วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal <p><em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์และการเมืองตลอดจนสาขาทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานวิชาการได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างและเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ โดย <em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> เป็นวารสารทางวิชาการที่มีการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในลักษณะผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-blind peer review)</p> <p><em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> เปิดรับพิจารณาบทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทั้งในรูปแบบบทความวิจัย (Research Articles) และบทความปริทัศน์ (Review Articles)</p> <p>ทั้งนี้ <em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง </em>ได้เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2545 และได้เริ่มเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิคส์ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2561</p> th-TH test@test.com (-) polscilaw_journal@hotmail.com (-) Mon, 24 Aug 2026 11:47:39 +0700 OJS 3.3.0.8 http://blogs.law.harvard.edu/tech/rss 60 แนวทางการแก้ไขปัญหา และข้อจำกัดเกี่ยวกับการกำกับดูแลองค์กรปกครอง ส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/304064 <p> การกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทยในปัจจุบัน ยังไม่สามารถสร้างความสมดุลระหว่างความเป็นอิสระของท้องถิ่นกับความรับผิดชอบและการตรวจสอบได้อย่างมีประสิทธิภาพ จนนำไปสู่ปัญหาและข้อจำกัดเกี่ยวกับการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น บทความวิชาการนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาปัญหาและข้อจำกัดเกี่ยวกับการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย และเพื่อให้ได้มาซึ่งข้อเสนอแนะการแก้ไขปัญหาและข้อจำกัดเกี่ยวกับการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่เหมาะสมในบริบทของประเทศไทย จากศึกษาเปรียบเทียบประเทศฝรั่งเศส และประเทศญี่ปุ่น และคำพิพากษาที่เกี่ยวข้องกับการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สะท้อนให้เห็นถึงปัญหาและข้อจำกัดเกี่ยวกับการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นของประเทศไทย กล่าวคือ 1) ปัญหาการไม่ปฏิบัติตามกระบวนการ และขั้นตอนอันเป็นสาระสำคัญของการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น และ 2) การใช้อำนาจการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นเกินขอบเขตตามที่กฎหมายกำหนด จากปัญหาและข้อจำกัดดังกล่าวทำให้ได้มาซึ่งข้อเสนอแนวทางการแก้ไขปัญหา และข้อจำกัด ที่เหมาะสมในบริบทของประเทศไทย 3 ประการ คือ 1) การกำหนดหลักเกณฑ์แนวทางการกำกับดูแล ที่เป็นระบบและมีความชัดเจน 2) การจัดตั้งหน่วยงานที่ปรึกษา และ 3) การปรับปรุงกฎหมาย กฎเกณฑ์ ให้เหมาะสมกับแนวทางปฏิบัติ เพื่อให้การกำกับดูแลขององค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น สามารถนำไปปฏิบัติได้อย่างถูกต้องตามกรอบของกฎหมายหรืออำนาจหน้าที่ตามที่ได้กำหนดไว้ และเป็นไปตามเจตนารมณ์ ตามหลักการกำกับดูแลองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นที่มุ่งเน้นความเป็นอิสระในการปกครองท้องถิ่น ของตนเอง โดยมีเป้าหมายสำคัญเพื่อการปกป้องผลประโยชน์สาธารณะ และตอบสนองความต้องการของประชาชนอย่างแท้จริง</p> อธิภัทร สินทรโก ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/304064 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 การจัดการการสื่อสารในโมเดลความร่วมมือแบบมหาวิทยาลัย–มหาวิทยาลัย–ภาคธุรกิจ (UUE): กรณีศึกษาความร่วมมือเชิงยุทธศาสตร์ไทย–จีน https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/300378 <p> การศึกษานี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาเชิงลึกเกี่ยวกับกลยุทธ์การจัดการการสื่อสารในบริบทที่ภาษาอังกฤษทำหน้าที่เป็นภาษาสื่อกลาง (English as a Lingua Franca หรือ ELF) ภายใต้โครงการสถาบันจิงซื่อ (Jingshi Institute) โดยความร่วมมือทางยุทธศาสตร์ระหว่างประเทศไทยและประเทศจีนที่ดำเนินงานสอดคล้องกับข้อริเริ่มแถบและเส้นทาง (Belt and Road Initiative หรือ BRI) ของจีนและนโยบายประเทศไทย 4.0 ทั้งนี้ งานวิจัยนี้เป็นการศึกษาแบบเจาะลึก (Deep-dive Inquiry) ที่ขยายผลเพื่ออธิบายอย่างเป็นลำดับ (Sequential Explanatory Extension) เพื่อตอบคำถามอธิบายข้อค้นพบจากการศึกษาเชิงปริมาณก่อนหน้า (Luo &amp; Chaisiri, 2023) ซึ่งได้ระบุถึงข้อจำกัดด้านพฤติกรรมการใช้ภาษาและปัญหาการสื่อสารข้ามวัฒนธรรม การศึกษาในครั้งนี้จึงมุ่งหาคำตอบว่าบุคลากรระดับบริหารและระดับปฏิบัติการมีกลยุทธ์ ในการจัดการอุปสรรคเหล่านั้นอย่างไร โดยใช้การสัมภาษณ์แบบกึ่งโครงสร้างกับผู้เข้าร่วมให้ข้อมูลในงานวิจัย จำนวน 8 ท่าน จากภาคการศึกษาและภาคอุตสาหกรรมของทั้งไทยและจีน การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เชิงธีม (Thematic Analysis) ตามแนวคิดของ Braun และ Clarke (2006) และประเมินความเชื่อมั่นของรหัส(Codes) ด้วยค่า Cohen’s Kappa ผลการวิเคราะห์ข้อมูล พบว่ามี 5 ประเด็นหลัก (10 ประเด็นย่อย) ได้แก่ กลยุทธ์แพลตฟอร์มดิจิทัล (การเลือกแพลตฟอร์มตามสัญชาติและการใช้ AI แปลภาษาแบบเรียลไทม์) กลยุทธ์การสื่อสารแบบไม่ประสานเวลาและพหุสารัตถะ (การส่งเอกสารล่วงหน้าและสื่อทัศนูปกรณ์) การจัดการด้านเอกสารและธุรการ (เอกสารภาษาอังกฤษที่เป็นทางการและการบันทึกการประชุม) ตัวกลางและการทำความเข้าใจ (ความท้าทายด้านสำเนียงและการพึ่งพาตัวกลางมนุษย์) และการพัฒนาวิชาชีพและความก้าวหน้าในอาชีพ (การเรียนรู้ด้วยตนเองและการเคลื่อนย้ายทางอาชีพ) ซึ่งข้อค้นพบเหล่านี้ชี้ให้เห็นว่าผู้เข้าร่วมวิจัยตระหนักถึงความสำคัญของแพลตฟอร์มดิจิทัลและการปฏิบัติการสื่อสารแบบพหุสารัตถะในฐานะโครงสร้างพื้นฐานที่ช่วยลดอุปสรรคในการสื่อสารและส่งเสริมการพัฒนาทุนมนุษย์ในระดับนานาชาติ โดยทำหน้าที่เป็น “นั่งร้านดิจิทัล” (Digital Scaffolding) ที่สำคัญ ทั้งนี้ในเชิงนโยบาย ผลการวิจัยได้เสนอแนะกรอบความร่วมมือระหว่างประเทศที่ควรให้ความสำคัญกับสมรรถนะดิจิทัลระหว่างวัฒนธรรม (Digital-Intercultural Competency) มากกว่าเพียงความเชี่ยวชาญทางภาษาในรูปแบบดั้งเดิม และควรมีการจัดสรรงบประมาณเพื่อส่งเสริมความยั่งยืนและการพัฒนาใน ด้านต่าง ๆ รวมทั้งโครงสร้างพื้นฐานที่เกี่ยวข้องกับการสื่อสารระหว่างวัฒนธรรมและการขับเคลื่อนด้วย AI อย่างเป็นรูปธรรม</p> ซาซา โหลว, ธวัชชัย ใจศิริ ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/300378 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/287927 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา และเพื่อเปรียบเทียบระดับความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา จำแนกตามปัจจัยส่วนบุคคลที่แตกต่างกัน ประชากรและกลุ่มตัวอย่างที่ใช้ในการวิจัย