำเภอเมืองขอนแก่น จังหวัดขอนแก่น โดยใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ (Qualitative Research) เก็บรวบรวมข้อมูลด้วยวิธีการสัมภาษณ์เชิงลึกจากกลุ่มตัวอย่างจำนวน 25 คน</p> <p>ผลการศึกษาพบว่า อสม.ได้รับการสนับสนุนทางสังคมเป็นอย่างดี โดยได้รับการสนับสนุนทางสังคม 4 ด้าน ประกอบด้วย 1) ได้รับการสนับสนุนด้านอารมณ์ (Emotional Support) จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข เพื่อนร่วมงาน เครือข่ายทางสังคม ประชาชนผู้รับบริการ และจากครอบครัว 2) ได้รับการสนับสนุนด้านการเปรียบเทียบและประเมินคุณค่า (Appraisal Support) จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข และจากประชาชนผู้รับบริการ 3) ได้รับการสนับสนุนด้านข้อมูลข่าวสาร (Information Support) จากเจ้าหน้าที่สาธารณสุข ผู้นำชุมชน และจากประชาชนผู้รับบริการ และ 4) ได้รับการสนับสนุนด้านทรัพยากร (Instrumental Support) จากองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น โรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล หน่วยงานภาครัฐในพื้นที่ องค์กรภาคเอกชน และภาคประชาสังคมในพื้นที่ ทั้งนี้ในการปฏิบัติงานพบปัญหา และอุปสรรค คือ ปัญหาการสื่อสารนโยบายสาธารณะ ปัญหาข่าวปลอม (Fake News) ปัญหาการขาดแคลนด้านวัสดุอุปกรณ์ ปัญหาด้านวัยของ อสม. ปัญหาด้านการให้ความร่วมมือของประชาชนบางส่วน และปัญหาผู้ประกอบการบางส่วนในพื้นที่ไม่อนุญาตให้คนงานกักตัวตามมาตรการ</p>บุญพิทักษ์ สิงห์สุวรรณ์ พลอย สืบวิเศษ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-052026-06-05331334610.14456/ppm.2026.3ภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงกับการพลิกโฉมองค์การของฟูจิฟิล์ม
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal/article/view/289163
<p style="font-weight: 400;">การเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการเกิดขึ้นของกล้องดิจิทัลส่งผลกระทบอย่างรุนแรงต่ออุตสาหกรรมฟิล์มถ่ายภาพ ทำให้บริษัทชั้นนำอย่างฟูจิฟิล์มต้องเผชิญกับภาวะวิกฤตทางธุรกิจ บทความนี้จึงมุ่งวิเคราะห์บทบาทของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลงในที่ฟูจิฟิล์มเผชิญวิกฤตดิจิทัล ผู้นำระดับสูงอย่างโคโมริ ชิเงทากะ ได้แสดงให้เห็นถึงคุณลักษณะของภาวะผู้นำการเปลี่ยนแปลง (Transformational Leadership) ได้อย่างชัดเจน ทั้งในด้านการกำหนดวิสัยทัศน์ การกระตุ้นแรงบันดาลใจ และการส่งเสริมการเปลี่ยนแปลงอย่างยั่งยืน ซึ่งเป็นแกนกลางสำคัญของความสำเร็จในการปรับตัวและสร้างนวัตกรรมองค์การ โดยบทความนี้ได้ศึกษากลยุทธ์การปรับตัวของฟูจิฟิล์ม วิเคราะห์การตัดสินใจขององค์การในการกระจายธุรกิจ การลงทุนในงานวิจัยและพัฒนา (R&D) และการนำเทคโนโลยีเดิมมาประยุกต์ใช้ในอุตสาหกรรมใหม่ ฟูจิฟิล์มสามารถปรับตัวได้สำเร็จโดยใช้กลยุทธ์การสร้างรากฐานทางธุรกิจ (Second Foundation Strategy) ซึ่งเน้นการสร้างธุรกิจใหม่เพื่อลดการพึ่งพารายได้จากฟิล์มถ่ายภาพ บริษัทได้ขยายธุรกิจไปสู่ภาคส่วนที่มีศักยภาพสูง เช่น อุตสาหกรรมเวชภัณฑ์ เครื่องสำอาง และวัสดุอุตสาหกรรมขั้นสูง โดยอาศัยเทคโนโลยีที่พัฒนามาจากอุตสาหกรรมฟิล์ม ผลลัพธ์สะท้อนให้เห็นว่าศักยภาพในการสร้างสรรค์นวัตกรรมและการบริหารจัดการองค์ความรู้อย่างเป็นระบบ เป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้องค์การผ่านพ้นวิกฤตและเติบโตได้อย่างยั่งยืน ข้อเสนอแนะเชิงนโยบายสำหรับองค์การที่ต้องเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยีและการแข่งขันในอุตสาหกรรม ควรเน้นย้ำถึงความสำคัญของการสร้างขีดความสามารถในการเรียนรู้ การปรับตัว และการพัฒนาเทคโนโลยีเพื่อเสริมสร้างศักยภาพในการขับเคลื่อนองค์การท่ามกลางบริบทที่เปลี่ยนแปลงอยู่เสมอ</p>ชารินทร์ เกษรคชตรัย เจริญสุข
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-092026-06-09331476810.14456/ppm.2026.4การปฏิรูประบบราชการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal/article/view/294601
<p>การปฏิรูประบบราชการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 มีเป้าหมายหลัก 3 ประการคือ 1) ประเทศชาติมีความสงบเรียบร้อยมีความสามัคคีปรองดอง มีการพัฒนาอย่างยั่งยืน 2) สังคมมีความสงบสุข เป็นธรรมและมีโอกาสทัดเทียมกัน 3) ประชาชนมีความสุขและมีคุณภาพชีวิตที่ดีและมีส่วนร่วมในการพัฒนาประเทศ จากการประเมินผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูประบบราชการตามเป้าหมายทั้ง 3 ประการดังกล่าวในช่วงระยะห้าปีแรก (พ.ศ. 2561 - 2565) ซึ่งเป็นระยะเวลาที่ค่อนข้างจำกัดไม่สามารถประเมินผลสัมฤทธิ์ของการปฏิรูปได้ เนื่องจากเป้าหมายของการปฏิรูประบบราชการดังกล่าวค่อนข้างเป็นนามธรรม ในทางปฏิบัติจึงประเมินได้เพียงแค่การประเมินผลการดำเนินงาน (performance) ของแผนงานโครงการ และกิจกรรมของแผนการปฏิรูป ฯ ที่กำหนดไว้ในระยะเวลาห้าปีแรกเท่านั้น ดังนั้นการปฏิรูประบบราชการตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พุทธศักราช 2560 จึงยังต้องดำเนินการต่อไปโดยบูรณาการแผนการปฏิรูป ฯ เป็นส่วนหนึ่งของแผนพัฒนาเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติฉบับที่ 13 (พ.ศ. 2566 - 2570)</p>ทวีศักดิ์ สูทกวาทิน
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-092026-06-09331698010.14456/ppm.2026.5รูปแบบยุทธศาสตร์แบบพลวัตเพื่อความคล่องตัวขององค์การมหาชนไทยในยุคดิจิทัล
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal/article/view/294248
<p>การวิจัยนี้มุ่งพัฒนารูปแบบยุทธศาสตร์แบบพลวัต เพื่อให้องค์การมหาชนไทยสามารถรับมือกับความผันผวนของโลกยุคดิจิทัล (VUCA World) ในบริบทที่กระบวนทัศน์การวางแผนยุทธศาสตร์แบบดั้งเดิมได้กลายเป็นสิ่งล้าสมัย การศึกษานี้ใช้ระเบียบวิธีวิจัยแบบผสานวิธีโดยใช้รูปแบบการวิจัยเชิงสำรวจเป็นลำดับ เริ่มต้นด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกผู้บริหารระดับสูงและนักวางแผนยุทธศาสตร์จำนวน 14 คน เพื่อวินิจฉัยความท้าทายเชิงโครงสร้าง ตามด้วยการตรวจสอบความถูกต้องของรูปแบบโดยใช้เทคนิคเดลฟายกับคณะผู้ทรงคุณวุฒิจำนวน 19 คน ผลการวิจัยเชิงประจักษ์เผยให้เห็นว่า องค์การมหาชนไทยยังคงติดหล่มอยู่ในสภาวะความเฉื่อยชาเชิงยุทธศาสตร์อันเนื่องมาจากวัฒนธรรมองค์กรแบบลำดับชั้นและการขาดความคล่องตัวในการวางแผน คุณูปการหลักของการวิจัยนี้คือ รูปแบบยุทธศาสตร์แบบพลวัต ซึ่งบูรณาการ 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ 1) ปัจจัยพื้นฐาน ประกอบด้วย ภาวะผู้นำเชิงปรับตัว วัฒนธรรมองค์กรที่คล่องตัว ขีดความสามารถด้านดิจิทัล