วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal <p><em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> มีวัตถุประสงค์เพื่อเป็นสื่อกลางในการเผยแพร่ผลงานวิชาการด้านรัฐประศาสนศาสตร์และการเมืองตลอดจนสาขาทางสังคมศาสตร์อื่น ๆ ที่เกี่ยวข้อง เพื่อให้ผลงานวิชาการได้รับการเผยแพร่ในวงกว้างและเป็นที่ยอมรับในวงวิชาการ โดย <em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> เป็นวารสารทางวิชาการที่มีการพิจารณากลั่นกรองคุณภาพจากผู้ทรงคุณวุฒิในลักษณะผู้พิจารณาไม่ทราบชื่อผู้แต่งและผู้แต่งไม่ทราบชื่อผู้พิจารณา (Double-blind peer review)</p> <p><em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง</em> เปิดรับพิจารณาบทความวิชาการทั้งภาษาไทยและภาษาอังกฤษ ทั้งในรูปแบบบทความวิจัย (Research Articles) และบทความปริทัศน์ (Review Articles)</p> <p>ทั้งนี้ <em>วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง </em>ได้เริ่มตีพิมพ์เผยแพร่ตั้งแต่เดือนมิถุนายน พ.ศ. 2545 และได้เริ่มเผยแพร่ในรูปแบบวารสารอิเล็กทรอนิคส์ตั้งแต่เดือนเมษายน พ.ศ. 2561</p> Faculty of Political Science and Law, Burapha University th-TH วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 3088-2249 การจัดการความเสี่ยงด้านสาธารณภัยเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/283759 <p> การศึกษาเรื่องการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี มีวัตถุประสงค์ดังนี้ 1. เพื่อศึกษาการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 2. เพื่อศึกษาแนวทางการป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยเทศบาล เมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี 3. เพื่อเสนอแนะแนวทางในการพัฒนาระบบการป้องกันและบรรเทา สาธารณภัยในระดับท้องถิ่น<br /> การดำเนินการศึกษาครั้งนี้ศึกษาแบบผสมระหว่างการศึกษาเชิงปริมาณกับการศึกษาเชิง คุณภาพกลุ่มตัวอย่างการศึกษาเชิงประมาณคือประชาชนที่มีรายชื่อออยู่ในพื้นที่จำนวน 363 คนโดย ใช้วิธีการสุ่มตามสูตร ทาโร่ยามาเน่ และการศึกษาเชิงคุณภาพมีผู้ให้ข้อมูลสำคัญจำนวน 3 คน ได้แก่ 1) นายกตัญญู อยู่เจริญ หัวหน้าฝ่ายปกครอง รักษาการหัวหน้างานป้องกันและบรรเทาสาธารณภัย 2) นายเอื้อการย์ ม่วงศิริ นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติการ 3) นายฤทธิญา อ่อนพรรณา นักป้องกันและบรรเทาสาธารณภัยปฏิบัติการ การศึกษาเชิงปริมาณเก็บรวบรวมข้อมูลโดยไซ้แบบสอบถามและการศึกษาเชิงคุณภาพเก็บข้อมูลโดยการสัมภาษณ์ เชิงลึก การศึกษาเชิงปริมาณวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้โปรแกรมสำเร็จรูปทางสถิติวิเคราะห์ข้อมูลโดยใช้ สถิติเชิงพรรณนา ความถี่ ร้อยละ ค่าเฉลี่ยและส่วนเบี่ยงเบนมาตรฐานส่วนการศึกษาเชิงคุณภาพ วิเคราะห์ข้อมูลเชิงพรรณนา ด้วยการวิเคราะห์เนื้อหาผลการศึกษาพบว่า การจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยเทศบาลเมืองแสนสุข อำเภอเมืองชลบุรี จังหวัดชลบุรี โดยภาพรวมระดับการป้องกันสาธารณภัยการจัดการความ เสี่ยงจากสาธารณภัยเทศบาลเมืองแสนสุขอยู่ในระดับมาก เมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน ปรากฏผลดังนี้ 1) ด้านการป้องกันและการลดผลกระทบ 2) ด้านการเตรียมพร้อมก่อนเกิดสาธารณภัย 3) ด้านการเผชิญเหตุการณ์ฉุกเฉิน 