คือ บุคลากรที่ปฏิบัติงานในสำนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา จำนวน 155 คน ด้วยการสุ่มตัวอย่างเป็นแบบชั้นภูมิอย่างเป็นสัดส่วน เครื่องมือที่ใช้ในการศึกษา คือ แบบสอบถาม สถิติที่ใช้การวิเคราะห์ข้อมูล ได้แก่ การแจกแจงความถี่ ค่าร้อยละ ค่าเฉลี่ย และค่าความเบี่ยงเบนมาตรฐานในการทดสอบสมมติฐานใช้สถิติ t-Test และ One-way ANOVA เพื่อทดสอบเปรียบเทียบค่าเฉลี่ยของตัวแปร โดยกำหนดค่านัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 และทำการทดสอบความแตกต่างรายคู่ด้วยวิธี LSD</p> <p> ผลการวิจัยพบว่าความพึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชาในภาพรวมอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณารายด้าน พบว่าด้านที่มีค่าเฉลี่ยสูงสุด คือ ด้านความมั่งคงและปลอดภัย และด้านที่มี ค่าเฉลี่ยต่ำสุด คือ ผลประโยชน์ต่าง ๆ และผลเปรียบเทียบความ พึงพอใจในสวัสดิการของพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา โดยการทดสอบสมมติฐาน พบว่า พนักงานเทศบาลเมืองศรีราชา ที่มี สถานภาพสมรส ระดับการศึกษา อัตราเงินเดือน ประเภทตำแหน่ง ที่แตกต่างกัน มีระดับความพึงพอใจในสวัสดิการ แตกต่างกัน อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติที่ระดับ .05 ส่วนพนักงานเทศบาลเมืองศรีราชาที่มีเพศ อายุ ระยะเวลาการปฏิบัติงาน และที่พักอาศัยระหว่างปฏิบัติราชการ ที่แตกต่างกัน มีความพึงพอใจในสวัสดิการ ไม่แตกต่างกัน ที่ระดับนัยสำคัญทางสถิติ .05</p> กัญญาภัค พิลา, โชติสา ขาวสนิท , ภารดี ปลื้มโกศล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/287927 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 การพัฒนาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวน: กรอบเชิงนโยบาย และปฏิบัติในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก (EEC) https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/301074 <p> บทความวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อสังเคราะห์ข้อเสนอแนะเชิงนโยบาย ข้อเสนอเชิงปฏิบัติ และกรอบการพัฒนาการไกล่เกลี่ยข้อพิพาททางอาญาในชั้นการสอบสวนในพื้นที่เขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก การวิจัยใช้ระเบียบวิธีแบบผสานวิธี โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณด้วยแบบสอบถามจากพนักงานสอบสวนในจังหวัดชลบุรี ระยอง และฉะเชิงเทรา จำนวน 222 คน และเก็บข้อมูลเชิงคุณภาพด้วยการสัมภาษณ์เชิงลึกแบบกึ่งโครงสร้างจากผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 15 คน ประกอบด้วยผู้บริหารตำรวจ หัวหน้าสถานีตำรวจหรือหัวหน้ากลุ่มงานสอบสวน และผู้ไกล่เกลี่ยที่ขึ้นทะเบียนกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ร่วมกับการวิเคราะห์เอกสารที่เกี่ยวข้อง ข้อมูลเชิงปริมาณวิเคราะห์ด้วยสถิติเชิงพรรณนา ส่วนข้อมูลเชิงคุณภาพวิเคราะห์ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาและการวิเคราะห์เชิงประเด็น พร้อมตรวจสอบความน่าเชื่อถือของข้อมูลแบบสามเส้า ผลการศึกษาพบ 3 ประเด็นสำคัญ ได้แก่ ประการแรก การไกล่เกลี่ยยังถูกมองเป็น <span style="font-size: 0.875rem;">ภารกิจทางเลือก เนื่องจากขาดนโยบายและสถานะเชิงสถาบันที่ชัดเจน ประการที่สอง การดำเนินงานยังเผชิญข้อจำกัดด้านภาระงาน ทรัพยากร บุคลากรสนับสนุน และระบบติดตามผล และประการที่สาม ความสำเร็จของการไกล่เกลี่ยขึ้นอยู่กับสมรรถนะของผู้ปฏิบัติงานและความร่วมมือเชิงเครือข่ายในระดับพื้นที่งานวิจัยจึงเสนอให้กำหนดการไกล่เกลี่ยเป็นภารกิจหลักของงานสอบสวน