และระบบนิเวศข้อมูล 2) กระบวนการยุทธศาสตร์แบบพลวัต 4 ขั้นตอน ได้แก่ การตระหนักรู้และหยั่งอนาคต การตัดสินใจและจัดลำดับความสำคัญ การปรับเปลี่ยนและทดลอง และการเรียนรู้และป้อนกลับ และ 3) ผลลัพธ์เชิงยุทธศาสตร์ ที่มุ่งเป้าสู่การมียุทธศาสตร์ที่ปรับตัวได้ นวัตกรรมบริการสาธารณะ และองค์กรที่พร้อมรับอนาคต บทสรุปของการวิจัยชี้ว่า ความสำเร็จในการนำรูปแบบไปปฏิบัติจริงขึ้นอยู่กับบทบาทของภาวะผู้นำเชิงปรับตัวในการสร้างความปลอดภัยทางจิตใจ เพื่อก้าวข้ามข้อจำกัดของระบบราชการเดิมและขับเคลื่อนการเปลี่ยนแปลงวัฒนธรรมองค์กรอย่างแท้จริง</p>ขจรเกียรติ ชลเทพ
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-092026-06-09331819810.14456/ppm.2026.6Web Accessibility for Inclusive Governance in Philippine Higher Education
https://so03.tci-thaijo.org/index.php/ppmjournal/article/view/294027
<p>With digital platforms becoming central to public service delivery, web accessibility is essential for inclusive governance in higher education. This study evaluates the accessibility and readiness of 17 State Universities and Colleges (SUCs) in the Philippines through their official websites, one from each region. Guided by WCAG 2.1 and national standards (RA 10754, DICT MC 2017-004), the study employed a mixed-methods approach combining automated tools and qualitative usability analysis, this revealed a number of structural and semantic obstacles, such as the absence of alternative text, improper color contrast, and navigation inefficiency. Another finding of the qualitative evaluation was there were common gaps in the usability, identity consistency, and clarity of content. Interestingly, no websites were fully compliant, and only two have reached the level of digital maturity of what is known as Enhanced Web Presence. These observations reveal institutional issues that restrict fair distribution of digital services and neglect people with disabilities or low levels of digital literacy. To address this, the study suggests the IDEA Framework of Inclusive Web Governance that explains four major dimensions including Institutionalization of accessibility policies, Designing inclusive and compliant interfaces, Evaluation in terms of regular audits, and Action in terms of strategic interventions like training, content governance, and feedback. This highlights the critical role of SUCs not only as educational institutions but also as public service providers. Enhancing website accessibility is not merely a technical concern—it is a governance imperative that ensures transparency, citizen participation, and inclusive digital transformation.</p>Glenne LaguraIan Jay PadiosMarilou JunsayHanny Jane EnecitoElaiza ApellidoLady Jean Balbastro Lino DaapongSarah Dacut
ลิขสิทธิ์ (c) 2026
http://creativecommons.org/licenses/by-nc-nd/4.0
2026-06-092026-06-093319912310.14456/ppm.2026.7