4) ด้านการฟื้นฟูการจัดการความเสี่ยงจากสาธารณภัยทำให้การ เตรียมความพร้อม เพื่อให้สามารถรับมือและแก้ไขปัญหาด้านสาธารณภัยที่อาจเกิดขึ้น</p> ธนโชติ ตั้งบุญอักษร ภานุพงษ์ มีจิต สรชัย ศรีนิศานต์สกุล โชติสา ขาวสนิท เอกวิทย์ มณีธร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-07-24 2025-07-24 14 2 17 34 การวิเคราะห์ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/291679 <p> บทความวิจัยเรื่อง การวิเคราะห์ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย คือ (1) เพื่อศึกษาทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง (2) เพื่อศึกษาและวิเคราะห์ปัญหาในการผลักดันการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง และ (3) เพื่อศึกษาข้อเสนอแนะและแนวทางในการผลักดันนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ ด้วยการรวบรวมข้อมูลจากการวิจัยจากเอกสารที่เกี่ยวข้องการขับเคลื่อนนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง เช่น เว็บไซต์ของสำนักข่าว อินเทอร์เน็ต หนังสือที่เกี่ยวกับพื้นที่ งานวิจัย วิทยานิพนธ์ บทความวิชาการ วารสารวิชาการ เป็นต้น และการสัมภาษณ์แบบเจาะลึกโดยผู้ให้ข้อมูลหลัก ได้แก่ อดีตผู้ว่าราชการจังหวัด นักวิชาการด้านการกระจายอำนาจ นักการเมืองที่ขับเคลื่อนนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าและกลุ่มที่คัดค้านนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรง <br /> ผลการศึกษา ทิศทางและแนวทางในการขับเคลื่อนนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงในประเทศไทย พบว่า 1. ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงเริ่มปรากฏตั้งแต่ปลายทศวรรษ 2530 โดยเป็นข้อเสนอจากนักวิชาการ ภาคประชาสังคม และนักการเมืองฝ่ายก้าวหน้า แต่กลับเผชิญแรงต่อต้านจากข้าราชการประจำโดยเฉพาะกลุ่มราชการส่วนภูมิภาคภายใต้<br />กรมการปกครอง กระทรวงมหาดไทย แม้รัฐธรรมนูญ พ.ศ. 2540 จะเปิดพื้นที่ให้เกิดการกระจายอำนาจมากขึ้นแต่การผลักดันนโยบายดังกล่าวยังคงเผชิญข้อจำกัดจากระบบราชการอย่างต่อเนื่อง ภายหลังรัฐประหาร พ.ศ. 2557 กระแสการกระจายอำนาจถูกชะลอภายใต้นโยบายของคณะรัฐประหารที่มุ่งฟื้นฟูอำนาจของรัฐราชการ ส่งผลให้แนวคิดการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงแทบไม่ถูกกล่าวถึงในระดับนโยบายจนกระทั่งกลับมาเป็นวาระสาธารณะอีกครั้งในช่วงการเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร พ.ศ. 2565 และได้รับการผลักดันอย่างเป็นรูปธรรมในฐานะนโยบายของพรรคก้าวไกลในการเลือกตั้งสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พ.ศ. 2566 2. ปัญหาการผลักดันนโยบายเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงเผชิญอุปสรรคสำคัญในหลายมิติ ได้แก่ โครงสร้างระบบราชการไทยที่ยังรวมศูนย์ โดยผู้ว่าฯ เป็นตัวแทนรัฐส่วนกลางภายใต้กระทรวงมหาดไทย การเลือกตั้งจึงท้าทายอำนาจเดิมและถูกต่อต้านโดยข้าราชการประจำโดยเฉพาะในระดับภูมิภาค ขณะเดียวกัน หน่วยงานความมั่นคงกังวลว่าจะเกิดการครอบงำจากกลุ่มอิทธิพลหรือกระทบเอกภาพของรัฐ นอกจากนี้ ยังมีข้อโต้แย้งเรื่องความเหลื่อมล้ำของศักยภาพจังหวัดที่อาจนำไปสู่ความไม่สมดุลในการพัฒนา รวมถึงข้อจำกัดทางกฎหมายและรัฐธรรมนูญที่ไม่เอื้อต่อการดำเนินการ สะท้อนว่าการผลักดันนโยบายดังกล่าวต้องเผชิญความท้าทายเชิงโครงสร้าง นโยบาย และการเมือง