พัฒนาตัวชี้วัดเชิงผลลัพธ์ จัดสรรทรัพยากรและระบบสนับสนุน พัฒนาหลักสูตรเชิงสมรรถนะ และจัดตั้งพื้นที่นำร่องใน EEC ก่อนขยายผลในระดับประเทศ</span></p> ชยาภรณ์ จตุรพรประสิทธิ์, อมรทิพย์ อมราภิบาล ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/301074 Mon, 24 Aug 2026 00:00:00 +0700 ภูมิรัฐศาสตร์ของอำนาจในโลกยุคดิจิทัล: การวิเคราะห์เชิงนโยบายและการสื่อสารทางการเมืองในบริบทการแข่งขันมหาอำนาจ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/301950 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อวิเคราะห์พลวัตและความสัมพันธ์เชิงปฏิสัมพันธ์ระหว่างอำนาจเชิงโครงสร้างกับ บทบาทของการสื่อสารทางการเมืองภายใต้บริบทภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัล และการแข่งขันระหว่างมหาอำนาจ อธิบายกลไกการแปลงอำนาจผ่านการวิเคราะห์เชิงนโยบายและการสื่อสารทางการเมืองในการแปลงศักยภาพเชิงโครงสร้างไปสู่ความชอบธรรมและอิทธิพลในระดับระหว่างประเทศ ตลอดจนสังเคราะห์และพัฒนาแบบจำลองเชิงทฤษฎี Digital Geopolitical Discursive Power Model (DG-DPM) เพื่ออธิบายความสัมพันธ์เชิงกลไกระหว่างอำนาจเชิงโครงสร้าง การวิเคราะห์เชิงนโยบาย การสื่อสารทางการเมืองและการ ก่อรูปความชอบธรรมกับอิทธิพลในบริบทภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัล การวิจัยนี้เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพในลักษณะการศึกษาเชิงทฤษฎีและวิเคราะห์ โดยใช้การวิจัยเชิงเอกสาร การวิเคราะห์เนื้อหาเชิงคุณภาพ การวิเคราะห์เชิงประเด็น และการวิเคราะห์เปรียบเทียบระหว่างกรณีศึกษา ผลการวิจัยพบว่า เทคโนโลยี ข้อมูล โครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล เครือข่าย และปัญญาประดิษฐ์ทำหน้าที่เป็นศักยภาพเชิงโครงสร้างของอำนาจ แต่ไม่สามารถก่อให้เกิดอิทธิพลทางภูมิรัฐศาสตร์ได้โดยอัตโนมัติ หากต้องผ่านกระบวนการกำหนดนโยบาย การตีความเชิงยุทธศาสตร์ และการสื่อสารทางการเมือง ซึ่งทำหน้าที่จัดกรอบความหมาย และสร้างความชอบธรรมให้แก่การใช้ศักยภาพดังกล่าว การเปรียบเทียบสหรัฐอเมริกา สาธารณรัฐประชาชนจีน และสหพันธรัฐรัสเซียพบว่า มีกลไกการแปลงอำนาจร่วมกัน แต่มีรูปแบบการจัดวางเชิงยุทธศาสตร์แตกต่างกันตามบริบทของแต่ละรัฐ จากข้อค้นพบดังกล่าว การวิจัยได้สังเคราะห์ DG-DPM ซึ่งเสนอว่าอำนาจภูมิรัฐศาสตร์ดิจิทัลเป็นกระบวนการแปลงอำนาจ (Power Transformation Process) ที่เชื่อมโยงอำนาจเชิงโครงสร้าง การกำหนดนโยบาย การสื่อสารทางการเมือง และผลลัพธ์เชิงอำนาจ โดยมีความชอบธรรมและอิทธิพลเป็นผลสำคัญของกระบวนการแบบจำลองดังกล่าวเป็นกรอบอธิบายเชิงกลไกที่สามารถนำไปทดสอบและประยุกต์ใช้กับบริบทอื่นต่อไป</p> สุจิตรา ปานพุ่ม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/301950 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 บทบาทของครูสังคมศาสตร์กับการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย ในภาคตะวันออก https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/300960 <p> งานวิจัยมีวัตถุประสงค์ 2 ประการคือ เพื่อวิเคราะห์บทบาทของครูสังคมศึกษากับการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยในภาคตะวันออก และเพื่อนำเสนอทางเลือกในการเพิ่มบทบาทของครูสังคมศึกษากับการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตย งานวิจัยใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพมีการสัมภาษณ์ครูสังคมศึกษาและนักวิชาการที่เกี่ยวข้อง