ซึ่งจำเป็นต้องอาศัยฉันทามติจากหลายภาคส่วนร่วมกัน 3. ทิศทางการขับเคลื่อนนโยบายเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงสามารถจำแนกเป็น 5 แนวทางหลัก ได้แก่ (1) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดพร้อมปรับโครงสร้างการบริหารราชการแผ่นดินแบบสองชั้น (2) การเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดควบคู่กับการลดอำนาจบริหารราชการส่วนภูมิภาค (3) การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัด (4) การทดลองเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดในจังหวัดที่มีความพร้อม และ (5) การคงรูปแบบการแต่งตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยรัฐบาล ข้อเสนอแนะแนวทางการผลักดันนโยบายเน้นการกำหนดนโยบายจากรัฐบาลและพรรคการเมือง การปรับปรุงกฎหมายที่เกี่ยวข้อง การพัฒนาศักยภาพจังหวัด การให้ความรู้แก่ประชาชน และการบริหารจัดการบุคลากรที่ได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงโครงสร้าง โดยการดำเนินงานอย่างเป็นขั้นตอนและคำนึงถึงความพร้อมของทุกภาคส่วน จะส่งเสริมความสำเร็จในการเลือกตั้งผู้ว่าราชการจังหวัดโดยตรงภายใต้บริบทของประเทศไทยอย่างเหมาะสมและยั่งยืน</p> ทรงวุฒิ ประกอบธรรม โอฬาร ถิ่นบางเตียว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-12-25 2025-12-25 14 2 35 56 การวิเคราะห์นโยบายการส่งเสริม Soft Power เพื่อขับเคลื่อนเศรษฐกิจสร้างสรรค์ของประเทศไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/291803 <p> การวิจัยฉบับนี้มีวัตถุประสงค์หลัก 3 ประการ ได้แก่ วิเคราะห์กระบวนการก่อรูปและการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของประเทศไทย วิเคราะห์ปัญหาข้อจำกัดนโยบาย และเสนอแนวทางการปรับปรุงเชิงนโยบาย ใช้วิธีวิจัยเชิงคุณภาพ เก็บและวิเคราะห์ข้อมูลจากเกอสารราชการและงานวิชาการ และสัมภาษณ์เชิงลึกจากผู้ที่เกี่ยวข้องกับนโยบายจำนวน 15 คน คัดเลือกโดยวิธีเฉพาะเจาะจง วิเคราะห์ข้อมูลโดยกระบวนการเนื้อหา content analysis และการวิเคราะห์แบบอุปนัย (Analytic Induction) เพื่อสร้างข้อสรุปจากข้อมูลที่เป็นรูปธรรม นำเสนอโดยเปรียบเทียบกับแนวคิดการกำหนดนโยบายและการนำนโยบายไปปฏิบัตินำไปสู่การระบุทางเลือกในการขับเคลื่อนนโยบาย Soft Power ของประเทศไทย<br /> ผลการวิจัยพบว่า นโยบาย Soft Power ของไทยมีการก่อรูปมาจากปัจจัยที่สำคัญ ได้แก่ ปัญหาได้สภาวะเศรษฐกิจตกต่ำ ปัจจัยทางการเมือง การค้าเสรี และแข่งขันเพื่อแย่งชิงความได้เปรียบทางการค้า ปัจจัยทางนโยบาย ได้แก่ นโยบายเศรษฐกิจสร้างสรร ของพรรคเพื่อไทย และปัจจัยทางเทคโนโลยีที่ช่วยให้เกิดความสะดวกทางด้านการตลาด การบริหารธุรกิจและธุรกรรมทางการเงิน การขับเคลื่อนนโยบายผ่านหน่วยงาน Thailand Creative Content Agency หรือ THACCA เป็นหน่วยงาน ที่สนับสนุนและส่งเสริมอุตสาหกรรมสร้างสรรค์ของไทย เป้าหมาย ได้แก่ Food, Festival, Flight, Film และ Fashion ปัญหาข้อจำกัด ได้แก่ นโยบายที่ยังขาดความชัดเจนในแนวปฏิบัติ ความไม่เข้าใจของส่วนราชการในระดับปฏิบัติ กลไกการประเมินผลที่ยังไม่เป็นระบบ และนโยบายขาดการให้ความสำคัญกับชุมชนและท้องถิ่น ข้อเสนอแนะสร้างความชัดเจนในเป้าหมายและวิธีปฏิบัติของนโยบาย พัฒนาความรู้ให้กับข้าราชการ สร้างระบบการประเมินผลที่ดี และให้ความสำคัญกับชุมชนท้องถิ่นมากขึ้น</p> มาลินี สิงหสุวิช ชัยณรงค์ เครือนวน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-12-25 2025-12-25 14 2 57 74 การวิเคราะห์ผลกระทบต่อการบริหารงานของการปกครองท้องถิ่นภายใต้นโยบาย การกระจายอำนาจของรัฐบาลยุคพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/291685 <p> บทความวิจัยเรื่องการวิเคราะห์ผลกระทบต่อการบริหารงานของการปกครองท้องถิ่นภายใต้นโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาลยุคพลเอกประยุทธ์ จันทรโอชา มีวัตถุประสงค์ในการวิจัย (1) เพื่อศึกษาวิเคราะห์นโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาลยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา (2) เพื่อศึกษาผลกระทบต่อการบริหารงานกระจายอำนาจของรัฐบาลยุคพลเอกประยุทธ์ จันทร์โอชา และ (3) เพื่อศึกษานำเสนอแนวทางที่เหมาะสมเกี่ยวกับนโยบายการกระจายอำนาจไปสู่ความสำเร็จและยั่งยืน เป็นการวิจัยเชิงคุณภาพ จากการศึกษาเอกสารและการสัมภาษณ์ ผลการศึกษาพบว่า นโยบายการกระจายอำนาจของรัฐบาลยุคดังกล่าวไม่ได้สอดคล้องกับหลักการกระจายอำนาจอย่างแท้จริง แต่สะท้อนแนวทางรวมศูนย์อำนาจรัฐราชการนำการปกครองท้องถิ่นโดยเฉพาะการควบคุมการเลือกตั้งผู้บริหารและสมาชิกสภาท้องถิ่น การแต่งตั้งผู้บริหารโดยส่วนกลาง และการกำกับการใช้จ่ายงบประมาณ ทำให้ อปท. สูญเสียความเป็นอิสระในการบริหารงานและบทบาทเชิงนโยบาย ส่งผลให้การมีส่วนร่วมของประชาชนลดลงและกลไกตรวจสอบถ่วงดุลอ่อนแรง<br /> ผลกระทบต่อการบริหารงานของ อปท. ประกอบด้วยการงดเว้นการเลือกตั้งและการแต่งตั้งผู้บริหารโดยส่วนกลาง ลดความเป็นอิสระและความสามารถในการสะท้อนความต้องการประชาชน การกำกับงบประมาณและโครงการบริการสาธารณะโดยส่วนกลาง จำกัดความยืดหยุ่นและประสิทธิภาพในการบริหารงานการบริหารบุคลากรถูกจำกัด ส่งผลต่อคุณภาพและประสิทธิภาพการให้บริการ การแทรกแซงกิจการเฉพาะด้าน เช่น ขนส่งมวลชน ทำให้ อปท. สูญเสียความสามารถในการตัดสินใจเชิงยุทธศาสตร์ ความเป็นนิติบุคคลของท้องถิ่นถูกจำกัด ลดความสามารถในการวางแผนและดำเนินโครงการตามบริบทเฉพาะพื้นที่เพื่อให้การกระจายอำนาจประสบความสำเร็จและยั่งยืน ควรออกแบบนโยบายโดยเน้นการถ่ายโอนอำนาจการตัดสินใจอย่างแท้จริงการจัดสรรงบประมาณและทรัพยากรอย่างเพียงพอ การพัฒนาบุคลากรที่มีความสามารถ การสร้างกลไกตรวจสอบและมีส่วนร่วมของประชาชน และการสร้างสมดุลระหว่างส่วนกลางกับท้องถิ่น</p> ปภาวิน ศรีพล โอฬาร ถิ่นบางเตียว ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-12-25 2025-12-25 14 2 75 98 การวิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อม ในยุคดิจิทัลของผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานคร https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/291427 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) วิเคราะห์ปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จของธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในยุคดิจิทัล (2) ศึกษาบทบาทของเทคโนโลยีดิจิทัลในการดำเนินธุรกิจ (3) สำรวจแนวทางการปรับตัวและกลยุทธ์ทางธุรกิจ และ (4) เสนอแนะแนวทางการพัฒนาศักยภาพด้านดิจิทัลในบริบทของผู้ประกอบการในเขตกรุงเทพมหานคร การวิจัยใช้วิธีการวิจัยแบบผสมผสาน โดยเก็บข้อมูลเชิงปริมาณจากผู้ประกอบการจำนวน 400 ราย และข้อมูลเชิงคุณภาพจากการสัมภาษณ์เชิงลึกจำนวน 20 ราย