การประชุมเชิงปฏิบัติการโดยเน้นพื้นที่จังหวัดชลบุรีเป็นหลัก และการศึกษางานเขียนต่างๆ ที่เกี่ยวข้อง ผลการศึกษาคือ บทบาทของครูสังคมศึกษากับการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยมี 2 บทบาทหลักคือ บทบาทครูในฐานะผู้สร้างพลเมือง และ บทบาทครูในฐานะพลเมืองผู้ขับเคลื่อนสังคม โดยมีปัจจัยสนับสนุนหรือลดทอนบทบาทครูสังคมศึกษา 4 ปัจจัย คือ 1) โครงสร้างระบบการศึกษา 2) กระบวนการสอนและสื่อการเรียนการสอน 3) ตัวผู้เรียน 4) ครูผู้สอนกับโครงสร้างอำนาจในระบบโรงเรียน <br /> ภายใต้บริบทของภาคตะวันออกนั้น บทบาทครูสังคมศึกษาแปรผันตามบริบทโครงสร้างระบบการศึกษาส่วนกลาง ซึ่งไม่ได้เน้นความเชื่อมโยงระหว่างความเป็นพลเมืองไทยกับความเป็นพลเมืองระดับชุมชน ข้อเสนอแนะทางเลือกในการเพิ่มบทบาทของครู 2 ด้านคือ ด้านการเพิ่มบทบาทครูสังคมศึกษาในการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยระดับระดับมหภาค เช่นการมีส่วนร่วมในการออกแบบโครงสร้างหลักสูตร การปรับระบบการศึกษาทั้งระบบให้มุ่งเป้าหมายการมีสำนึกพลเมืองของผู้เรียนในระดับสูงขึ้น ด้านการเพิ่มบทบาทครูสังคมศึกษาในการพัฒนาพลเมืองในระบอบประชาธิปไตยระดับระดับจุลภาค เช่น การเสริมความเข้าใจเชิงลึกเกี่ยวกับมโนทัศน์ (concept) ที่เกี่ยวข้องกับประชาธิปไตย และพลเมืองให้กับครูสังคมศึกษา สนับสนุนแนวทางการพัฒนาพลเมืองที่สอดคล้องกับบริบทของท้องถิ่น พัฒนาเครือข่ายครูสังคมศึกษาให้เป็น Professional Learning Community</p> พัชราภา ตันตราจิน ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/300960 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700 พัฒนาการและแนวโน้มของรูปแบบการทุจริตในการสอบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐในประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/305771 <p><strong> </strong>การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาพัฒนาการของรูปแบบการทุจริตในการสอบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐในประเทศไทย และ 2) ศึกษาแนวโน้มของรูปแบบการทุจริตในการสอบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐ ในประเทศไทย โดยใช้วิธีการวิจัยเอกสารจากข่าวในสำนักข่าวออนไลน์ที่มีชื่อเสียงจำนวน 11 สำนักข่าว การวิเคราะห์ข้อมูลใช้วิธีการวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) และการวิเคราะห์เชิงเปรียบเทียบ</p> <p><strong> </strong>ผลการศึกษาพบว่า การทุจริตในการสอบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐในประเทศไทยมีลักษณะ เป็นปัญหาที่มีรูปแบบหลายระดับและมีพัฒนาการของรูปแบบการทุจริตในการสอบคัดเลือกออกเป็น 4 ระดับ ดังนี้ (1) การทุจริตระดับบุคคล (2) การทุจริตผ่านเครือข่าย (3) การทุจริตในระดับองค์กรและกระบวนการ และ (4) การทุจริตที่เกี่ยวข้องกับระบบดิจิทัล ทั้งนี้ รูปแบบดังกล่าวมิได้เกิดขึ้นเป็นลำดับตายตัว แต่สามารถซ้อนทับ และเชื่อมโยงกันภายในกระบวนการสรรหา ผลการศึกษาแนวโน้มของรูปแบบการทุจริตในการสอบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐในประเทศไทย พบว่า ในอนาคตจะมีการนำเทคโนโลยี และ AI มีแนวโน้มอาจถูกนำเข้ามาใช้ในกระบวนการทุจริตการสอบคัดเลือกบุคลากรภาครัฐเพิ่มมากขึ้น และรูปแบบการทุจริตจะขยายจากห้องสอบไปสู่ข้อมูลและระบบ โดยจะมีผู้เข้ามาเกี่ยวข้องเพิ่มขึ้นในตลอดวงจรการสรรหา</p> จรัสพล ชนะสิทธิ์ , อารญา สุขหอม ลิขสิทธิ์ (c) 2026 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/305771 Wed, 30 Sep 2026 00:00:00 +0700