ผลการวิจัยพบว่าปัจจัยที่ส่งผลต่อความสำเร็จประกอบด้วย 3 กลุ่มหลัก ได้แก่ (1) ปัจจัยภายใน ซึ่งมีอิทธิพลสูงสุด (β = 0.472, p &lt; 0.001) ประกอบด้วยทักษะและความรู้ด้านดิจิทัล การลงทุนด้านเทคโนโลยี และวัฒนธรรมองค์กรที่พร้อมรับการเปลี่ยนแปลง (2) การนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้ (β = 0.398, p &lt; 0.001) ได้แก่ การตลาดดิจิทัล การวิเคราะห์ข้อมูล และระบบธุรกิจอัจฉริยะ และ (3) ปัจจัยภายนอก (β = 0.285, p &lt; 0.01) คือ นโยบายภาครัฐ การเปลี่ยนแปลงตลาด และโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล นอกจากนี้ยังพบว่าขนาดของธุรกิจ ประเภทของธุรกิจ และระยะเวลาในการดำเนินธุรกิจมีอิทธิพลกำกับต่อความสัมพันธ์ระหว่างปัจจัยต่าง ๆ กับความสำเร็จ การวิจัยได้เสนอแนวทาง การพัฒนาแบบลำดับขั้นตอน และการลงทุนแบบค่อยเป็นค่อยไป เป็นกลยุทธ์สำคัญสำหรับธุรกิจวิสาหกิจขนาดกลางและขนาดย่อมในการปรับตัวสู่ยุคดิจิทัล</p> ชิตพงษ์ อัยสานนท์ ปพิชญา วิศาลโกศล ณัฎฐภูอิสร์ ศรีเพชร เสาวรัตน์ บรรยงพัฒนะ ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-12-25 2025-12-25 14 2 99 117 ปัจจัยที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายการจัดเก็บภาษีของผู้มีรายได้จากการจำหน่าย พระเครื่อง และวัตถุมงคล https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/294615 <p> การวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) ศึกษาระดับความคิดเห็นด้านการดำเนินนโยบายการจัดเก็บภาษี 2) วิเคราะห์ความสัมพันธ์เชิงสาเหตุที่มีอิทธิพลต่อการดำเนินนโยบายการจัดเก็บภาษี และ 3) เสนอแนะแนวคิดการดำเนินนโยบายการจัดเก็บภาษีของผู้มีรายได้จากการจำหน่ายพระเครื่อง และวัตถุมงคล ด้วยการวิจัยเชิงปริมาณ ทำการเก็บข้อมูลทั้งสิ้น 400 ตัวอย่าง วิเคราะห์ข้อมูลด้วยการประมาณค่าด้วยภาวะสืบเนื่องสูงสุด ซึ่งเป็นวิธีมาตรฐานในการวิเคราะห์โมเดลสมการโครงสร้างด้วยการค้นหาชุดพารามิเตอร์ของโมเดล ได้แก่ ค่าอิทธิพล และค่าความแปรปรวน ที่มีโอกาสมากที่สุด ผลการวิจัยพบว่า 1) การดำเนินนโยบายส่งผลกระทบเชิงบวกต่อการจัดเก็บภาษี อย่างมีนัยสำคัญทางสถิติ <em>β</em> = 0.60, (p = .001)** หมายความว่า การจะจัดการภาษีให้เกิดขึ้นได้จริงต้องมีการผลักดันนโยบายที่ชัดเจนและเป็นรูปธรรม และ 2) ปัจจัยที่ส่งผลต่อ "การดำเนินนโยบาย" มี 2 ปัจจัยหลัก คือ "ความศรัทธา" <em>β</em> = 0.49, (p = .001)** และ "การทำธุรกิจ" <br /><em>β</em> = 0.12, (p = .014)* ดังนั้น กรมสรรพากร ควรจัดทำนโยบายและออกกฎหมายที่ระบุถึงการจัดเก็บภาษีจากรายได้ในการจำหน่ายพระเครื่องและวัตถุมงคลให้เป็นรูปธรรม และสร้างมาตรฐานกลางในการประเมินมูลค่า เนื่องจาก “การประเมินมูลค่า” เป็นปัจจัยที่ผู้เกี่ยวข้องให้ความสำคัญสูงสุด</p> ณัฏฐ์ดนัย ประเทืองบริบูรณ์ ธวัชชัย ขัวลำธาร อุเทน อยู่สะอาด ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-12-25 2025-12-25 14 2 118 133 ทุนทางสังคม: แนวทางการพัฒนาและการพึ่งตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ จังหวัดกาฬสินธุ์ https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/290227 <p> การวิจัยในครั้งนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อ 1) เพื่อศึกษาทุนทางสังคมของผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ จังหวัดกาฬสินธุ์ 2) เพื่อศึกษารูปแบบการพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ จังหวัดกาฬสินธุ์ <br />3) เพื่อหาแนวทางการพัฒนาและการพึ่งตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ จังหวัดกาฬสินธุ์ ซึ่งใช้ระเบียบวิธีวิจัยเชิงคุณภาพ โดยผู้ให้ข้อมูลสำคัญคือ ผู้สูงอายุที่เป็นกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ จังหวัดกาฬสินธุ์ และผู้ที่มีส่วนเกี่ยวข้อง รวมทั้งสิ้น 25 คน เครื่องมือที่ใช้ในการวิจัยได้แก่ แบบสัมภาษณ์กึ่งโครงสร้าง ประเด็นการสนทนากลุ่ม ใช้การวิเคราะห์เนื้อหาและนำเสนอข้อมูลในรูปแบบบรรยายเชิงพรรณา<br /> <strong>ผลการวิจัยพบว่า<br /></strong> 1. ทุนทางสังคมของผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า (1) ทุนมนุษย์: ผู้สูงอายุกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อส่วนใหญ่มีการดำเนินชีวิตอย่างเรียบง่ายและพอเพียง (2) ทุนสถาบัน: ผู้สูงอายุให้ความสำคัญกับการเข้าร่วมกิจกรรมทางสังคมตามบริบทชุมชนเพราะเชื่อว่าเป็นสิ่งที่ทำให้ตนมีคุณค่าและมีความสุข (3) ทุนภูมิปัญญาและวัฒนธรรม: มีภาษาและวัฒนธรรมที่มีอัตลักษณ์ที่ชัดเจน (4) ทุนทรัพยากรธรรมชาติ: มีแหล่งทรัพยากรธรรมชาติในชุมชนที่อุดมสมบูรณ์ 2. รูปแบบการพึ่งพาตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ จังหวัดกาฬสินธุ์ ให้ความสำคัญกับกิจกรรม วัฒนธรรม ประเพณี วิถีชุมชน ความเชื่อ ของกลุ่มชาติพันธุ์เป็นสิ่งที่สร้างมูลค่าทางจิตใจให้กับผู้สูงอายุเป็นสิ่งที่ทำให้ผู้สูงอายุรู้สึกว่าคุณค่าของภูมิปัญญาดั้งเดิมยังคงอยู่<br /> 3. แนวทางการพัฒนาและการพึ่งตนเองของผู้สูงอายุ กลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อ จังหวัดกาฬสินธุ์ พบว่า 1) การรักษาอัตลักษณ์ทางวัฒนธรรมโดยควรมีศูนย์รวมที่เป็นสถานที่หลักในการเผยแพร่อัตลักษณ์ของกลุ่มชาติพันธุ์ไทญ้อในชุมชน 2) การส่งเสริมการเรียนรู้ของชุมชนเพื่อให้ผู้สูงอายุได้ร่วมทำกิจกรรมที่เป็นเหมือนเทศกาลชาติพันธุ์ไทญ้อกาฬสินธุ์ และ 3) ส่งเสริมการสร้างอัตลักษณ์ทางภูมิปัญญาของกลุ่มชาติพันธุ์เพื่อเป็นช่องทางสร้างรายได้ในชุมชนทั้งในรูปออนไลน์และรูปแบบต่าง ๆ</p> พรพิทักษ์ เห็มบาสัตย์ อ๊อต โนนกระยอม โสภณ มูลหา ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-12-26 2025-12-26 14 2 134 150 ปัญหาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ ของเทศบาลตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/294359 <p> งานวิจัยนี้มีวัตถุประสงค์เพื่อศึกษาระดับปัญหาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุของเทศบาล ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง และเพื่อหาแนวทางการพัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุของเทศบาล ตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง เป็นการวิจัยแบบผสมผสาน (Mixed Methods Research) การเลือกกลุ่มตัวอย่าง และผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ใช้การสุ่มแบบเจาะจง (Purposive Sampling) การวิจัยเชิงปริมาณ กลุ่มตัวอย่าง ได้แก่ ผู้ที่เกี่ยวข้องกับการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุของ เทศบาลตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง จำนวน 8 คน และผู้รับบริการ จำนวน 52 คน รวมทั้งหมด 60 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากแบบสอบถาม วิเคราะห์ข้อมูลเชิงปริมาณใช้สถิติเชิงพรรณนา (Descriptive Statistics) ในส่วนของการวิจัยเชิงคุณภาพ ผู้ให้ข้อมูลสำคัญ ได้แก่ ผู้ปฏิบัติงานของเทศบาลตำบลลำปางหลวง จำนวน 7 คน และแกนนำกลุ่มผู้สูงอายุในพื้นที่ จำนวน 8 คน เก็บรวบรวมข้อมูลจากการสนทนากลุ่ม (Group Interview) นำข้อมูลมาวิเคราะห์เนื้อหา (Content Analysis) ผลการศึกษาพบว่า ปัญหาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุของเทศบาลตำบลลำปางหลวง อำเภอเกาะคา จังหวัดลำปาง โดยภาพรวมอยู่ในระดับมาก มีค่าเฉลี่ยเท่ากับ 4.39 เมื่อพิจารณาปัญหาดังกล่าวพบว่า ระดับปัญหาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุที่มากที่สุด คือด้านสุขอนามัยและด้านนันทนาการ มีค่าเฉลี่ยเท่ากันที่ 4.45 แนวทางการพัฒนาการจัดสวัสดิการสังคมสำหรับผู้สูงอายุ สามารถดำเนินการได้ในสองมิติ ได้แก่ มิติการบริหารจัดการด้านต่าง ๆ และมิติการส่งเสริมในกิจกรรมด้านที่สำคัญ ควรมีแนวทางการบริหารจัดการให้มีความพร้อมและสามารถดำเนินการได้ของเทศบาลและหน่วยงานที่เกี่ยวข้องที่สนับสนุนทรัพยากรบูรณาการร่วมกับการส่งเสริมในกิจกรรมด้านที่สำคัญให้ครอบคลุมทุกด้าน</p> เทวฤทธิ์ วิญญา อัญธิชา รุ่งแสง ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-12-26 2025-12-26 14 2 151 174 พฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี และปัจจัยที่ทำให้นายกานต์ กัลป์ตินันท์ พรรคเพื่อไทย (อุบลราชธานี) ชนะการเลือกตั้ง วันที่ 22 ธันวาคม 2567 https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/294947 <p> การศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจัยที่ทำให้ นายกานต์ กัลป์ตินันท์ พรรคเพื่อไทย (อุบลราชธานี) ชนะการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) ศึกษาพฤติกรรมการเลือกตั้ง และ (2) ปัจจัยที่ทำให้ชนะหรือแพ้การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เมื่อวันที่ 22 ธันวาคม 2567<br /> ข้อค้นพบ ปัจจัยที่ทำให้ชนะการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี ปัจจัยสำคัญ คือ การมีฐานเสียงและเครือข่ายหัวคะแนนและทีมงานที่มีประสิทธิภาพและมีประสบการณ์ยึดโยงแต่ละพื้นที่ได้มากกว่า โดยเฉพาะฐานเสียงและเครือข่ายของ สส. พรรคเพื่อไทย ทั้ง 4 คน และ อดีต สส. ผู้สมัคร สส. ในเขตพื้นที่ต่าง ๆ ช่วยรับผิดชอบหาเสียงกระจายทั้ง 25 อำเภอ รวมทั้งอาศัยฐานเสียงของนักการเมืองที่เป็นพันธมิตรมาร่วมสนับสนุนเฉพาะกิจ เฉพาะการเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอย่างต่อเนื่องตั้งแต่การเลือกตั้งปี 2563 โดยเฉพาะฐานเสียงของนายอิสสระ สมชัย (อดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการพัฒนาสังคมและความมั่นคงของมนุษย์ อดีตรองหัวหน้าพรรคประชาธิปัตย์) รับผิดชอบพื้นที่ อ.พิบูลมังสาหาร อ.นาเยีย อ.สว่างวีระวงศ์ ขณะที่ อ.เขื่องใน อาศัยฐานเสียงของ สส.วุฒิพงษ์ นามบุตร และ อดีต สส.วิฑูรย์ นามบุตร อีกทั้งนายกานต์ ยังได้เปรียบจากกระแสพรรคเพื่อไทยที่เป็นฝ่ายรัฐบาล สามารถใช้นโยบายของรัฐบาลเป็นเครื่องมือมาช่วยหนุนเสริมในการหาเสียง รวมทั้ง การมีฐานเสียง เครือข่ายผู้นำชุมชน ผู้นำองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่นต่าง ๆ โดยเฉพาะนายกองค์การบริหารส่วนตำบล (นายก อบต.) และสมาชิกสภาองค์การบริหารส่วนจังหวัด (ส.อบจ.) ที่อยู่ในวาระช่วยหาเสียง และชื่อเสียงของผู้สมัคร ผลงานที่ผ่านมา โดยเฉพาะโครงการด้านโครงสร้างพื้นฐาน ทำถนนได้ครอบคลุมหลายหมู่บ้าน หลายพื้นที่ (โครงการด้านโครงสร้างพื้นฐานที่ทำในช่วงดำรงตำแหน่งด้วยงบประมาณ 4,608,218,532 บาท จำนวน 3,288 โครงการ ระยะทาง 1,273,091 เมตร (1,273 กิโลเมตร) (กานต์ กัลป์ตินันท์, 2567ข) โครงการที่กระจายอยู่ตาม รพ.สต. โรงเรียนสังกัด อบจ. เป็นต้น) เครือข่ายโรงพยาบาลส่งเสริมสุขภาพตำบล (รพ.สต.) 79 แห่ง รวมถึงการใช้ทรัพยากรต่าง ๆ ที่มีประสิทธิภาพมากกว่าคู่แข่ง เป็นต้น<br /> ปัจจัยที่ทำให้นางจิตรวรรณ หวังศุภกิจโกศล พ่ายแพ้การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดอุบลราชธานี เพราะเครือข่ายหัวคะแนนและทีมงานมีประสิทธิภาพน้อยกว่า ประสบการณ์ในพื้นที่น้อยกว่า การใช้เครือข่ายหัวคะแนนของพรรคอื่น หรือนักการเมืองกลุ่มอื่นมารวมกันเฉพาะกิจชั่วคราว ย่อมมีประสิทธิภาพน้อยกว่าเครือข่ายหัวคะแนนที่เป็นของพรรคตัวเอง ประกอบกับพื้นที่การเลือกตั้งนายกองค์การบริหารส่วนจังหวัดเป็นพื้นที่ขนาดใหญ่ ประกอบด้วย 25 อำเภอ แต่มีเวลาหาเสียงน้อย การลงพื้นที่หาเสียงประชาสัมพันธ์ไม่สามารถทำได้อย่างทั่วถึง ย่อมเสียเปรียบคู่แข่งที่หาเสียงลงพื้นที่มาหลายสมัย <br />ขาดกระแสพรรคหรือเครือข่ายของพรรคที่ได้รับความนิยมระดับจังหวัดช่วยหนุนเสริม อีกทั้ง การใช้ทรัพยากรต่างๆ ยังขาดประสิทธิภาพ รวมถึง กรณี “ดีลโคราช” การต่อรองในเวทีการเมืองระดับชาติทำให้ผู้สนับสนุนเกิดความลังเล ทำให้พ่ายแพ้การเลือกตั้ง</p> ประเทือง ม่วงอ่อน ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-12-29 2025-12-29 14 2 175 197 สูงวัยในที่เดิม: ความร่วมมือในชุมชนเพื่อการดูแลผู้สูงอายุไทย https://so03.tci-thaijo.org/index.php/papojournal/article/view/285635 <p> ด้วยจำนวนผู้สูงอายุที่เพิ่มขึ้นในประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกรวมทั้งประเทศไทย ประเทศต่าง ๆ จึงออกมาตรการด้านสวัสดิการสังคมและสังคมสงเคราะห์เพื่อพัฒนาคุณภาพชีวิตผู้สูงอายุ แนวคิดหนึ่งที่ประเทศต่าง ๆ นำมาใช้คือความพยายามให้ผู้สูงอายุอยู่ในสภาพแวดล้อมเดิมให้นานที่สุดหรือเรียกแนวคิดนี้ว่า สูงวัยในที่เดิม แนวคิดนี้มุ่งเน้นการช่วยให้ผู้สูงอายุสามารถอยู่ในบ้านหรือสถานที่ที่รู้จักและสนับสนุนการดูแลตนเอง บทความวิชาการเรื่อง สูงวัยในที่เดิม: ความร่วมมือในชุมชนเพื่อการดูแลผู้สูงอายุไทย มีวัตถุประสงค์เพื่อสำรวจการนำแนวคิดสูงวัยในที่เดิมมาใช้ในประเทศไทย ศึกษาโดยการสำรวจเอกสาร ตำราและงานวิจัยที่เกี่ยวข้อง โดยพบว่า ประเทศไทยเริ่มนำแนวคิดดังกล่าวมาใช้ในระบบการดูแลผู้สูงอายุระดับชุมชนตั้งแต่ พ.ศ. 2545 ในลักษณะการสร้างความร่วมมือระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน ภาคประชาสังคมในชุมชนเพื่อสนับสนุนผู้สูงอายุให้อยู่อาศัยในบ้านในชุมชนได้อย่างมีคุณภาพ ดังปรากฏในโครงการต่าง ๆ ของภาครัฐไทยที่ออกแบบโครงการตามแนวคิดสูงวัยในที่เดิม อย่างไรก็ตามการขับเคลื่อนแนวคิดการสูงวัยในที่เดิมจะสำเร็จได้ต้องอาศัยการจัดสรรทรัพยากรอย่างเหมาะสม เช่น งบประมาณ บุคลากร โครงสร้างพื้นฐานและการบูรณาการระหว่างหน่วยงานภาครัฐ ภาคเอกชน และภาคประชาสังคม</p> ปิยากร หวังมหาพร ลิขสิทธิ์ (c) 2025 วารสารด้านการบริหารรัฐกิจและการเมือง 2025-07-24 2025-07-24 14 2 1 16